เข้าสู่ระบบตอนที่ 7 : คนที่ไม่ควรถูกลงโทษ
บรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางของคฤหาสน์อัครเดชเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานแว่วแผ่วเบา แสงไฟสีส้มสลัวส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่กำลังยืนหันหลังกอดอกทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์ ‘คิรากร’ ไม่ได้ขยับตัวเลยนับตั้งแต่บุคคลทั้งสองถูกลากเข้ามาด้านใน “คุกเข่าลงไป!” เสียงทุ้มห้าวของ ธาม มือขวาคนสนิทตวาดลั่น ส่งผลให้ ‘สมบัติ’ และ ‘มาลี’ ที่กำลังตัวสั่นงันงกทรุดฮวบลงกับพื้นพรมราคาแพงทันที ทั้งคู่หน้าซีดเผือด ไร้ซึ่งความโอหังเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักซอมซ่อของตัวเอง ข้าง ๆ กันนั้นมี ‘นที’ เด็กหนุ่มร่างโปร่งในชุดนักศึกษาที่หลุดรุ่ยเล็กน้อยนั่งคุกเข่าอยู่ด้วย ใบหน้าหวานก้มลงต่ำจนชิดอก ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความกลัว จับจ้องเพียงมือของตัวเองที่กำลังกำชายเสื้อนักศึกษาแน่นจนขาวซีด เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ย่ำลงบนพื้นพรม ช้า... แต่หนักแน่นจนคนฟังแทบหยุดหายใจ คิรากรหมุนตัวกลับมา สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายกวาดมองสองสามีภรรยาตรงหน้าด้วยความรังเกียจปิดไม่มิด ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่เด็กหนุ่มร่างบางซึ่งกำลังตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ “พวกแกคิดจะใช้เด็กคนนี้แทนหนี้งั้นหรือ?” น้ำเสียงของมาเฟียหนุ่มไม่ได้ตวาด ไม่ได้ตะคอก มันเป็นเพียงเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังและเย็นเยียบจนเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ “เอ่อ... คุณคิรากรครับ คือ... คือมันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ!” สมบัติละล่ำละลักแก้ตัว ละลักละล้ำจนลิ้นแทบพันกัน มือสองข้างยกขึ้นพนมไหว้ปลก ๆ “นทีมันเป็นลูกบุญธรรมของพวกเรา พวกเราเลี้ยงมันมาตั้งแต่วันที่พ่อแม่แท้ ๆ ของมันทิ้งไป ข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยดก็เงินพวกเราทั้งนั้น...” “ใช่ค่ะคุณคิรากร!” มาลีรีบพูดเสริมปากคอสั่น หวังจะเอาตัวรอด “ให้นทีมันอยู่ที่นี่คอยรับใช้คุณ คอยทำงานชดใช้หนี้ให้เถอะนะคะ มันหัวอ่อนสั่งอะไรก็ทำ หน้าตาก็จิ้มลิ้มพริ้มเพรา คุณจะเอาไปทำอะไร... จะเอาไปบำเรอหรือใช้งานยังไงพวกเราไม่เกี่ยงเลยค่ะ! ขอแค่คุณยกหนี้ให้พวกเรา...” “หุบปาก” คำสั้น ๆ หลุดออกจากริมฝีปากหยักได้รูป ทว่าความดุดันที่แฝงอยู่ทำให้มาลีสะดุ้งเฮือก หุบปากฉับในทันใด คิรากรแค่นยิ้มเย็นชา ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่เริ่มคุกรุ่นอยู่ลึก ๆ สรรพนามที่สองสามีภรรยาใช้เรียกเด็กหนุ่มตรงหน้า รวมถึงความคิดสกปรกที่กล้าเสนอออกมา มันทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนจนอยากจะสั่งเก็บทั้งคู่ไปซะตอนนี้ บรรยากาศรอบตัวของมาเฟียหนุ่มแผ่รังสีคุกคามเข้มข้น ลมหายใจของลูกน้องรอบห้องเงียบกริบจนแทบไม่ได้ยิน ทุกคนในองค์กรอัครเดชต่างรู้ดีว่า เวลาที่คิรากรนิ่งที่สุด... คือเวลาที่เขาน่ากลัวที่สุด “ลูกบุญธรรม?” คิรากรทวนคำแผ่วเบา ย่างสามขุมเข้าไปใกล้สองสามีภรรยาที่พยายามถอยร่นหนีจนหลังชนกับขอบโซฟา “เลี้ยงมาเพื่อเอามาเร่ขายใช้หนี้แทนน่ะเหรอ? หนี้พนันที่พวกแกสองคนหน้ามืดตามัวไปเล่นเอง แต่กลับลากเด็กนักศึกษาคนหนึ่งที่ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยมารับกรรม...” “แต่... แต่มันก็ต้องตอบแทนบุญคุณ...” สมบัติยังคงทุรนทุราย พยายามอ้างเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ “บุญคุณที่พวกแกตบตีเขา? บุญคุณที่พวกแกบังคับให้เขาทำงานส่งตัวเองเรียน แถมยังต้องเจียดเงินมาให้พวกแกผลาญลงบ่อนงั้นสิ?” คิรากรกดเสียงต่ำ สายตาคมปราบตวัดมองสมบัติจนอีกฝ่ายหน้าถอดสี “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ภูมิหลังของพวกแก... เงินสิบล้านที่พวกแกติดฉันไป ฉันให้เวลาพวกแกหามาคืนภายในสามเดือน” มาเฟียหนุ่มยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะหันหลังกลับช้า ๆ ราวกับไม่อยากจะเสียสายตามองคนไร้ค่าสองคนนั้นอีก “ธาม... โยนพวกมันสองคนออกไป” “ครับนาย” ธามรับคำสั่งเสียงเฉียบพลัน ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องร่างยักษ์อีกสองคนเข้ามารวบตัวสมบัติและมาลี “ไม่นะคุณคิรากร! ได้โปรดเถอะ! ถ้ายกนทีให้แล้วหนี้ยังไมหมด ให้พวกเราทำยังไงก็ยอม แต่อย่าทำอะไรพวกเราเลย!” มาลีหวีดร้องลั่น ห้องทำงานที่เคยเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญน่ารำคาญ คิรากรหยุดเท้าลงเล็กน้อย เอียงใบหน้าคมสันกลับมามองเพียงหางตา น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสะท้อนความเฉียบขาดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ “หนี้เป็นของพวกแก...” “...” “...ไม่ใช่ของเด็กคนนี้” ประโยคนั้นเด็ดขาดและหนักแน่นประดุจสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของนที เด็กหนุ่มที่นั่งก้มหน้าอยู่บนพื้นสะดุ้งน้อย ๆ ดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำใสเงยขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของมาเฟียหนุ่มด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก... มันทั้งตกใจ ทึ่ง และตื้นตันจนจุกอยู่ที่คอ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นทีรับรู้เพียงว่าตัวเองเป็นแค่ ‘สิ่งของ’ หรือ ‘เครื่องมือ’ ที่ครอบครัวบุญธรรมใช้รองรับอารมณ์และหาเงินมาจรรโลงความโลภ เป็นครั้งแรกในชีวิต... ที่มีคนลุกขึ้นมายืนบังข้างหน้า เป็นครั้งแรกที่มีคนเอ่ยปากปกป้องเขาจากนรกที่ครอบครัวหยิบยื่นให้ โดยที่คนคนนั้นเป็นมาเฟียใจร้ายที่ใคร ๆ ต่างร่ำลือว่าเลือดเย็นที่สุด เสียงโวยวายของสมบัติและมาลีค่อย ๆ ห่างออกไปพร้อมกับประตูบานยักษ์ที่ปิดลง ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องทำงานอีกครั้ง ลูกน้องคนอื่น ๆ ทยอยเดินออกไปอารักขาด้านนอกตามสัญญาณมือของธาม จนกระทั่งในห้องเหลือเพียงมาเฟียหนุ่มร่างสูงใหญ่ และเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาที่นั่งแหมะอยู่บนพื้น หัวใจของนทีเต้นรัวราวกับกลองรบ เขากลัว... กลัวว่าหลังจากพ้นจากพ่อแม่ใจร้ายแล้ว ตัวเองจะต้องเจอกับอะไรที่โหดร้ายกว่าเดิมในรังมาเฟียแห่งนี้ คิรากรค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา สายตาที่เคยดุดันและกร้าวร้าวเมื่อครู่นี้ พลันอ่อนแสงลงช้า ๆ ยามเมื่อทอดมองร่างโปร่งบางที่กำลังนั่งคุดคู้ ตัวสั่นจนดูน่าสงสารจับใจ ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปหาช้า ๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ ตรงหน้าเด็กหนุ่ม ระยะห่างที่ลดลงทำให้กำหนดลมหายใจของนทีติดขัด กลิ่นน้ำหอมบุรุษแนววู้ดดี้ผสมกลิ่นบุหรี่จาง ๆ จากตัวคิรากรลอยเข้าแตะจมูก มันไม่ได้เหม็น... แต่มันให้ความรู้สึกมีอำนาจจนน่าใจสั่น มือหนาเอื้อมออกไปข้างหน้าช้า ๆ นิ้วเรียวยาวเชยคางมนของคนตัวเล็กให้เงยขึ้นมาสบตากัน สัมผัสจากปลายนิ้วอันอบอุ่นและนุ่มนวลอย่างนึกไม่ถึงทำให้นทีเผลอกลั้นหายใจ ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำช้อนมองสบกับดวงตาคมปราบคู่นั้นอย่างตื่นตระหนก คิรากรจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่ใสที่สั่นระริก คล้ายกับกำลังพินิจพิจารณา และคล้ายกับกำลังสลักภาพตรงหน้าลงไปในความทรงจำ ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะขยับเอ่ยประโยคที่เปลี่ยนโลกทั้งใบและชีวิตของนทีไปตลอดกาล “ตั้งแต่นี้ไป นายอยู่ที่นี่” “...” “ไม่มีใครบังคับนายได้อีก... นที” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นนุ่มนวลลงกว่าตอนที่ใช้พูดกับคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ได้เป็นเพียงแค่คำสั่งของผู้มีอำนาจ แต่สำหรับนทีแล้ว... มันเหมือนเป็นคำสัญญา และเป็นอ้อมกอดอันอบอุ่นที่เขาไม่เคยได้รับมาตลอดทั้งชีวิต สัมผัสที่ข้างแก้มสากแผ่วเบาราวกับกลัวว่าร่างตรงหน้าจะแตกสลาย และนั่นคือจุดเริ่มต้น... ของพันธนาการบทใหม่ที่ไม่ใช่หนี้สิน แต่เป็นหัวใจของมาเฟียที่ชื่อคิรากรตอนที่ 10 : คำสั่งของนายใหญ่เสียงเคาะประตูไม้สักทองบานยักษ์ดังกังวานขึ้นสองสามครั้ง ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกช้า ๆ โดยฝีมือของธาม มือขวาคนสนิทที่ผายมือเชิญให้ร่างโปร่งบางก้าวเดินเข้าไปด้านใน นทีในเวลานี้มีท่าทีที่ดูเกร็งและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด สองมือน้อย ๆ ที่บัดนี้ยังมีกลิ่นจาง ๆ ของหอมแดงและหยาดน้ำค้างติดอยู่บีบเข้าหากันแน่น ยามเมื่อต้องก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าของคฤหาสน์เพียงลำพังภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันทรงอำนาจและเยือกเย็น คิรากรนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวยาว แสงแดดอุ่น ๆ ของยามสายส่องผ่านกระจกบานใหญ่ทอดเงาร่างสูงใหญ่ของเขาลงบนพื้นพรม มาเฟียหนุ่มไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาในทันที นิ้วเรียวยาวตวัดปากกาเซ็นเอกสารแผ่นสุดท้ายจนเสร็จสิ้น ก่อนจะวางมันลงอย่างเชื่องช้า แล้วจึงเลื่อนสายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายขึ้นมาจับจ้องคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าวสายตาคู่นั้นกวาดมองตั้งแต่วงหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานเช้าตรู่ ไรผมที่เปียกชื้นเหงื่อจาง ๆ ไปจนถึงฝ่ามือบางที่สั่นระริก“นั่งลงสิ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉียบเอ่ยขึ้น ทำล
ตอนที่ 9 : คนที่ไม่ชอบอยู่เฉยแสงทองแรกของวันใหม่ค่อย ๆ ทอประกายผ่านม่านโปร่งแสงสีขาวละมุน ทาบทับลงบนเปลือกตาสีมุกของคนที่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาตลอดทั้งคืน นทีขยับกายเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องนอนอันหรูหรา บรรยากาศรอบตัวยังคงแปลกตา ทว่าสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือความเมื่อยขบตามเนื้อตัว เพราะเขากลัวเสียจนไม่กล้าแม้แต่จะเอนหลังนอนยาว ๆ บนเตียงนุ่ม ทำได้เพียงฟุบหน้าหลับไปในท่ากอดเข่าจนกระทั่งรุ่งสางเด็กหนุ่มยันกายลุกขึ้นยืนพลางบิดกายไล่ความอ่อนล้า สายตาเหลือบมองนาฬิกาเรือนหรูบนผนังที่เพิ่งจะบอกเวลาตีห้าครึ่ง ชีวิตที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อรองรับอารมณ์และทำงานบ้านทุกอย่างตามคำสั่งของพ่อแม่บุญธรรม กลายเป็นนาฬิกาชีวิตที่สลักลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณ ต่อให้สถานที่แห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นคฤหาสน์ราวกับวิมาน แต่นทีก็รู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่มีสิทธิ์นอนตื่นสายชุบมือเปิบหลังจากจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ธามนำมาให้เมื่อคืน—เชิ้ตสีขาวนิ่มพอดีตัวกับกางเกงสแลกสีเข้มที่ส่งเสริมให้รูปร่างโปร่งบางดูหมดจดสะอาดตา—นทีก็ค่อย ๆ แง้มประตูห้องพักก้าวเท้าออกมาด้านนอกด้วยความเงียบเชียบดุจแ
ตอนที่ 8 : คนแปลกหน้าในคฤหาสน์เสียงบานประตูไม้สักทองสลักลายหรูหราปิดลงเบา ๆ ทว่ากลับส่งเสียงสะท้อนก้องในความรู้สึกของคนฟัง นทีทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ตรงใจกลางห้องกว้างขวางทึมเทา ดวงตากลมโตที่ยังคงมีร่องรอยของคราบน้ำตาแกว่งไกวไปมาราวกับลูกนกที่พลัดหลงเข้ามาในวิมานอันแปลกตาหลังจากที่สมบัติและมาลีถูกลากตัวออกไปจากคฤหาสน์อัครเดชอย่างหมดสภาพ นทีก็ถูกชายชุดสูทสีดำสองคนเดินนำทางขึ้นมายังชั้นบนของตึกใหญ่ ทิศทางที่สลับซับซ้อนและทางเดินที่ทอดยาวเงียบสงัดทำให้เขาทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเดินตามเสียงรองเท้าหนังที่กระทบพื้นหินอ่อนอย่างเชื่องซึม จนกระทั่งมาหยุดอยู่ ณ ห้องพักแห่งนี้มันเป็นห้องที่ใหญ่โตรโหฐาน... ใหญ่เสียจนนทีคิดว่าบ้านเช่าซอมซ่อหลังเก่าของเขาทั้งหลังยังยัดลงมาในห้องนี้ได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำเตียงนอนขนาดคิงไซส์สีเทาควันบุหรี่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้อง พร้อมหัวเตียงบุหนังแท้ราคาแพงระยับ ด้านข้างมีชุดโซฟากำมะหยี่สีเข้มเข้าชุดกัน ฝาผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานยักษ์ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครอันศิวิไลซ์ แสงไฟระยิบระยับดั่งดวงดาวบนพื้นดินด้านนอกนั่น ยิ่งตอกย้ำให้เด็กหนุ่มตร
ตอนที่ 7 : คนที่ไม่ควรถูกลงโทษบรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางของคฤหาสน์อัครเดชเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานแว่วแผ่วเบา แสงไฟสีส้มสลัวส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่กำลังยืนหันหลังกอดอกทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์‘คิรากร’ ไม่ได้ขยับตัวเลยนับตั้งแต่บุคคลทั้งสองถูกลากเข้ามาด้านใน“คุกเข่าลงไป!”เสียงทุ้มห้าวของ ธาม มือขวาคนสนิทตวาดลั่น ส่งผลให้ ‘สมบัติ’ และ ‘มาลี’ ที่กำลังตัวสั่นงันงกทรุดฮวบลงกับพื้นพรมราคาแพงทันที ทั้งคู่หน้าซีดเผือด ไร้ซึ่งความโอหังเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักซอมซ่อของตัวเอง ข้าง ๆ กันนั้นมี ‘นที’ เด็กหนุ่มร่างโปร่งในชุดนักศึกษาที่หลุดรุ่ยเล็กน้อยนั่งคุกเข่าอยู่ด้วย ใบหน้าหวานก้มลงต่ำจนชิดอก ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความกลัว จับจ้องเพียงมือของตัวเองที่กำลังกำชายเสื้อนักศึกษาแน่นจนขาวซีดเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ย่ำลงบนพื้นพรม ช้า... แต่หนักแน่นจนคนฟังแทบหยุดหายใจ คิรากรหมุนตัวกลับมา สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายกวาดมองสองสามีภรรยาตรงหน้าด้วยความรังเกียจปิดไม่มิด ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่เด็กหนุ่มร่างบางซึ่งกำลังตัวสั่
ตอนที่ 6 : ราชันแห่งโลกมืดภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยโทนสีเข้มหรูหรา เสียงบานประตูไม้สักทองปิดลงเบา ๆ ที่ด้านหลัง ทว่ากลับส่งแรงสั่นสะเทือนลึกเข้าไปในความรู้สึกของนทีราวกับเสียงลั่นดาลประตูคุก ร่างโปร่งบางยืนนิ่งงันอยู่ใกล้ขอบพรมกำมะหยี่สีเข้ม ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาเดินต่อหรือขยับกายไปทิศทางใด นิ้วมือเรียวซีดยังคงกำหูหิ้วกระเป๋าผ้าใบเก่าเอาไว้แน่นหนาจนสั่นระริกแสงสว่างยามสายที่สอดส่องผ่านบานกระจกหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นจรดเพดานด้านหลังโต๊ะทำงาน ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในห้องนี้ดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน แสงแดดเหล่านั้นกลับทำหน้าที่ขับเน้นให้ร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ตัวหนาดูน่าเกรงขามและลึกลับราวกับภาพวาดของซาตานในโลกมืด‘คิรากร อัครเดช’ชายหนุ่มในชุดสูทสากลสามชิ้นสีดำสนิท คัตติ้งเนี๊ยบกริบรับกับช่วงไหล่กว้างและโครงสร้างร่างกายที่สูงใหญ่ทว่าเต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อของคนที่ฝึกฝนมาอย่างดี เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ไร้รอยตำหนิ นัยน์ตาคมกริบสีนิลสนิทคู่นั้นทอประกายความนิ่งสงบ เยือกเย็น แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจดิบเถื่อนที่พร้อมจะบดขยี้ท
ตอนที่ 5 : คฤหาสน์อัครเดชทัศนียภาพสองข้างทางผ่านบานกระจกฟิล์มดำทึบของรถหรูเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากตึกแถวซอมซ่อในย่านชุมชนเก่าแปรเปลี่ยนเป็นถนนสายหลักที่คลาคล่ำไปด้วยแสงสีของเมืองกรุงยามเช้าตรู่ ทว่าสำหรับนทีแล้ว โลกภายนอกเหล่านั้นกลับไม่ได้เข้าสู่การรับรู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งบางยังคงนั่งคุดคู้ขดตัวอยู่บนเบาะหนังแท้ฝั่งหนึ่ง มือเรียวทั้งสองข้างกอดกระเป๋าผ้าใบเก่าของตนเองไว้แน่นหนาราวกับมันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชิ้นสุดท้ายในชีวิตภายในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างนิ่มนวลและแผ่วเบา ชายชุดดำสองคนที่นั่งอยู่เบาะหน้าไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว บรรยากาศที่ไร้เสียงบวกกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงในตัวรถ ยิ่งขับเน้นให้ความเงียบนั้นทวีความอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก‘ชีวิตของเรา... คงจบลงแค่นี้แล้วจริง ๆ ใช่ไหม’กระแสความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูความคิด นทีหลับตาลงแน่นพยายามข่มก้อนสะอื้นที่จุกขึ้นมาถึงลำคอ จินตนาการในหัวเตลิดเปิดเปิงไปถึงภาพความโหดร้ายต่าง ๆ นานาที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับพวกมาเฟีย เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่วัน ๆ อยู่แต่ในก้







![[แบตเตอรี่ที่สมบูรณ์แบบระดับ SS]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)