LOGINปีคังซีที่ 51
มวลเมฆหนาทึบทยอยโปรยปรายสายฝนกระหน่ำ สายฟ้าพลันฟาดเปรี้ยงลงบนยอดไม้จนแหลกลาญ ร่างสง่างามของชายฉกรรจ์นับสิบคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเฉียนชิงกง[1] ชายรูปงามองอาจที่อยู่แถวหน้าสุดสวมใส่ชุดปู่ฝู[2]ลวดลายมังกรห้าเล็บปักบนฉลองพระองค์ไหมต่วน บ่งบอกตำแหน่งเหอซั่วชินหวัง[3]
เขาสง่างามอย่างหาได้ยากยิ่ง คิ้วเรียวคมเข้มสอดรับกับดวงตาเยือกเย็น จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบซึ่งยากนักที่จะยกยิ้ม ใบหน้าคมเข้มมิได้เปิดเผยอารมณ์ใดๆ ร่างแกร่งกร้าวเปียกปอนท่ามกลางสายฝนยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามดุดัน แม้ว่ากระแสลมและเม็ดฝนขนาดเท่าหัวแม่โป้งจะซัดถล่มแต่ทว่าเหล่าชายหนุ่มยังคงยืนหยัดอย่างทระนง ไม่มีใครกล่าวคำใดออกมานอกจากเฝ้ารออย่างสงบ
องค์รัชทายาทอิ้นเหริงถูกกล่าวหาว่าข่มเหงรังแกเหล่าอนุชา ซ่องสุมกำลังพลและรับสินบน จึงเป็นเหตุให้คังซีสั่งปลดรัชทายาทออกจากตำแหน่งและควบคุมตัวไว้ภายในตำหนักจนกว่าจะสิ้นพระชนม์ เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างแรงตึงเครียดแก่วังต้องห้ามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าฐานอำนาจของรัชทายาทจะถูกสั่นคลอนจนพังทลายราบคาบ
บัดนี้สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาจากท้องฟ้าสีเทาทะมึน บดบังแสงตะวันไปจนหมดสิ้น อารมณ์ของคังซียังคงขุ่นมัวพอๆ กับเมฆดำมืดที่ร้องครั่นครืนอยู่เหนือศีรษะ
“ออกไปบอกพวกมันว่าถ้ายังไม่กลับไปอีก ข้าจะสั่งปลดพวกมันทุกคน! และถ้าใครกล้าขอร้องแทนอีก ข้าจะตัดหัวมัน!”
สุรเสียงผ่าเปรี้ยงยิ่งกว่าฟ้าคำราม เสียงถ้วยชาถูกขว้างแตกดังออกจากภายในพระตำหนัก ก่อนที่จางกงกงผู้เป็นขันทีคนสนิทของคังซีจะเปิดประตูตำหนักออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งคุกเข่าอยู่ท้ายแถวรีบผุดลุกขึ้นมาทันทีที่เห็นจางกงกง
“จางกงกง ขอให้พวกเราเข้าพบเสด็จพ่อได้หรือไม่”
“ได้โปรดเถิดองค์ชายสิบ ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังมีอารมณ์ไม่สู้ดี หากพวกท่านดึงดันจะขอร้องแทนองค์รัชทายาทอีก เกรงว่าพวกท่านอาจจะต้องโทษตามไปด้วย ตอนนี้พายุแรงมากได้โปรดเสด็จกลับกันก่อนเถิด หากไม่ทรงเห็นแก่พระองค์ก็โปรดเห็นแก่เสด็จแม่ของพวกท่านเถอะนะ ตอนนี้ส่งคนมาสอบถามให้วุ่นไปหมด”
“ไม่ได้! ข้าต้องการพบเสด็จพ่อ”
“ใจเย็นๆ เถิดพ่ะย่ะค่ะองค์ชายสิบ ถึงท่านเข้าไปตอนนี้ก็มีแต่จะยิ่งแย่ลงกว่าเก่า” จางกงกงส่งสัญญาณมือให้ขันทีเข้าไปกางร่มถวายองค์ชาย แต่ถูกปฏิเสธ จางกงกงจึงปาดเหงื่อ ไม่รู้จะห้ามปรามองค์ชายหนุ่มเลือดร้อนผู้นี้ได้อย่างไรดีจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากองค์ชายเก้าซึ่งคุกเข่าอยู่ข้างกัน
“อิ้นเอ๋อ ปกติแล้วเจ้าก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับพี่รองนัก แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้ดุดันนักเล่า”
ความหมายขององค์ชายเก้าคือ หุบปากของเจ้าซะ! แต่นิสัยขององค์ชายสิบเป็นคนเลือดร้อน ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ถี่ถ้วน นึกจะพูดก็พูดโดยไม่คิด
“ก็... ก็วันเกิดของข้าทุกปี พี่รองจะมอบของขวัญเป็นม้าพันธุ์ดีจากมองโกล มาตอนนี้พี่รองกำลังเดือดร้อน จะไม่ให้ข้าช่วยได้อย่างไรเล่า หรือว่าเสด็จพ่อทรงตัดเลือดในอกได้จริงๆ เสด็จพ่อไร้พระทัยเกินไปแล้ว”
องค์ชายสิบวัยยี่สิบเจ็ดชันษากล่าวโผงผาง นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดโดยไม่สนใจว่าจะล่วงเกินใคร ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีผลงานอะไรมากมายเหมือนพวกพี่ๆ แต่เสด็จพ่อก็ทรงโปรดปราน มอบตำแหน่ง ‘จุ้นหวัง[4]’ และประทานชื่อให้ว่า ‘ตุนจุ้นหวัง’ องค์ชายสิบจึงยิ่งส่งเสียงดัง ก่อนจะรีบเงียบเสียงเมื่อชายที่อยู่แถวหน้าสุดปรายสายตาเย็นเฉียบมองมา
“อิ้นเอ๋อ เจ้าอย่าบังอาจล่วงเกินเสด็จพ่อ สิ่งที่เสด็จพ่อทรงเกลียดชังที่สุดก็คือการทะเลาะเบาะแว้งแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พี่น้องทุกคนมาด้วยน้ำใจแต่เจ้ามาเพราะเห็นแก่ของขวัญราคาแพงที่เคยได้รับงั้นหรือ”
น้ำเสียงทรงอำนาจก่อแรงกดดันหนักหน่วงจนบรรยากาศเปลี่ยนกระแสไปในฉับพลัน
คนผู้นั้นคืออิ้นเจิน องค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าชิง
“ข้า... ข้า... น้ำใจระหว่างพี่น้องไม่มีอะไรแอบแฝง เสด็จพ่อต้องเข้าใจข้าอยู่แล้ว ท่านนั่นแหละพูดแบบนี้ได้อย่างไร!”
“น้ำใจระหว่างพี่น้อง? อนุของเจ้ากับพระชายาของพี่รองเป็นพี่น้องกัน... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะเห็นแก่พวกนางจนอกตัญญูต่อเสด็จพ่อได้นะ”
“ท่าน!” องค์ชายสิบหน้าเปลี่ยนสี ที่เขามาคุกเข่ากลางสายฝนในวันนี้ก็เพราะอนุคนโปรดร้องห่มร้องไห้ให้ช่วยจริงๆ นั่นแหละ
“พี่สี่ ท่านก็รู้ดีว่าเหตุใดพี่รองถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ท่านนั่นแหละที่อยู่เบื้องหลัง เลิกปั้นหน้าเป็นห่วงเป็นใยเสียทีเถอะ ท่านช่างจัดการเรื่องนี้ได้หมดจดยิ่งนัก” องค์ชายสิบชี้นิ้วใส่อย่างไม่ละเว้น อีกฝ่ายนั้นกลับมิได้เก็บมาเป็นอารมณ์ ใบหน้าคมเข้มสงบนิ่ง แหงนสู้เม็ดฝนโดยไม่สะทกสะท้าน องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงวัยยี่สิบสี่ชันษาจึงรับหน้าที่ปิดปากคนโง่งมให้แทน
“พี่สิบ... มีคำกล่าวว่าบัณฑิตแสวงหาความถูกต้อง ส่วนคนพาลแสวงหาแต่ผลประโยชน์ ท่านจะบอกว่าการที่พี่รองติดสินบนโกงกินเงินหลวงจนถูกเสด็จพ่อสั่งลงโทษ เสด็จพ่อทรงเลอะเลือนไปเองอย่างนั้นหรือ”
“เจ้า!!”
“และการที่ท่านเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ จนถึงยอมยื่นมือให้ความช่วยเหลือคนผิด ท่านไม่กลัวถูกเสด็จพ่อเข้าใจผิดว่าท่านเป็นพวกเบาปัญญา ไร้ความคิดหรอกหรือ คนทั่วหล้าเขาจะคิดได้ว่าตุนจุ้นหวังผู้สูงส่งต้องการเอาใจอนุในจวนด้วยวิธีเช่นนี้ ระวังชายาเอกของพี่จะเสียใจนะ”
“เจ้า!! เจ้า!!” องค์ชายสิบโกรธแต่ไม่อาจหาคำโต้แย้งน้องสิบสามได้แม้แต่ครึ่งคำ สีหน้าจึงแดงก่ำด้วยแรงเดือด แต่อิ้นเสียงไม่ได้ให้ความสำคัญต่อพี่ชายคนนี้
“เรื่องนี้ท่านหวังเย๋ผู้ทรงธรรมอย่างพี่แปดน่าจะรู้ดีกว่าใครนะพี่สิบ”
เหนือขึ้นไปด้านบนตำหนักเฉียนชิงกง มวลเมฆส่องแสงฟ้าแลบดุจมังกรพาดผ่าน คำรามเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยง อิ้นซื่อเป้ยเล่อ[1]องค์ชายลำดับที่แปดเหยียดยิ้มออกมาอย่างสุขุม เค้าโครงใบหน้าขององค์ชายแปดสง่างามหมดจดเยี่ยงบัณฑิตผู้เคร่งขรึม แววตาคมปลาบจ้องมองทะลุทุกสิ่ง แม้จะมีชาติกำเนิดจากพระมารดาชาวฮั่นต่ำต้อย โอกาสที่จะได้ขึ้นครองบัลลังก์มีน้อยนิดแต่ทว่าจำนวนขุนนางที่ให้การสนับสนุนเขานั้นเป็นขุมกำลังที่ไม่สามารถมองข้ามได้
“น้องสิบสาม... เรื่องนี้เสด็จพ่อเป็นผู้ตัดสิน ข้าเป็นเพียงผู้ทูลถวายหลักฐานการรับสินบนของพี่รอง ข้ามิบังอาจก้าวล่วงการตัดสินใจของเสด็จพ่อ เพียงแต่ต้องการขอร้องให้เสด็จพ่อทรงเมตตาลูกเมียของพี่รองบ้างสักนิด”
องค์ชายแปดประสานมือทำความเคารพป้ายชื่อตำหนักเฉียนชิงกง
“สิ่งที่ข้านึกไม่ถึงก็คือคนสนิทของพี่รองอย่างพี่สี่ต่างหาก หากไม่ใช่ท่านยอมเปิดเผยข้อมูลของพี่รอง แผ่นดินต้าชิงของเสด็จพ่อย่อมหนีไม่พ้นภัยขุนนางกังฉิน ข้านับถือคุณธรรมของท่านยิ่งนัก ผลงานในครั้งนี้สมควรเป็นของท่าน”
“พี่แปด การเชิดชูคุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญก็จริงอยู่ แต่คนที่ชอบแทงข้างหลังคนอื่น ไม่นับว่าเป็นลูกผู้ชายสักนิด”
องค์ชายสิบและองค์ชายเก้ารีบเสริมทันที องค์ชายแปดอิ้นซื่อแม้จะไม่ได้ตอบรับแต่ก็มิได้ปรามเหล่าน้องๆ อุปมาดั่งยืมปากคนอื่นพูดแทน กล่าวหาว่าพี่สี่ทำตัวจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แว้งกัดแม้กระทั่งผู้ที่สนับสนุนอุ้มชู สายตาขององค์ชายผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายจึงพุ่งตรงไปที่ชายร่างสูงใหญ่ที่คุกเข่าอยู่แถวหน้าสุด
องค์ชายสี่อิ้นเจิน
ดวงตาคมกร้าวขององค์ชายสี่ ทำให้จางกงกงถึงกับก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว
[1] เจ้าฟ้าชายชั้นสาม
[1] ตำหนักทรงพระอักษร
[2] เสื้อคลุมปักลายสัตว์มงคล (ปู่ฝู) ในสมัยชิง เป็นเครื่องแต่งกายสำคัญของเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ทั้งยังเป็นเครื่องแต่งกายที่สุภาพของสมัยชิง เสื้อคลุมปู่ฝูใช้ลายปักด้านหน้าอกและด้านหลังเป็นเครื่องมือในการแยกแยะตำแหน่งสูงต่ำของข้าราชการ พระบรมวงศานุวงษ์ใช้ลายปักทรงกลม แบ่งเป็นมังกรห้าเล็บและงูยักษ์สี่เล็บ ขุนนางข้าราชการกรมการต่างๆ ใช้ลายปักทรงสี่เหลี่ยม
[3] เจ้าฟ้าชายชั้นเอก เรียกแบบลำลองว่าหวังเย๋
[4] เจ้าฟ้าชายชั้นโท
อีกฟากหนึ่งของวังหลังบรรยากาศของฉูเชียวกงที่เคยคึกคักเปล่งประกายบารมีล้นฟ้า บัดนี้เงียบเหงาวังเวงร้างผู้คน แม้แต่ดอกไม้ใบไม้ยังเหี่ยวเฉาไร้ราศี มีแต่ความหม่นหมองกลัดกลุ้ม อี้กุ้ยเฟยเขียนจดหมายถวายฮ่องเต้คังซีฉบับแล้วฉบับเล่าแต่ก็ไม่มีอะไรตอบกลับมา บนพื้นโถงกลางตำหนักอันว่างเปล่าจึงเต็มไปด้วยเศษจดหมายที่อี้กุ้ยเฟยเขียนพรรณนาซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ “วันปีค่อยเคลื่อนคล้อยผ่านผัน อดีตรุ่งเรืองแสนสั้น... เสื่อมโทรม ราตรีเงียบเหงา คับแค้นไร้ที่สุด...”อี้กุ้ยเฟยแม้จะตกต่ำแต่นางก็ยังยึดมั่นถือมั่น แต่งกายงดงามดุจเดิมด้วยหวังว่าอาจจะมีราชโองการให้เข้าเฝ้าสักวัน อี้กุ้ยเฟยนำพระมาลาของอดีตฮองเฮามากอดไว้ ดวงตาเลื่อนลอยพลางลูบไล้พระมาลาซึ่งประดับด้วยไข่มุกบนยอดมีลักษณะคล้ายยอดเจดีย์แบ่งเป็นสามชั้น แต่ละชั้นฝังไข่มุกหนึ่งเม็ดพร้อมหงส์ทองคำและตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่า อี้กุ้ยเฟยฝันถึงวันที่จะได้สวมพระมาลานี้มาตลอดชีวิต แต่วันนี้นางสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทำได้เพียงแต่นั่งจ้องมองกำแพงว่างเปล
บทที่ 22 วาจาฆ่าคนได้ชนิดไร้เลือดตกเพล้ง!! “ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้า ไป๊!!”มู่กุ้ยเหรินอาละวาดด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ขว้างปาถ้วยยาบำรุงและด่ากราดใส่นางกำนัลที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว เดิมทีนางเป็นสนมชั้นกุ้ยเหรินก็โดนดูถูกดูแคลนพออยู่แล้ว แต่บัดนี้นางตกเป็นผู้ถูกกักขังภายในห้องท้ายตำหนักเล็กๆ ของพวกสนมชั้นฉางไจ้ โดนดูถูกเหยียดหยามต่างๆ นานาและไร้คนเหลียวแล ช่างน่าสังเวชยิ่งนักมู่กุ้ยเหรินวันๆ เอาแต่ร่ำไห้ทุกข์ทน นางต้องโดนสนมต่ำศักดิ์กว่ารังแกไม่พอ ความเป็นอยู่ยังอัตคัตคับแคบ ยามกลางวันห้องจะร้อนดุจไฟ ยามกลางคืนห้องจะเหน็บหนาวเสียดแทงกระดูก หลังจากเหตุการณ์ฟ้าถล่มในวันนั้น บรรดาบ่าวไพร่ที่เคยมีเคยห้อมล้อมต่างฉกฉวยข้าวของแล้วจากไปรับใช้นายคนอื่น สมบัติที่มู่กุ้ยเหรินเหลืออยู่มีเพียงเครื่องประดับบรรจุในกล่องไม้เล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ มู่กุ้ยเหรินกอดมันไว้เพื่อเก็บให้ลูกและร่ำไห้ตลอดเวลา รู้ตัวดีว่าโชคลาภได้เดินหนีไปจากชีวิตนางหมดสิ้นแล้ว“
ปกติยงชินหวังอิ้นเจินก็ทรงงานหนักมากอยู่แล้ว จู่ๆ กลับเร่งโหมงานเพิ่มขึ้นราวกับมีเป้าหมายอะไรบางอย่างในใจ เฟิงหลงไม่เข้าใจเลยสักนิดจึงอดเป็นห่วงไม่ได้“หวังเย๋ ท่านเองก็อายุไม่ใช่น้อยแล้ว ทายาทสืบสกุลก็ยังไม่มีวี่แวว เหล่าพระชายารองเอยอนุเอยล้วนงดงามสมกับที่ท่านจวินอี้คัดเลือกมาถวาย แต่ท่านมีแต่จะหาเรื่องเฉไฉ มีอย่างที่ไหนปล่อยให้ลูกน้องมาโฉบชายากับอนุไปทีละคนสองคน ใจกว้างเสียจนชาวบ้านนินทาขบขัน”“เด็กๆ พวกนั้นเขารักกันชอบกัน อีกอย่างข้ารับพวกนางเขาจวนมาปกครองดูแลเฉยๆ ไม่ได้ร่วมหอ ข้าจะไปขัดขวางความรักของพวกเขาทำไมเล่า”“ท่านไม่ใช่ชายโสดมาตั้งแต่อายุสิบสามแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ จะมัวหวงเนื้อตัวไปเพื่อใครกัน”อิ้นเจินไม่ได้ฟังที่พ่อบ้านบ่น เพราะสมองยังครุ่นคิดแต่เรื่องงาน งานที่กำลังทำรุดหน้าไปมาก แต่เขาไม่มีเวลาอีกแล้ว... ต้องเร่งงานให้เร็วกว่านี้อีก บุรุษหนุ่มรูปงามจิบชาเงียบๆ เพียงลำพัง เสี้ยวพักตร์กร้าวแกร่งทอดมองดวงดาว ตั้งใจจะพักสมองชั่วครู่แล้วค่อยลุยงานต่อ“หากทรงต้องการอะไร ทรงเรียกใช้กระหม่อมได้ทุกเมื่อพ่
“ใช่ๆ ข้ากับเทียนจื้อเองก็แอบคบกันอยู่ ข้าเข้าใจดีว่ากว่าจะได้เจอกันมันลำบากแค่ไหน ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใครเลย เจ้าวางใจได้” ซื่อจื่อรีบปลอบหลิวหลานให้คลายกังวลพร้อมร้องขอให้นาราช่วยหาวิธีให้คนคู่นี้สมปรารถนา นาราก็ได้แต่ถอนใจเพราะไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่ปัญหาหัวใจของนางเองก็ยุ่งเหยิงและไร้ทางออกพอกัน ------------หลายวันนี้จวินอี้ทานข้าวได้เพียงนิดเดียว ตะเกียบของนางก็หยุดนิ่ง ใบหน้าซีดเซียวอย่างคนทุกข์ใจ ทั้งๆ ที่ตอนนี้เริ่มเข้าฤดูร้อนแล้วแต่หัวใจของจวินอี้ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาหนาวเหน็บ อ้างว้างไร้ทางออก จวินอี้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเหล่าสนมในวังถึงชื่นชอบขนมหวานบาดลิ้นกันยิ่งนัก นั่นเป็นเพราะหัวใจของพวกนางขมขื่นจนต้องหาของหวานมาชดเชยนั่นเอง“ชมเบญจมาศดูสิเพคะ หวังเย๋ทรงสั่งให้คนงานปลูกไว้เต็มสวน หม่อมฉันขอตัดดอกมาประดับห้อง งามยิ่งนักเพคะ” จินจูไม่อยากให้เจ้านายซึมเซาในห้องทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ จึงพยายามสรรหาของสวยๆ งามๆ เพื่อดึงดูดใจพระชายาให้สดชื่นบ้าง “ดอกสีขาวนั่นชื่อมั่ง
“เราไม่มีเวลาส่งน้ำรอบใหม่แล้ว จะทำอย่างไรกันดีเล่า”“คงต้องกราบทูลฝ่าบาทตามจริงแล้วล่ะ”“ไอ๊หยา หากฝ่าบาทพิโรธ หัวข้าก็ได้หลุดจากบ่าน่ะสิ” เจ้ากรมพิธีการหน้าซีดใจสั่น ปัญหาที่แก้ไม่ตกนี้สร้างความหวาดหวั่นไปทั่วกรม เหล่ากงกงตัวเล็กตัวน้อยนั่งกันไม่ติด นาราเองก็ได้ยินได้ฟังความทุกข์ร้อนของกงกงทั้งสอง แต่ตอนนี้สมองของนางปิดระบบการทำงาน ร่างบางจึงเดินต้อยๆ ตามหลังซื่อจื่อไปรับของที่ต้องการและกลับตำหนักโดยไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่นอีก“พี่หนิงเอ๋อร์จะไม่ช่วยจางกงกงหน่อยเหรอเจ้าค่ะ”“ไม่ล่ะ ข้าเข็ดแล้ว”ซื่อจื่อละล้าละหลังเพราะช่วงที่เหยียนชีกงตกที่นั่งลำบาก จางกงกงก็ดีต่อเต๋อเฟยเสมอต้นเสมอปลาย ดังนั้นซื่อจื่อจึงแอบกระซิบถามเพื่อช่วยจางกงกง “แล้วถ้าเป็นพี่หนิงเอ๋อร์ พี่หนิงเอ๋อร์จะทำอย่างไรเจ้าคะ” ซื่อจื่อรู้ธรรมเนียม วางเงินหนึ่งอีแปะใส่มือนารา พอได้แตะเงินสมองอันเฉื่อยแฉะก็เหมือนถูกเปิดสวิตซ์อีกครั้ง นาราคิดอยู่อึดใจก่อนตอบ“ง่ายนิดเดียว แค่เ
บุรุษร่างสูงสง่าเอนไหล่พิงเสาศิลา สองแขนกอดนางกำนัลน้อยไว้แน่น เขารู้ดีว่ามีพลังอำนาจที่ไม่อาจต้านทานจะพรากนางไปจากเขา พรากชีวิตของนาง อิ้นเจินคิดอย่างโกรธเกรี้ยวขณะมองแสงตะวันเรืองรองที่แผ่ซ่านมาจับต้องผิวกายนวลผ่อง และในที่สุดเขาก็คิดออก“ข้าคิดว่าข้าพอจะมีวิธีแก้ปัญหาให้เจ้าแล้ว”“ทำยังไงเพคะ”“ปล่อยให้เป็นธุระของข้าเอง น่าจะต้องใช้เวลาสักพัก” เขาไม่ลืมที่จะย้ำอีกครั้ง แววตาจับนิ่งที่นางกำนัลตัวน้อย “จำไว้แค่ว่าเจ้าต้องเป็นเมียข้า”“เอ๊ะ! หม่อมฉันไม่ยินยอมเป็นเมียของท่าน”เขาพูดต่อโดยไม่สนใจ “และข้าเป็นคนขี้หึงพอตัว”แล้วจะบอกนางทำไมวะคะ “ท่านนี่ช่างพูดไม่รู้เรื่อง บอกว่าไม่ก็ไม่สิเพคะ หม่อมฉันดูแลตัวเองได้ไม่จำเป็นต้องแต่งกับท่าน หากต้องการยืดชีวิตของหม่อมฉัน ขอหม่อมฉันอยู่เงียบๆ อย่างสงบ ไม่เปิดเผยตัวตนเถอะ”“แต่ข้าต้องการให้คนทั่วหล้ารู้ว่าเจ้าเป็นเมียข้า”คนผี!!ยิ่งเขาพูดนางก็ยิ่งแสดงอาการหายใจติดๆ ขัดๆ เพราะเขาโ
เฉินกูกูพร้อมด้วยนางกำนัลกับขันทีอีกสามสี่คนพาหมอหลวงมาถึง ขณะที่ถูกประคองร่างออกไปจากศาลาสวดมนต์ สตรีชุดเทาผู้นั้นก็มองไปทางภูเขาจำลองซึ่งเป็นที่ซ่อนของนาราตลอดเวลา พยายามจะบอกให้คนไปตามตัวนาราออกมาแต่ยังพูดอะไรไม่ไหว“เหนียงเหนียงเพคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ดีเองที่ปล่
“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”“แล้วยังไม่รีบไปจัดการให้เรียบร้อยอีก ต้องรอให้ข้าสั่งทำโทษเจ้าใช่หรือไม่เถาจื่อ”“ข้าน้อยมิกล้าๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ” นางกำนั
บทที่ 2 เผ่นเถอะจ้า ตำหนักเหยียนชีกง ตำหนักพระสนมเต๋อเฟย เช้าตรู่หลังจากสายฟ้ากระหน่ำเบาบางลง ท้องฟ้
ยงหวังฝู... วังขององค์ชายสี่ “อย่าคิดมากไปเลยพี่สี่ ท่านรับมอบอำนาจหน้าที่จากเสด็จพ่อให้ปราบปรามพวกขุนนางกังฉิน พวกพี่แปดพี่เก้าพี่สิบแอบรับสินบนจากกังฉินพวกนั้นเงียบๆ มานาน พอท่านขยับตัวย่อมทำให้พวก







