Mag-log inไม่นานรถของเขาก็มาจอดที่หน้าบ้านเธอ ฟ้าฝนเองก็เหมือนจะเริ่มทยอยจากไปแล้ว จากฝนหนักเหลือเพียงฝนปรอยๆ ชายหนุ่มชะโงกหน้ามองบ้านของหญิงสาว “ทำไมบ้านเงียบจัง” โซเฟียที่กำลังปลดเข็มขัดเงยหน้ามองเขา “แม่กับพี่ชายฉันย้ายออกไปแล้วค่ะ ฉันอยู่คนเดียวนะ” เธอยิ้มให้เขา ชายหนุ่มมองเธอนิ่งๆ ก่อนจะตกใจที่เธอพุ่งตัวมาหอมแก้ม “เฮ้ย!” เขายกมือจับแก้มตัวเองดวงหน้าร้อนผ่าว “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง!” เขาดันไหล่เธอออกห่างเบาๆ “น่าเกลียด! ที่ฉันมาส่งอย่าคิดว่าฉันจะกลับไปคบกับเธอนะ เราเป็นแค่เจ้านายลูกน้อง” โซเฟียหน้าจ๋อยมองเขาตาละห้อย ชายหนุ่มยื่นมือจับร่มเธอแล้วส่งคืนให้ “ลงไปได้แล้ว!! แล้วอย่าโมเมว่าฉันเป็นแฟนเธอล่ะ ฉันแค่กลัวเธอจะไม่สบายไปทำงานไม่ได้เฉยๆ ถึงได้มาส่ง” หญิงสาวรับร่มพร้อมสีหน้าบูดบึ้ง “คนอะไรใจแข็งจัง…” เขาจ้องหน้าเพราะแอบได้ยินที่เธอบ่น คีรินมองหญิงสาวลงรถเดินเข้าบ้าน ก่อนที่เขาจะเผยยิ้มเอามือขึ้นลูบแก้มข้างนั้นของตัวเอง “ให้กลับมาง่ายๆ ก็ไม่สนุกน่ะสิ” บ้านฤทธา เจย่าถือโทรศัพท์เดินไปเดินมาในห้องนอน “ทำไมพี่คินไม่รับสายเลยล่ะ ปกติวันนี้งานต้องเสร็จเตรียมกลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ?
“รอด้วยครับ” โดวินรีบเดินตามเจ้านายของเขาด้วยความสับสน “เฮ้ย นั่นท่านประธานมาทานข้าวที่โรงอาหารบริษัทด้วยเหรอ” “นั่นน่ะสิ แต่เห็นตัวจริงใกล้ๆ แล้ว เขาดูหล่อมากเลยเนอะ” เสียงซุบซิบดังทันทีเมื่อพนักงานหลายคนเห็นเขาถือถาดข้าวของโรงอาหาร พลันพากันอิจฉาตาร้อนที่เห็นว่าท่านประธานสุดหล่อเลือกเดินไปนั่งข้างกับพนักงานบัญชีสาวคนใหม่ “พี่~เอ้อท่านประธาน” โซเฟียที่กำลังยื่นพายไก่อีกชิ้นให้เพื่อนร่วมงานหันมามองคนข้างๆ ที่เดินมานั่งชิดเธอด้วยความตกใจ ไหนบอกไม่อยากกินข้าวด้วยไง เธอมองเขาที่เอาแต่ก้มหน้าทานข้าว ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมาแย่งพายไก่ที่เธอถืออยู่ “ไหนบอกว่าซื้อให้ฉัน ทำไมเอาไปให้คนอื่นกิน” เขาถามเสียงเข้มทำเอาสองหนุ่มที่พึ่งหยิบชิ้นแรกใส่ปากชะงัก คนหนึ่งถึงกับหยุดเคี้ยวและคาบเอาไว้ “เอ้อเราอิ่มแล้ว ไปก่อนนะ” ชายคนหนึ่งขอลุกไปก่อน เนื่องจากเห็นท่านเลขาเดินมานั่งอีกคน “รอกูด้วย” หนุ่มอีกคนลุกตามไป เห็นแบบนั้นคีรินจึงขยับเก้าอี้ให้ห่างออกจากโซเฟียเล็กน้อย “ไหนคุณบอกว่าไม่อยากกินข้าวกับฉัน” เธอถามในขณะที่เขากำลังตักแกงล้างคอ ก่อนเงยหน้าขึ้นมาตอบ “ฉันก็ไม่อยากให้คนอื่นทานข้า
“พี่คีริน” โซเฟียตะโกนร้องชื่อของเขามาแต่ไกล จนคีรินที่นั่งอยู่ตรงมุมสวนที่เดิมที่ชอบมานั่งกับเธอ หันไปจ้องด้วยหน้าเหวอๆ “เธอมาได้ไง!” เขารีบเงยหน้าถามเมื่อเธอมายืนข้างกัน หญิงสาวตั้งท่าและนั่งลงข้างเขา คีรินก็ขยับหนีห่างไปนิดหน่อย “ก็เห็นพี่อยู่แถวนี้ ฉันคิดถึงอยากเห็นหน้าก็เลยเดินมาหา” เธอหันไปมองเขาพร้อมกับยิ้มกว้างที่จริงใจจนคีรินเริ่มรู้สึกหน้าร้อน “พี่เองก็คิดถึงฉันใช่ไหมถึงได้มาที่นี่” เธอเอียงหน้าไปถามเขาเสียงอ้อน “ฉันจะไปคิดถึงช่วงเวลาที่มีแต่การโกหกแบบนั้นได้ยังไง!” คนฟังถึงกับชะงักนิ่งไป เธอก้มหน้าไปชั่วครู่ ทำให้คีรินแอบหันมามองสำรวจเธอพร้อมกับแววตายิ้มๆ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเขาก็หลบหน้า “ถึงช่วงเวลาพวกนั้น มันจะเต็มไปด้วยการโกหก แต่มันมีความจริงอยู่ด้วยนะคะ” เขาหันกลับมาจ้องหน้าเธอเพราะอยากรู้ว่าเธอจะพูดอะไรต่อ “ก็คำว่าชอบที่ฉันบอกพี่ รอยจูบนั้นที่เราจูบกันตรงนี้ ..” คีรินเริ่มหูแดงเมื่อหัวของเขานึกภาพตามอย่างไม่ได้นัดหมาย “คำว่าภรรยาของพี่ที่ฉันอยากใช้ การอยากมีลูก—” “พอเลยน่ะพอเลย เธอจะพูดขึ้นมาให้มันได้อะไร” เขาทำเป็นเสียงดังกลบความใจอ่อนของตัวเอง “ที่ฉันมาที่น
ในเวลาเดียวกันรถของเจย่าก็พึ่งจะจอดในลานจอดรถของบริษัท ที่เธอเลือกออกจากบ้านตั้งแต่เช้าก็เพราะยังงอนพ่ออยู่ เธอรู้ว่าเขาเป็นห่วง กลัวเธอจะเสียใจ แต่พ่อไม่คิดเลยเหรอว่าเธอจะเสียใจที่พ่อไม่ยอมให้โอกาสคนที่เธอเลือก เจย่าถอนหายใจแรง เธอหยิบมือถือที่แม่เอามาให้ก่อนที่จะออกจากบ้าน ขึ้นมาเปิดเครื่อง ใจเธอแทบสั่นเพราะเห็นสายค้างจากอนาคินเป็นร้อยสาย และเธอยังไม่ทันได้กดโทรกลับหาเขาด้วยซ้ำเขาก็โทรเข้ามาอย่างรู้จังหวะ “อือ พี่คิน~” เสียงของเธอสั่นอย่างบอกไม่ถูกน้ำตาก็คลอเบ้า [“เจเป็นอะไรหรือเปล่า ลุงเจตทำอะไรให้เจไหม พี่ว่าพี่จะกลับไปหาวันนี้นะ”] เสียงจากปลายสายดูลนลานฟังไม่เป็นคำ “เดี๋ยวๆ ค่ะ” เธอรีบห้ามเขา “งานยังไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ ทำงานให้เสร็จค่อยกลับนะคะ” เสียงของหญิงสาวสะอึกเล็กน้อย [“เจร้องไห้อยู่เหรอ ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหม อย่าหลอกพี่นะ เปิดกล้องหน่อย”] เสียงของเขาสั่นมากรับรู้ได้เลยว่าคงจะห่วงเธอ เจย่าส่งยิ้มให้เขาทันทีเมื่อเปิดกล้องโทรวิดิโอกัน “เจไม่ได้เป็นอะไรค่ะ ที่ร้องไห้ก็แค่คิดถึงพี่” [“แต่เมื่อวาน”] เจย่าส่ายหน้าให้เขาเบาๆ “พ่อแค่ว่าน่ะค่ะ ไม่ได้ตีหรือลงโทษอะไรหรอก
จิรกิตติ์เดินออกมาจากห้องนอนของตัวเอง เขายืนอยู่หน้าห้องนอนของลูกสาวซึ่งตอนนี้เงียบสนิท ก่อนจะเห็นว่าลูกชายนั่งอยู่ข้างล่าง “ทำไมลูกถึงยังไม่ไปนอน” เขาเดินลงมาหา จอนนี่หันไปมองตามเสียงของพ่อ “พอดีคุณแม่บอกว่ากำลังกลับผมก็เลยรอเปิดประตูให้ครับ” จิรกิตติ์คิ้วขมวดให้ลูกชาย “นี่ลูกโทรไปบอกแม่เหรอ แทนที่จะให้แม่เขาเที่ยวอย่างสบายใจ ให้ขับรถกลับดึกๆ แบบนี้มันอันตรายรู้ไหม” จิรกิตติ์ดุลูกชายเพราะรู้สึกเป็นห่วงภรรยา “คุณพ่อเป็นห่วงคุณแม่แต่ไม่เป็นห่วงลูกสาวคนเล็กหน่อยเหรอครับ น้องเอาแต่ร้องไห้หาแม่นะ” จอนนี่จ้องตาพ่ออย่างไม่เข้าใจ เขาเองก็ไม่ได้อยากได้อนาคินมาเป็นน้องเขยหรอกนะ แต่เขาไม่ชอบเห็นน้องเสียใจ “แล้วยังไง มีปัญหาอะไรก็ยังร้องไห้หาแม่อยู่เลย แล้วแบบนี้แกมั่นใจได้ยังไงว่าน้องแกจะไม่โดนไอ้คินหลอก” จิรกิตติ์เอาเหตุผลของเขามาแย้ง “คุณพ่อขี้ระแวงเกินไปเองหรือเปล่าครับ คินคุณพ่อก็เห็นมาตั้งแต่เด็กนี่” จอนนี่ถาม ถึงอนาคินจะเจ้าชู้กินไม่เลือก แต่ก็คงจะไม่คิดทำร้ายคนที่โตมาด้วยกันได้หรอกมั้ง “ก็เพราะพ่อเห็นมันมาตั้งแต่เด็กนั่นแหละพ่อถึงไม่ชอบ ตอนเด็กเจย่าเจ็บตัวเพราะมันไปแล้วกี่ครั้งแกเ
ห้องประธานบริษัท คีรีนนั่งจ้องหน้าว่าที่พนักงานใหม่ที่เขาเผลอไปหลุดปากว่าจะขอสัมภาษณ์เองต่อหน้า HR ซึ่งตอนนี้เธอก็กำลังนั่งยิ้มให้เขา “ยิ้มอะไรนักหนา” เสียงเข้มเอ่ยดังจนคนฟังหุบยิ้ม จ้องมองเขาที่เอาเอกสารของเธอขึ้นไปอ่าน “ทำไมถึงอยากจะทำงานที่นี่” เขาถามทั้งที่ตายังจดจ่ออยู่กับกระดาษในมือ “ก็ที่นี่มีพี่คีรินนี่ค่ะ” เธอก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาจนเขามองหน้า “นี่คือคำตอบของคนมาสัมภาษณ์งานงั้นเหรอ?” เขาไซ้ โซเฟียอมยิ้มหน้าตาย “ก็พี่คีรินไม่ชอบคนโกหกไม่ใช่เหรอ” เขาถึงกับนิ่งไป สายตามองไปทางอื่น “แล้วทำงานที่เก่าตั้งหลายปีทำไมถึงได้ลาออก คิดว่าตัวเองมาสมัครที่นี่แล้วจะได้ทำงานเหรอ ใครเขาสอนให้ลาออกก่อนได้งานใหม่กัน” โซเฟียยังคงจ้องหน้าเขาแล้วก็ยิ้ม จนคีรินเริ่มทนมองไม่ไหว เขาจึงทำเป็นดุกลบเกลื่อน “ผมถามทำไมไม่ตอบ!!จะทำไหมงานนะ” “ก็บอกไปในแชทเมื่อคืนแล้วนี่ค่ะ” เธอมีน้ำเสียงเศร้า “พอดีว่าแม่ฉันเขาอยากจะกลับบ้านเกิด และฉันเองก็ไม่อยากห่างแม่แล้ว เลยมีแผนว่าจะมาสมัครที่นี่หากไม่ได้รับโอกาส ฉันแม่และก็พี่ชายจะย้ายออกไปจากเมืองนี้ค่ะ” คนฟังนิ่งไป คำว่าโอกาสที่เธอพูดมันไม่ใช่แค่โอกาสที่เธอจะ







