LOGINเฉินฟันทองสูดลมหายใจลึก ๆ พยายามปลอบใจตัวเองว่า มันคิดมากจนเกินไป ถุยแข็งแค่ไหนก็หักได้โว้ย พวกมันมีถึงยี่สิบคน ถ้าคน ๆ เดียวแค่นี้ยังกลัว ก็ไม่ต้องออกมาหากินแล้ว
"แม่งเอ๊ยนี่มึงคิดว่าพวกกูถือศีลกินเจหรือไงวะ อยากตายมากใช่ไหมวะ เฮ้ยพวกเราปิดประตูตีแมว"
เฉินฟันทองสรุปความคิดตัวเองอย่างรวดเร็ว เลยกล้าที่จะพูดจาวางฟอร์มใหญ่โตเพราะถือว่ามีพวกมากกว่า
"เดี๋ยว…เดี๋ยวสิอย่าเพิ่งใจร้อนนักพี่ชาย รอแป๊บหนึ่ง ตอนนี้คอแห้งเป็นผง หิวน้ำเป็นบ้าเลย ขอซดเบียร์เย็น ๆ ให้ชื่นใจสักขวดก่อนได้หรือเปล่า"
ฉินฟ่านไม่รอฟังคำตอบ เขาเดินไปหยิบขวดเบียร์ในลังน้ำแข็ง ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ เขาใช้มือขวาจับคอขวดแล้วใช้นิ้วโป้งดีดงัดฝาเบียร์จนกระเด็นลอยขึ้นกลางอากาศ
ป๊อก
ฟองเบียร์ขาว ๆ ล้นขวดออกมา เขายกขึ้นดื่มอั่ก ๆ เข้าไปรวดเดียวแบบนอนสทอพจนหมดขวด
เจียงกั๋วเชาเดินมาตบหน้าเฉินฟันทองฉาดใหญ่
เพียะ!
"ไหนมึงคุยนักคุยหนาว่าไร้ร่องรอย แล้วไอ้บัดซบนี่ตามมาถึงที่นี่ได้ไง"
"ขอโทษครับ เดี๋ยวผมจะฆ่ามันเอง
คุณเจียงวางใจได้เลยครับ"
เฉินฟันทองโบกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องรุมยำฉินฟ่าน
ยังไม่ทันที่พวกมันจะขยับ ฉินฟ่านก็ขว้างขวดเบียร์ถูกหัวของเจียงกั๋วเชาเข้าอย่างจัง จนหัวแตกเลือดไหลลงมาอาบใบหน้าไปเกือบครึ่งซีก
"โอ๊ย ไอ้ระยำฆ่ามันได้กูจ่ายให้อีกสองล้าน รีบฆ่ามันสิโว้ย"
เจียงกั๋วเชาคำรามด้วยความโกรธแค้น แทบจะกินเลือดกินเนื้อฉินฟ่าน
ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ แต่คนที่ชิงลงมือก่อนกลับเป็นฉินฟ่าน
เขาเตะถังน้ำมันที่สุมไฟเพื่อให้แสงสว่าง ใส่พวกมันโครมใหญ่ สะเก็ดไฟแตกกระจายออกมาเป็นวงกว้างราวกับดอกไม้ไฟ ทำให้พวกมันที่กำลังจะล้อมกรอบเขาต้องเสียขบวน วิ่งหนีหลบเถ้าสะเก็ดไฟร้อน ๆ หัวซุกหัวซุน
จังหวะนั้นเอง เขากระโดดลอยตัวขึ้นสูงราวนกกระเรียนกางปีกโผบิน แล้วทิ้งตัวเหยียบลงบนหัวคนแรกอย่างแรงจนคอหักตาย
พวกมันทุกคนได้ยินเสียงดังกร๊อบอย่างชัดเจน จนรู้สึกขนลุกเกรียว จังหวะนั้นเอง
ฉินฟ่าน เดี๋ยวหักข้อต่อของข้อศอก เดี๋ยวกางกรงเล็บขยุ้มคอหอย จนกระดูกคอแหลกเละ บางครั้งหมุนตัวเตะใส่เป้ากลางหว่างขา ฉินฟ่านลงมือเตะต่อยอย่างดุดันอำมหิต ทุกครั้งเข้าเป้าจุดตายอย่างไร้ความปราณี คล้ายกับต้องการระบายความโกรธแค้นให้
กับซูหลิง
เพียงหายใจเข้าออกสิบครั้ง ก็เหลือเพียงเฉินฟันทองกับเจียงกั๊วเชา ทั้งสองคนถึงกับขนลุกซู่ สมองคล้ายกับชาด้วยความหวาดกลัว ที่เห็นซากศพกองเกลื่อนกลาดในพริบตา บ้าไปแล้ว มันเป็นใครกันแน่ถึงได้มีฝีมือร้ายกาจแบบนี้
"พี่ใหญ่...ไว้ชีวิตผมสักคนเถอะครับ อย่าฆ่าผมเลย"
เฉินฟันทองคุกเข่าพูดร้องขอชีวิตกับฉินฟ่านยังไม่ทันจบ
เปรี้ยง!!!
ประกายไฟแลบจากปากกระบอกปืน
เจียงกั๋วเชากลับชักปืน จุดสี่สี่แม็กนั่ม ยิงเข้าที่ขมับของเฉินฟันทองในระยะเผาขน ร่างของเฉินฟันทองเบิกตาโพลง ค่อยๆ เอนล้มลงกองกับพื้น
ใช่มันตายแล้วแถมยังตายตาไม่หลับอีกต่างหาก เลือดสีแดงข้นทะลักปนสมองไหลออกมานองบนพื้นมากมาย
"กูจะฆ่าอีนี่ก่อน แล้วค่อยฆ่ามึง ฮ่า ๆ"
เจียงกั๋วเชาหันปากกระบอกปืนยิงใส่หน้าอกซูหลิง
เปรี้ยง!!!
"กรีดฟ้า" ฉินฟ่านตะโกนก้องสะบัดมือวูบออกไปประกายสีแดงเพลิงพุ่งวาบดุจสะเก็ดไฟกระแทกหัวกระสุนอย่างแม่นยำจนเบี่ยงออกไป
ติ๊ง…
อัคคีกรีดฟ้าไหววูบอีกที ทะลุหว่างคิ้วของเจียงกั๋วเชา มันเจาะทะลวงจากด้านหน้าของหน้าผากจนทะลุท้ายทอยด้านหลังออกไป หลงเหลือร่องรอยของบาดแผลเป็นเพียงรอยเส้นบาง ๆ แนวตั้งยาวสองซม.
แต่เป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีเลือดไหลออกจากบาดแผลเลยแม้แต่หยดเดียว เจียงกั๋วเชาเบิกตาโพลงตายในท่ายืน
หลังจากนั้นอัคคีกรีดฟ้าก็กลายเป็นรอยสักแมงป่องแดงบนหลังมือฉินฟ่านอีกครั้ง
"เด็กดีไม่ต้องกลัว ผมอยู่นี่แล้ว ตอนนี้คุณปลอดภัยลืมตาได้แล้วครับ"
ฉินฟ่านเดินไปกอดเธอปลอบใจ แล้วแก้เชือกที่มัดออก แล้วบอกให้เธอลืมตาได้ แต่เมื่อเห็นศพมากมาย เธอถึงกับตัวสั่นร่ำไห้ด้วยความกลัว จนกอดเขาแน่น
"ไม่เป็นไร คุณปลอดภัยแล้ว ต่อไปจะไม่มีใครทำร้ายคุณได้อีก ผมให้สัญญา ทีนี้ลองสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วตะโกนดัง ๆ ให้สุดเสียงว่า ผู้ชายของฉันเก่งที่สุด"
ฉินฟ่านพยายามหาวิธีที่ออกแนวตลก ๆ ปลอบใจเธอ
ซูหลิงอายจนหน้าแดง แต่ก็ทำตาม เธอตะโกนเสียงดัง
"ผู้ชายของฉันเก่งที่สุด"
"ดังกว่านี้อีก"
ซูหลิงสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วตะโกนจนสุดเสียง
"ผู้ชายของฉันเก่งที่สุดดดดดด"
"ฮ่า ๆ ดีมาก พวกเรากลับบ้านกันเถอะ"
เขาหอมแก้มให้รางวัลเธอไปฟอดใหญ่
แล้วจูงมือเธอเดินออกไป
หมู่แมลงตัวเล็กตัวน้อยละแวกนั้นส่งเสียงร้องกันดังระงม พร้อมกับสายลมที่พัดโชยมาเบา ๆ จนเรือนผมของซูหลิงยุ่งเหยิง ฉินฟ่านจึงเอามือช่วยจัดทรงผมให้
"ขอบคุณมากที่มาช่วยฉัน ฉันนึกว่าต้องตายซะแล้ว แต่คุณทำได้ยังไงถึงเอาชนะพวกมันทั้งฝูงได้คะ"
ซูหลิงเอ่ยปากถามเขาด้วยความสงสัย
"เพราะผู้ชายของคุณเก่งที่สุดไง" เขาพูดจาหยอกเธออีกครั้ง จนเธอต้องตีแขนของเขาด้วยความเขินอาย
"คุณรักษาคนเก่ง ทำน้ำหอมก็เก่ง ต่อยตีก็ยังเก่ง แล้วยังเก่งเรื่องไหนอีกเหรอคะ"
"บอกไม่ได้หรอก เดี๋ยวคุณจะหาว่าผมขี้โม้"
"น่านะ บอกหน่อยเถอะค่ะ"
เขาโน้มใบหน้าลงไป แนบริมฝีปากกระซิบเบา ๆ ที่ข้างใบหูของเธอ
"เรื่องบนเตียงผมก็เก่งนะ อยากลองไหมล่ะ"
เธอหันขวับแถมยังหยิกแขนของเขา "เห็นไหม ไม่เชื่อละสิ ในใจของคุณคงคิดว่าผมเป็นคนชอบขี้โม้คุยโวโอ้อวด คุณต้องลองถึงจะรู้ว่าผมเก่งจริง แม่หมูตัวน้อย"
ฉินฟ่านไม่พูดเฉย ๆ เขาฟาดก้นงอน ๆ ของซูหลิงไปอย่างแรง
เพียะ!
"นี่…ใครใช้ให้คุณมาเรียกฉันว่าแม่หมู หยุดนะ อย่าหนีสิ มาให้ตีคืนซะดีๆ"
"พอคุณมีลูกให้ผมทั้งอ้วนทั้งขาวห้าหกคน ไม่เรียกคุณว่าแม่หมูแล้วจะเรียกว่าอะไร โอ๊ย โอ้ย…ใช่ไหม แม่หมู ฮ่าๆ"
ซูหลิงวิ่งไล่ตีเขาคืน จนฉินฟ่านต้องหลบซ้ายหลบขวา เสียงหยอกล้อเสียงหัวเราะดังก้องในยามค่ำคืนท่ามกลางแสงจันทร์
บางทีการหยอกล้อครั้งนี้ อาจจะสร้างความอิจฉาให้แก่เทพเทวดาฟ้าดินบ้างก็ได้ เพราะว่าต่อให้พวกท่านกินดีหมีหัวใจเสือมา ท่านเทพทั้งหลายก็คงไม่กล้าฟาดก้นงอน ๆ ของเหล่านางฟ้าเป็นแน่
ฉินฟ่านกับซูหลิงขี่มอเตอร์ไซค์ของพนักงานส่งอาหาร ไปจอดไว้สถานีตำรวจแล้วเอากุญแจรถกับเงินห้าพันหยวนมอบไว้กับตำรวจ บอกว่าเจ้าของรถคงเมา จึงจอดรถทิ้งไว้ข้างทาง พร้อมกับทำเงินหล่นไว้ห้าพันหยวน แต่เดี๋ยวเขาสร่างเมา คงมาแจ้งความว่ารถกับเงินหาย ค่อยมอบกุญแจกับเงินให้เขา
หลังจากนั้นทั้งคู่โบกแท็กซี่ กว่าจะมาถึงบ้านของซูหลิงก็หลังสี่ทุ่มแล้ว ฉินฟ่านส่งเธอเข้านอน เขานั่งข้างเตียงพร้อมกุมมือเธอ อยู่เป็นเพื่อนจนเธอหลับ แล้วค่อยลงมาหาคุณปู่
ทั้งสองนั่งจิบชาคุยกันในห้องหนังสือ เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ ให้คุณปู่ฟัง
"เกิดอะไรขึ้น"
"มีคนลักพาตัวเธอครับ"
"ตายไปกี่คน"
คุณปู่ถามอย่างใจเย็น
"ยี่สิบเอ็ดคนรวมทั้งผู้บงการครับ คุณปู่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมตัดรากถอนโคนพวกมันจนหมดสิ้นแล้ว ต่อไปซูหลิงจะปลอดภัยอย่างแน่นอน"
ฉินฟ่านคลึงถ้วยชาที่อยู่ในมือเบา ๆ
คุณปู่มองเขาอย่างพึงพอใจ
"ดี…เธอทำได้ดีมาก คนจะทำการณ์ใหญ่ ต้องตัดสินใจเฉียบขาด ยามลงมือต้องดุดันอำมหิต เสี่ยวหลิงพ้นคราวเคราะห์ครั้งนี้ได้ก็เพราะได้เธอช่วย ปู่ขอบใจเธอมาก"
"คุณปู่พูดเองว่า ผมเป็นคนตระกูลซูไม่ใช่เหรอครับ นี่เป็นเรื่องที่ผมสมควรทำอยู่แล้ว"
ฉินฟ่านหยอกคุณปู่ เพื่อไม่ให้บรรยากาศเคร่งเครียดเกินไป
"ฮ่า ๆ ๆ งั้นเธอกับซูหลิง ก็ต้องมีหลานให้ปู่อุ้มไว ๆ อ้อส่วนเรื่องตำรวจไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวปู่เคลียร์ให้เอง"
เขาโบกไม้โบกมือทันที
"ไม่ต้องหรอกครับคุณปู่ ที่นั่นเป็นโกดังร้างและเปลี่ยวมาก ไม่มีกล้องวงจรปิด เวลาผ่านไปสักพัก เดี๋ยวเรื่องก็เงียบเองครับ ต่อให้ต้องถูกจับขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ไม่มีใครเชื่อหรอกครับ ว่าคนที่ไร้อาวุธเพียงคนเดียว จะฆ่าคนยี่สิบเอ็ดคน ที่มีอาวุธครบมือทั้งมีดทั้งปืนได้ แล้วช่วงนี้สุขภาพของคุณปู่เป็นไงบ้างครับ"
"ฮ่า ๆ ตั้งแต่กินยาเธอเข้าไป ปู่ฟิตเปรี๊ยะเลยล่ะ เหมือนหนุ่มขึ้นอีกสิบปี ตอนกลางคืนก็หลับสนิท ตื่นเช้ามาก็สดชื่น
อาการเจ็บไขข้อ ปวดเข่าก็หายเป็นปลิดทิ้ง ยาของเธอนี่ดีจริง ๆ ถ้าเธอปรุงยาขายคงรวยเละ กลายเป็นเศรษฐีดาวรุ่งพุ่งแรงคนใหม่เลยละ ฮ่าๆ"
"ผมเริ่มโครงการนี้แล้วครับ เพราะถ้าไม่รีบทำ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเก็บเงิน มาเป็นค่าสินสอดของซูหลิงได้"
ทั้งสองสบตากันนิ่งไปอึดใจหนึ่งกับมุกสด ๆ นี้ แล้วต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะดัง ๆ ออกมา ทั้งสองคุยเล่นกันอีกสักพัก ฉินฟ่านก็ขอตัวกลับ
ตอนเช้าตรู่หมอกยังไม่ทันจาง อากาศยังดูขมุกขมัวอยู่ มีคนเก็บขยะผ่านมา เห็นประตูโรงงานร้างเปิดอ้ากว้างอยู่ เขาอยากเข้าไปดูข้างใน เผื่อจะเก็บอะไรไปขายพอได้ค่าเหล้าบ้าง ทว่าพอชะเง้อหน้าเข้าไปดูก็ต้องร้องเสียงหลง เข่าของเขาอ่อนระทวยทรุดลงไปกองกับพื้นทันที
"มี…มีคนตาย"
มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้มีคนตายมากมายก่ายกองอย่างนี้ ปีนี้เขาอายุร่วมหกสิบปีแล้ว แต่เพิ่งจะเคยเห็นคนตายต่อหน้าต่อตามากมายขนาดนี้ พอเขาตั้งสติได้ ก็รีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ยี่สิบนาทีต่อมาหน่วยอาชญากรรมหนึ่ง พร้อมกับแผนกนิติเวชก็มาถึงที่เกิดเหตุ
"ผู้หมวดมู่เชิญทางนี้หน่อยครับ ผมมีของดีจะให้ดู รับรองว่าคุณไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนอย่างแน่นอน"
เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานชี้ให้มู่ปิงปิงดู
"จุ๊ ๆ ร้ายกาจจริง ๆ ผมทำงานมาหลายปี เพิ่งเคยเจอแบบนี้เป็นครั้งแรก จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าผู้ตายทั้งยี่สิบเอ็ดคน ตายด้วยวรยุทธหลากหลายวิชา ทั้งเพลงหมัดดรรชนี กรงเล็บ เพลงเตะ ทั้งกระดูกก้านคอหัก ลูกอัณฑะแตก คอหอยแหลกละเอียด ทรวงอกถูกต่อยจนยุบ กระดูกซี่โครงหักสะบั้นไม่เหลือชิ้นดี แต่ที่ตายในแบบอื่น กลับมีอยู่สองคน รับรองได้เลยว่า อันนี้คุณจะต้องเซอร์ไพร์ซแบบสุด ๆ คนที่ใส่ฟันทองนั่น คงถูกยิงนัดเดียว เข้าที่ขมับ ตายคาที่ในระยะเผาขน แต่ที่เด็ดสุด ที่ผมอยากจะให้คุณดูก็คือ คนใส่สูทนี่แหละ แผลที่หัวแตกเลือดไหลอาบหน้า คงเป็นเพราะถูกขวดเบียร์ ขว้างจากระยะไกลใส่ คนขว้างจะต้องมีกำลังข้อที่แข็งแรงมาก เพราะขวดแตกกระจายเป็นเศษเล็ก ๆ ฝังลึกลงไปที่หน้าผาก อันนี้เราปล่อยผ่านไปไม่ต้องสนใจ
แต่บาดแผลที่ทำให้เขาถึงแก่ความตายคือตรงนี้ คุณดู คุณเห็นรอยบาง ๆ ราวกับใบหลิว ที่เป็นเส้นสีแดงตรงหว่างคิ้วนี่ไหม มันคล้ายกับถูกอาวุธที่บางเบาทะลวงเข้าไปทั้งเร็วและรุนแรงมาก จนทะลุกะโหลก เข้าจากหน้าผากออกไปทางท้ายทอย โดยที่ไม่มีเลือดไหลออกมาสักหยด พูดง่าย ๆ ก็คือคล้ายมีดเลเซอร์นั่นแหละ ผมไม่เคยเห็นลักษณะการตายแบบนี้มาก่อนและไม่อยากเชื่อว่าในโลกนี้จะมีอาวุธแบบนี้ ยังกับอาวุธเอเลี่ยนยังไงยังงั้นเลยครับ"
มู่ปิงปิงถึงกับมึนงงไปหมด เหมือนถูกจับยัดเข้าไปในห้อง ที่มีหมอกหนาทึบ จู่ ๆ ในเมืองซูโจวอันสุขสงบ ก็ดันมีฆาตกรฝีมือร้ายกาจ ไม่ทราบจำนวนคน ไม่ทราบสังกัดผุดโผล่ขึ้นมา เป็นไปได้หรือไม่ว่า นี่เป็นฝีมือคน ๆ เดียว หรือเป็นกลุ่มนักฆ่าระดับมือพระกาฬ แถมไม่มีหลักฐาน ว่านี่เป็น
สงครามแก๊งแย่งชิงพื้นที่ หรือว่านี่จะเป็นการล้างแค้นส่วนตัว
อากวงลูกน้องของเธอวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานอย่างเร่งด่วน
"ผู้หมวดคับ คนที่ถูกยิงชื่อว่าเจ้าเฉินฟันทอง เป็นหัวหน้าแก๊งเล็ก ๆ แถวย่านประตูผี มันมีชื่อเสียงพอสมควร แถมยังมีประวัติอาชญากรรมยาวเป็นหางว่าว ทั้งปล้นจี้ชิงทรัพย์ ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ มันเข้าออกในคุกเป็นว่าเล่น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สองของมันก็ได้ ส่วนพื้นที่แถวนี้ไม่ค่อยมีคนสัญจรไปมา มันเปลี่ยวร้างมาก ทั้งไม่มีกล้องวงจรปิด จึงไม่พบทั้งพยานบุคคลและหลักฐาน แต่ที่น่าสนใจก็คือ
มีเหตุการณ์ไล่ล่าต่อสู้กันบางอย่างใกล้ ๆ แถวนี้ คุณลองดูคลิปนี่ก่อนครับ มันเพิ่งถูกเผยแพร่ออกไป ตอนนี้จำนวนคนที่คลิกเข้าไปดูมีเกินแสนแล้ว"
ลูกน้องของเธอยื่นแท็บเล็ตให้ดู เธอเห็นฉินฟ่านกระโดดไปมาบนหลังคารถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ซึ่งคนธรรมดาไม่มีทางทำได้แน่
"ไปสืบหาที่อยู่ของเขามา เราจะไปสอบปากคำเขา งานนี้เราต้องจับฆาตกรให้ได้"
ฮึ่ม...อีตานี่เอง เธอจะต้องจับอีตาชีกอนี่ให้ได้
เพราะตอนนี้เขาเข้าข่ายน่าสงสัยที่สุด
หลังจากที่ฉินฟ่านสำเร็จวิชาฝ่ามือมุทราเก้ากระบวนท่า เขาก็ไม่ต้องไปฝึกที่ชายป่าอีก แต่หันมาฝึกที่สนามหญ้าหน้าบ้านที่กว้างขวางแทน โดยเน้นไปที่จิตสำนึกของกระบวนท่าเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงร่ายรำกระบวนท่าอย่างเชื่องช้า เหลียนเฮ่ออยากเป็นจอมยุทธแบบคนอื่นบ้าง จึงรบเร้าให้เขาสอน แต่พอเจอฉินฟ่านสั่งให้วิ่งวันละห้ากิโล วิดพื้นวันละสองร้อยครั้ง เหลียนเฮ่อก็ยิ้มกว้างพลางโบกมือบ๊ายบายทันที เขาคิดว่าหันไปเอาดีทางเล่นเกมจะดีกว่า
"พี่ใหญ่ผมรู้สึกว่าพี่สวยขึ้นกว่าเมื่อก่อนอีกนะ เอหรือว่าความรักทำให้คนเราสวยขึ้นจริง ๆ แต่ใบหน้าพี่มันแปลก ๆ ไปนะ จะว่ายังไงดี อ๋อใช่จริง ๆ ด้วย รอยตกกระบนใบหน้าพี่มันหายไปหมดแล้วนี่เอง"
เหลียนเฮ่อมองซ้ายมองขวาอย่างละเอียดพลางพูดอย่างตื่นเต้น
เหลียนฟ่งพอได้ยิน รีบวิ่งเข้าไปส่องกระจกในห้องน้ำทันที
ลู่เจี้ยนเล่าเรื่องข้อตกลงของทั้งสองให้ฉินฟ่านฟังฉินฟ่านไม่ได้ฟังเรื่องราวจากปากพี่ใหญ่เลยสักกะนิดเขาเอามือลูบคางพลางครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเหมาะ…เหมาะเหม๋งเลย ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ยังกับผีเน่ากับโลงผุเอ๋…เปรียบเปรยคู่ที่เหมาะสมกันแบบนี้รึเปล่า อ้อ...ใช่ ๆต้องเหมือนนกยวนยางคู่ต่างหากล่ะ เฮ้อ ไอ้เราก็เรียนมาน้อยจบปอหกตกปอขี้ไก่ซะด้วยสิ จะนึกหาคำคมเพราะ ๆ แบบคนอื่นสักคำสองคำก็ยังลำบาก ไม่ได้การละต้องให้ลูกสาวของเราเรียนสูง ๆ เอาให้จบดอกเตอร์เลย อืม…รึว่าสวรรค์เป็นใจนาน ๆ ทีถึงจะมีสาวสวยผุดโผล่ชะแวบเข้ามาในชีวิตพี่ใหญ่หากปล่อยให้หลุดมือไปก็เสียของแย่นะสิ“นี่ ไอ้น้องบ้า แกฟังพี่ใหญ่อยู่รึเปล่า”โป๊ก!ลู่เจี้ยนทนไม่ไหว จนต้องเขกกะโหลกฉินฟ่าน เพื่อเรียกสติของเขา ให้กลับเข้าร่างอีกครั้งหนึ่ง“โอ๊ย เจ็บนะพี่ นี่พี่ผมว่าเอางี้ดีไหมรวบหัวรวบหางซะเลย เธอหน้าตาสะสวยหุ่นก็ดีพาควงออกงานรับรองว่าไม่อายใคร เธอเหมาะกับพี่ใหญ่มาก แถมเธอยังมีฝีมือเป็นเลิ
รถของลู่เจี้ยนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่วันนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคงต้องทำงานกันหนัก ไหนจะดูแลเรื่องความปลอดภัย ไหนจะต้องบริการโบกรถ เพื่ออำนวยความสะดวก เพราะมีแขกเหรื่อคหบดีนักการเมืองระดับประเทศมาร่วมแสดงความยินดี ในงานนี้เป็นจำนวนมากแต่เพราะความใหญ่โตกว้างขวางของคฤหาสน์แห่งนี้ ถึงจะมีแขกหลายร้อยคน ก็ไม่รู้สึกแออัด แต่อย่างใดงานฉลองวันเกิดของภรรยาเศรษฐีหมื่นล้านจะธรรมดาได้ยังไง งานนี้จึงอลังการเลิศหรูทุกอย่างพวกเขาเดินเข้าไปในบริเวณงานก็เจอครอบครัวตระกูลเย่ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อคอยทักทายต้อนรับแขกเหรื่อฉินฟ่านทักทายทุกคนอย่างสนิทสนม เพราะว่าในตอนนี้เขาเป็นถึงว่าที่ลูกเขยป้ายแดงเชียวนะแถมวันนี้เขาอารมณ์ดีอยากเปลี่ยนลุคดูบ้าง จึงฉีดสเปรย์แต่งผมเยอะหน่อยแล้วหวีผมเสยไปข้างหลัง สวมชุดสูทสีดำทับด้วยเสื้อคลุมโอเวอร์โค้ทสีขาว มีผ้าพันคอสีดำคล้องเอาไว้สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาในงานอย่างช้า ๆ ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสง่างามมาดของเขาเหมือนเจ้าพ่อมากกว่าตัวลู่เจี้ยนซะอีกจนแขกเหรื่อละแวกนั้นต้องรีบแหวกเป็นทางให้กับเขาคุณหนูสี่เดินยิ้มเข้
ทุกคนพอเห็นสภาวะผู้นำของเธอเสียงดังฟังชัดแบบตัดไม้ข่มนาม แถมยังเผด็จการ ผู้คนสี่ห้าสิบคนได้แต่พากันพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องมนต์สะกด“ดี วันนี้ฉันเห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบห้าแบบลุงหมิงที่กำลังจะลงโลงอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกหน้ามาช่วยพูดให้พวกแกดังนั้นฉันจะให้โอกาสพวกแกสักครั้ง”พอกวนอิมเผ็ดพูดถึงตรงนี้ สายตาของเธอมองไปที่มีดบนพื้นทุกคนต่างเริ่มคาดเดาความคิดของเธอออก“พวกแกเอามีดเสียบพุงอีกฝ่าย ให้ตับไตไส้พุงค่อย ๆ ไหลทะลักออกมากองกับพื้น เอาให้สุดแรงเกิดเลยนะ ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนใจจืดใจดำเลือดหมูเลือดหมาแค่นี้ ฉันล้างพื้นแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอ้า อย่ามัวแต่ยืนบื้อเป็นไอ้โง่สิลงมือกันได้แล้ว”คู่กรณีต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กาได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ล้อเล่นน่าเอามีดเสียบพุงสุดแรงเกิด แบบนี้มันถึงตายเลยนะ“นี่ พวกแกเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าไม่กล้ารึไง”กวนอิมเผ็ดเดินไปหยิบมีด แล้วยัดใส่มือทั้งสองคน“กำมีดให้มันแน่น ๆ หน่อย
ทุกคนเดินเข้าไปในวิลล่าของฉินฟ่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโยโย่อวดผลงานชิ้นโบว์แดงให้พวกเหลียนฟ่งฟังว่าได้ปรับลุคเปลี่ยนโฉมให้กับลู่เจี้ยนใหม่ จนหล่อสมาร์ทขนาดไหนส่วนอิ๋งอิ๋งเล่าเรื่องสาวนักล้วงให้ทุกคนฟัง ทุกคนถึงกับปรบมือชอบใจฝีมือของเสี่ยวจงประณีตมากแถมยังมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่เขาคิดว่าเงินทองกินคนเดียวอาจจะท้องแตกตาย งานนี้จะต้องสุดฝีมือ ทำให้ฉินฟ่านเกิดความพึงพอใจในผลงานของเขาให้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะมีงานคราวหน้ามาใช้บริการจากเขาอีกเขาจึงชวนเพื่อนที่คณะ ที่เก่งในแต่ละด้านมาร่วมทีมอีกถึงห้าคน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คัดเลือกหินการแกะสลัก การขนย้ายหิน เพื่อนำไปจัดวางที่บ้านฉินฟ่านเขาใส่เส้นผมหนวดเครา ขนตาให้กับรูปปั้น ดวงตาก็ทำมาจากลูกแก้วแล้วติดคอนแทคเลนส์ ผิวกายทำจากซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่นสมจริง ในยามที่แตะสัมผัสเรียกช่างเสริมสวยมือหนึ่งมาแต่งหน้าทาปากจัดแต่งทรงผมให้กับรูปปั้นจนดูเหมือนคนจริงทุกประการเขาเคยถามฉินฟ่านว่า ทำไมไม่ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งฉินฟ่านตอบว่า เขาอยากให้รูปปั้นนี้คงอยู่ไปอีกร้อยปีพันปีเสี่ยวจงติดตั้งไฟดาวน์ไลท์เสร็จ ก
ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวันหนึ่งฉินฟ่านอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ชวนอิ๋งอิ๋งกับโยโย่ออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อติ๊งต่อง ติ๊งต่อง !หนุ่มวัยสามสิบมาดเท่หวีผมแสกข้างสวมสูทราคาแพง ยืนถือดอกกุหลาบช่อใหญ่อยู่ที่หน้าประตูรั้วชื่อเหลียนซินซวง เป็นญาติห่าง ๆ ของเหลียนฟ่งดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์จบจากฮาเวิร์ดทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกจนร่ำรวย แต่รักแรกยากจะลืมเลือน ใช่ เธอคือรักแรกและรักเดียวของเขา วันนี้เขาจึงกลับมาเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อขอเธอแต่งงานเหลียนฟ่งออกมาเปิดประตูรั้วพอเห็นว่าใครมาเธอฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขาโผเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึงถึง แม้เธอจะยังงง ๆ ที่จู่ ๆ เขาเข้ามากอดเธอ อ๋อ คงเป็นธรรมเนียมของพวกฝรั่งสินะ เธอก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรรีบดึงแขนเขา ให้เข้ามานั่งที่สนามหญ้าหน้าบ้าน“พี่ใหญ่ซวงฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอพี่”“ฉันเองก็ดีใจ อืม…ไม่เจอกันตั้งหลายปีเธอโตขึ้นแถมยังสวยขึ้นอีกด้วยนะ”กรอบแกรบ!ฉินฟ่านเดินกลับมาใกล้จะถึงบ้าน พลางขบเคี้ยวมันฝั่งทอดกรอบอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็บังเอ
ต้นไม้สูงใหญ่มีกิ่งก้านหนาทึบ กลับถูกดัดแปลงเป็นห้างล่าสัตว์แบบง่าย ๆ แบทแมนกำลังนั่งกระดิกขากินขนมอย่างสบายอารมณ์ มันกำลังเลือกเหยื่ออยู่ มีสาว ๆ เดินผ่านมันไปหลายคน แต่มันไม่สนใจ มันชอบหญิงสาวที่หุ่นดี ๆ โดยเฉพาะสาวที่ใส่ชุดแดงตอนนี้ตาของมันกำลังลุกวาวจ้องมองมายังฉินฟ่าน หึ…หึ เจอเหยื่อชั้นเยี่ยมเข้าให้แล้วตั้งแต่มันก่อคดีมา เหยื่อคนนี้ถูกใจมันที่สุด ถ้าได้สัมผัสหน้าอกของเธอ คงฟินน่าดูฉินฟ่านได้ยินเสียงแหวกอากาศ พุ่งวาบเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วแบทแมนโผเข้ามาหาเขาว้ายยยยเสียงกรีดร้องของฉินฟ่านอาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากผู้หญิงอยู่บ้างรูปร่างก็สูงใหญ่เกินผู้หญิงแถมยังเดินด้วยเท้าเปล่า แต่เผอิญตอนนี้แบทแมนกำลังหลงระเริงในเหยื่อชั้นเยี่ยม จึงละเลยละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้“ฮ่ะ ๆ น้องสาวอย่ากลัวไปเลย แค่ขอจูบนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”แบทแมนจู่โจมอีกครั้ง แต่ฉินฟ่านแกล้งทำเป็นหวาดกลัว“อย่านะอย่า ช่วยด้วยค่ะ”ฉินฟ่านพยายามร้องดัดเสียงให้เหมือนผู้หญิง เขาส่ายหัวหลบเลี่ยงริมฝีปากของแ







