LOGINแสงอาทิตย์ยามเช้าไม่เคยเป็นสิ่งที่โรสลินชื่นชอบนัก
ไม่ใช่เพราะเธอเกลียดแสงแดด แต่เพราะทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เธอมักต้องพบกับความจริงว่าตัวเองยังคงอยู่ในโลกที่ไม่เข้าใจ และมีเรื่องยุ่งยากรอให้จัดการมากกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะเช้าวันนี้ “โอ๊ย…” โรสลินครางเบา ๆ ขณะพยายามขยับตัวลุกจากเตียง ความปวดเมื่อยแล่นผ่านแขนขาราวกับเมื่อคืนเธอถูกจับโยนลงมาจากหน้าผาหลายรอบ ภาพวงเวทในห้องสมุดย้อนกลับมาในความทรงจำ เสียงของวาเลเรียน แสงสีเงินที่ระเบิดออกจากร่างของเธอ และอาเดรียนที่ทรุดลงเพราะคำสาปกำเริบ หญิงสาวยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเอง “ฉันทำอะไรลงไปกันแน่…” หลังจากพลังปะทุขึ้น เธอจำเหตุการณ์ได้เพียงบางส่วน ที่เหลือเป็นความทรงจำพร่าเลือนราวกับภาพในความฝัน สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความเจ็บปวดของอาเดรียนที่ส่งผ่านพันธะเลือด เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าความรู้สึกของคนสองคนจะเชื่อมโยงกันได้ลึกซึ้งขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจึงทนเห็นเขาเจ็บปวดไม่ได้ อาเดรียนเป็นคนอันตราย เขาเย็นชา ปากร้าย ชอบออกคำสั่ง และมักพูดราวกับทุกคนบนโลกโง่เขลากว่าตัวเองอย่างน้อยสิบระดับ แต่ตอนที่วาเลเรียนโจมตีเขา สิ่งแรกที่เธอคิดกลับไม่ใช่การเอาตัวรอด เธอเพียงต้องการให้เขาหยุดเจ็บปวด “นี่มันไม่ดีแล้ว…” โรสลินพึมพำกับตัวเอง “ฉันต้องระวังไม่ให้ตัวเองผูกพันกับคนอันตรายมากเกินไป” เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก “ถ้าเจ้าตื่นแล้วก็เปิดประตู” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังมาจากด้านนอก โรสลินหลับตาลงทันที “ฉันยังไม่ตื่นค่ะ!” ความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่ “เช่นนั้นข้าจะให้เซราฟีนพังประตูเข้าไป” หญิงสาวเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที “ตื่นแล้วค่ะ!” เธอรีบเดินไปเปิดประตู แล้วพบอาเดรียนยืนอยู่ด้านนอกในชุดสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นชาเหมือนเดิม แต่เมื่อสายตาของเขากวาดมองเธอ เขากลับขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าหน้าซีด” “คุณก็พูดแบบนี้ทุกครั้งที่เห็นฉันเลยนะคะ” “เพราะเจ้าหน้าซีดจริง ๆ” “ฉันเพิ่งฟื้นจากการใช้พลังจนหมดสติ คุณคาดหวังให้ฉันสดใสเหมือนดอกทานตะวันหรือไงคะ?” อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง “อย่างน้อยดอกทานตะวันก็ไม่เถียงคนที่นำอาหารเช้ามาให้” โรสลินก้มมองถาดอาหารในมือของเขา บนถาดมีขนมปังอบใหม่ ผลไม้ และชาสมุนไพรอุ่น ๆ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ “คุณเอามาให้ฉันเองเหรอคะ?” “คนรับใช้ไม่ว่าง” “จริงเหรอคะ?” “ไม่จริง” เขาตอบหน้าตาเฉย “ข้าเพียงต้องการตรวจสอบว่าเจ้าสามารถกินอาหารได้โดยไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์ผิดปกติอีกหรือไม่” โรสลินจ้องเขา “คุณนี่มัน…” “จะให้ข้าวางไว้หน้าประตูหรือไม่?” “ไม่ค่ะ! เข้ามาก่อนเลย!” เธอรีบหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะรู้ตัวว่าตัวเองเพิ่งยอมรับอาหารจากราชาแวมไพร์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอย่างง่ายดาย อาเดรียนวางถาดลงบนโต๊ะ “กินให้หมด” “คุณสั่งฉันเหมือนเป็นเด็กเลยนะคะ” “หากเจ้าไม่ทำตัวเหมือนเด็ก ข้าก็คงไม่จำเป็นต้องสั่ง” โรสลินยกมือขึ้นกุมขมับ เช้าวันใหม่ของเธอช่างสดใสเหลือเกิน สดใสแบบที่อยากเอาหมอนปาใส่หน้าคนพูดสักที หลังรับประทานอาหารเช้า โรสลินเริ่มรู้สึกมีแรงมากขึ้น อาเดรียนจึงยอมให้เธอเดินออกจากห้องได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีเซราฟีนติดตามอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวไม่ค่อยชอบความคิดนี้นัก “ฉันไม่ได้เป็นนักโทษนะคะ” “ข้าไม่ได้ขังเจ้า” อาเดรียนตอบขณะเดินนำไปตามทางเดินของปราสาท “แต่คุณให้คนตามฉันทุกฝีก้าว” “เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าถูกลักพาตัว” “ถ้าฉันถูกลักพาตัวจริง คุณจะทำยังไงคะ?” เขาหันมามองเธอ “ฆ่าคนที่จับเจ้าไป” โรสลินกะพริบตา “แล้วถ้าพวกเขาจับฉันไปเพื่อเรียกค่าไถ่ล่ะคะ?” “ข้าจะฆ่าพวกมันก่อนที่พวกมันจะมีโอกาสเรียกค่าไถ่” “ถ้าพวกเขาเป็นคนดีที่เข้าใจผิดล่ะคะ?” “เจ้ากำลังพยายามทำให้โจรลักพาตัวกลายเป็นคนดีหรือ?” “ฉันแค่ยกตัวอย่างค่ะ!” อาเดรียนส่ายหน้าเล็กน้อย “ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้าจึงถูกขับไล่ออกจากฝูง” โรสลินหยุดเดินทันที คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอหายไป อาเดรียนรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไร โรสลินก็หันหลังเดินต่อ “ขอโทษ” คำพูดสั้น ๆ ทำให้เธอหยุดชะงัก โรสลินหันกลับมาอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “อะไรนะคะ?” อาเดรียนขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้พูดซ้ำ” “คุณเพิ่งขอโทษฉันเหรอ?” “หากเจ้าต้องการให้ข้าถอนคำพูด ข้าก็สามารถ—” “ไม่ต้องค่ะ!” เธอรีบตัดบท ก่อนยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ฉันได้ยินแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” อาเดรียนมองรอยยิ้มนั้นแล้วรู้สึกหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล เขาไม่เข้าใจว่าทำไมการทำให้หญิงสาวตรงหน้าพอใจจึงกลายเป็นเรื่องที่เขาเริ่มสนใจ ที่น่ารำคาญกว่านั้นคือ เมื่อเห็นเธอหยุดยิ้ม เขากลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในอกถูกดึงออกไป ความรู้สึกแบบนี้ไม่มีประโยชน์ เขาตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ใส่ใจมันอีก “เดินต่อได้แล้ว” “ค่ะ ท่านราชาแวมไพร์ผู้ขอโทษคนอื่นเป็นด้วย” “โรสลิน” “ค่ะ?” “อยากกลับไปนอนหรือไม่?” “ไม่แล้วค่ะ!” เธอรีบเดินนำไปทันที อาเดรียนมองตามแผ่นหลังของเธอ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเพียงเล็กน้อย เซราฟีนซึ่งเดินตามอยู่ด้านหลังเห็นทุกอย่างชัดเจน หัวหน้าราชองครักษ์รีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ดูเหมือนปราสาทแบล็กธอร์นกำลังจะมีเรื่องวุ่นวายมากกว่าการบุกรุกเสียแล้ว ห้องฝึกเวทมนตร์ตั้งอยู่ทางปีกตะวันออกของปราสาท เป็นห้องทรงกลมที่ผนังทำจากหินสีดำ มีอักขระเวทมนตร์สลักอยู่ทั่วพื้นและเพดาน ตรงกลางห้องมีแท่นหินเตี้ย ๆ ตั้งอยู่ โรสลินมองสถานที่แห่งนี้ด้วยความระแวง “คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ?” “ตรวจสอบพลังของเจ้า” “ฉันเพิ่งหมดสติไปเมื่อวานเองนะคะ” “ข้าจำได้” “แล้วคุณยังจะให้ฉันฝึกอีกเหรอ?” อาเดรียนหันมามองเธอ “วันนี้เจ้าไม่ต้องฝึกต่อสู้ เพียงตรวจสอบว่าพลังของเจ้าตอบสนองต่อคำสั่งได้หรือไม่” โรสลินถอนหายใจอย่างโล่งอก “ถ้าอย่างนั้นก็ยังพอรับได้ค่ะ” อาเดรียนเดินไปยืนกลางห้อง ก่อนยกมือขึ้นเล็กน้อย ลูกแก้วสีดำขนาดเท่ากำปั้นลอยขึ้นจากแท่นหิน “วางมือไว้เหนือมัน” โรสลินทำตาม ทันทีที่ปลายนิ้วของเธออยู่ห่างจากลูกแก้วเพียงไม่กี่นิ้ว แสงสีเงินก็ปรากฏขึ้นภายในวัตถุสีดำ อักษรโบราณหมุนวนอยู่ข้างใน ก่อนแสงจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีม่วง เอเวอเร็ตต์ซึ่งยืนอยู่ข้างแท่นตรวจสอบเบิกตากว้าง “น่าเหลือเชื่อ…” อาเดรียนหันไปมอง “มีอะไร?” “ลูกแก้วนี้สร้างขึ้นเพื่อวัดพลังเวทมนตร์ทั่วไปพ่ะย่ะค่ะ แต่พลังของท่านโรสลินกลับทำให้มันแสดงอักษรที่ไม่มีอยู่ในระบบบันทึก” โรสลินรีบดึงมือกลับ “ฉันทำอะไรพังอีกแล้วเหรอคะ?” “ยัง” เอเวอเร็ตต์ตอบอย่างระมัดระวัง “แต่ข้าอยากให้ท่านลองอีกครั้ง โดยตั้งสมาธิและคิดถึงสิ่งที่ท่านต้องการอย่างชัดเจน” โรสลินมองลูกแก้วอย่างลังเล “ฉันควรคิดถึงอะไรคะ?” อาเดรียนตอบแทน “คิดถึงสิ่งที่เจ้าต้องการปกป้อง” หญิงสาวนิ่งไป สิ่งที่เธอต้องการปกป้อง… เธอคิดถึงตัวเองในคืนที่ถูกขับไล่จากฝูงมูนฟอลล์ คิดถึงความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธ และความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ติดตามเธอไปทุกหนแห่ง จากนั้นภาพของอาเดรียนก็ปรากฏขึ้นในความคิด เขายืนอยู่กลางวงเวทในห้องสมุด ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยของคำสาป แต่ยังคงพยายามปกป้องเธอจากอันตราย โรสลินสูดลมหายใจลึก แสงสีเงินภายในลูกแก้วสว่างขึ้นทันที คราวนี้มีเส้นแสงสีแดงปรากฏขึ้นท่ามกลางสีเงิน ราวกับเส้นเลือดที่เชื่อมโยงสองพลังเข้าด้วยกัน เอเวอเร็ตต์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว “นั่นมัน…” อาเดรียนจ้องลูกแก้วนิ่งงัน เส้นแสงสีแดงไม่ได้กระจายออกไปทั่วห้อง แต่พุ่งตรงเข้าหาตัวเขา ก่อนจะเชื่อมต่อกับรอยสัญลักษณ์บนข้อมือ ความเจ็บปวดจากคำสาปที่เคยหลงเหลืออยู่พลันสงบลง อาเดรียนก้มมองข้อมือตัวเอง เป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่คำสาปเริ่มต้นขึ้น ไม่มีเวทมนตร์ชนิดใดสามารถทำให้มันสงบลงได้โดยไม่ต้องแลกกับพลังชีวิตของเขา แต่ตอนนี้ เพียงเพราะโรสลินคิดถึงสิ่งที่ต้องการปกป้อง คำสาปกลับหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ “หยุดเดี๋ยวนี้” เขาสั่ง โรสลินสะดุ้ง ก่อนรีบดึงมือออกจากลูกแก้ว แสงทั้งหมดดับลงทันที ห้องฝึกกลับมาเงียบสงบ หญิงสาวหันมามองอาเดรียน “เกิดอะไรขึ้นคะ?” เขาไม่ตอบในทันที คำถามของวาเลเรียนเมื่อคืนย้อนกลับมาในความคิด เลือดหยดสุดท้ายของเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาคำสาปของเขา ถ้าเช่นนั้น เหตุใดพลังของโรสลินจึงสามารถทำให้คำสาปสงบลงได้? มันเป็นเพียงผลข้างเคียงของพันธะเลือด หรือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มีคนวางไว้ตั้งแต่พันปีก่อน? อาเดรียนกำมือแน่น “การฝึกวันนี้พอแค่นี้” โรสลินขมวดคิ้ว “แต่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ” “เจ้าทำมากพอแล้ว” “คุณกำลังปิดบังอะไรฉันอีกหรือเปล่า?” เขาหันมาสบตาเธอ คำถามนั้นตรงเกินไป แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปาก “มีบางสิ่งที่ข้ายังต้องตรวจสอบ” “เกี่ยวกับคำสาปของคุณ?” อาเดรียนเงียบ โรสลินถอนหายใจ “ฉันเข้าใจค่ะ คุณยังไม่ไว้ใจฉันมากพอ” คำพูดนั้นทำให้เขาขมวดคิ้ว “ไม่ใช่เช่นนั้น” “แล้วเป็นเพราะอะไรคะ?” อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างช้า ๆ “เพราะข้ายังไม่รู้ว่าใครกำลังพยายามใช้เจ้าเพื่อทำลายข้า” โรสลินนิ่งไป คำตอบนั้นทำให้เธอเข้าใจมากกว่าการปฏิเสธเสียอีก อาเดรียนไม่ได้เพียงสงสัยในตัวเธอ เขากำลังระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งคู่ และหากความจริงที่วาเลเรียนพูดมีส่วนถูกต้อง การบอกทุกอย่างในตอนนี้อาจทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเดิม “ก็ได้ค่ะ” เธอตอบ “แต่ถ้าคุณค้นพบอะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของฉัน ฉันอยากให้คุณบอกฉันด้วย” อาเดรียนพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าจะพิจารณา” โรสลินทำหน้ามุ่ยทันที “คุณนี่ไม่รู้จักคำว่าสัญญาจริง ๆ ด้วย” “ข้าสัญญาในสิ่งที่ข้าทำได้เท่านั้น” “อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่สัญญาอะไรเลยค่ะ” เธอหันหลังเดินออกจากห้องฝึก โดยไม่ทันสังเกตว่าอาเดรียนกำลังมองตามเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ได้เป็นเพียงความสงบจากคำสาป เขารู้สึกได้ว่าพลังของโรสลินตอบสนองต่อความปรารถนาของเธออย่างแท้จริง และสิ่งที่เธอต้องการปกป้องในขณะนั้น… คือเขา ช่วงบ่าย เซราฟีนพาโรสลินไปเดินเล่นในสวนด้านหลังปราสาท สวนแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกไม้สีขาวและสีม่วงอ่อน มีน้ำพุหินตั้งอยู่ตรงกลาง และต้นไม้เก่าแก่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาไปทั่วบริเวณ โรสลินชอบที่นี่มากกว่าห้องฝึกเวทมนตร์หลายเท่า “สวนสวยมากเลยค่ะ” เธอหยุดมองดอกไม้สีขาวดอกหนึ่ง “ดอกนี้ชื่ออะไรเหรอคะ?” “มูนลิลลีเจ้าค่ะ” เซราฟีนตอบ “เป็นดอกไม้ที่เติบโตได้เฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีพลังเวทมนตร์เข้มข้น” โรสลินก้มลงดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ “กลิ่นคล้ายสมุนไพรที่ฉันเคยใช้ตอนอยู่ในฝูงมูนฟอลล์เลยค่ะ” “ท่านมีความรู้เรื่องสมุนไพรด้วยหรือเจ้าคะ?” “นิดหน่อยค่ะ ฉันเคยช่วยเก็บสมุนไพรให้หมอประจำฝูง แต่ไม่มีใครสนใจให้ฉันเรียนรู้อะไรมากนัก” เซราฟีนมองเธออย่างสงสัย “เหตุใดหรือเจ้าคะ?” โรสลินยักไหล่ “ฉันเป็นโอเมก้าที่ไม่มีพลังโดดเด่น ไม่มีครอบครัว และไม่มีคู่แท้ที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากไปกว่าการทำงานรับใช้” เธอพูดด้วยรอยยิ้มบางเบา แต่เซราฟีนกลับเห็นความเจ็บปวดที่ยังซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น “ท่านโรสลิน…” “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ได้อยากกลับไปที่นั่นอีกแล้ว” หญิงสาวยืดตัวขึ้น มองท้องฟ้าสีครามเหนือยอดไม้ “ฉันอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยากรู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง และอยากมีชีวิตที่ไม่ต้องคอยกลัวว่าจะถูกใครขับไล่อีก” เซราฟีนก้มศีรษะเล็กน้อย “หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะช่วยท่านเท่าที่ทำได้เจ้าค่ะ” โรสลินหันไปยิ้มให้ “ขอบคุณนะคะ” ทั้งคู่เดินต่อไปจนถึงม้านั่งหินใต้ต้นไม้ใหญ่ โรสลินนั่งลงอย่างระมัดระวัง ก่อนหยิบจี้หินสีขาวออกมาจากใต้เสื้อ “เซราฟีนคะ ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?” “ได้เสมอเจ้าค่ะ” “คุณคิดว่าอาเดรียนเป็นคนแบบไหนเหรอคะ?” เซราฟีนเลิกคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดท่านจึงถามเช่นนั้น?” “ฉันแค่อยากรู้ค่ะ” หญิงสาวหมุนจี้ในมือ “ทุกคนดูเหมือนจะกลัวเขามาก แต่ฉันรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นพูดทั้งหมด” เซราฟีนเงียบไปครู่หนึ่ง “ฝ่าบาททรงเป็นผู้ปกครองที่เข้มงวดและโหดเหี้ยมจริงเจ้าค่ะ พระองค์ไม่ลังเลที่จะกำจัดผู้ที่คิดทรยศ และไม่เคยให้อภัยผู้ที่ทำให้ประชาชนของพระองค์ต้องตกอยู่ในอันตราย” “ฟังดูน่ากลัวมากเลยนะคะ” “แต่พระองค์ก็ไม่เคยทอดทิ้งผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์” เซราฟีนมองไปยังยอดปราสาทที่เห็นอยู่ไกล ๆ “เมื่อหลายร้อยปีก่อน เคยเกิดโรคระบาดในเขตชายแดนของอาณาจักรแวมไพร์ ผู้คนล้มตายจำนวนมาก หมอหลวงในเวลานั้นไม่สามารถรักษาได้ ฝ่าบาทจึงเสด็จไปยังพื้นที่ด้วยพระองค์เอง และทรงอยู่ที่นั่นจนกว่าจะหาวิธีหยุดโรคระบาดได้” โรสลินฟังอย่างตั้งใจ “ทั้งที่พระองค์อาจติดโรคได้ด้วยเหรอคะ?” “โรคชนิดนั้นสามารถทำลายพลังของแวมไพร์ได้เช่นกันเจ้าค่ะ แต่พระองค์ไม่เคยถอย” เซราฟีนยิ้มบาง ๆ “ฝ่าบาทไม่ใช่คนอ่อนโยน แต่พระองค์ไม่เคยปล่อยให้ความโหดร้ายของโลกทำลายสิ่งที่พระองค์ต้องการปกป้อง” โรสลินก้มมองจี้ในมือ บางทีเธออาจยังไม่รู้จักอาเดรียนดีพอจริง ๆ เขามีด้านที่น่ากลัว แต่ก็มีด้านที่เธอยังไม่เข้าใจ และนั่นทำให้เธออยากรู้จักเขามากขึ้นอย่างที่ไม่ควรจะเป็น “เซราฟีนคะ…” “เจ้าคะ?” “ถ้าฉันอยากช่วยเขา ฉันควรทำยังไง?” หัวหน้าราชองครักษ์มองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เริ่มจากปกป้องตัวเองให้ได้ก่อนเจ้าค่ะ เพราะหากท่านไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ฝ่าบาทจะต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของท่านมากกว่าคำสาปของพระองค์เสียอีก” โรสลินหลุดหัวเราะ “ฟังดูเหมือนคุณกำลังบอกว่าฉันเป็นภาระเลยนะคะ” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้นเจ้าค่ะ” “แต่ก็หมายความประมาณนั้นใช่ไหม?” เซราฟีนยิ้มอย่างสุภาพ “ข้าจะไม่ตอบคำถามที่อาจทำให้ท่านไม่พอใจเจ้าค่ะ” “คุณนี่เรียนรู้วิธีตอบคำถามแบบอาเดรียนมาแล้วสินะคะ!” เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้นในสวน โดยไม่มีใครสังเกตว่า บนระเบียงชั้นสองของปราสาท อาเดรียนกำลังยืนมองลงมา เขาเห็นโรสลินหัวเราะ เห็นเธอพูดคุยกับเซราฟีนอย่างเป็นธรรมชาติ และเห็นรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเธอดูอบอุ่นขึ้น เขาควรจะพอใจที่เธอกำลังฟื้นตัว แต่เมื่อเห็นเซราฟีนยื่นมือไปช่วยประคองเธอให้ลุกจากม้านั่ง ความรู้สึกไม่พอใจบางอย่างกลับเกิดขึ้นในอก อาเดรียนขมวดคิ้ว “ไร้สาระ” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในปราสาท ความรู้สึกเช่นนี้ไม่มีเหตุผล เขาเพียงต้องการให้โรสลินปลอดภัย เท่านั้นเอง ค่ำวันนั้น อาเดรียนเรียกโรสลินไปพบในห้องทำงานส่วนตัว ห้องนี้กว้างขวางและเงียบสงบ มีหน้าต่างบานสูงมองเห็นป่าต้องห้าม โต๊ะทำงานทำจากไม้สีดำสนิท และมีเอกสารจำนวนมากวางเรียงอยู่บนชั้นด้านหลัง โรสลินเดินเข้ามาพร้อมความสงสัย “คุณเรียกฉันมามีอะไรหรือคะ?” อาเดรียนวางเอกสารในมือลง “ข้าจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางส่วนของพันธะเลือด” เธอชะงัก “ปรับเปลี่ยนยังไงคะ?” “ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เจ้าจะไม่ต้องส่งเลือดให้ข้าทุกครั้งที่ข้าร้องขอ” โรสลินเบิกตากว้าง “จริงเหรอคะ?” “ข้าจะรับเลือดจากเจ้าเฉพาะเมื่อคำสาปกำเริบ หรือเมื่อมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น” หญิงสาวรู้สึกโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด “ขอบคุณค่ะ ฉันไม่อยากให้คุณต้องทรมานเพราะคำสาป แต่ก็ไม่อยากให้ตัวเองต้องเสียเลือดโดยไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร” “ข้าทราบ” อาเดรียนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา “นี่คือเงื่อนไขใหม่ เจ้าสามารถอ่านและถามได้ทุกข้อ” โรสลินรับเอกสารมาอ่านอย่างละเอียด ข้อตกลงระบุว่าเธอจะยังคงได้รับการคุ้มครองจากอาเดรียน แต่จะไม่ถูกบังคับให้ทำสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับสายเลือดจันทราโดยปราศจากความยินยอมของเธอ ส่วนการใช้เลือดเพื่อบรรเทาคำสาปจะต้องเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกัน หรือเมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้ไม่สามารถรอได้ เธออ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนเงยหน้าขึ้น “คุณยอมให้ฉันมีสิทธิ์ปฏิเสธด้วยเหรอคะ?” อาเดรียนมองเธอนิ่ง “ข้าต้องการเลือดของเจ้า ไม่ใช่ร่างกายที่ไร้ความยินยอมของเจ้า” โรสลินเงียบไป เธอไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากเขา “แล้วถ้าฉันปฏิเสธตอนที่คุณกำลังเจ็บปวดล่ะคะ?” “ข้าจะหาทางอื่น” “ถึงจะทำให้คุณทรมานมากขึ้น?” “ความเจ็บปวดของข้าไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เจ้าต้องสูญเสียสิทธิ์ในการตัดสินใจ” หญิงสาวก้มมองเอกสารอีกครั้ง เธอเคยคิดว่าพันธะเลือดเป็นเพียงสัญญาที่ผูกมัดเธอไว้กับราชาแวมไพร์ผู้ทรงอำนาจ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เธอสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดเงื่อนไขได้ เธอหยิบปากกาขึ้นมา “ฉันมีข้อเสนออีกข้อค่ะ” อาเดรียนเลิกคิ้ว “ว่ามา” “ถ้าคุณต้องการเลือดจากฉัน คุณต้องบอกเหตุผลให้ฉันรู้ด้วย ไม่ใช่แค่สั่งให้ฉันทำตาม” “ตกลง” “แล้วถ้าคุณรู้ว่ามีอันตรายเกี่ยวข้องกับสายเลือดของฉัน คุณต้องบอกฉันเมื่อคุณสามารถเปิดเผยได้ โดยไม่ปิดบังเพียงเพราะคิดว่าฉันอ่อนแอเกินกว่าจะรับความจริง” อาเดรียนมองเธออย่างพิจารณา “ข้าจะไม่ปิดบังเรื่องที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของเจ้า” โรสลินยิ้ม “เท่านี้ก็พอค่ะ” เธอลงชื่อในเอกสาร ก่อนส่งให้เขา อาเดรียนลงนามต่อจากเธอด้วยลายมือที่เรียบร้อยและหนักแน่น เมื่อหมึกสัมผัสกระดาษ สัญลักษณ์สีแดงเข้มก็ปรากฏขึ้นเหนือเอกสาร ก่อนซึมหายเข้าไปในเนื้อกระดาษ พันธะเลือดสั่นสะเทือนเบา ๆ โรสลินรู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ผ่านข้อมือ ส่วนอาเดรียนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปภายในพันธะ มันไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้เลือดกับผู้รับเลือดอีกต่อไป มีความรู้สึกบางอย่างไหลผ่านเส้นสายที่มองไม่เห็นนั้น ความไว้วางใจ ยังไม่มากพอจะเรียกว่าความรัก แต่ก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เกิดจากการบังคับเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว โรสลินมองเอกสารในมือเขา ก่อนเอ่ยขึ้น “ฉันดีใจนะคะที่เราคุยกันรู้เรื่อง” อาเดรียนเลิกคิ้ว “เจ้าคิดว่าปกติข้าคุยกับใครไม่รู้เรื่องหรือ?” “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นค่ะ” “แต่เจ้าคิด” “คุณอ่านใจฉันได้หรือไงคะ?” “ไม่จำเป็น ข้าเพียงรู้จักนิสัยของเจ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย” โรสลินหัวเราะเบา ๆ “งั้นฉันก็ขอรู้จักนิสัยของคุณเพิ่มขึ้นบ้างได้ไหมคะ?” อาเดรียนชะงัก คำถามนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเปิดประตูไปสู่สถานที่ที่ไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะค้นพบอะไร” โรสลินยิ้มกว้าง “ตกลงค่ะ ฉันจะค้นหาให้ได้” อาเดรียนมองรอยยิ้มของเธอแล้วถอนหายใจ ดูเหมือนเขาจะสร้างปัญหาให้ตัวเองเสียแล้ว เพราะหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้เพียงต้องการเอาชีวิตรอดอีกต่อไป เธอกำลังต้องการรู้จักเขา และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ… เขาไม่ได้รู้สึกอยากผลักเธอออกไปเหมือนที่ควรจะเป็น คืนนั้น หลังโรสลินกลับไปยังห้องนอน อาเดรียนยังคงนั่งอยู่ในห้องทำงาน บนโต๊ะมีเอกสารฉบับใหม่ของพันธะเลือดวางอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ตรงลายเซ็นของหญิงสาว โรสลิน วินเทอร์ ชื่อที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นเพียงชื่อของโอเมก้าที่เขาพบในป่าต้องห้าม แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นชื่อที่ทำให้เขาต้องคิดทบทวนการตัดสินใจของตัวเองอยู่หลายครั้ง อาเดรียนวางเอกสารลง “ไร้สาระจริง ๆ” เขาพึมพำ จากนั้นก็ยกมือขึ้นแตะหน้าอก คำสาปยังคงอยู่ แต่ความเจ็บปวดเบาบางกว่าที่เคยเป็นอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกี่ยวข้องกับโรสลิน และนั่นหมายความว่าการรักษาคำสาปอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เขาคิด บางทีเลือดของเธออาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ บางทีสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ อาจเป็นพลังที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดจันทรา หรือบางที… อาเดรียนหลับตาลง เขาไม่ต้องการคิดถึงความเป็นไปได้สุดท้าย เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธมาตลอดหนึ่งพันสองร้อยปี ความผูกพัน ความรัก และการยอมให้ใครบางคนกลายเป็นจุดอ่อนของตัวเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้น “ฝ่าบาท” เซราฟีนก้าวเข้ามาในห้องพร้อมรายงานฉบับหนึ่ง “เราพบเบาะแสเกี่ยวกับวาเลเรียนแล้วเจ้าค่ะ” อาเดรียนรับเอกสารมาเปิดอ่าน บนหน้ากระดาษมีสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวและเส้นเลือดดำปรากฏอยู่ ด้านล่างเป็นข้อความสั้น ๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีแดง พิธีกรรมจะเริ่มต้นเมื่อทายาทแห่งจันทราหลั่งเลือดหยดสุดท้าย ดวงตาของอาเดรียนเย็นเยียบ “มันต้องการให้โรสลินใช้เลือดจนหมดตัว…” “อาจไม่ใช่เพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ” เซราฟีนตอบ “บันทึกโบราณระบุว่าเลือดหยดสุดท้ายของทายาทจะเป็นตัวปลดผนึกบางอย่าง แต่ไม่มีข้อมูลว่าสิ่งที่ถูกผนึกไว้คืออะไร” อาเดรียนกำเอกสารแน่น ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดวาเลเรียนจึงต้องการตัวโรสลิน และเข้าใจด้วยว่าเหตุใดชายคนนั้นจึงย้ำเรื่องเลือดหยดสุดท้าย มันไม่ได้ต้องการให้เขารักษาคำสาป มันต้องการให้เขาเชื่อว่าโรสลินคือคำตอบของทุกอย่าง จนยอมใช้เลือดของเธอโดยไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ หากเป็นเช่นนั้น การทำพันธะเลือดกับเธอตั้งแต่แรกอาจเป็นสิ่งที่วาเลเรียนรอคอย อาเดรียนลุกขึ้นยืน “ตั้งแต่คืนนี้ เพิ่มกำลังรักษาการณ์รอบห้องของโรสลินเป็นสองเท่า ห้ามใครเข้าใกล้เธอโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า” “รับทราบเจ้าค่ะ” “และอย่าให้ใครรู้เรื่องพิธีกรรมนี้” เซราฟีนลังเล “รวมถึงท่านโรสลินหรือเจ้าคะ?” อาเดรียนมองเอกสารในมือ คำสัญญาที่เพิ่งให้เธอไปยังคงชัดเจนในความทรงจำ เขาจะไม่ปิดบังเรื่องที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของเธอ แต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าพิธีกรรมนี้เกี่ยวข้องกับเธออย่างไร และยังไม่รู้ด้วยว่าควรเปิดเผยความจริงทั้งหมดในเวลาใด “ข้าจะเป็นคนบอกนางเอง เมื่อข้ามีข้อมูลมากพอ” เซราฟีนก้มศีรษะ “เจ้าค่ะ” หลังหัวหน้าราชองครักษ์ออกจากห้อง อาเดรียนเดินไปยืนหน้าต่าง แสงจันทร์ส่องลงบนใบหน้าของเขา ขณะที่ดวงตาสีแดงเข้มสะท้อนเงาของปราสาทแบล็กธอร์น เขาเคยเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกสิ่งได้ เคยเชื่อว่าความรู้และอำนาจจะช่วยให้เขารอดพ้นจากแผนการของศัตรูทุกคน แต่โรสลินทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิด เธอเป็นทั้งกุญแจของคำสาป และอาจเป็นเป้าหมายของพิธีกรรมที่ถูกวางแผนไว้ตั้งแต่พันปีก่อน เขาควรจะรักษาระยะห่าง ควรจะมองเธอเป็นเพียงผู้ถือครองสายเลือดที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด แต่เมื่อคิดถึงภาพหญิงสาวหมดสติอยู่ในอ้อมแขน ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกลับไม่เหมือนคำสาปใดที่เขาเคยรู้จัก อาเดรียนกำมือแน่น “ข้าจะไม่ยอมให้ใครใช้เจ้าเป็นเครื่องมือ…” เสียงของเขาเบาจนแทบกลืนไปกับสายลม “แม้แต่ข้าเองก็ตาม” ในอีกฟากหนึ่งของปราสาท โรสลินกำลังยืนอยู่หน้ากระจก เธอปลดจี้หินสีขาวออกจากคอแล้ววางไว้บนฝ่ามือ ตั้งแต่คืนที่พลังของเธอตื่นขึ้น เธอรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่เพียงเครื่องประดับธรรมดาอีกต่อไป จี้ชิ้นนี้เก็บความทรงจำของแม่เอาไว้ และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอ โรสลินยกมันขึ้นแนบอก “ฉันจะหาความจริงให้ได้ค่ะ” เธอกระซิบ “และฉันจะไม่ยอมให้ใครใช้ฉันทำร้ายคนอื่นอีก” จี้หินสีขาวส่องแสงสีเงินจาง ๆ เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัวอีกครั้ง โรสลิน… หญิงสาวเบิกตากว้าง “แม่?” เสียงนั้นเงียบไปชั่วครู่ ก่อนกระซิบต่อ จงระวังพันธะที่ผูกเจ้ากับราชาแวมไพร์… โรสลินกำจี้แน่น เพราะวันที่หัวใจของเจ้าผูกพันกับเขาอย่างแท้จริง จะเป็นวันที่คำสาปเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แสงสีเงินดับวูบ หญิงสาวยืนนิ่งอยู่หน้ากระจก ใบหน้าซีดเผือด คำเตือนของแม่ยังคงก้องอยู่ในหัว และเป็นครั้งแรกที่โรสลินรู้สึกหวาดกลัวความรู้สึกของตัวเองที่มีต่ออาเดรียน เพราะหากคำเตือนนั้นเป็นความจริง… ยิ่งเธอรักเขามากเท่าไร อาเดรียนก็อาจยิ่งเข้าใกล้ความตายมากขึ้นเท่านั้น“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา







