Masukตอนที่ 3 เด็กหญิงที่หายไป
รถยนต์สีดำแล่นฝ่าสายฝนออกจากกรุงเทพมหานครอย่างเงียบเชียบ แสงจากเสาไฟริมถนนทอดผ่านกระจกเป็นช่วง ๆ ก่อนเลือนหายไปด้านหลัง มีเรียยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเบาะหนัง มือเล็กกำล็อกเก็ตที่ห้อยอยู่ตรงคอแน่นเสียจนข้อนิ้วซีด ดวงตากลมโตที่เคยสดใสไม่เหลือน้ำตาให้ไหลออกมาอีกแล้ว ราวกับเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบใช้มันหมดไปตั้งแต่คืนที่เห็นบ้านของตัวเองถูกเปลวไฟกลืนกิน ธนา เมธาวิน นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองหลานสาวอยู่หลายครั้ง แต่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร คำปลอบโยนทุกคำดูไร้ประโยชน์เกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งสูญเสียทั้งพ่อ แม่ และบ้านภายในคืนเดียว“มีเรีย...” เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แต่ไม่ได้ขานรับ
ธนาสูดลมหายใจเข้า ก่อนพูดในสิ่งที่แม้แต่เขาเองก็เจ็บปวดที่จะเอ่ย “จากวันนี้ไป หนูจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว”
“ทำไมคะ...” เสียงเล็กแหบพร่า “คุณพ่อกับคุณแม่ตายแล้ว หนูยังกลับบ้านไม่ได้อีกเหรอ”
คำถามนั้นเหมือนมีดกรีดกลางอก ธนาหันมองออกไปนอกหน้าต่างชั่วครู่เพื่อซ่อนความแดงก่ำในดวงตา ก่อนหันกลับมาอีกครั้ง “เพราะลุงยังไม่รู้ว่าใครทำเรื่องทั้งหมดนี้” มีเรียชะงัก “ไฟไหม้...ไม่ได้เกิดเองเหรอคะ”ธนาไม่ได้ตอบในทันที เขายังไม่มีหลักฐานมากพอจะกล่าวหาใคร แต่ระบบดับเพลิงที่ถูกตัด กล้องวงจรปิดที่ใช้การไม่ได้พร้อมกันทั้งคฤหาสน์ รวมถึงแฟ้มเอกสารสำคัญของบริษัทที่หายไปก่อนเกิดไฟไหม้ มันบังเอิญมากเกินไป
“ลุงยังตอบไม่ได้” เขาเลือกพูดเพียงเท่านั้น “แต่จนกว่าจะรู้ความจริง ทุกคนต้องคิดว่าหนูตายไปแล้วพร้อมกับพ่อแม่” “แล้วชื่อของหนูล่ะคะ” “ต้องหายไปด้วย” มีเรียก้มมองมือของตัวเอง ความหมายของคำว่า ‘หายไป’ สำหรับเด็กวัยเจ็ดขวบอาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่เธอก็รู้ว่ามันหมายถึงการไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้ไปโรงเรียนเดิม ไม่ได้เจอคนรู้จัก และอาจไม่มีใครเรียกเธอด้วยนามสกุลที่พ่อเคยภาคภูมิใจอีกต่อไป “ถ้ามีเรียหายไป...” เธอเงยหน้ามองลุง “แล้วหนูจะเป็นใครคะ” ธนาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนโน้มตัวเข้าไปจับมือเล็กเอาไว้ “หนูยังเป็นหนูอยู่ ไม่ว่าชื่อจะเปลี่ยนไปแค่ไหน จำไว้นะมีเรีย ไม่มีใครพรากตัวตนที่แท้จริงออกไปจากเราได้ หากเราไม่ยอมให้เขาพรากมันไป” เด็กหญิงพยักหน้าอย่างเชื่องช้า แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เธอจดจำทุกคำเอาไว้ รถยนต์แล่นต่อไปจนแสงไฟของเมืองหลวงค่อย ๆ หายลับ เหลือเพียงถนนทอดยาวท่ามกลางความมืด มีเรียหันกลับไปมองผ่านกระจกด้านหลังเป็นครั้งสุดท้าย แล้วกระชับล็อกเก็ตในมือแน่นขึ้น ในนั้นมีรูปครอบครัวของเธออยู่ อย่างน้อย...ตราบใดที่มันยังอยู่ เธอก็ยังไม่ลืมว่าตัวเองมาจากไหน .........คณิณกลับถึงคฤหาสน์เมธาวินเกือบเที่ยงวัน รถแท็กซี่จอดส่งเขาหน้าประตูใหญ่แทนรถประจำที่ใช้ทุกวัน เสื้อเชิ้ตตัวเดิมจากเมื่อคืนถูกสวมกลับอย่างลวก ๆ รอยยับตามแขนกับคอเสื้อบอกชัดว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไหน สีหน้าเขาดูอ่อนล้า แต่ต่างจากหลายวันที่ผ่านมาอย่างประหลาด ความหม่นหมองซึ่งเคยเกาะอยู่ในดวงตาเหมือนจางลงบางส่วน เหลือเพียงความเคร่งขรึมของคนที่เพิ่งตัดสินใจอะไรบางอย่างกับชีวิตตัวเองได้แล้วเขาเพิ่งก้าวพ้นประตูโถงเข้าไปไม่ถึงสามก้าว เสียงหนึ่งก็ดังมาจากชั้นล่าง“เมื่อคืนนายหายไปไหนมา”คณิณหยุดมาร์คยืนอยู่ตรงปลายบันได เสื้อเชิ้ตสีขาวยังพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเหมือนคนที่ไม่มีสมาธิพอจะเปลี่ยนชุดออกไปทำงาน โทรศัพท์อยู่ในมือ สีหน้าที่มองมาไม่ได้มีเพียงความโกรธ แต่มีความวิตกซึ่งสะสมมาตลอดคืนจนเกือบปิดไม่มิด“ฉันโทรไปกี่ครั้งรู้ไหม”คณิณมองหน้าคนที่เขาเคยใช้เป็นศูนย์กลางของชีวิตมานาน ก่อนตอบอย่างสงบ “โทรศัพท์ผมแบตหมด”“ฉันรู้แล้วว่าแบตหมด” มาร์คก้าวเข้ามาหา “ฉันถามว่านายหายไปไหน”น้ำเสียงแข็งขึ้นในตอนท้าย คณิณกลับไม่หลบสายตาเหมือนที่ผ่านมา“ไปดื่มมา”“แล้วหลังจากนั้น?”“ผมไม่อยากกลับบ
“ผมไม่ได้จะบังคับให้คุณบอกทุกอย่าง” เขาพูดต่อ “แต่ถ้าคุณกลับมาเพราะเหตุผลเดียวกับผม คุณไม่ควรทำมันคนเดียว เราควรจะร่วมมือกัน” มีเรียหลุบตามองกาแฟ ก่อนถอนหายใจ “พ่อแม่ฉันก็ตายคืนเดียวกับแม่ของนาย เป้าหมายของมันคือพ่อแม่ของฉันเอง แต่พ่อแม่นายกลับโชคร้ายเพราะเหตุการณ์นี้ด้วย ฉันเสียใจ” คณิณนิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดถึงเรื่องนั้นกับเขาตรง ๆ หลังจากความจริงเมื่อคืนถูกเปิดออก “ฉันโตมากับคำถามเดียวกัน ว่าไฟไหม้เกิดขึ้นเพราะอะไร ใครได้ประโยชน์มากที่สุดจากการตายของพ่อแม่ฉัน แล้วทำไมหลังจากนั้น เอกสาร หุ้น และทรัพย์สินหลายอย่างถึงเปลี่ยนไป ทำไมฉันไม่มีตัวตน ฉันเองก็เกือบตาย หรือตายแล้วด้วยซ้ำ” คณิณขมวดคิ้ว “คุณสงสัยคนในบ้าน” “ฉันสงสัยทุกคนที่ต้องการสิ่งที่เป็นของพ่อฉัน” “รวมถึงปรเมศ?” มีเรียไม่ได้ตอบทันที เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้คณิณเข้าใจ เขาลุกขึ้นเดินไปหาเธอ “ถ้าเกี่ยวกับเขาจริง…ผม..” สำหรับคณิณ เรื่องนี้ซับซ้อนเกินกว่าคำว่าเกลียด เพราะปรเมศคือพ่อบุญธรรมของคนที่เขารักที่สุด เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในบ้านซึ่งเลี้ยงเขามา และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่เขาใช้ชีวิตด้วยมาหลายสิบปี แต่หา
แสงเช้าส่องผ่านม่านบางเข้ามาในห้องนั่งเล่นของคอนโด คณิณตื่นก่อนมีเรียเพียงเล็กน้อย เขานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาอยู่นานกว่าจะเรียบเรียงได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตั้งแต่ทำเรื่องโง่เง่าบนสะพาน ได้รู้ความจริงเรื่องเด็กหญิงที่ดึงมือเขาออกจากกองไฟ จนถึงความรู้สึกเมื่อคืนที่ทั้งคู่ไม่ควรปล่อยให้ก้าวข้ามเส้น แต่กลับไม่มีใครหยุดมันได้ทันสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดกลับไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมีเรีย แต่เป็นอดีต อดีตที่เขาเคยคิดว่าถูกฝังไปพร้อมกับพ่อแม่ และเพื่อนสาววัยเด็ก กลับเปิดออกอีกครั้งในคืนเดียวคณิณยืนอยู่ริมกระจก มองแม่น้ำเบื้องล่างขณะมีเรียเดินออกมาจากห้องด้านใน เธอสวมเสื้อเชิ้ตตัวหลวมกับกางเกงขายาว ผมยังไม่ได้จัดเรียบร้อยนัก สีหน้าบ่งบอกว่าเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเช่นกัน“ตื่นนานแล้วหรือคะ” มีเรียเอ่ยถามขึ้น“สักพักแล้วครับ”คำลงท้ายสุภาพกลับมาอีกครั้ง แต่บางอย่างระหว่างพวกเขาไม่เหมือนเดิม มีเรียรับรู้ได้จากสายตาที่เขามองมา มันไม่มีความระแวง ไม่มีการตั้งกำแพงเหมือนวันแรก ๆ อีกแล้วเธอเดินไปเทกาแฟสองแก้ว ก่อนส่งให้เขา “วันนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างไหมคะ”คณิณรับมา แต่ไม่ได้ดื่ม เขามองของเหลวสีเ
รินรดาจึงยิ้ม “คงไม่ได้เรียกฉันกลับมาเพียงเพราะต้องการเลขาเก่ง ๆ หรอกจริงไหม”ความทะเยอทะยานในดวงตาลูกสาวทำให้เขาพอใจอยู่ลึก ๆ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาต้องการ หากมาร์คคือหมากที่ต้องวางไว้หน้ากระดาน รินรดาก็คือหมากที่เขาซ่อนไว้ไม่ให้ใครรู้ว่ามีอยู่“การแต่งงานครั้งนั้นมีประโยชน์ในช่วงหนึ่ง” ปรเมศกล่าว “แต่ถ้ามีเรียเริ่มกลายเป็นอุปสรรค ก็ไม่มีเหตุผลต้องรักษามันไว้ตลอดไป”“พ่อจะให้พวกเขาหย่าหรือเปล่า?”“ถ้าถึงเวลาก็อาจจะเป็นเช่นนั้น”รินรดายกมุมปาก “แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ”สายตาของพ่อลูกสบกัน ไม่มีใครจำเป็นต้องพูดให้ชัดในทันที แต่รินรดาเข้าใจอยู่แล้ว“พ่ออยากให้ฉันแต่งกับมาร์ค” ปรเมศหยิบถ้วยชาขึ้นมาอย่างสงบ “มาร์คเหมาะกับการอยู่ในตำแหน่งเดิม เขามีชื่อ มีความสามารถ และคนในบริษัทเชื่อถือ ถ้าเปลี่ยนตัวกะทันหัน ทุกอย่างจะวุ่นวายโดยไม่จำเป็น”“แต่ถ้าคนที่อยู่ข้างเขาเป็นฉัน…”“สิ่งที่มาร์คมี สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ในมือคนที่มีเลือดของพ่อจริง ๆ”ความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วขณะ รินรดาไม่ได้ตกใจ กลับกัน ความคิดนั้นดูถูกใจเธอมากกว่าที่ควรเธอเคยเห็นมาร์คจากภาพข่าวมาตลอดหลายปี ชายหนุ่มซึ่งได้ชีวิตที่เธอคิ
“ของเรางั้นเหรอคะ?” รินรดาทวน “หรือของพ่อกันแน่คะ”ปรเมศเดินไปหยุดหน้ากระจกสูง มองเมืองด้านล่างเหมือนบทสนทนานั้นไม่ได้ทำให้สะเทือนใจแม้แต่น้อย“ถ้าวันนั้นพ่อประกาศว่ามีลูกกับผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานด้วย เธอคิดว่าคุณหญิงอรุณีจะยอมให้พ่อถืออำนาจในบ้านต่อหรือ ลูกสาวที่ไม่มีสถานะจะถูกผลักขึ้นมาแทนสายของธีรัชได้ง่ายขนาดนั้นหรือไง”รินรดาไม่ตอบ“มาร์คจึงจำเป็น” ชายสูงวัยพูดประโยคนั้นอย่างง่ายดายเสียจนหากมาร์คได้ยิน คงไม่มีทางเชื่อว่าคนที่เรียกว่าพ่อมาตลอดชีวิตสามารถอธิบายการรับเขาเข้ามาในครอบครัวด้วยคำเพียงคำเดียว “จำเป็น”“พ่อไม่มีลูกชายที่เปิดเผยได้ บ้านใหญ่ต้องมีทายาทฝั่งพ่อ มาร์คมีพื้นฐานดี ฉลาด เรียนรู้เร็ว และที่สำคัญ…” ปรเมศหันกลับมา “เขาไม่มีสายเลือดเมธาวิน”รินรดาเลิกคิ้ว “นั่นไม่ใช่ข้อเสียหรือคะ”“ตรงกันข้าม” รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าปรเมศ“คนไม่มีสายเลือด ไม่มีสิทธิ์โดยกำเนิด เขาจะได้ทุกอย่างก็เพราะมีคนมอบให้ และของที่มอบให้ได้ วันหนึ่งก็เอาคืนได้เหมือนกัน”รินรดาจ้องบิดาอยู่พักหนึ่ง นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เธอเข้าใจอย่างชัดเจนว่า มาร์คไม่ได้เป็นลูกชายคนโปรดของปรเมศอย่างที่เธอเคยริษยาม
หญิงชราวางรูปไว้บนโต๊ะ แล้วเปิดลิ้นชักล่างสุด ด้านในมีซองเอกสารเก่าสองสามซอง สมุดปกหนัง และกล่องกำมะหยี่สีกรมใบเล็ก คุณหญิงอรุณีหยิบกล่องนั้นออกมา เมื่อฝาเปิดขึ้น สิ่งที่อยู่ข้างในสะท้อนแสงจากหน้าต่างเป็นประกายสั้น ๆ สร้อยเส้นหนึ่ง ตรงกลางเป็นล็อกเก็ตรูปวงรีขนาดเล็ก มีลายสลักดอกไม้รอบขอบมาร์คจำมันได้ หรืออย่างน้อย เขาคิดว่าตัวเองเพิ่งเห็นของที่คล้ายกันไม่นานมานี้มีเรียเคยมีสร้อยเส้นหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เสื้อ คืนแรกที่เธอเข้ามาในคฤหาสน์ เขาเห็นเธอแตะบางอย่างตรงหน้าอกก่อนเดินผ่านประตูบ้าน และหลายครั้งหลังจากนั้น เวลาเธอเผลอเครียด นิ้วก็จะยกขึ้นแตะตำแหน่งเดิมโดยไม่รู้ตัวรูปทรงเดียวกันหรือไม่ เขายังตอบไม่ได้ แต่ความบังเอิญเริ่มมากเกินไป“ถ้าหลานยังอยู่…” คุณหญิงอรุณีพูดกับตัวเอง เสียงขาดหายอยู่ในลำคอ “…วันนี้คงโตพอ ๆ กับมีเรียแล้วสินะ”มาร์คตัวแข็ง ชื่อภรรยาของเขาปรากฏขึ้นในห้องที่เก็บของของคนตายโดยไม่มีเหตุผลหัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ จากด้านใน คุณหญิงอรุณีเปิดสมุดปกหนัง ลูบหน้ากระดาษที่เหลืองตามอายุ แล้วหยิบแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งถูกพับเก็บอยู่ด้านใน มาร์คมองไม่เห็นข้อความทั้งหมด







