Masukฉินฟ่านกำลังเล่นขว้างบอลอยู่กับเจ้าแอนโทนี่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน พอได้ยินเสียงร้องเขาก็ตกใจนึกว่าเธอเป็นอะไร ก็รีบวิ่งมาทันที
"เกิดอะไรขึ้น"
เขาถามอย่างตกใจ
"ที่รักคะรอยตกกระค่ะ รอยตกกระบนใบหน้าของฉันหายไปหมดแล้ว แถมยังรู้สึกว่าหน้าเด้งด้วย ครีมบำรุงผิวคุณนี่ดีมาก ๆ เลย น้ำหอมก็ห้อมหอม หอมมาก ๆ ด้วยค่ะ"
เหลียนฟ่งพูดด้วยความตื่นเต้น พลางเบียดหน้าอกอันใหญ่โต ถูไถแขนของเขาเบา ๆ ไปมาโดยไม่รู้ตัว
"แน่นอนอยู่แล้ว คราวนี้รู้หรือยังว่าที่รักของคุณคือผู้วิเศษ สามารถเนรมิตให้คุณกลายเป็นสาวงามได้ โบราณกล่าวไว้ว่า "ทำดีย่อมได้ดี" สงสัยจริง ๆ ว่าคืนนี้จะมีของหวาน เป็นรางวัลให้กับผู้วิเศษหรือเปล่านะ"
เขากระซิบเบา ๆ ข้างหูเธอพร้อมกับส่งสายตามีเลศนัย
"แหม...ทำดีก็ต้องมีรางวัลให้อยู่แล้ว คุณก็รู้ว่าฉันตามใจคุณแค่ไหน คุณอยากกินขนมบัวลอยก็บอกสิคะ เดี๋ยวไปซื้อแป้งที่ตลาด มาทำให้แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วค่ะ"
เธอยั่วเย้าโปรยเสน่ห์ใส่เขา ให้อยากแล้วจากไป ด้วยความมั่นใจว่าเสน่ห์บนเรือนร่างของเธอ สามารถมัดใจเขาได้ในทุกท่วงท่าลีลา หลังจากร่วมเรียงเคียงหมอนกันมา ยิ่งรู้ใจว่าเขาชอบท่วงท่าลีลาไหนเป็นพิเศษ
ฉินฟ่านรู้สึกว่าอยู่กับเธอแล้ว มีความสุขจริง ๆ เขาตีก้นเธอด้วยความมันเขี้ยว ทำเอาเหลียนฟ่งมองค้อน ก่อนหยิกหมับไปที่เอวของเขา
"พี่ใหญ่ ๆ พี่เขยดังใหญ่แล้ว"
เหลียนเฮ่อวิ่งเข้ามาที่ห้องรับแขกอีกครั้งพวกเขาจึงมุงดูกัน พอเหลียนเฮ่อเปิดคลิป "kung fu master" บ้าง "ฮีโร่ช่วยสาวน้อย" บ้างให้ดู โดยเฉพาะฉากที่เขาถูกรถตู้ชนจนกระเด็นไปไกล เหลียนฟ่งถึงกับกรีดร้องออกมา แถมยังกอดเขาน้ำตาไหลพรากเป็นเผาเต่า เขาต้องคอยปลอบโยนเธอว่าเขาไม่เป็นไรจริง ๆ
"โธ่ พี่ใหญ่หยุดร้องไห้ได้แล้ว พี่เขยเขามีร่างคงกระพันฟันแทงไม่เข้า ถูกรถชนแค่นี้เล็บยังไม่เป็นรอยเลย โดนแค่นี้นะจิ๊บ ๆ ไม่เป็นไรหรอก"
เหลียนฟ่งได้ยินก็วางใจในระดับหนึ่งจึงค่อย ๆ หยุดร้อง แต่ยังคงจ้องเขาราวกับกลัวว่าร่างของเขาจะสลายเป็นฝุ่นผงปลิวหายไปกับสายลมและกาลเวลา
"แต่พูดก็พูดเถอะนะ เขาเรียกว่ากันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน ถ้าพี่ใหญ่รู้สึกไม่วางใจ คืนนี้ก็เช็คหัวเทียนพี่เขยดูก็ได้นี่นา ว่าเครื่องยังฟิตปึ๋งปั๋งอยู่หรือเปล่า"
เหลียนเฮ่อยั่วโมโหเธอ
"ไอ้น้องเวร แกอยากตายมากนักใช่ไหม"
"โธ่เจ๊ทำเป็นไม่เคยไปได้ ฟัดกันอีกสองสามแมทช์ เผลอ ๆ ปีหน้าผมก็ได้เป็นน้าคนแล้ว"
เธออายจนหน้าแดงหันไปหยิบขวดน้ำขว้างใส่น้อง
ไอ้เด็กเวรนี่ช่างรู้ใจพี่เขยซะจริง สงสัยจะต้องจัดทิปหนัก ๆ ให้อีกสักรอบล่ะมั้ง
ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง
ใครมากดกริ่งแต่เช้าเลย เหลียนเฮ่อเดินออกไปชะเง้อดูที่ประตู
"ใครมากันแต่เช้านะ เอ๊ะท่าจะไม่ค่อยดีแล้ว พี่เขยมาดูนี่เร็ว"
พวกเขาเดินไปดูที่ประตู หน้าประตูรั้วมีรถเก๋งสีดำจอดอยู่ร่วมสิบคัน แถมยังมีชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมสวมชุดสูทสีดำ ตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบอีกเกือบสามสิบคน ดูก็รู้ว่าเป็นพวกนักเลง
"พี่เขยแอบไปลักหลับลูกสาวเจ้าพ่อมา
เหรอครับ พวกมันถึงได้ยกโขยงมากันแบบนี้ งานนี้สงสัยจะเคลียร์ยาก ถ้าจะให้ดีพี่เขยเผ่นออกทางประตูหลัง เดี๋ยวผมจะไปถ่วงเวลาไว้ให้เอง"
เหลียนเฮ่อพูดเสร็จคว้าแจกันไม้ขึ้นมาถือแบบกล้า ๆ กลัวจนขาสั่น แต่เขาไม่คิดจะถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เหลียนฟ่งเขกกะโหลกน้องชายตัว
แสบด้วยความหมั่นไส้ แต่ฉินฟ่านกลับมองที่คำพูดและการกระทำ ที่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติของเหลียนเฮ่อ เพราะว่าคนบางคนในใจคิดอะไรก็จะพูดแบบนั้น ยกเว้นแต่คนประเภทน้ำนิ่งไหลลึก
แสดงว่าอย่างน้อย ๆ มีส่วนหนึ่งที่เหลียนเฮ่อคิดจะปกป้องเขาจริง ๆ แม้ว่าเหลียนเฮ่อจะไม่มีกำลังพอก็ตาม ไอ้น้องเขยนี่ ดู ๆ ไปมันก็น่ารักดีแฮะ
"อาฟ่งล็อกประตู"
ฉินฟ่านพูดจบก็เดินออกไปเปิดประตูรั้ว
"พวกคุณมาหาใคร"
เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ มองคนพวกนั้นด้วยแววตาคมกริบ ก็เล่นยกพวกมาล้อมบ้านของเขา แล้วทำไมจะต้องมีมารยาทมากมายให้กับพวกมัน
"โย่มายบราเธอร์ที่รัก ฉันชื่อลู่เจี้ยน หัวหน้า "แก๊งกิเลนลู่" นายเคยช่วยชีวิตฉันเอาไว้ไง จำพี่ชายรูปหล่อคนนี้ได้หรือเปล่า"
ชายวัยสามสิบ เค้าหน้าหล่อเหลา
เสียดายก็แต่ หน้าตาซีดเผือด ลักษณะขี้
โรคเหมือนคนติดฝิ่น ผอมแห้งแรงน้อยบอบบาง ราวกับกระบอกไม้ไผ่ ต่อให้ตีเขาให้ตาย ก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คน ๆ นี้จะเป็นถึงหัวหน้าแก๊งอันเลื่องชื่อ ที่มีอิทธิพลครอบคลุมเมืองซูโจว ที่แม้แต่ตำรวจยังต้องยำเกรงเขาอยู่สามส่วน
ฉินฟ่านยืนงงงันกับรูปลักษณ์นี้ จน
ลู่เจี้ยนโผเข้ามากอด พร้อมหอมแก้มเขาฟอดใหญ่
"นี่คุณจะทำอะไรนะ อ๋อคุณนี่เอง ผมชื่อฉินฟ่าน"
ฉินฟ่านผละจากเขาออกมาสองก้าว เขาไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัวโดยเฉพาะผู้ชาย
"ฮ่า ๆ ต่อไปเราสองคนมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน เราจะเป็นพี่น้องกันในชาตินี้ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ไม่ต้องจุดธูปสาบานให้ไร้สาระทุกอย่างอยู่ที่ใจ ขอให้ฟ้าดินเป็นพยานก็พอ หากผิดคำพูดขอให้ลู่เจี้ยนไม่ได้ตายดี ฮ่า ๆ"
"แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง คุณลู่ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ครับ"
"หืม คุณลู่ นี่นายดูหมิ่นเกียรติของฉันอย่างงั้นเหรอ หรือว่าฉันไม่คู่ควรที่จะเป็นพี่น้องกับนาย เรียกพี่ใหญ่สิ"
ลู่เจี้ยนรู้สึกผิดหวังและเสียใจที่ได้ยิน เขาเผลอขมวดคิ้วเขม็งเกร็ง แถมขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกรอดดดด
"เอ่อ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น
ผมไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง แถมยังความจำเสื่อม ผมเหลือแค่ตัวคนเดียวบนโลกนี้ ผมเองก็ยังไม่รู้ว่า จะเดินบนเส้นทางชีวิตแบบไหน จึงไม่อยากสร้างความเดือดร้อนหรือเป็นภาระให้กับคุณ"
ลึก ๆ ในใจของฉินฟ่านเอง ก็ปรารถนาที่จะมีครอบครัวเช่นเดียวกัน เขาไม่อยากอยู่อย่างอ้างว้างเดียวดายอีกต่อไป
"แค่นายเรียกฉันว่าพี่ใหญ่ก็พอ เรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึง ว่าไงเรียกสิ"
ลู่เจี้ยนจ้องเขาด้วยสีหน้าแววตาคาดหวัง
ฉินฟ่านเองก็อับจนปัญญา ได้แต่เรียกออกไป
"พี่ใหญ่"
"ฮ่า ๆ น้องเล็กของพี่"
ลู่เจี้ยนดีใจจนน้ำตาซึม กอดฉินฟ่านไว้จนแน่น
นี่มันอะไรกัน ตื่นเช้ามาแค่เดินออกมาหน้าประตูรั้วบ้าน ฉินฟ่านก็ได้พี่ใหญ่สำเร็จรูปมาคนหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องเติมน้ำร้อนลงไปในถ้วย เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พี่ใหญ่คนนี้ทั้งหล่อทั้งรวยทั้งมีอิทธิพล เขายังจะกล้าเล่นตัวอีกหรือไง แถมเขายังรู้สึกได้ถึงความจริงใจของลู่เจี้ยนอีกด้วย
"ไปเถอะน้องเล็กเราเข้าบ้านกันก่อน
พี่ใหญ่คอแห้งเป็นบ้าเลย ไปหาอะไรเย็น ๆ ดื่มกันก่อนดีกว่า ว่าแต่บ้านนายมีเบียร์ตุนเอาไว้หรือเปล่า"
พูดจบลู่เจี้ยนก็กอดคอน้องเล็กพาเดินเข้าไปราวกับเป็นบ้านของเขาเอง
...
"นี่คือพี่ใหญ่ลู่เจี้ยน ต่อไปพวกเราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน"
ฉินฟ่านแนะนำลู่เจี้ยน ที่กำลังยกเบียร์กระป๋องซดดังอึก ๆ ให้คนในบ้านได้รู้จัก
"สวัสดีค่ะพี่ใหญ่หนูชื่อเหลียนฟ่ง เรียกว่าเสี่ยวฟ่งก็ได้ค่ะ หนูเป็นผู้บังคับบัญชาของฉินฟ่านค่ะ"
ฉินฟ่านพอได้ยินถึงกับค้อนขวับอย่างแรง ดีละ คืนนี้ต้องจับผู้บังคับบัญชาตีก้นซะให้เข็ด
"ดี ๆ มีอารมณ์ขันดี น้องเล็กนี่เก่งจริง ๆ สามารถหาน้องสะใภ้ ที่น่ารักแถมร่าเริงได้ถึงขนาดนี้ พอดีวันนี้พี่ใหญ่มาโดยกะทันหันไม่ทันได้เตรียมของขวัญมา อืมกวนอิมหยกของพี่ใหญ่ชิ้นนี้ อยู่ติดตัวพี่ใหญ่มาสิบปี ถือซะว่าเป็นของขวัญแรกพบหน้าก็แล้วกัน ขอน้องสะใภ้อย่าได้รังเกียจ"
ลู่เจี้ยนถอดสร้อยทองเส้นใหญ่ ที่มีจี้กวนอิมหยกขาวมันแพะออกจากคอ มอบให้เหลียนฟ่ง
"ขอบคุณพี่ใหญ่มากค่ะ"
สิ่งของวัตถุมงคลที่อยู่บนคอพี่ใหญ่ต้องเป็นของชั้นยอดอยู่แล้ว แค่สร้อยทองนี่ก็ไม่ต่ำกว่าห้าบาท ไหนจะกรอบทองฝังเพชรอีก งานนี้รับทรัพย์เน้น ๆ
เหลียนฟ่งยิ้มจนเห็นฟันขาว ดวงตาหยีเห็นลักยิ้มสองข้าง รับมาคล้องอวดบนลำคอของตัวเอง ทำให้ลู่เจี้ยนยิ้มพร้อมพยักหน้าเบา ๆ อย่างพึงพอใจ รู้สึกว่าน้องสะใภ้คนนี้หน้าตาสะสวย เฉลียวฉลาด นิสัยไม่เลวรู้จักเอาอกเอาใจพี่ใหญ่คนนี้ซะด้วย
เหลียนเฮ่อรีบกระแซะเสนอหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"สวัสดีครับพี่ใหญ่ ผมเป็นน้องชายของพี่เหลียนฟ่ง ชื่อว่าเหลียนเฮ่อแต่เพื่อน ๆ เรียกว่าสตีเฟ่น ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ"
พูดจบเหลียนเฮ่อโค้งเก้าสิบองศาทันที
อะไร…เฟ่น เฟ่นนะ
คู่รักทั้งสองมองตากันด้วยความมึนงง
ไอ้เด็กเวรนี่ไปมีชื่อฝรั่งสตีฟ่ง สตีเฟ่นตั้งแต่เมื่อไร แถมไอ้ฝากเนื้อฝากตัวนี่ มันกำลังคิดอะไรอยู่ อยากจะเข้าแก๊งไปเป็นนักเลงหรือไงกัน
"ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดีล่ะ อย่าเอาแต่เล่นเกม ต้องเชื่อฟังพี่เขยกับพี่สาวให้มาก ๆ ถ้าไม่มีเงินใช้ หรือว่ามีใครมารังแกก็ให้มาบอกพี่ใหญ่
"เอานี่พี่ใหญ่ให้เป็นของขวัญ"
ลู่เจี้ยนถอดแหวนทับทิมเม็ดใหญ่ล้อมเพชรจากนิ้วกลางให้เหลียนเฮ่อ
"ขอบคุณครับพี่ใหญ่ ผมจะเป็นเด็กดีอย่างแน่นอน"
ท่าทางเหลียนเฮ่อจะชอบแหวนวงนี้มาก
ลูบคลำมันไม่ยอมหยุดเลย
"พี่ใหญ่วันนี้พวกเราไปกินข้าวนอกบ้านกันเถอะ เพื่อฉลองที่เราได้มาเป็นพี่น้องกัน
เอาไว้วันหลังค่อยให้อาฟ่ง เข้าครัวปรุงอาหารมาสักสองสามจาน ให้พี่ใหญ่ได้ลองชิมดู"
"ดี ๆ ๆ ว่าแต่จะไปร้านไหนดีล่ะ"
ฉินฟ่านเสนอว่าให้ไปภัตตาคารญี่ปุ่น
ซากุระโกะ ที่เปิดใหม่ในย่านชอปปิง ทุกคนต่างเห็นด้วย
คิดไม่ถึงว่าคนจะนิยมชมชอบร้านนี้กันมาก มากจนลู่เจี้ยนต้องวนหาที่จอดรถถึงสองรอบ พอทุกคนเดินเข้าไปข้างใน ก็พบว่าภัตตาคารแห่งนี้ คงทุ่มเงินลงทุนตกแต่งในเรื่องอาคารสิ่งปลูกสร้างแบบญี่ปุ่นไปมาก แทบจะนึกว่าหลงเข้าไป ในลิตเติ้ลโตเกียวซะแล้ว
สิ่งละอันพันละน้อยทั้งโคมไฟกระดาษ สวนหิน ภูเขาน้ำตกจำลอง ชุดกิโมโนของพนักงาน ตัวหนังสือบนแผ่นป้ายเล็ก ๆ แถมยังมีดนตรีที่บรรเลงเพลงญี่ปุ่นเบา ๆ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มเปี่ยม
ทุกคนเดินเข้าไปในห้องโถงด้านหน้า ก็พบว่า มีพนักงานสวมชุดกิโมโน หน้าตาสะสวยยืนรอต้อนรับอยู่สี่คน ขณะที่พนักงานจะพาทุกคนไปที่ห้องส่วนตัว
เหลียนเฮ่อก็กระตุกแขนเสื้อฉินฟ่านเบา ๆ พร้อมกับน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
"พี่เขยดูนั่นดิ"
ทุกคนหันไปตามนิ้วที่เหลียนเฮ่อชี้
ภาพที่เห็นในทีวีจอแบน ที่ติดอยู่บนฝาผนัง ก็คือภาพยนตร์โฆษณาน้ำหอม ที่ฉินฟ่านไปถ่ายที่ชายทะเล
"สุดยอดไปเลย น้องเล็กเป็นนายแบบถ่ายหนังโฆษณาด้วยหรือเนี่ย ฮ่า ๆ ถ้าน้องเล็กอยากแสดงหนัง พี่ใหญ่จะออกทุนเป็น
สปอนเซอร์ให้เอง ฮ่า ๆ ๆ ไม่ว่าจะเรทอาร์ เรทเอกซ์ พี่ใหญ่สร้างมาหมดแล้ว"
"พี่ใหญ่ ถ้าวันไหนขาดตัวประกอบหนังเอกซ์ เรียกใช้ผมได้นะครับ ผมจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่"
เหลียนเฮ่อปั้นสีหน้าจริงจัง ราวกับการรับใช้พี่ใหญ่คืออุดมคติในชีวิตของเขา
เหลียนฟ่งอดรนทนไม่ไหว จนต้อง
เขกกะโหลกน้องชายตัวดีไปหนึ่งที
"พอเลยแก เรียนหนังสือให้จบก่อน
ถ้าไม่ขยันเรียน ฉันจะตีแกให้ตายเลยคอยดูสิ"
ลู่เจี้ยนอาสาเป็นเถ้าแก่ใหญ่ เงินแค่ร้อยล้านเอาไปสร้างหนัง สำหรับเขาแค่นี้
จิ๊บจ๊อยมาก
ฉินฟ่านทำหน้าไม่ถูกเลยจริง ๆ หัวจะปวด
"ที่รักคุณนี่ขึ้นกล้องจริง ๆ นะคะ"
เหลียนฟ่งรู้สึกภูมิใจเด็กในคอนโทรลของเธอมาก
"แถมยังลีลาเด็ดอีกต่างหาก"
เหลียนเฮ่อดัดเสียงเป็นผู้หญิง แกล้งแขวะพี่สาวตัวเอง
เหลียนฟ่งมองน้องชายด้วยจิตพิฆาต ถ้าอยู่ที่บ้าน ไอ้น้องบ้านี่โดนตีตายแน่
"ก็แค่ถ่ายโฆษณาชิ้นเล็ก ๆ เอง พวกคุณก็อย่าทำเป็นตื่นเต้นไปหน่อยเลย ผมไม่ใช่ดาราดังสักหน่อย แค่สองสามวันคนดูก็ลืมหน้าผมหมดแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ"
"อ๊ะคุณฉิน ใช่คุณจริงด้วย ช่างบังเอิญเสียจริง ผมกู่เทียนหยวนแมวมองพุงใหญ่นิสัยดีไง จำผมได้ไหมครับ"
เขาพูดพลางเดินส่ายพุงอ้วน ๆ ทักทายคนรอบตัวฉินฟ่านอย่างคนอัธยาศัยดี
"สวัสดีครับโลกมันกลมดีนะครับ ผมจำคุณได้ คุณมาทานข้าวที่นี่บ่อยเหรอครับ"
ฉินฟ่านเองก็นึกไม่ถึงว่าจะเจอคน ๆ นี้
"ค่าบริการที่นี่แพงหูฉี่เลยนะคุณ ผมอาศัยว่ารู้จักเพื่อนฝูงเยอะ ก็เลยได้ตามเขามากินเป็นลาภปาก
แต่ว่าวันนี้ผมเห็นคุณในภาพยนตร์โฆษณาน้ำหอมด้วย คุณแสดงได้ถึงบทบาทดีจริง ๆ นี่เป็นการแสดงครั้งแรกจริง ๆ เหรอครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลย
คุณฉินผมต้องการคนมีพรสวรรค์อย่างคุณ กรุณามาเซ็นสัญญากับบริษัทของผมเถอะนะครับ"
กู่เทียนหยวนไม่มียอมแพ้ นี่เป็นเพชรเม็ดงาม ถ้าดังขึ้นมาเผลอ ๆ อาจได้โกอินเตอร์ไปเล่นหนังฮอลลีวูด คนที่มีแต่ได้กับได้ก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเขา
"ผมไม่ชอบงานแสดงจริง ๆ ต้องขอโทษด้วยครับ"
"ไม่เป็นไรครับ อาชีพอย่างผมไม่เคยยอมตัดใจง่าย ๆ อยู่แล้ว จะตื๊อคุณจนกว่าคุณจะใจอ่อนให้ได้ โอกาสหน้าค่อยพบกันใหม่ครับ"
ประสบการณ์ในอาชีพแมวมองนี้ สอนให้รู้จักสะกดคำว่าอดทน
ในที่สุดทุกคนก็ได้นั่งล้อมวงกินข้าว
กันเสียที ลู่เจี้ยนสั่งรายการอาหารอย่างคล่องแคล่ว ตามประสาผู้มีอันจะกิน ที่เคยไปดื่มไปกินมาแล้วทุกที่
มีทั้งข้าวหน้าปลาแซมอนที่นำเข้า
จากนอร์เวย์ ซูชิฟัวกราส์ ซาสิมิ ข้าวหน้าปลาไหล ทงคัตสึ โอโคโนมิยากิ ชาบู เทมปุระ พุดดิ้งกาแฟ ซูเฟล่ ในไม่ช้าอาหารถูกยกมาเต็มโต๊ะ
แต่พอกินได้แค่คำแรก ซูหลิงก็โทรมา
หาฉินฟ่าน เขาได้แต่ยิ้มแหย ๆ เชิงขอโทษ ที่ทุกคนถูกขัดจังหวะ เขากดรับโทรศัพท์ แต่เพราะจับกุ้งเทมปุระกินเมื่อครู่นี้ มือเลยเปื้อนคราบน้ำมัน
จึงเลือกที่จะวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ แล้วเปิดสปีคเกอร์โฟนแทน จึงพลอยทำให้ทุกคน ได้ยินบทสนทนาไปด้วย
"ฮัลโหล ฉินฟ่านพูดครับ"
"คุณเห็นโฆษณาหรือยังคะ"
ซูหลิงถามด้วยความตื่นเต้น
"อื้อฮึ...เห็นแล้วครับ"
"รู้ไหมว่า คนคลั่งโฆษณาชุดนี้กันใหญ่แล้ว ยอดสั่งจองสินค้าในตอนนี้ มากกว่า
สองหมื่นขวดแล้ว ฉันคิดว่าเราต้องเพิ่มฐานการผลิตให้มากขึ้น อีกหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ สาว ๆ คลั่งคุณ
ยิ่งกว่าคลั่งน้ำหอมเสียอีก เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เรามีงานโปรโมทสินค้า มีทแอนด์กรี๊ด คุณต้องมาถ่ายรูปกับแฟนคลับของคุณ ตอนสิบโมงเช้าที่ห้างสรรพสินค้าจีช็อป"
พอคุยเรื่องงาน อะไรก็หยุดซูหลิงไม่อยู่ ทุกคนได้ยินแต่เสียงเจื้อยแจ้วของเธอ
"เดี๋ยวสิคุณ นี่มันเกินข้อตกลงของเรากันแล้วนะครับ คุณก็รู้ว่าผมไม่อยากเปิดเผยตัว ผมไม่ไปได้ไหมครับ"
ฉินฟ่านบ่ายเบี่ยงไม่อยากไป
"งั้นคุณช่วยโทรไปถามเหลียนฟ่งผู้จัดการส่วนตัวที ง่าย ๆ เลยออกงานโปรโมทสี่ชั่วโมงฉันจ่ายสี่แสน"
"ฉันตกลง"
เหลียนฟ่งตะโกนออกไปเสียงดังฟังชัดแทบไม่ต้องคิดเลย เธอยังไม่ทิ้งนิสัยเดิมมีเงินต้องโกยไว้ก่อนแม่สอนไว้
ทุกคนในห้องต่างยกนิ้วให้ เธอที่ตัดสิน
ใจได้เฉียบขาดรวดเร็ว ยกเว้นฉินฟ่านที่นั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับ
"คิก ๆ นี่คุณอยู่ด้วยเหรอเหลียนฟ่ง
ว่าแต่นี่พวกคุณอยู่ที่ไหนกันเหรอคะ"
ซูหลิงแอบเสียใจเล็ก ๆ ไม่ได้ เพราะเธอไม่มีโอกาสที่จะอยู่กับเขาบ่อยมากนัก เพราะช่วงนี้งานที่บริษัทมีเยอะมาก เพราะยอดสั่งจองสินค้าพุ่งกระฉูด
บรรดาพนักงานน้อยใหญ่ต่างพากันยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียม เตรียมรอรับโบนัสก้อนใหญ่จากซูหลิง
"พวกเรามากินข้าวที่ภัตตาคารญี่ปุ่นนะ"
"แหม ไม่ยอมชวนกันบ้างเลย ฉันเองก็ชอบทานอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน ว่าแต่ที่รักเมื่อไรคุณจะมากินฉันคะ"
แค่ก แค่ก!
ฉินฟ่านถึงกับสำลักอาหาร
ซูหลิงยิ้มพรายอย่างชอบใจ ที่ได้เย้าแหย่เขาไปหนึ่งดอก อยากไม่ชวนเธอมากินด้วย แบบนี้ต้องเล่นให้แสบ
"เอ่อเมื่อกี้คุณว่าอะไรนะครับ"
ฉินฟ่านเหงื่อแตกพลั่ก งานเข้าแล้วสิตู
"ใจร้ายจริง ๆ ทำเป็นขี้หลงขี้ลืมไปได้ ลืมสัญญาของเราสองคนแล้ว
เหรอคะ ฉันถามว่าเมื่อไร คุณจะมากินฉันคะ"
ซูหลงถามเสียงใส ๆ แบบไร้เดียงสา นี่เธอเรียบเรียงคำถามผิดไปหรือเปล่า เธอควรพูดว่า "เมื่อไรคุณจะพาฉันไปกินคะ" ซึ่งหมายถึงกินอาหารไม่ใช่เหรอ
สองประโยคนี้ความหมายมันห่างไกลกัน แปดแสนเจ็ดหมื่นลี้เลยนะ
"โอ๊ย! เกือบลืมไปค่ะ"
ฉินฟ่านรู้ว่าโอกาสทองมาถึงแล้ว ที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย เขารีบถามทันที
"ลืมอะไรเหรอครับ ต้องโปรโมทเพิ่ม
อีกเหรอครับ"
"ไม่ใช่ค่ะ แค่อยากจะบอกคุณว่าทีหลังอย่าทำแบบนั้น ที่โต๊ะทำงานได้ไหมคะ แหม…ถ้ามีใครมาเห็นเข้า อายเขาตายเลยค่ะ"
ดอกที่สองตามมาติด ๆ
คำพูดสองแง่สามง่ามแบบนี้ ยังจะให้คิดอะไรได้อีก ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำฮวงโห ก็ไม่อาจชะล้างความบริสุทธิ์ได้
อายกะผีนะสิ!
เกอจำได้ว่าวันนั้นแค่ดื่มเบียร์กับกินมันปิ้ง
ไม่ได้กินเธอบนโต๊ะทำงานสักหน่อย
เขาเริ่มรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของคนที่ถูกปรักปรำ อีแบบนี้ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำฮวงโห ก็ยังชำระล้างไม่ได้เลย ความรู้สึกอยากจะกระอักเลือดมันเป็นแบบนี้เองสินะ
คนโบราณสอนสั่งมาถูกต้องแล้ว ใจคิดร้ายต่อผู้อื่นไม่ควรมี แต่ใจพึงระวังป้องกันควรจะมี
แม้แต่ลู่เจี้ยนที่อ่อนด้อยในเรื่องจีบผู้หญิง เมื่อครู่พอได้ยินถึงกับสำลักอาหาร จน
เหลียนเฮ่อต้องรีบเทน้ำให้ดื่ม
ส่วนฉินฟ่านยิ้มปากสั่น ทำหน้าเหย๋เก
เหมือนปู่สามของอาสะใภ้คนข้างบ้านเสีย ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี
คงมีแต่เหลียนฟ่งที่ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร เดี๋ยวคีบกุ้งเดี๋ยวคีบปลา เข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเดียว คล้ายดั่งเป็นความสงบ ก่อนที่จะมีมหันตภัยพายุร้ายมาเยือน
"คุณต้องชอบถุงน่องใหม่ ที่ฉันเพิ่งซื้อมา"
"เอ่อ ฮัลโหล โหล สัญญาณไม่ค่อยดีแค่นี้ก่อนนะครับ"
ฉินฟ่านกดตัดสายไปดื้อ ๆ แล้วคืนนี้เขาจะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกกันแน่ เขาลอบปาดเหงื่อ ทั้ง ๆ ที่ในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ
ร้ายกาจจริง ๆ แค่คำพูดประโยคเดียว
ของซูหลิง ถึงกับบีบให้เขาหลังชนฝาได้ แล้วจะทำยังไงดี
โอ๊ย! อยากจะบ้าตาย
ลู่เจี้ยนเล่าเรื่องข้อตกลงของทั้งสองให้ฉินฟ่านฟังฉินฟ่านไม่ได้ฟังเรื่องราวจากปากพี่ใหญ่เลยสักกะนิดเขาเอามือลูบคางพลางครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเหมาะ…เหมาะเหม๋งเลย ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ยังกับผีเน่ากับโลงผุเอ๋…เปรียบเปรยคู่ที่เหมาะสมกันแบบนี้รึเปล่า อ้อ...ใช่ ๆต้องเหมือนนกยวนยางคู่ต่างหากล่ะ เฮ้อ ไอ้เราก็เรียนมาน้อยจบปอหกตกปอขี้ไก่ซะด้วยสิ จะนึกหาคำคมเพราะ ๆ แบบคนอื่นสักคำสองคำก็ยังลำบาก ไม่ได้การละต้องให้ลูกสาวของเราเรียนสูง ๆ เอาให้จบดอกเตอร์เลย อืม…รึว่าสวรรค์เป็นใจนาน ๆ ทีถึงจะมีสาวสวยผุดโผล่ชะแวบเข้ามาในชีวิตพี่ใหญ่หากปล่อยให้หลุดมือไปก็เสียของแย่นะสิ“นี่ ไอ้น้องบ้า แกฟังพี่ใหญ่อยู่รึเปล่า”โป๊ก!ลู่เจี้ยนทนไม่ไหว จนต้องเขกกะโหลกฉินฟ่าน เพื่อเรียกสติของเขา ให้กลับเข้าร่างอีกครั้งหนึ่ง“โอ๊ย เจ็บนะพี่ นี่พี่ผมว่าเอางี้ดีไหมรวบหัวรวบหางซะเลย เธอหน้าตาสะสวยหุ่นก็ดีพาควงออกงานรับรองว่าไม่อายใคร เธอเหมาะกับพี่ใหญ่มาก แถมเธอยังมีฝีมือเป็นเลิ
รถของลู่เจี้ยนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่วันนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคงต้องทำงานกันหนัก ไหนจะดูแลเรื่องความปลอดภัย ไหนจะต้องบริการโบกรถ เพื่ออำนวยความสะดวก เพราะมีแขกเหรื่อคหบดีนักการเมืองระดับประเทศมาร่วมแสดงความยินดี ในงานนี้เป็นจำนวนมากแต่เพราะความใหญ่โตกว้างขวางของคฤหาสน์แห่งนี้ ถึงจะมีแขกหลายร้อยคน ก็ไม่รู้สึกแออัด แต่อย่างใดงานฉลองวันเกิดของภรรยาเศรษฐีหมื่นล้านจะธรรมดาได้ยังไง งานนี้จึงอลังการเลิศหรูทุกอย่างพวกเขาเดินเข้าไปในบริเวณงานก็เจอครอบครัวตระกูลเย่ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อคอยทักทายต้อนรับแขกเหรื่อฉินฟ่านทักทายทุกคนอย่างสนิทสนม เพราะว่าในตอนนี้เขาเป็นถึงว่าที่ลูกเขยป้ายแดงเชียวนะแถมวันนี้เขาอารมณ์ดีอยากเปลี่ยนลุคดูบ้าง จึงฉีดสเปรย์แต่งผมเยอะหน่อยแล้วหวีผมเสยไปข้างหลัง สวมชุดสูทสีดำทับด้วยเสื้อคลุมโอเวอร์โค้ทสีขาว มีผ้าพันคอสีดำคล้องเอาไว้สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาในงานอย่างช้า ๆ ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสง่างามมาดของเขาเหมือนเจ้าพ่อมากกว่าตัวลู่เจี้ยนซะอีกจนแขกเหรื่อละแวกนั้นต้องรีบแหวกเป็นทางให้กับเขาคุณหนูสี่เดินยิ้มเข้
ทุกคนพอเห็นสภาวะผู้นำของเธอเสียงดังฟังชัดแบบตัดไม้ข่มนาม แถมยังเผด็จการ ผู้คนสี่ห้าสิบคนได้แต่พากันพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องมนต์สะกด“ดี วันนี้ฉันเห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบห้าแบบลุงหมิงที่กำลังจะลงโลงอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกหน้ามาช่วยพูดให้พวกแกดังนั้นฉันจะให้โอกาสพวกแกสักครั้ง”พอกวนอิมเผ็ดพูดถึงตรงนี้ สายตาของเธอมองไปที่มีดบนพื้นทุกคนต่างเริ่มคาดเดาความคิดของเธอออก“พวกแกเอามีดเสียบพุงอีกฝ่าย ให้ตับไตไส้พุงค่อย ๆ ไหลทะลักออกมากองกับพื้น เอาให้สุดแรงเกิดเลยนะ ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนใจจืดใจดำเลือดหมูเลือดหมาแค่นี้ ฉันล้างพื้นแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอ้า อย่ามัวแต่ยืนบื้อเป็นไอ้โง่สิลงมือกันได้แล้ว”คู่กรณีต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กาได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ล้อเล่นน่าเอามีดเสียบพุงสุดแรงเกิด แบบนี้มันถึงตายเลยนะ“นี่ พวกแกเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าไม่กล้ารึไง”กวนอิมเผ็ดเดินไปหยิบมีด แล้วยัดใส่มือทั้งสองคน“กำมีดให้มันแน่น ๆ หน่อย
ทุกคนเดินเข้าไปในวิลล่าของฉินฟ่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโยโย่อวดผลงานชิ้นโบว์แดงให้พวกเหลียนฟ่งฟังว่าได้ปรับลุคเปลี่ยนโฉมให้กับลู่เจี้ยนใหม่ จนหล่อสมาร์ทขนาดไหนส่วนอิ๋งอิ๋งเล่าเรื่องสาวนักล้วงให้ทุกคนฟัง ทุกคนถึงกับปรบมือชอบใจฝีมือของเสี่ยวจงประณีตมากแถมยังมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่เขาคิดว่าเงินทองกินคนเดียวอาจจะท้องแตกตาย งานนี้จะต้องสุดฝีมือ ทำให้ฉินฟ่านเกิดความพึงพอใจในผลงานของเขาให้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะมีงานคราวหน้ามาใช้บริการจากเขาอีกเขาจึงชวนเพื่อนที่คณะ ที่เก่งในแต่ละด้านมาร่วมทีมอีกถึงห้าคน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คัดเลือกหินการแกะสลัก การขนย้ายหิน เพื่อนำไปจัดวางที่บ้านฉินฟ่านเขาใส่เส้นผมหนวดเครา ขนตาให้กับรูปปั้น ดวงตาก็ทำมาจากลูกแก้วแล้วติดคอนแทคเลนส์ ผิวกายทำจากซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่นสมจริง ในยามที่แตะสัมผัสเรียกช่างเสริมสวยมือหนึ่งมาแต่งหน้าทาปากจัดแต่งทรงผมให้กับรูปปั้นจนดูเหมือนคนจริงทุกประการเขาเคยถามฉินฟ่านว่า ทำไมไม่ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งฉินฟ่านตอบว่า เขาอยากให้รูปปั้นนี้คงอยู่ไปอีกร้อยปีพันปีเสี่ยวจงติดตั้งไฟดาวน์ไลท์เสร็จ ก
ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวันหนึ่งฉินฟ่านอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ชวนอิ๋งอิ๋งกับโยโย่ออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อติ๊งต่อง ติ๊งต่อง !หนุ่มวัยสามสิบมาดเท่หวีผมแสกข้างสวมสูทราคาแพง ยืนถือดอกกุหลาบช่อใหญ่อยู่ที่หน้าประตูรั้วชื่อเหลียนซินซวง เป็นญาติห่าง ๆ ของเหลียนฟ่งดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์จบจากฮาเวิร์ดทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกจนร่ำรวย แต่รักแรกยากจะลืมเลือน ใช่ เธอคือรักแรกและรักเดียวของเขา วันนี้เขาจึงกลับมาเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อขอเธอแต่งงานเหลียนฟ่งออกมาเปิดประตูรั้วพอเห็นว่าใครมาเธอฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขาโผเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึงถึง แม้เธอจะยังงง ๆ ที่จู่ ๆ เขาเข้ามากอดเธอ อ๋อ คงเป็นธรรมเนียมของพวกฝรั่งสินะ เธอก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรรีบดึงแขนเขา ให้เข้ามานั่งที่สนามหญ้าหน้าบ้าน“พี่ใหญ่ซวงฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอพี่”“ฉันเองก็ดีใจ อืม…ไม่เจอกันตั้งหลายปีเธอโตขึ้นแถมยังสวยขึ้นอีกด้วยนะ”กรอบแกรบ!ฉินฟ่านเดินกลับมาใกล้จะถึงบ้าน พลางขบเคี้ยวมันฝั่งทอดกรอบอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็บังเอ
ต้นไม้สูงใหญ่มีกิ่งก้านหนาทึบ กลับถูกดัดแปลงเป็นห้างล่าสัตว์แบบง่าย ๆ แบทแมนกำลังนั่งกระดิกขากินขนมอย่างสบายอารมณ์ มันกำลังเลือกเหยื่ออยู่ มีสาว ๆ เดินผ่านมันไปหลายคน แต่มันไม่สนใจ มันชอบหญิงสาวที่หุ่นดี ๆ โดยเฉพาะสาวที่ใส่ชุดแดงตอนนี้ตาของมันกำลังลุกวาวจ้องมองมายังฉินฟ่าน หึ…หึ เจอเหยื่อชั้นเยี่ยมเข้าให้แล้วตั้งแต่มันก่อคดีมา เหยื่อคนนี้ถูกใจมันที่สุด ถ้าได้สัมผัสหน้าอกของเธอ คงฟินน่าดูฉินฟ่านได้ยินเสียงแหวกอากาศ พุ่งวาบเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วแบทแมนโผเข้ามาหาเขาว้ายยยยเสียงกรีดร้องของฉินฟ่านอาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากผู้หญิงอยู่บ้างรูปร่างก็สูงใหญ่เกินผู้หญิงแถมยังเดินด้วยเท้าเปล่า แต่เผอิญตอนนี้แบทแมนกำลังหลงระเริงในเหยื่อชั้นเยี่ยม จึงละเลยละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้“ฮ่ะ ๆ น้องสาวอย่ากลัวไปเลย แค่ขอจูบนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”แบทแมนจู่โจมอีกครั้ง แต่ฉินฟ่านแกล้งทำเป็นหวาดกลัว“อย่านะอย่า ช่วยด้วยค่ะ”ฉินฟ่านพยายามร้องดัดเสียงให้เหมือนผู้หญิง เขาส่ายหัวหลบเลี่ยงริมฝีปากของแ







