LOGINตอนที่ 8: ระยะห่าง
ความเงียบเชียบภายในห้องพักส่วนตัวที่สตูดิโอดูจะหนักอึ้งและจมดิ่งกว่าทุกวัน กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดที่ ‘ธารา’ มักจะจัดเตรียมไว้ให้ ‘ทิวเขา’ ยังคงอบอวลเจืออยู่ในอากาศ ทว่าในสายตาของนักแสดงหนุ่ม... พื้นที่ข้างกายเขากลับดูโหวงเหวงอย่างน่าประหลาด เมื่อคนที่เคยยืนอยู่ตรงนั้นเสมอหายไป ทิวเขาทิ้งตัวลงบนโซฟาหนัง สายตาคมกริบจดจ่ออยู่กับตารางงานในแท็บเล็ต แต่ใจกลับลอยล่องไปไกล เขาจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้สบตากับผู้จัดการส่วนตัวตรงๆ คือตอนไหน รู้เพียงว่าช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ธาราเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ความนิ่งสุขุมที่เขาเคยหลงใหล บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นกำแพงล่องหนที่ก่อตัวขึ้นอย่างประณีต ทุกครั้งที่ทิวเขาขยับเข้าใกล้เพื่อจะคว้าเอาความคุ้นเคยเดิมๆ กลับคืนมา ธารากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างแนบเนียน—รวดเร็ว ทว่านุ่มนวล ราวกับคำนวณพิกัดของระยะห่างไว้ในใจตลอดเวลา “กุญแจรถวางไว้ที่โต๊ะนะครับคุณทิว เย็นนี้ผมขออนุญาตกลับก่อน พอดีมีธุระส่วนตัวนิดหน่อยครับ” น้ำเสียงนั้นราบเรียบเสียจนคนฟังใจหาย ทิวเขาชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟ สายตาคมตวัดมองใบหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายทันที “ธุระอะไร? ปกติมึงต้องขับไปส่งกูที่คอนโดก่อนไม่ใช่เหรอ” เขาถามเสียงต่ำ พยายามกดอารมณ์กรุ่นๆ ที่เริ่มปะทุขึ้นในอก “ผมประสานงานเรียกคนขับรถสำรองจากบริษัทมาให้แล้วครับ ส่วนผม... สะดวกกลับเองมากกว่า” “ทำไมต้องกลับเอง?” “ก็แค่... อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปลองขึ้นรถไฟฟ้าดูบ้างครับ” คำตอบที่ฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย กลับทิ่มแทงความรู้สึกของทิวเขาเหมือนเข็มเล่มเล็กๆ เพราะเขารู้ดีว่ามันคือข้ออ้าง ธาราไม่เคยปฏิเสธที่จะอยู่ในพื้นที่เดียวกับเขา ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าหรือดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม แต่นี่เป็นคืนที่สามแล้วที่คนตรงหน้าทำตัวเหมือนเขาเป็นเพียง ‘นายจ้าง’ ที่ต้องรักษามาตรฐานความห่างเอาไว้ให้มั่น วันต่อมา บรรยากาศในห้องพักนักแสดงหลังเลิกกองเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ ทิวเขาอาศัยจังหวะที่ทีมงานคนอื่นถอยฉากออกไป เดินเข้าประชิดตัวร่างโปร่งที่กำลังเร่งเก็บของลงกระเป๋าด้วยท่าทีรีบร้อน มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็ก แรงบีบที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้ธาราต้องเงยหน้าขึ้นสบตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ช่วงนี้มึงหลบหน้ากูทำไม” ทิวเขาเค้นเสียงถาม นัยน์ตาที่เคยนิ่งสงบวาวโรจน์ด้วยความสับสนและระคนโมโห ธารานิ่งไปชั่วอึดใจ ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความอาทรและเทิดทูน บัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับผืนน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง เขาไม่ดิ้นรน ไม่ขัดขืน เพียงแต่ยืนนิ่ง... นิ่งเสียจนทิวเขาเป็นฝ่ายที่เริ่มสั่นคลอนเสียเอง “ผมไม่ได้หลบครับ ผมก็แค่ทำหน้าที่ผู้จัดการของคุณ... ตามปกติ” “ปกติเหรอ?” ทิวเขาเค้นยิ้มสมเพช “ปกติของมึงคือการไม่สบตา ไม่ยอมคุยเรื่องอื่นนอกจากงาน และไม่ยอมไปค้างที่คอนโดกับกูเหมือนเมื่อก่อนเนี่ยนะ? มึงเป็นอะไรของมึงวะธารา!” ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องพักครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่งๆ อยู่ในความสลัว ธาราสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังรวบรวมเศษเสี้ยวความเข้มแข็งสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขาค่อยๆ แกะมือของทิวเขาออกช้าๆ ทว่าหนักแน่นกว่าทุกครั้ง เขามองหน้าผู้ชายที่เขาเฝ้ารักมานานหลายปี คนที่เป็นทั้งเจ้านาย และเป็น ‘พ่อ’ ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์... ทว่าความจริงที่เจ็บปวดคือ เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดฝันถึงคำว่าเรา “ผมแค่กำลังจำว่า…ตัวเองควรอยู่ตรงไหน” คำพูดนั้นแผ่วเบา แต่กลับดังก้องในโสตประสาทของคนฟังราวกับเสียงระเบิด “ที่ผ่านมาผมคงล้ำเส้นคุณไปมาก เพราะความใจดีของคุณ... มันทำให้ผมเผลอตัวคิดไปเองว่ามีที่ว่างสำหรับผม” ธารากลืนก้อนขมๆ ลงคอ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้น้ำตาที่รื้นขึ้นมาไหลหยดลงไป “แต่วันนี้ผมตระหนักได้แล้วครับว่า ที่ข้างๆ คุณมีเจ้าของที่แท้จริงรออยู่ และที่ตรงนั้น... มันไม่ใช่ที่ของพนักงานอย่างผม” “ธารา... มึงหมายความว่ายังไง” ทิวเขาเสียงสั่น ความมั่นใจที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา “ระยะห่างที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือความเหมาะสมที่สุดสำหรับเราครับคุณทิวเขา” ธารายกยิ้มจางๆ ที่ดูเศร้าที่สุดเท่าที่ทิวเขาเคยเห็นมาในชีวิต “เพื่อให้คุณได้กลับไปหาคนที่เขาควรจะยืนอยู่ตรงนี้จริงๆ ... และเพื่อให้ผมได้รักษาหัวใจที่เหลือเพียงไม่กี่ส่วนเอาไว้บ้าง ก่อนที่มันจะพังจนไม่เหลือชิ้นดี” ธาราสะพายกระเป๋าแล้วเดินเลี่ยงออกไป ทิ้งให้ทิวเขายืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องที่เริ่มจะหนาวเหน็บ ความรู้สึกจุกเสียดกลางอกทำให้เขากลั่นคำพูดออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว เขาเพิ่งจะตระหนักได้ในวินาทีที่แผ่นหลังนั้นลับตาไปว่า... ‘ระยะห่าง’ ที่ธาราสร้างขึ้น ไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นการ ‘เตรียมใจ’ เพื่อจะเดินจากไป... โดยไม่คิดจะหวนกลับมาอีกเลยตอนที่ 8: ระยะห่างความเงียบเชียบภายในห้องพักส่วนตัวที่สตูดิโอดูจะหนักอึ้งและจมดิ่งกว่าทุกวัน กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดที่ ‘ธารา’ มักจะจัดเตรียมไว้ให้ ‘ทิวเขา’ ยังคงอบอวลเจืออยู่ในอากาศ ทว่าในสายตาของนักแสดงหนุ่ม... พื้นที่ข้างกายเขากลับดูโหวงเหวงอย่างน่าประหลาด เมื่อคนที่เคยยืนอยู่ตรงนั้นเสมอหายไปทิวเขาทิ้งตัวลงบนโซฟาหนัง สายตาคมกริบจดจ่ออยู่กับตารางงานในแท็บเล็ต แต่ใจกลับลอยล่องไปไกล เขาจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้สบตากับผู้จัดการส่วนตัวตรงๆ คือตอนไหน รู้เพียงว่าช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ธาราเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนความนิ่งสุขุมที่เขาเคยหลงใหล บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นกำแพงล่องหนที่ก่อตัวขึ้นอย่างประณีต ทุกครั้งที่ทิวเขาขยับเข้าใกล้เพื่อจะคว้าเอาความคุ้นเคยเดิมๆ กลับคืนมา ธารากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างแนบเนียน—รวดเร็ว ทว่านุ่มนวล ราวกับคำนวณพิกัดของระยะห่างไว้ในใจตลอดเวลา“กุญแจรถวางไว้ที่โต๊ะนะครับคุณทิว เย็นนี้ผมขออนุญาตกลับก่อน พอดีมีธุระส่วนตัวนิดหน่อยครับ”น้ำเสียงนั้นราบเรียบเสียจนคนฟังใจหาย ทิวเขาชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟ สายตาคมตวัดมองใบหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายทันที“
ตอนที่ 7: แฟนตัวจริง 🌧ความวุ่นวายในกองถ่ายวันนี้ดูจะจงใจกลั่นแกล้งกัน เมื่อกระแสลมปากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ลับๆ เริ่มพัดกระพือจนหนาหูขึ้นจน ‘ธารา’ รู้สึกเหมือนอากาศรอบกายค่อยๆ หายไป สิ่งที่เขาพยายามภาวนามาตลอดกลับปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง“นับดาว” ก้าวเข้ามาในพื้นที่ที่ควรจะมีแค่เขากับทิวเขาไม่ใช่เพราะความระแวง หรือเพราะจับพิรุธได้จากข่าวลือ แต่เป็นสัญชาตญาณบางอย่างที่บอกเธอว่า ‘พื้นที่’ ในหัวใจของคนรักกำลังถูกใครบางคนแทรกซึม... โดยที่เธอไม่ทันตั้งตัวท่ามกลางเสียงตะโกนสั่งงานของทีมงานและความโกลาหลของการเตรียมฉากสำคัญ ทุกอย่างพลันสงบนิ่งลงเพียงเพราะการปรากฏตัวของสตรีคนหนึ่ง“พี่นับดาวมา!”นับดาวก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามสมฐานะดาวค้างฟ้า แว่นกันแดดสีชาบดบังดวงตาคู่สวย ทว่าไม่อาจบดบังรอยยิ้มละมุนที่ส่งให้ทุกคนอย่างเป็นกันเอง เธอช่างสวย... สวยเสียจนธาราต้องรีบเบือนหน้าหนี เพราะความสมบูรณ์แบบนั้นมันย้ำเตือนถึง ‘ช่องว่าง’ ที่เขาไม่อาจเอื้อมถึงความสว่างไสวของเธอ... กำลังแผดเผาเงาอย่างผมให้มอดไหม้จนแทบไม่มีที่ยืนธาราแสร้งก้มหน้าตรวจเช็กตารางงานในมือ พยายามประคองลมหายใจไม่ให
ตอนที่ 6: ข่าวลือในกอง 🌧แสงจากสปอตไลท์ในงานเปิดตัววันนั้นมอดดับลงไปตามกาลเวลา ทว่า ‘แรงสั่นสะเทือน’ ของมันกลับยังทิ้งร่องรอยเป็นวงกว้างทอดตัวยาวอยู่ในกองถ่ายอย่างเห็นได้ชัดหากเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างผมกับทิวเขาเป็นผืนน้ำที่เคยสงบนิ่ง ตอนนี้มันคงกำลังถูกหินก้อนใหญ่โยนลงมาจนเกิดแรงกะเพื่อมไม่จบสิ้น จากเพียงคำหยอกเย้าที่เคยคิดว่าไร้สาระของเพื่อนร่วมงาน เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสายตาจ้องจับผิด และบทสนทนาที่มักจะถูกลดเสียงลงอย่างจงใจยามที่ผมก้าวเท้าเดินผ่านโดยเฉพาะยามที่ทิวเขาขยับเข้าใกล้... ระยะห่างที่เคยถูกจำกัดความว่าเป็น ‘หน้าที่’ กลับถูกตีความใหม่เป็นอย่างอื่นในมโนนึกของผู้คนที่จ้องมองมานาฬิกาทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ในเวลาตีห้าตรง ท้องฟ้าเบื้องบนยังไม่ทันเปิดม่านรับวันใหม่ดีนัก แต่กองละครกลับเริ่มเคลื่อนไหวด้วยความวุ่นวายที่เป็นเอกลักษณ์ ผมยังคงเลือกที่จะมาถึงเป็นคนแรกเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรายละเอียดจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติผมนั่งจมอยู่กับการเช็กคิวบวงสรวง จัดเตรียมกาแฟรสชาติเฉพาะตัวที่เขาโปรดปราน ตรวจเช็กความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายในซีนเช้า พร้อมกับประสานงานกับฝ่ายโปรดักชันไปพล
ตอนที่ 5: ภายใต้เงาของความปรารถนาเส้นคั่นบางๆ ระหว่างคำว่า ‘เจ้านาย’ กับ ‘ผู้จัดการส่วนตัว’ พร่าเลือนจนแทบมองไม่เห็นนับตั้งแต่คืนนั้น... คืนที่แรงอารมณ์พาเราข้ามเขตแดนไปสู่ความลึกซึ้งที่ต่างคนต่างจงใจทิ้งให้มันไร้ชื่อเรียก อาจเพราะเราทั้งคู่รู้ดีว่าหากฝืนตั้งชื่อให้มัน ความจริงที่ว่าเรื่องนี้ ‘ผิดที่ผิดทาง’ แค่ไหนจะปรากฏชัดขึ้นมาทันทีสำหรับผม... ยิ่งสัมผัสจากเขามันหอมหวานเท่าไหร่ รสขมระคายคอของความหวาดกลัวก็ยิ่งติดแน่นอยู่ที่ปลายลิ้นมากเท่านั้นพักหลังมานี้ ห้องพักขนาดกะทัดรัดของผมกลายเป็นเพียงที่เก็บฝุ่น เพราะเจ้าของห้องอย่างผมแทบไม่ได้กลับไปเหยียบเหยียบมันเลย ทุกครั้งหลังสิ้นสุดตารางงานอันยาวเหยียด ทิวเขา มักจะใช้ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยอำนาจเผด็จการทว่านุ่มนวลอย่างประหลาดฉุดรั้งผมไว้เสมอ“กลับพร้อมกัน”“คืนนี้ค้างนี่นะ...”หรือบางครั้งเขาก็แค่ทิ้งตัวลงข้างๆ แล้วเปรยเบาๆ เหมือนเด็กขี้เหงา “กูไม่อยากอยู่คนเดียว”น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นคลอนปราการใจของผมจนพังยับเยิน ผมรู้ดีว่าเขากำลัง ‘ติด’ สัมผัสจากผม เหมือนที่ผมเองก็เสพติดตัวตนของเขาจนถอนตัวไม่ขึ้นแสงไฟสลัวภายในคอนโดหรูโอบล้อมเรา
ตอนที่ 4: ผู้จัดการหรือเจ้าของชีวิต 🌙ความเงียบมักทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังชั้นดีในยามที่เราต้องการซ่อนเร้นความลับ แต่สำหรับ ‘ธารา’ ความเงียบที่ปกคลุมรอบตัวเขาในพักหลังกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกปลอดภัยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเป็นเสมือนเชื้อไฟที่ทำให้อารมณ์คุกรุ่นภายใต้ท่าทีนิ่งสนิทของ ‘ทิวเขา’ นั้นเด่นชัดจนน่าใจหายนับจากคืนนั้น... คืนที่เส้นขนานระหว่าง ‘เจ้านาย’ กับ ‘ผู้จัดการส่วนตัว’ ถูกหลอมละลายด้วยไฟราคะเพียงชั่ววูบ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงไม่ใช่ตัวธาราที่พยายามหดตัวให้เล็กลง หากแต่เป็นซูเปอร์สตาร์หนุ่มผู้เคยสุขุมเยือกเย็น ทิวเขากลายเป็นคนที่อ่านยากขึ้นทวีคูณ และมีสายตาที่คล้ายจะตีตรวนเขาไว้ตลอดเวลาบรรยากาศภายในสตูดิโอถ่ายภาพอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นมืออาชีพ เสียงชัตเตอร์รัวสลับกับเสียงกำกับทิศทางดังก้องสะท้อนผนัง ทิวเขาโดดเด่นอยู่กลางแสงไฟสปอตไลท์ ร่างสูงสง่าในชุดแบรนด์หรูดูนิ่งสงบราวกับรูปสลักชั้นยอดที่ไร้ความรู้สึก ทว่าในความจริง ธารารู้ดีกว่าใคร...เขายืนหลบอยู่ในมุมมืดที่แสงส่องไม่ถึง ในมือกระชับแก้วกาแฟที่อุณหภูมิกำลังพอดีสำหรับคนบนเซ็ต ทุกจังหวะที่ทิวเขาขยับกายเปลี่ยนท่าท
ตอนที่ 3: เหมือนเดิม…ที่ไม่เหมือนเดิมแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านห้องชุดสุดหรูของ ทิวเขา ดูไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา สำหรับ ธารา ความคุ้นชินคือเกราะป้องกันชั้นดี เขาสะกดกลั้นความรู้สึกปั่นป่วนที่หลงเหลือจากค่ำคืนอันเร่าร้อนไว้ใต้ใบหน้านิ่งสนิท พยายามปั้นแต่งกิจวัตรประจำวันให้ดู 'ปกติ' ที่สุดเท่าที่จะทำได้ตารางงานถูกเช็กซ้ำเป็นรอบที่สาม กาแฟดำกลิ่นหอมกรุ่นวางคู่กับถาดจัดเตรียมชุดหล่อเนี้ยบสำหรับกองถ่ายวันนี้ ทุกอย่างควรดำเนินไปตามครรลองเดิม... หากไม่ใช่เพราะสายตาคมกริบคู่นั้นที่คอยจ้องมองตามแผ่นหลังเขาไม่ห่าง"ธารา"เสียงทุ้มต่ำที่เคยฟังดูทรงอำนาจและเย็นชา บัดนี้กลับเจือกระแสบางอย่างที่ทำให้คนฟังใจสั่น ธาราชะงักมือที่กำลังจัดเนกไท ขานรับโดยไม่หันไปมอง"ครับคุณทิวเขา""น้ำ"เพียงไม่ถึงห้านาทีหลังจากแก้วน้ำวางลงบนโต๊ะ เสียงเรียกนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง"ธารา...""ครับ?""โทรศัพท์ฉันอยู่ไหน"มันคือการเรียกร้องความสนใจที่แสนจะเอาแต่ใจ หากเป็นเมื่อก่อน ทิวเขาคือชายหนุ่มที่รักความเป็นส่วนตัวยิ่งกว่าอะไร เขาแทบไม่เคยเรียกหาหากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ในเช้านี้ พระเอกหนุ่มกลับทำตัวเห







