Se connecterตอนที่ 6: ข่าวลือในกอง 🌧
แสงจากสปอตไลท์ในงานเปิดตัววันนั้นมอดดับลงไปตามกาลเวลา ทว่า ‘แรงสั่นสะเทือน’ ของมันกลับยังทิ้งร่องรอยเป็นวงกว้างทอดตัวยาวอยู่ในกองถ่ายอย่างเห็นได้ชัด หากเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างผมกับทิวเขาเป็นผืนน้ำที่เคยสงบนิ่ง ตอนนี้มันคงกำลังถูกหินก้อนใหญ่โยนลงมาจนเกิดแรงกะเพื่อมไม่จบสิ้น จากเพียงคำหยอกเย้าที่เคยคิดว่าไร้สาระของเพื่อนร่วมงาน เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสายตาจ้องจับผิด และบทสนทนาที่มักจะถูกลดเสียงลงอย่างจงใจยามที่ผมก้าวเท้าเดินผ่าน โดยเฉพาะยามที่ทิวเขาขยับเข้าใกล้... ระยะห่างที่เคยถูกจำกัดความว่าเป็น ‘หน้าที่’ กลับถูกตีความใหม่เป็นอย่างอื่นในมโนนึกของผู้คนที่จ้องมองมา นาฬิกาทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ในเวลาตีห้าตรง ท้องฟ้าเบื้องบนยังไม่ทันเปิดม่านรับวันใหม่ดีนัก แต่กองละครกลับเริ่มเคลื่อนไหวด้วยความวุ่นวายที่เป็นเอกลักษณ์ ผมยังคงเลือกที่จะมาถึงเป็นคนแรกเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรายละเอียดจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ผมนั่งจมอยู่กับการเช็กคิวบวงสรวง จัดเตรียมกาแฟรสชาติเฉพาะตัวที่เขาโปรดปราน ตรวจเช็กความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายในซีนเช้า พร้อมกับประสานงานกับฝ่ายโปรดักชันไปพลาง แม้ความล้าจากการข่มตาหลับไม่ลงทั้งคืนจะเข้าจู่โจมจนขอบตาร้อนผ่าว แต่คำว่า ‘ผู้จัดการ’ ที่ค้ำคออยู่ ก็ทำให้ผมต้องฝืนยิ้มละไมเพื่อขับเคลื่อนทุกอย่างให้เดินหน้าต่อ ทว่า... สัมผัสเย็นเยียบที่กระทบผิวในเช้านี้กลับไม่ใช่ลมหนาว แต่มันคือกระแสความเย็นชาจากสายตาหลายคู่ที่เริ่มผิดแผกไปจากเดิม จังหวะที่เดินผ่านมุมพักผ่อนของทีมงาน บทสนทนาที่เคยเจื้อยแจ้วกลับเงียบกริบลงราวกับมีใครจงใจกดปุ่มตัดสัญญาณ หลายคนเบือนหน้าสบตากันอย่างมีเลศนัย ความอึดอัดที่มองไม่เห็นเริ่มโอบล้อมรอบตัวผมช้าๆ จนหายใจลำบาก ขณะที่ผมกำลังใช้สมาธิจดจ่อกับการตรวจทานสคริปต์อยู่หลังฉากกั้น เสียงกระซิบกระซาบจากทีมงานหญิงสองคนที่ยืนอยู่ถัดไปไม่ไกลนักก็ลอยมากระทบหู "แกว่าข่าวที่เขาลือกัน... มันมีมูลบ้างไหม" "จะเหลือเหรอ เห็นกันอยู่ทั้งกองว่ามัน 'เกิน' คำว่าดูแลไปขนาดไหน" "นั่นสิ เป็นแค่ผู้จัดการแต่ทำตัวติดหนึบกับพระเอกเบอร์หนึ่งไม่ยอมห่าง เห็นแล้วอดหมั่นไส้แทนคุณนับดาวไม่ได้จริงๆ" เสียงหัวเราะในลำคอที่ตามมาด้วยประโยคถัดไป ทำให้มือที่ถือแฟ้มงานของผมเย็นเฉียบจนแทบควมคุมไม่ได้ "ไม่รู้ว่างานที่ดูแลน่ะ... มันคืองานในกอง หรือว่างานบนเตียงกันแน่" ผมชะงักนิ่ง ลมหายใจสะดุดกึก ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาไม่ใช่เพียงความโกรธขึ้ง แต่มันคือความอับอายที่ซึมลึกไปถึงขั้วหัวใจ เพราะส่วนลึกในมโนสำนึกของผมรู้ดีที่สุด... ว่าคำครหาเหล่านั้น มีเศษเสี้ยวของ 'ความจริง' ที่ผมพยายามปกปิดปนเปอยู่ในนั้นเสมอมา ท่ามกลางอากาศที่อบอ้าวในช่วงพักกอง ทิวเขาเดินกลับเข้ามาในห้องพักด้วยสีหน้าอิดโรย ทันทีที่สายตาคมกริบปะทะเข้ากับร่างของผม เขาก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่นำพาต่อสายตาของเหล่านักแสดงสมทบที่กระจายตัวอยู่รอบห้อง "ปวดหัวว่ะ..." เสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบา สัญชาตญาณสั่งให้ผมเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ ผมรีบคว้าซองยาที่เตรียมไว้ส่งให้เขา พร้อมยื่นน้ำตามไปอย่างรู้งาน ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วกำลังจะสัมผัสกัน นักแสดงรุ่นน้องคนหนึ่งที่นั่งอยู่อีกฟากกลับส่งยิ้มที่ชวนให้รู้สึกประหลาดมาให้ "พี่ธาราดูแลดีเกินบทบาทผู้จัดการไปหรือเปล่าครับเนี่ย? เห็นแล้วผมล่ะอยากมีคนคอยประคบประหงมแบบพี่บ้างจัง" บรรยากาศในห้องคล้ายจะถูกแช่แข็งในฉับพลัน ผมรีบชักมือกลับและก้าวถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวทันที "มันคือหน้าที่ครับ... ผมต้องมั่นใจว่านักแสดงในความดูแลจะพร้อมที่สุดสำหรับการทำงาน" ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามเค้นให้เรียบเฉยที่สุด ทว่าท่าทีที่ผม ‘เว้นระยะ’ ออกไปนั้น กลับทำให้ทิวเขาขมวดคิ้วมุ่น แววตาที่เคยอ่อนแสงกลับฉายแววขุ่นมัวอย่างปิดไม่มิด เขาคงไม่ชอบใจนักที่ผมทำเหมือนเราเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อหน้าสาธารณชน ในช่วงบ่ายที่แสงแดดเริ่มโรยรา ต้นกล้าเดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดเกินกว่าที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งจะเป็น "ธารา... มึงไหวไหม" "ครับ? พี่ต้นกล้าหมายถึงเรื่องอะไรเหรอ" ผมแสร้งถามกลับ พร้อมส่งยิ้มเจื่อนๆ "อย่ามาทำหน้าซื่อหน่อยเลย ช่วงนี้คนเอาเรื่องมึงไปพูดกันสนุกปากขนาดไหนมึงก็น่าจะรู้" ต้นกล้าถอนหายใจยาวเหยียด "เขาหาว่ามึงใช้อำนาจความเป็นผู้จัดการส่วนตัวเข้าหาพี่ทิวเกินขอบเขต บางคนก็... หาว่ามึงจงใจอ่อยเขา" ผมเงียบงันไปเนิ่นนาน ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะแผ่วเบาออกมา แต่มันกลับเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูขื่นขมที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา "มันก็สมควรแล้วนี่ครับ... ที่คนเขาจะพูดแบบนั้น" "มึงพูดอะไรออกมาน่ะ ธารา!" "ในเมื่อสิ่งที่คนอื่นเห็นมันคือความจริง... มีแต่ผมคนเดียวที่ยังหลอกตัวเองว่ามันเป็นความลับ" น้ำเสียงของผมเบาหวิวราวกับจะปลิวไปกับสายลม ผมเริ่มหมดเรี่ยวแรงที่จะแบกรับหน้ากาก ‘ผู้จัดการผู้ภักดี’ นี้ไว้บนบ่าอีกต่อไป หลังจากนั้น ผมพยายามถอยห่างออกมาอย่างจริงจังในทุกย่างก้าว ไม่เฉียดเข้าใกล้ทิวเขาในยามที่มีสายตาคู่อื่นจ้องมอง ไม่เผลอไผลแตะต้องผิวกายกันแม้เพียงปลายนิ้ว และเลือกที่จะยืนอยู่ในเงาสลัวที่ไกลออกไป แม้เขาจะส่งสายตาเรียกหากันเพียงใด ทว่า... ยิ่งผมเพียรพยายามถอยห่าง ทิวเขากลับยิ่งรุกไล่ให้จนมุม ในซีนสำคัญช่วงเย็น ทิวเขาเริ่มแสดงอาการขุ่นเคืองอย่างชัดเจนเมื่อกวาดสายตาหาผมไม่เจอ สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเดินฝ่าโซนทีมงานออกมาตามหาผมด้วยตัวเอง ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่เฝ้ามองอย่างใคร่รู้ "หายไปไหนมา!" น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบ ทว่าทรงพลังจนความวุ่นวายรอบข้างดับวูบลง "ผม... ผมแค่มาคุยประสานงานกับทีมคอสตูมครับ" ผมตอบพลางก้มหน้าหลบเลี่ยงสายตาคมปลาบ "แล้วทำไมไม่บอกกู" ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว ทำเอาทีมงานหลายคนหันไปสบตากันด้วยความหมายที่ยากจะอธิบาย เพราะน้ำเสียงที่เขาสื่อออกมา... มันไม่ใช่สุ้มเสียงของพระเอกที่ถามหาผู้จัดการส่วนตัว แต่มันคือสุ้มเสียงของคนรักที่กำลังตั้งคำถามต่อความห่างเหินที่ได้รับ คืนนั้นภายในพื้นที่ส่วนตัวของคอนโด ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ผมนั่งนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงเนิ่นนาน ก่อนจะตัดสินใจรวบรวมเศษเสี้ยวของความกล้า เอ่ยสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจออกมา "คุณทิวครับ..." "หืม?" เขาขานรับแผ่วเบาขณะกำลังถอดเสื้อคลุมทิ้งลงบนโต๊ะ "ต่อไปเวลาอยู่ข้างนอก... เราอย่าใกล้ชิดกันมากนักเลยนะครับ" มือหนาชะงักกึกทันที เขาเบือนหน้ากลับมามองผมด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "ทำไม" "กระแสสังคมเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว... ผมไม่อยากให้ชื่อเสียงที่คุณสร้างมาต้องด่างพร้อยเพราะผม" ผมตอบพลางหลุบตาลงต่ำ เพื่อซ่อนความร้าวรานที่เริ่มเอ่อล้น ทิวเขานิ่งไปอึดใจ ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาหาผมช้าๆ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างเย็นเยียบทว่าแฝงด้วยกระแสอารมณ์ที่รุนแรง "แล้วมึงแคร์สิ่งที่คนอื่นพล่ามกันขนาดนั้นเลยเหรอ?" ผมทำได้เพียงส่งยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนการร่ำไห้มากกว่าการดีใจ "ผมแคร์... เพราะผมไม่อยากให้ใครมองคุณในแง่ร้าย" ประโยคนั้นทำให้เขานิ่งงันไปราวกับถูกสาป ก่อนเข้าสู่ห้วงนิทราในคืนนั้น ผมพยายามนอนหันหลังให้เขา ตั้งใจเหลือเกินที่จะก่อกำแพงล่องหนขึ้นมาเพื่อกั้นระยะห่าง ทว่าไม่ถึงห้านาที อ้อมแขนแข็งแกร่งของทิวเขาก็พาดผ่านเอวผม พร้อมกับรั้งร่างของผมให้เข้าไปแนบชิดกับแผ่นอกกว้าง อ้อมกอดนั้นรัดแน่นกว่าทุกครั้ง... ราวกับเขากำลังหวั่นเกรงว่าผมจะเลือนหายไป "ต่อให้คนทั้งโลกจะพูดอะไร... กูก็ไม่สน" เสียงทุ้มที่ดังอยู่ชิดริมหูหนักแน่นจนใจสั่น ผมหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหมอนอย่างเงียบเชียบ เพราะความจริงที่แสนโหดร้ายคือ สิ่งที่ผมหวาดกลัวที่สุดในยามนี้ไม่ใช่เสียงนินทาของคนทั้งโลก แต่มันคือหัวใจของผมเอง... ที่รักผู้ชายคนนี้เกินกว่าจะหาทางถอยหลังกลับได้อีกแล้ว 🌧ตอนที่ 8: ระยะห่างความเงียบเชียบภายในห้องพักส่วนตัวที่สตูดิโอดูจะหนักอึ้งและจมดิ่งกว่าทุกวัน กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดที่ ‘ธารา’ มักจะจัดเตรียมไว้ให้ ‘ทิวเขา’ ยังคงอบอวลเจืออยู่ในอากาศ ทว่าในสายตาของนักแสดงหนุ่ม... พื้นที่ข้างกายเขากลับดูโหวงเหวงอย่างน่าประหลาด เมื่อคนที่เคยยืนอยู่ตรงนั้นเสมอหายไปทิวเขาทิ้งตัวลงบนโซฟาหนัง สายตาคมกริบจดจ่ออยู่กับตารางงานในแท็บเล็ต แต่ใจกลับลอยล่องไปไกล เขาจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้สบตากับผู้จัดการส่วนตัวตรงๆ คือตอนไหน รู้เพียงว่าช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ธาราเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนความนิ่งสุขุมที่เขาเคยหลงใหล บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นกำแพงล่องหนที่ก่อตัวขึ้นอย่างประณีต ทุกครั้งที่ทิวเขาขยับเข้าใกล้เพื่อจะคว้าเอาความคุ้นเคยเดิมๆ กลับคืนมา ธารากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างแนบเนียน—รวดเร็ว ทว่านุ่มนวล ราวกับคำนวณพิกัดของระยะห่างไว้ในใจตลอดเวลา“กุญแจรถวางไว้ที่โต๊ะนะครับคุณทิว เย็นนี้ผมขออนุญาตกลับก่อน พอดีมีธุระส่วนตัวนิดหน่อยครับ”น้ำเสียงนั้นราบเรียบเสียจนคนฟังใจหาย ทิวเขาชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟ สายตาคมตวัดมองใบหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายทันที“
ตอนที่ 7: แฟนตัวจริง 🌧ความวุ่นวายในกองถ่ายวันนี้ดูจะจงใจกลั่นแกล้งกัน เมื่อกระแสลมปากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ลับๆ เริ่มพัดกระพือจนหนาหูขึ้นจน ‘ธารา’ รู้สึกเหมือนอากาศรอบกายค่อยๆ หายไป สิ่งที่เขาพยายามภาวนามาตลอดกลับปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง“นับดาว” ก้าวเข้ามาในพื้นที่ที่ควรจะมีแค่เขากับทิวเขาไม่ใช่เพราะความระแวง หรือเพราะจับพิรุธได้จากข่าวลือ แต่เป็นสัญชาตญาณบางอย่างที่บอกเธอว่า ‘พื้นที่’ ในหัวใจของคนรักกำลังถูกใครบางคนแทรกซึม... โดยที่เธอไม่ทันตั้งตัวท่ามกลางเสียงตะโกนสั่งงานของทีมงานและความโกลาหลของการเตรียมฉากสำคัญ ทุกอย่างพลันสงบนิ่งลงเพียงเพราะการปรากฏตัวของสตรีคนหนึ่ง“พี่นับดาวมา!”นับดาวก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามสมฐานะดาวค้างฟ้า แว่นกันแดดสีชาบดบังดวงตาคู่สวย ทว่าไม่อาจบดบังรอยยิ้มละมุนที่ส่งให้ทุกคนอย่างเป็นกันเอง เธอช่างสวย... สวยเสียจนธาราต้องรีบเบือนหน้าหนี เพราะความสมบูรณ์แบบนั้นมันย้ำเตือนถึง ‘ช่องว่าง’ ที่เขาไม่อาจเอื้อมถึงความสว่างไสวของเธอ... กำลังแผดเผาเงาอย่างผมให้มอดไหม้จนแทบไม่มีที่ยืนธาราแสร้งก้มหน้าตรวจเช็กตารางงานในมือ พยายามประคองลมหายใจไม่ให
ตอนที่ 6: ข่าวลือในกอง 🌧แสงจากสปอตไลท์ในงานเปิดตัววันนั้นมอดดับลงไปตามกาลเวลา ทว่า ‘แรงสั่นสะเทือน’ ของมันกลับยังทิ้งร่องรอยเป็นวงกว้างทอดตัวยาวอยู่ในกองถ่ายอย่างเห็นได้ชัดหากเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างผมกับทิวเขาเป็นผืนน้ำที่เคยสงบนิ่ง ตอนนี้มันคงกำลังถูกหินก้อนใหญ่โยนลงมาจนเกิดแรงกะเพื่อมไม่จบสิ้น จากเพียงคำหยอกเย้าที่เคยคิดว่าไร้สาระของเพื่อนร่วมงาน เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสายตาจ้องจับผิด และบทสนทนาที่มักจะถูกลดเสียงลงอย่างจงใจยามที่ผมก้าวเท้าเดินผ่านโดยเฉพาะยามที่ทิวเขาขยับเข้าใกล้... ระยะห่างที่เคยถูกจำกัดความว่าเป็น ‘หน้าที่’ กลับถูกตีความใหม่เป็นอย่างอื่นในมโนนึกของผู้คนที่จ้องมองมานาฬิกาทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ในเวลาตีห้าตรง ท้องฟ้าเบื้องบนยังไม่ทันเปิดม่านรับวันใหม่ดีนัก แต่กองละครกลับเริ่มเคลื่อนไหวด้วยความวุ่นวายที่เป็นเอกลักษณ์ ผมยังคงเลือกที่จะมาถึงเป็นคนแรกเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรายละเอียดจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติผมนั่งจมอยู่กับการเช็กคิวบวงสรวง จัดเตรียมกาแฟรสชาติเฉพาะตัวที่เขาโปรดปราน ตรวจเช็กความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายในซีนเช้า พร้อมกับประสานงานกับฝ่ายโปรดักชันไปพล
ตอนที่ 5: ภายใต้เงาของความปรารถนาเส้นคั่นบางๆ ระหว่างคำว่า ‘เจ้านาย’ กับ ‘ผู้จัดการส่วนตัว’ พร่าเลือนจนแทบมองไม่เห็นนับตั้งแต่คืนนั้น... คืนที่แรงอารมณ์พาเราข้ามเขตแดนไปสู่ความลึกซึ้งที่ต่างคนต่างจงใจทิ้งให้มันไร้ชื่อเรียก อาจเพราะเราทั้งคู่รู้ดีว่าหากฝืนตั้งชื่อให้มัน ความจริงที่ว่าเรื่องนี้ ‘ผิดที่ผิดทาง’ แค่ไหนจะปรากฏชัดขึ้นมาทันทีสำหรับผม... ยิ่งสัมผัสจากเขามันหอมหวานเท่าไหร่ รสขมระคายคอของความหวาดกลัวก็ยิ่งติดแน่นอยู่ที่ปลายลิ้นมากเท่านั้นพักหลังมานี้ ห้องพักขนาดกะทัดรัดของผมกลายเป็นเพียงที่เก็บฝุ่น เพราะเจ้าของห้องอย่างผมแทบไม่ได้กลับไปเหยียบเหยียบมันเลย ทุกครั้งหลังสิ้นสุดตารางงานอันยาวเหยียด ทิวเขา มักจะใช้ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยอำนาจเผด็จการทว่านุ่มนวลอย่างประหลาดฉุดรั้งผมไว้เสมอ“กลับพร้อมกัน”“คืนนี้ค้างนี่นะ...”หรือบางครั้งเขาก็แค่ทิ้งตัวลงข้างๆ แล้วเปรยเบาๆ เหมือนเด็กขี้เหงา “กูไม่อยากอยู่คนเดียว”น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นคลอนปราการใจของผมจนพังยับเยิน ผมรู้ดีว่าเขากำลัง ‘ติด’ สัมผัสจากผม เหมือนที่ผมเองก็เสพติดตัวตนของเขาจนถอนตัวไม่ขึ้นแสงไฟสลัวภายในคอนโดหรูโอบล้อมเรา
ตอนที่ 4: ผู้จัดการหรือเจ้าของชีวิต 🌙ความเงียบมักทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังชั้นดีในยามที่เราต้องการซ่อนเร้นความลับ แต่สำหรับ ‘ธารา’ ความเงียบที่ปกคลุมรอบตัวเขาในพักหลังกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกปลอดภัยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเป็นเสมือนเชื้อไฟที่ทำให้อารมณ์คุกรุ่นภายใต้ท่าทีนิ่งสนิทของ ‘ทิวเขา’ นั้นเด่นชัดจนน่าใจหายนับจากคืนนั้น... คืนที่เส้นขนานระหว่าง ‘เจ้านาย’ กับ ‘ผู้จัดการส่วนตัว’ ถูกหลอมละลายด้วยไฟราคะเพียงชั่ววูบ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงไม่ใช่ตัวธาราที่พยายามหดตัวให้เล็กลง หากแต่เป็นซูเปอร์สตาร์หนุ่มผู้เคยสุขุมเยือกเย็น ทิวเขากลายเป็นคนที่อ่านยากขึ้นทวีคูณ และมีสายตาที่คล้ายจะตีตรวนเขาไว้ตลอดเวลาบรรยากาศภายในสตูดิโอถ่ายภาพอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นมืออาชีพ เสียงชัตเตอร์รัวสลับกับเสียงกำกับทิศทางดังก้องสะท้อนผนัง ทิวเขาโดดเด่นอยู่กลางแสงไฟสปอตไลท์ ร่างสูงสง่าในชุดแบรนด์หรูดูนิ่งสงบราวกับรูปสลักชั้นยอดที่ไร้ความรู้สึก ทว่าในความจริง ธารารู้ดีกว่าใคร...เขายืนหลบอยู่ในมุมมืดที่แสงส่องไม่ถึง ในมือกระชับแก้วกาแฟที่อุณหภูมิกำลังพอดีสำหรับคนบนเซ็ต ทุกจังหวะที่ทิวเขาขยับกายเปลี่ยนท่าท
ตอนที่ 3: เหมือนเดิม…ที่ไม่เหมือนเดิมแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านห้องชุดสุดหรูของ ทิวเขา ดูไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา สำหรับ ธารา ความคุ้นชินคือเกราะป้องกันชั้นดี เขาสะกดกลั้นความรู้สึกปั่นป่วนที่หลงเหลือจากค่ำคืนอันเร่าร้อนไว้ใต้ใบหน้านิ่งสนิท พยายามปั้นแต่งกิจวัตรประจำวันให้ดู 'ปกติ' ที่สุดเท่าที่จะทำได้ตารางงานถูกเช็กซ้ำเป็นรอบที่สาม กาแฟดำกลิ่นหอมกรุ่นวางคู่กับถาดจัดเตรียมชุดหล่อเนี้ยบสำหรับกองถ่ายวันนี้ ทุกอย่างควรดำเนินไปตามครรลองเดิม... หากไม่ใช่เพราะสายตาคมกริบคู่นั้นที่คอยจ้องมองตามแผ่นหลังเขาไม่ห่าง"ธารา"เสียงทุ้มต่ำที่เคยฟังดูทรงอำนาจและเย็นชา บัดนี้กลับเจือกระแสบางอย่างที่ทำให้คนฟังใจสั่น ธาราชะงักมือที่กำลังจัดเนกไท ขานรับโดยไม่หันไปมอง"ครับคุณทิวเขา""น้ำ"เพียงไม่ถึงห้านาทีหลังจากแก้วน้ำวางลงบนโต๊ะ เสียงเรียกนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง"ธารา...""ครับ?""โทรศัพท์ฉันอยู่ไหน"มันคือการเรียกร้องความสนใจที่แสนจะเอาแต่ใจ หากเป็นเมื่อก่อน ทิวเขาคือชายหนุ่มที่รักความเป็นส่วนตัวยิ่งกว่าอะไร เขาแทบไม่เคยเรียกหาหากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ในเช้านี้ พระเอกหนุ่มกลับทำตัวเห







