เข้าสู่ระบบเขายังคงเป็นดั่งเช่นกาลก่อน ในนัยน์ตาสีดำขลับมิได้เจือปนอารมณ์อื่นใด สีหน้าเรียบเฉยแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามจนผู้คนมิกล้าเข้าใกล้เจียงโย่วหนิงจับช้อนคนถ้วยน้ำแกงเบา ๆนางจ้องมองบัวลอยข้าวเหนียวสีขาวตรงหน้า ด้านในใส่เหล้าข้าวหมาก ไข่ไก่ และมีเก๋ากี้สีแดงสดลอยอยู่สองสามเม็ด นี่คือของหวานบำรุงเลือดลมที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเตะจมูกภาพเหตุการณ์นี้ช่างคล้ายคลึงกับวันวานในอดีตยิ่งนักยามที่เขาสอนนางอ่านหนังสือคัดลายมือ เกล้าผมและล้างหน้าให้นาง ทั้งยังคอยเฝ้ามองนางกินข้าวและทำการบ้านทว่ายามนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วอีกประเดี๋ยวเขาก็จะต้องแต่งภรรยา แต่งกับซูอวิ๋นชิงหญิงที่เขารัก ภายภาคหน้าคงจะรักใคร่กลมเกลียว ให้เกียรติซึ่งกันและกันไปจนแก่เฒ่าเหตุใดเขายังทำตัวราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้นแล้วมาอยู่กับนางเช่นนี้อีกเล่า?ท้ายที่สุดแล้วเขาทำใจเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?จ้าวหยวนเช่อเอื้อมมือไปยกถ้วยบัวลอยน้ำข้าวหมากขึ้นมา หยิบช้อนแล้วคนเบา ๆเจียงโย่วหนิงเบิกตากลมโตสีดำขลับที่สุกใสขึ้นมองเขาด้วยความตื่นตะลึงดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มหมดความอดทนเมื่อเห็นว่านางไม่ยอมกินเสียทีจ้าวหยวนเช่อตักบัวลอยลูก
ประการแรกย่อมต้องให้จ้าวหยวนเช่อพยักหน้าเห็นชอบจะทำเยี่ยงไรเขาจึงจะเห็นชอบ?เขาเคยสอนนางว่า หากมีเรื่องขอร้องผู้ใดก็ต้องเข้าหาให้ถูกจุดแล้วจ้าวหยวนเช่อชื่นชอบสิ่งใดเล่า?ใบหน้าของนางพลันแดงซ่านขึ้นมาทีละน้อยหลังจากเขาไปประจำอยู่ชายแดนถึงห้าปีแล้วกลับมา ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็มิได้สนิทสนมคุ้นเคยดั่งกาลก่อนนางไม่มรู้ว่าเขาเผชิญสิ่งใดมาบ้าง ทั้งยังไม่พบว่าเขามีความชื่นชอบสิ่งใดเป็นพิเศษ นอกเสียจากต่อตัวนาง…เขาปรารถนาจะทำเรื่องพรรค์นั้นกับนางยิ่งนัก แต่นางกลับไม่ยินยอมมาโดยตลอดปลายนิ้วของนางบีบขยี้ชายเสื้อเบา ๆ ในหัวขบคิดอย่างรวดเร็วบางที นางอาจแสร้งรับปากยอมเป็นภรรยานอกสมรสของเขา?แสร้งทำเป็นยินยอม ว่าหลังจากเขาแต่งซูอวิ๋นชิงแล้ว ก็ยังเต็มใจลักลอบมีความสัมพันธ์กับเขาต่อไปเช่นนี้ หากนางเอ่ยปากขอร้อง เขาคงจะไม่ปฏิเสธเป็นแน่ทว่า หลายวันมานี้จ้าวหยวนเช่อมิได้มาหานางเลยนางไม่รู้เลยว่า เขาได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วหรือไม่ว่าจะไม่ข้องแวะกับนางอีก?หากเป็นเช่นนั้น นางจะต้องทำเยี่ยงไรจึงจะได้พบเขา?แล้วเขาจะรู้สึกหรือไม่ว่า นางช่างไร้ค่ายิ่งนัก?เดิมทีเขาก็เห็นนางเป็นเพีย
แม่นางเจียงผู้นี้ก็ช่างกระไร เดิมทีเพียงประทับรอยนิ้วมือ ฮูหยินรับเงินไป ส่วนนางก็ได้ผลประโยชน์ ต่างฝ่ายต่างชื่นมื่นกันถ้วนหน้า นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้ แม่นางเจียงดูเป็นคนบอบบางน่าทะนุถนอม ไม่คิดเลยว่าจะซุ่มซ่ามถึงเพียงนี้การจะเบิกหนังสือสัญญาเหล่านั้นมาอีกครั้งมิใช่เรื่องง่ายดาย ไม่รู้ว่าทางนั้นจะเกิดความคลางแคลงใจหรือไม่?“ต้องใช้เวลาเพียงไร?”นางหานเอ่ยถามวันที่สามสิบเดือนอ้าย ในจวนจะจัดงานมงคลให้จ้าวหยวนเช่อ นางรอไม่ไหวแล้ว“ราว ๆ สามวันเจ้าค่ะ”แม่นางหลิ่วตอบกลับไป“ท่านแม่” เจียงโย่วหนิงมองนางหานด้วยความไม่เข้าใจ “นี่มิใช่ร้านของท่านหรือเจ้าคะ? เหตุใดจึงต้องไปเบิกหนังสือสัญญาจากที่อื่นอีกเล่า?”ดวงตาทั้งสองข้างของนางดำขลับตัดกับตาขาวกระจ่างใส ประหนึ่งว่าไม่เข้าใจเรื่องนี้จริง ๆ เป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ มิได้มีเจตนาแอบแฝงแม้แต่น้อย“เรื่องนี้ต้องไปดำเนินการที่ที่ว่าการ ขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากสักหน่อย ไม่เป็นไร ให้แม่นางหลิ่วไปจัดการทำมาใหม่ ผ่านไปสามวันพวกเราค่อยมาอีกครั้ง”นางหานมิได้สงสัยในเจตนาของเจียงโย่วหนิง นางผ่อนน้ำเสียงให้อ่
เจียงโย่วหนิงจ้องมองเอกสารฉบับนั้น คิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นตระหนกตกใจเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ เงินก้อนโตถึงปานนี้ ต้องได้รับความยินยอมจากนางก่อน นางหานจึงจะสามารถนำไปใช้ได้เรื่องนี้ย่อมมิใช่เรื่องปกติธรรมดาอย่างแน่นอน ทว่าแท้จริงแล้วมันคือเรื่องอันใดกันแน่?“โย่วหนิง เจ้าอ่านตัวอักษรเหล่านี้ออกหรือไม่?”นางหานเห็นนางเอาแต่ก้มหน้ามองเอกสารฉบับนั้นโดยไม่เอ่ยสิ่งใด จึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มนางมั่นใจว่าเจียงโย่วหนิงอ่านหนังสือไม่ออก น้ำเสียงจึงค่อนข้างผ่อนคลายแม่นางหลิ่วก็มองดูอยู่ห่าง ๆ เช่นกันเมื่อเข้ามาในห้องนี้ มีเพียงนางและฮูหยินเจิ้นกั๋วกง ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีกในหมู่พนักงานด้านนอกเหล่านั้น บางทีอาจมีหูตาที่ถูกทิ้งไว้แต่หนก่อน คงต้องระมัดระวังให้มากหน่อย“ท่านแม่ก็ทราบดี ข้าจะไปอ่านตัวอักษรออกได้อย่างไรเจ้าคะ”เจียงโย่วหนิงเงยหน้าขึ้น ส่งรอยยิ้มหยีตาส่งให้นางสีหน้าของนางมิได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ดูไปแล้วยังคงบอบบางอ่อนโยน เป็นท่าทางที่ดูหลอกลวงได้ง่ายดาย ทว่าความคิดในใจกลับหมุนวนอย่างรวดเร็วรอยนิ้วมือนี้ นางย่อมไม่อาจประทับลงไปอย่างเด็ดขา
ช่างเถิด รอให้นางแต่งออกไปแล้ว การจะจัดการเจียงโย่วหนิงยังจะยากเย็นอันใดอีก?เจียงโย่วหนิงตามนางหานขึ้นรถม้าไปอีกครั้งนางนั่งอยู่ด้านข้าง ใบหน้าหันตรงไปเบื้องหน้า เม้มริมฝีปากไม่เอ่ยวาจาใดเบื้องหน้าปรากฏใบหน้าอันเย็นชาของจ้าวหยวนเช่อ ภาพความไร้เยื่อใยของเขาวนเวียนไปมาอยู่ร่ำไปนางพยายามห้ามมิให้ตนเองคิดถึงเขาทว่าเพียงชั่วลมหายใจที่ข่มกลั้นความคิดไว้ได้ ลมหายใจถัดมากลับหวนนึกถึงเขาอย่างมิอาจห้ามใจไม่อาจควบคุมตนเองได้เลยแม้แต่น้อยส่วนนางหานก็ลอบสำรวจนางเงียบ ๆ อยู่ด้านข้างปิ่นปักผมที่เพิ่งเลือกไปเมื่อครู่หล่อหลอมขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ทั้งอัน ส่วนยอดสลักเป็นรูปดอกโบตั๋น วันนี้เจียงโย่วหนิงแต่งกายมิได้ดูซอมซ่อ เมื่อจับคู่กันแล้วจึงดูมีสง่าราศีอยู่บ้างนางเอนกายพิงผนังรถม้า พลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป“ฮูหยิน ถึงแล้วเจ้าค่ะ”เมื่อรถม้าหยุดลง เสียงของเฝิงมามาก็ดังขึ้นเจียงโย่วหนิงก้าวลงจากรถม้า กวาดสายตามองซ้ายขวาโรงรับจำนำเป่าซิงนางรู้จักโรงรับจำนำแห่งนี้ดี สำหรับเมืองหลวงแล้วนับว่าเป็นโรงรับจำนำระดับกลางค่อนไปทางสูง ทว่าสำหรับนางหานแล้ว นี่คือกิจการที่ทำกำ
ซูอวิ๋นชิงปักปิ่นระย้าลงบนมวยผมของตน จงใจยืนเคียงข้างเจียงโย่วหนิง แล้วหันไปมองจ้าวหยวนเช่ออีกคราว่ากันตามตรง กลิ่นอายของนางเหนือกว่าเจียงโย่วหนิงอยู่มากโข อย่างไรเสียในฐานะบุตรีเพียงคนเดียวของหวยหนานอ๋อง นางย่อมเป็นที่โปรดปรานรักใคร่มาตั้งแต่เล็กความเย่อหยิ่งเอาแต่ใจของนาง เป็นสิ่งที่เจียงโย่วหนิงมิอาจเลียนแบบได้เลยทว่ารูปโฉมของเจียงโย่วหนิงนั้นงดงามถึงขีดสุด ผิวพรรณขาวกระจ่างใสดุจหยกมันแกะชั้นดี ดวงหน้ายิ่งดูผุดผ่องพิลาสล้ำ ราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกควันบางเบา ดูหลุดพ้นจากโลกีย์ แม้สตรีบอบบางขี้อายผู้นี้จะไร้ซึ่งกลิ่นอายข่มขวัญ ทว่ากลับมีท่วงทีที่เหนือกว่าซูอวิ๋นชิงอยู่ขั้นหนึ่งยามยืนหยัดเคียงข้างซูอวิ๋นชิง นางกลับมิได้ดูด้อยกว่าแม้แต่น้อยตรงกันข้าม ยิ่งพิศมองนานเพียงไร ยิ่งทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้เลย“ย่อมต้องเป็นเจ้า”น้ำเสียงของจ้าวหยวนเช่อเยือกเย็น สายตาจับจ้องเพียงซูอวิ๋นชิงโดยมิได้มองไปทางอื่นถ้อยคำทั้งสี่คำนี้ราวกับก้อนหินก้อนใหญ่ ที่หล่นทุบลงบนศีรษะของเจียงโย่วหนิงทีละก้อนกระแทกจนนางหน้ามืดตาลาย หัวใจปวดแปลบขึ้นมาเป็นระลอกนางสมควรโดนแล้วผู้ใดใช้ให้นางไม่เจี
เจียงโย่วหนิงไม่มีเวลาคิดว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ยื่นมือคิดจะปิดประตูแล้ววิ่งหนี แต่ช่วยไม่ได้ขาสองข้างไม่เอาไหน ไม่ฟังคำสั่งนางสักนิด ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว“เข้ามา”จ้าวหยวนเช่อไม่หันหลัง แต่เหมือนมองเห็นการกระทำของนางเจียงโย่วหนิงกลัวถูกคนจับได้ เลยก้มหน้าเดินเข้าห้องด้านใน แล้วถามเสียง
“เจ้าช่างมีน้ำใจ มานั่งกับข้าตรงนี้มา”นางหานยิ้มพร้อมกวักมือเรียกเจียงโย่วหนิง ส่งสัญญาณให้นางมานั่งลงข้างตัวเองตอนนี้อยู่ข้างนอก ต้องดีกับเจียงโย่วหนิงหน่อย จะได้สร้างชื่อเสียงดีงามให้ตัวเองด้วยเจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แล้วยื่นล่วมยาให้หมอจางหมอจางสบตากับนางแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้
“โย่วหนิง? ไปไหนแล้วล่ะ?”นางหานเดินมาหลังฉากกั้น“ท่านแม่ ท่านอย่าเข้ามาเจ้าค่ะ ข้าไม่ระวังทำน้ำนมเลอะตัว กำลังเช็ดอยู่เจ้าค่ะ”ภายใต้ความคับขัน เจียงโย่วหนิงรีบหาข้ออ้าง ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อนางหานได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า ถามนาง “พี่ชายเจ้าล่ะ?”เจียงโย่วหนิงหันมองจ้าวหยวนเช่อ ในดวงตาคือค
นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด







