Se connecterตอนที่ 6 : ราชันแห่งโลกมืด
ภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยโทนสีเข้มหรูหรา เสียงบานประตูไม้สักทองปิดลงเบา ๆ ที่ด้านหลัง ทว่ากลับส่งแรงสั่นสะเทือนลึกเข้าไปในความรู้สึกของนทีราวกับเสียงลั่นดาลประตูคุก ร่างโปร่งบางยืนนิ่งงันอยู่ใกล้ขอบพรมกำมะหยี่สีเข้ม ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาเดินต่อหรือขยับกายไปทิศทางใด นิ้วมือเรียวซีดยังคงกำหูหิ้วกระเป๋าผ้าใบเก่าเอาไว้แน่นหนาจนสั่นระริก แสงสว่างยามสายที่สอดส่องผ่านบานกระจกหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นจรดเพดานด้านหลังโต๊ะทำงาน ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในห้องนี้ดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน แสงแดดเหล่านั้นกลับทำหน้าที่ขับเน้นให้ร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ตัวหนาดูน่าเกรงขามและลึกลับราวกับภาพวาดของซาตานในโลกมืด ‘คิรากร อัครเดช’ ชายหนุ่มในชุดสูทสากลสามชิ้นสีดำสนิท คัตติ้งเนี๊ยบกริบรับกับช่วงไหล่กว้างและโครงสร้างร่างกายที่สูงใหญ่ทว่าเต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อของคนที่ฝึกฝนมาอย่างดี เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ไร้รอยตำหนิ นัยน์ตาคมกริบสีนิลสนิทคู่นั้นทอประกายความนิ่งสงบ เยือกเย็น แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจดิบเถื่อนที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่กล้าล่วงเกิน เส้นผมสีดำจัดถูกเซตเปิดหน้าผากอย่างเป็นระเบียบ ขับเน้นให้คิ้วเข้มและสันจมูกโด่งคมดูโดดเด่นและดุดันยิ่งขึ้น บรรยากาศรอบกายของชายผู้นี้เต็มไปด้วยกระแสความกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาอบอวลไปทั่วทั้งห้อง มันหนักอึ้งและเย็นเยียบจนนทีรู้สึกราวกับว่ามวลอากาศรอบตัวกำลังหดตัวลง บีบคั้นจนเขาแทบจะสูดลมหายใจเข้าปอดไม่ได้ ทุกวินาทีที่ผ่านไปในความเงียบสงัดช่างยาวนานและทรมานราวกับกำลังถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น คิรากรไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาในทันที นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปรายสายตาละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลื่อนมาจับจ้องที่ร่างโปร่งบางของเด็กหนุ่มที่ยืนสั่นอยู่ตรงหน้าประตู สายตาของมาเฟียหนุ่มกวาดมองอย่างเชื่องช้า ทว่าถี่ถ้วนและพิเคราะห์... เริ่มตั้งแต่ใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเผือดอย่างไร้สีเลือด ดวงตาคู่สวยพริ้มเพราที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวขั้นสุดทว่ากลับทอประกายความบริสุทธิ์สะอาดสะอ้าน ร่างผอมบางในชุดเสื้อยืดสีซีดคอกว้างกับกางเกงยีนส์ตัวเก่า และกระเป๋าผ้าซอมซ่อในอ้อมกอด ไม่มีแววตาแห่งความกระหายหรือความโลภในสายตาของคิรากร มีเพียงความนิ่งสนิทลึกล้ำราวกับมหาสมุทรยามค่ำคืนที่ยากจะคาดเดาความรู้สึกด้านใน ยิ่งถูกจ้องมอง นทีก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเปลือยกายอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ ความกลัวต่อชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมของชายตรงหน้าทำให้เขารู้สึกอยากจะคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อร้องขอชีวิต ทว่าความหยิ่งทะนงและเด็ดเดี่ยวลึก ๆ ในใจที่ถูกบีบคั้นมาตลอดชีวิตกลับสั่งให้เขายังคงฝืนยืนหยัดอยู่ได้ แม้ว่าขาทั้งสองข้างจะสั่นจนแทบจะรับน้ำหนักตัวเองไม่ไหวก็ตาม หลังจากปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ทรมานจิตใจของเด็กหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่ ริมฝีปากหยักลึกของราชันแห่งโลกมืดก็ขยับเปิดออก น้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงพลัง และทุ้มลึกดังกังวานข้ามผ่านความเงียบ “อายุเท่าไหร่” คำถามสั้น ๆ ประโยคแรกหลุดออกมาจากปากของมาเฟียหนุ่ม นทีสะดุ้งเล็กน้อย เขาพยายามข่มก้อนความประหม่าลงคอ สูดยัดลมหายใจเข้าปอดแผ่วเบาก่อนจะบังคับกระแสเสียงไม่ให้สั่นเครือจนน่าเกลียด “ยี่สิบ... ยี่สิบครับ” นทีตอบเสียงแผ่ว ทว่าชัดถ้อยชัดคำ คิรากรนิ่งไปเล็กน้อย แววตาคมกริบไหววับไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำตอบ อายุยี่สิบปี... วัยที่ควรจะได้เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย ได้ใช้ชีวิตสนุกสนานอยู่กับกลุ่มเพื่อนฝูงตามประสาวัยรุ่นทั่วไป ทว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับถูกนำตัวมาวางไว้ที่นี่ ในฐานะ ‘สินค้าชดใช้หนี้’ ขององค์กรมาเฟียที่ใหญ่ที่สุด กึก... เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าเงียบเชียบของธามดังขึ้น มือขวาหนุ่มก้าวสั้น ๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของคิรากร ในมือของเขาถือแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำเข้มติดตัวมาด้วย ธามเปิดแฟ้มออกช้า ๆ ก่อนจะยื่นส่งมันให้แก่ผู้เป็นนายใหญ่ด้วยท่าทางนอบน้อม “นี่คือเอกสารสัญญาเงินกู้และรายละเอียดทรัพย์สินทั้งหมดของสมบัติครับนายใหญ่” ธามเอ่ยรายงานเสียงเรียบ คิรากรยื่นมือหนาออกไปรับแฟ้มเอกสารนั้นมา นิ้วมือยาวแข็งแรงเรียงตัวสวยงามทว่าแฝงไปด้วยพละกำลังเปิดหน้ากระดาษด้านในออกอ่าน นัยน์ตาคมกริบกวาดมองตัวเลขและข้อความทางกฎหมายที่ระบุอยู่ในสัญญาอย่างละเอียดถถี่ ตัวเลขหนี้สินรวม 50 ล้านบาท เด่นหราอยู่บนหน้ากระดาษ พร้อมกับลายเซ็นยินยอมของสมบัติและมาลี ทว่าเมื่อคิรากรพลิกอ่านไปถึงหน้าประวัติส่วนตัวและโครงสร้างครอบครัวของผู้กู้ คิ้วหนาเข้มก็เริ่มขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย นัยน์ตาสีดำสนิททอดมองภาพถ่ายใบหน้าหวานของนทีที่ถูกแนบมาในฐานะ ‘หลักทรัพย์ค้ำประกันบุคคล’ สลับกับอ่านประวัติความเป็นมาสั้น ๆ ของเด็กหนุ่ม ‘นที... เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับตระกูลของผู้กู้ ไม่เคยมีส่วนรู้เห็นหรือลงชื่อในเอกสารการร่วมลงทุนใด ๆ’ ดวงตาของคิรากรวับวาวขึ้นด้วยความเย็นชา มุมปากหยักลึกเหยียดยิ้มออกมาบางเบา ทว่าเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเหยียดหยันต่อความโลภอันไร้ยางอายของมนุษย์ ครอบครัวนั้นติดหนี้เขาจำนวนมหาศาลเพราะความโลภที่แอบยักยอกเงินองค์กรไปลงทุนมืด แต่สุดท้ายเมื่อจวนตัว กลับเลือกที่จะโยนเด็กหนุ่มกำพร้าคนหนึ่งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลยมารับเคราะห์กรรมแทนเพื่อเอาตัวรอด ราชันแห่งโลกมืดปิดแฟ้มเอกสารลงเสียงดัง ปัง! แผ่วเบาทว่าหนักแน่นในความรู้สึก เขารู้แจ้งเห็นจริงทะลุปรุโปร่งทุกอย่างผ่านเอกสารชุดนี้... เขารู้ดีที่สุดในวินาทีนี้เลยว่า... เด็กหนุ่มหน้าตาซื่อบริสุทธิ์ที่กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงเบื้องหน้าของเขานี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือรับรู้เรื่องหนี้สินจำนวนห้าสิบล้านนี้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว ทว่าเป็นเพียงลูกแกะผู้บริสุทธิ์ที่ถูกคนสารเลวผลักส่งลงสู่ลานประหารเพื่อเป็นเครื่องเซ่นสังเวยชำระความผิดแทนพวกตนเพียงเท่านั้นตอนที่ 10 : คำสั่งของนายใหญ่เสียงเคาะประตูไม้สักทองบานยักษ์ดังกังวานขึ้นสองสามครั้ง ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกช้า ๆ โดยฝีมือของธาม มือขวาคนสนิทที่ผายมือเชิญให้ร่างโปร่งบางก้าวเดินเข้าไปด้านใน นทีในเวลานี้มีท่าทีที่ดูเกร็งและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด สองมือน้อย ๆ ที่บัดนี้ยังมีกลิ่นจาง ๆ ของหอมแดงและหยาดน้ำค้างติดอยู่บีบเข้าหากันแน่น ยามเมื่อต้องก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าของคฤหาสน์เพียงลำพังภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันทรงอำนาจและเยือกเย็น คิรากรนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวยาว แสงแดดอุ่น ๆ ของยามสายส่องผ่านกระจกบานใหญ่ทอดเงาร่างสูงใหญ่ของเขาลงบนพื้นพรม มาเฟียหนุ่มไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาในทันที นิ้วเรียวยาวตวัดปากกาเซ็นเอกสารแผ่นสุดท้ายจนเสร็จสิ้น ก่อนจะวางมันลงอย่างเชื่องช้า แล้วจึงเลื่อนสายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายขึ้นมาจับจ้องคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าวสายตาคู่นั้นกวาดมองตั้งแต่วงหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานเช้าตรู่ ไรผมที่เปียกชื้นเหงื่อจาง ๆ ไปจนถึงฝ่ามือบางที่สั่นระริก“นั่งลงสิ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉียบเอ่ยขึ้น ทำล
ตอนที่ 9 : คนที่ไม่ชอบอยู่เฉยแสงทองแรกของวันใหม่ค่อย ๆ ทอประกายผ่านม่านโปร่งแสงสีขาวละมุน ทาบทับลงบนเปลือกตาสีมุกของคนที่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาตลอดทั้งคืน นทีขยับกายเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องนอนอันหรูหรา บรรยากาศรอบตัวยังคงแปลกตา ทว่าสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือความเมื่อยขบตามเนื้อตัว เพราะเขากลัวเสียจนไม่กล้าแม้แต่จะเอนหลังนอนยาว ๆ บนเตียงนุ่ม ทำได้เพียงฟุบหน้าหลับไปในท่ากอดเข่าจนกระทั่งรุ่งสางเด็กหนุ่มยันกายลุกขึ้นยืนพลางบิดกายไล่ความอ่อนล้า สายตาเหลือบมองนาฬิกาเรือนหรูบนผนังที่เพิ่งจะบอกเวลาตีห้าครึ่ง ชีวิตที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อรองรับอารมณ์และทำงานบ้านทุกอย่างตามคำสั่งของพ่อแม่บุญธรรม กลายเป็นนาฬิกาชีวิตที่สลักลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณ ต่อให้สถานที่แห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นคฤหาสน์ราวกับวิมาน แต่นทีก็รู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่มีสิทธิ์นอนตื่นสายชุบมือเปิบหลังจากจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ธามนำมาให้เมื่อคืน—เชิ้ตสีขาวนิ่มพอดีตัวกับกางเกงสแลกสีเข้มที่ส่งเสริมให้รูปร่างโปร่งบางดูหมดจดสะอาดตา—นทีก็ค่อย ๆ แง้มประตูห้องพักก้าวเท้าออกมาด้านนอกด้วยความเงียบเชียบดุจแ
ตอนที่ 8 : คนแปลกหน้าในคฤหาสน์เสียงบานประตูไม้สักทองสลักลายหรูหราปิดลงเบา ๆ ทว่ากลับส่งเสียงสะท้อนก้องในความรู้สึกของคนฟัง นทีทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ตรงใจกลางห้องกว้างขวางทึมเทา ดวงตากลมโตที่ยังคงมีร่องรอยของคราบน้ำตาแกว่งไกวไปมาราวกับลูกนกที่พลัดหลงเข้ามาในวิมานอันแปลกตาหลังจากที่สมบัติและมาลีถูกลากตัวออกไปจากคฤหาสน์อัครเดชอย่างหมดสภาพ นทีก็ถูกชายชุดสูทสีดำสองคนเดินนำทางขึ้นมายังชั้นบนของตึกใหญ่ ทิศทางที่สลับซับซ้อนและทางเดินที่ทอดยาวเงียบสงัดทำให้เขาทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเดินตามเสียงรองเท้าหนังที่กระทบพื้นหินอ่อนอย่างเชื่องซึม จนกระทั่งมาหยุดอยู่ ณ ห้องพักแห่งนี้มันเป็นห้องที่ใหญ่โตรโหฐาน... ใหญ่เสียจนนทีคิดว่าบ้านเช่าซอมซ่อหลังเก่าของเขาทั้งหลังยังยัดลงมาในห้องนี้ได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำเตียงนอนขนาดคิงไซส์สีเทาควันบุหรี่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้อง พร้อมหัวเตียงบุหนังแท้ราคาแพงระยับ ด้านข้างมีชุดโซฟากำมะหยี่สีเข้มเข้าชุดกัน ฝาผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานยักษ์ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครอันศิวิไลซ์ แสงไฟระยิบระยับดั่งดวงดาวบนพื้นดินด้านนอกนั่น ยิ่งตอกย้ำให้เด็กหนุ่มตร
ตอนที่ 7 : คนที่ไม่ควรถูกลงโทษบรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางของคฤหาสน์อัครเดชเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานแว่วแผ่วเบา แสงไฟสีส้มสลัวส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่กำลังยืนหันหลังกอดอกทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์‘คิรากร’ ไม่ได้ขยับตัวเลยนับตั้งแต่บุคคลทั้งสองถูกลากเข้ามาด้านใน“คุกเข่าลงไป!”เสียงทุ้มห้าวของ ธาม มือขวาคนสนิทตวาดลั่น ส่งผลให้ ‘สมบัติ’ และ ‘มาลี’ ที่กำลังตัวสั่นงันงกทรุดฮวบลงกับพื้นพรมราคาแพงทันที ทั้งคู่หน้าซีดเผือด ไร้ซึ่งความโอหังเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักซอมซ่อของตัวเอง ข้าง ๆ กันนั้นมี ‘นที’ เด็กหนุ่มร่างโปร่งในชุดนักศึกษาที่หลุดรุ่ยเล็กน้อยนั่งคุกเข่าอยู่ด้วย ใบหน้าหวานก้มลงต่ำจนชิดอก ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความกลัว จับจ้องเพียงมือของตัวเองที่กำลังกำชายเสื้อนักศึกษาแน่นจนขาวซีดเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ย่ำลงบนพื้นพรม ช้า... แต่หนักแน่นจนคนฟังแทบหยุดหายใจ คิรากรหมุนตัวกลับมา สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายกวาดมองสองสามีภรรยาตรงหน้าด้วยความรังเกียจปิดไม่มิด ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่เด็กหนุ่มร่างบางซึ่งกำลังตัวสั่
ตอนที่ 6 : ราชันแห่งโลกมืดภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยโทนสีเข้มหรูหรา เสียงบานประตูไม้สักทองปิดลงเบา ๆ ที่ด้านหลัง ทว่ากลับส่งแรงสั่นสะเทือนลึกเข้าไปในความรู้สึกของนทีราวกับเสียงลั่นดาลประตูคุก ร่างโปร่งบางยืนนิ่งงันอยู่ใกล้ขอบพรมกำมะหยี่สีเข้ม ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาเดินต่อหรือขยับกายไปทิศทางใด นิ้วมือเรียวซีดยังคงกำหูหิ้วกระเป๋าผ้าใบเก่าเอาไว้แน่นหนาจนสั่นระริกแสงสว่างยามสายที่สอดส่องผ่านบานกระจกหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นจรดเพดานด้านหลังโต๊ะทำงาน ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในห้องนี้ดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน แสงแดดเหล่านั้นกลับทำหน้าที่ขับเน้นให้ร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ตัวหนาดูน่าเกรงขามและลึกลับราวกับภาพวาดของซาตานในโลกมืด‘คิรากร อัครเดช’ชายหนุ่มในชุดสูทสากลสามชิ้นสีดำสนิท คัตติ้งเนี๊ยบกริบรับกับช่วงไหล่กว้างและโครงสร้างร่างกายที่สูงใหญ่ทว่าเต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อของคนที่ฝึกฝนมาอย่างดี เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ไร้รอยตำหนิ นัยน์ตาคมกริบสีนิลสนิทคู่นั้นทอประกายความนิ่งสงบ เยือกเย็น แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจดิบเถื่อนที่พร้อมจะบดขยี้ท
ตอนที่ 5 : คฤหาสน์อัครเดชทัศนียภาพสองข้างทางผ่านบานกระจกฟิล์มดำทึบของรถหรูเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากตึกแถวซอมซ่อในย่านชุมชนเก่าแปรเปลี่ยนเป็นถนนสายหลักที่คลาคล่ำไปด้วยแสงสีของเมืองกรุงยามเช้าตรู่ ทว่าสำหรับนทีแล้ว โลกภายนอกเหล่านั้นกลับไม่ได้เข้าสู่การรับรู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งบางยังคงนั่งคุดคู้ขดตัวอยู่บนเบาะหนังแท้ฝั่งหนึ่ง มือเรียวทั้งสองข้างกอดกระเป๋าผ้าใบเก่าของตนเองไว้แน่นหนาราวกับมันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชิ้นสุดท้ายในชีวิตภายในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างนิ่มนวลและแผ่วเบา ชายชุดดำสองคนที่นั่งอยู่เบาะหน้าไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว บรรยากาศที่ไร้เสียงบวกกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงในตัวรถ ยิ่งขับเน้นให้ความเงียบนั้นทวีความอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก‘ชีวิตของเรา... คงจบลงแค่นี้แล้วจริง ๆ ใช่ไหม’กระแสความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูความคิด นทีหลับตาลงแน่นพยายามข่มก้อนสะอื้นที่จุกขึ้นมาถึงลำคอ จินตนาการในหัวเตลิดเปิดเปิงไปถึงภาพความโหดร้ายต่าง ๆ นานาที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับพวกมาเฟีย เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่วัน ๆ อยู่แต่ในก้







