LOGIN“เลือดหยดสุดท้ายของเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาคำสาปของเขา…”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังก้องไปทั่วห้องสมุดใต้ดิน วงเวทสีเงินใต้เท้าของโรสลินหมุนเร็วขึ้น อักษรโบราณหลายแถวลอยขึ้นจากพื้น ก่อนเปลี่ยนเป็นสีดำทีละตัว ราวกับมีหมึกมืดกำลังกลืนกินแสงจันทร์จากภายใน โรสลินยืนตัวแข็ง เธอไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่กำลังพูดกับเธออยู่ที่ไหน แต่ทุกถ้อยคำกลับทำให้รู้สึกเหมือนมีใครกำลังล้วงเข้าไปในความทรงจำที่ถูกซ่อนอยู่ลึกที่สุด “คุณเป็นใคร?” เธอตะโกนถาม เสียงหัวเราะหยุดลง “ข้าเป็นคนที่รู้จักแม่ของเจ้าดีกว่าใครทั้งหมด” หัวใจของโรสลินกระตุก “คุณรู้จักแม่ฉันเหรอ?” “แน่นอน ข้ารู้จักลูนาเรียตั้งแต่ก่อนที่นางจะขึ้นครองบัลลังก์ รู้จักความปรารถนาของนาง ความหวาดกลัวของนาง และรู้ด้วยว่านางทำสิ่งใดเพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่” ภาพของหญิงสาวผมสีเงินในนิมิตเมื่อคืนย้อนกลับมาในความคิด แม่ของเธอร้องไห้ขณะอุ้มทารกน้อย ก่อนจะส่งเด็กคนนั้นให้ใครบางคนและขอให้ซ่อนนางไว้ โรสลินกำจี้แน่น “ถ้าคุณรู้จักแม่ของฉันจริง ก็บอกมาสิคะว่าทำไมเธอถึงต้องซ่อนฉัน!” “เพราะนางรู้ว่าหากเจ้าถูกพบตัวก่อนเวลา ทุกสิ่งที่นางเสียสละจะสูญเปล่า” เสียงนั้นหยุดไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่ออย่างเยือกเย็น “และตอนนี้ เจ้าก็กำลังทำให้การเสียสละของนางไร้ความหมายด้วยการยืนอยู่ข้างราชาแวมไพร์” อาเดรียนก้าวเข้ามาข้างหน้า “พอได้แล้ว วาเลเรียน” เพียงเอ่ยชื่อ ชายผู้ซ่อนตัวอยู่ในวงเวทก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ “อาเดรียน แบล็กวูด…ข้าคิดว่าเจ้าจะใช้เวลาอีกสักหน่อยกว่าจะจำเสียงของข้าได้” ดวงตาสีแดงของราชาแวมไพร์วาวโรจน์ “ข้าจำเสียงของคนทรยศได้เสมอ” “คนทรยศ?” วาเลเรียนหัวเราะ “ช่างเป็นคำที่น่าขันจากปากของเจ้า เจ้าผู้ยอมให้ทั้งราชวงศ์จันทราล่มสลาย เพียงเพราะต้องการรักษาบัลลังก์ของตัวเอง” “เจ้าคือคนที่เปิดประตูให้ศัตรูเข้าวัง” “และเจ้าคือคนที่มาช้าเกินไป” คำพูดนั้นทำให้อากาศในห้องเย็นลงอย่างฉับพลัน อาเดรียนไม่ขยับ แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความโกรธที่แผ่ออกมาจากตัวเขาผ่านพันธะเลือด ความรู้สึกนั้นรุนแรงจนหน้าอกของเธอเจ็บแปลบ เธอหันไปมองเขา ราชาแวมไพร์ยังคงยืนหลังตรง ทว่ามือที่กำอยู่ข้างลำตัวกลับสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความทรงจำที่เขาไม่ต้องการหวนกลับไปเผชิญ “เจ้าควรตายไปแล้ว” อาเดรียนกล่าว “ข้าก็เคยคิดเช่นนั้น” วาเลเรียนตอบ “แต่ดูเหมือนความตายจะไม่ต้องการต้อนรับข้า เช่นเดียวกับที่คำสาปของเจ้าไม่ยอมปล่อยให้เจ้าตายเสียที” เซราฟีนก้าวมาข้างหน้า ดาบสีเงินในมือสะท้อนแสงจากวงเวท “ฝ่าบาท ให้ข้าทำลายวงเวทนี้เถิดเจ้าค่ะ” “อย่าแตะต้องมัน!” เอเวอเร็ตต์ร้องห้ามทันที “วงเวทกำลังเชื่อมต่อกับจี้ของท่านโรสลิน หากทำลายอย่างผิดวิธี พลังอาจย้อนกลับเข้าหานาง!” เซราฟีนชะงัก ดาบในมือหยุดค้าง วาเลเรียนหัวเราะอีกครั้ง “เห็นหรือไม่ อาเดรียน? แม้แต่คนของเจ้าก็ยังทำอะไรไม่ได้ เจ้าคงคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ดี หลังจากต้องเฝ้ามองทุกสิ่งที่เจ้าต้องการปกป้องถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา” อาเดรียนยกมือขึ้น เปลวไฟสีดำลุกพรึ่บขึ้นรอบฝ่ามือ ก่อนพุ่งเข้าใส่วงเวทอย่างรวดเร็ว แต่ทันทีที่เปลวไฟสัมผัสอักษรสีเงิน พลังทั้งหมดก็ถูกดูดกลืนหายไป เสียงระเบิดดังสนั่น แรงกระแทกซัดให้ชั้นหนังสือสั่นสะเทือน โรสลินเสียหลักล้มลง แต่ก่อนที่ศีรษะจะกระแทกพื้น มือข้างหนึ่งก็โอบเอวเธอไว้ได้ทัน อาเดรียนดึงเธอเข้าหาตัว “เจ็บตรงไหนหรือไม่?” โรสลินส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่ค่ะ แต่คุณ—” เธอหยุดพูดเมื่อเห็นเส้นเลือดสีดำเริ่มปรากฏขึ้นบนข้อมือของเขา คำสาปกำลังตอบสนองอีกครั้ง อาเดรียนปล่อยมือจากเอวเธอแล้วก้าวไปยืนข้างหน้า ใช้ร่างของตัวเองบังเธอจากวงเวท “อย่าเข้ามาใกล้ข้า” โรสลินขมวดคิ้ว “คุณกำลังเจ็บปวดเพราะวงเวทใช่ไหมคะ?” “ข้าบอกว่าอย่าเข้ามาใกล้” “แต่—” “โรสลิน!” เสียงเรียกของเขาดังก้องจนเธอสะดุ้ง นี่เป็นครั้งแรกที่อาเดรียนเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ ไม่ใช่คำสั่งเย็นชา ไม่ใช่การประชดประชัน แต่เป็นเสียงของคนที่กำลังพยายามห้ามบางสิ่งไม่ให้เกิดขึ้น เธอกัดริมฝีปากแน่น ก่อนยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าว อาเดรียนหันกลับไปเผชิญหน้ากับวงเวท “วาเลเรียน หากเจ้าต้องการแก้แค้นข้า ก็จงมาหาข้าด้วยตัวเอง อย่าใช้หญิงสาวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นเครื่องมือ” เสียงจากวงเวทเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้นอีกครั้ง “ไม่เกี่ยวข้องหรือ?” อักษรสีดำหมุนวนอย่างรวดเร็ว ภาพเงาของชายคนหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางวงเวท เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ผมสีเงินหม่นยาวประบ่า ใบหน้าหล่อเหลาแต่ซีดขาวราวกับคนที่ไม่เคยสัมผัสแสงอาทิตย์ ดวงตาสีทองหม่นจับจ้องโรสลินโดยไม่กะพริบ บนมือข้างหนึ่งมีแหวนสีดำประดับอัญมณีสีแดง เมื่อเห็นแหวนนั้น อาเดรียนก็ชะงักไปชั่วขณะ มันเป็นแหวนวงเดียวกับที่เขาเคยเห็นในคืนที่คำสาปเริ่มต้นขึ้น วาเลเรียนยิ้ม “เด็กคนนี้คือเหตุผลที่เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป อาเดรียน” เขาหันมามองโรสลิน “และนางก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่เจ้าจะไม่มีวันหลุดพ้นจากคำสาป” โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด!” “ไม่เป็นไร เจ้าจะเข้าใจในไม่ช้า” ชายปริศนายกมือขึ้น วงเวทใต้เท้าของโรสลินสว่างวาบ ก่อนเส้นแสงสีเงินจะพุ่งขึ้นมารัดข้อมือเธอ “อ๊ะ!” เธอพยายามดึงมือกลับ แต่เส้นแสงกลับรัดแน่นขึ้น อาเดรียนพุ่งเข้าหาเธอทันที ทว่าเมื่อเขายื่นมือเข้าไปใกล้ เส้นแสงกลับแตกตัวเป็นหนามสีดำพุ่งเข้าใส่เขา “ฝ่าบาท!” เซราฟีนร้องลั่น อาเดรียนเบี่ยงตัวหลบ แต่หนามเส้นหนึ่งเฉือนผ่านต้นแขน เลือดสีแดงเข้มไหลซึมออกมา โรสลินเบิกตากว้าง เลือดของเขา… เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดผ่านพันธะเลือดอย่างชัดเจนจนต้องทรุดเข่าลง “หยุดนะ!” เธอตะโกนใส่วงเวท “ถ้าคุณต้องการอะไรจากฉัน ก็พูดกับฉันโดยตรง อย่าทำร้ายเขา!” วาเลเรียนหยุดหัวเราะ แววตาสีทองหม่นเปลี่ยนเป็นเย็นชา “เจ้าปกป้องเขา?” โรสลินเม้มริมฝีปาก “เขาไม่ได้ทำอะไรคุณในตอนนี้!” “เจ้าไม่รู้จักเขาดีพอ” “และคุณก็ไม่ได้รู้จักฉันดีพอเหมือนกัน!” คำตอบของเธอทำให้ทั้งห้องเงียบงัน โรสลินหอบหายใจ พยายามยืนขึ้นทั้งที่ข้อมือยังถูกพันธนาการ “ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อพันปีก่อน ไม่รู้ว่าคุณกับอาเดรียนมีเรื่องอะไรกัน แต่ฉันจะไม่ยอมให้คุณใช้ชีวิตของฉันเป็นเครื่องมือแก้แค้น!” วาเลเรียนมองเธออยู่นาน ก่อนรอยยิ้มบางเบาจะกลับมาปรากฏบนใบหน้า “ช่างเหมือนมารดาของเจ้าไม่มีผิด” เขาขยับนิ้วเล็กน้อย วงเวทพลันหดตัว เส้นแสงสีเงินบีบรัดข้อมือโรสลินจนเธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “ถ้าอย่างนั้นก็พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิ ว่าเจ้ามีความกล้าหาญเท่ากับนางหรือไม่” อักษรโบราณเริ่มลุกไหม้เป็นเปลวไฟสีดำ เอเวอเร็ตต์หน้าซีดเผือด “นี่คือพิธีดึงเลือด! มันกำลังพยายามดึงพลังสายเลือดของท่านโรสลินออกมา!” อาเดรียนคำรามต่ำในลำคอ “วาเลเรียน!” เขาปล่อยพลังทั้งหมดออกจากร่าง เปลวไฟสีดำพุ่งขึ้นสูงจนเพดานห้องสั่นสะเทือน แต่คำสาปกลับปะทุขึ้นพร้อมกัน เส้นเลือดสีดำลามจากข้อมือขึ้นไปถึงลำคอ ความเจ็บปวดรุนแรงจนเขาทรุดลงข้างหนึ่ง โรสลินรู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้นผ่านพันธะ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบหัวใจของเธอ เธอหันไปมองเขา “อาเดรียน!” เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงเข้มเต็มไปด้วยความทรมาน “อย่า…ใช้พลังของเจ้า…” แต่โรสลินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพลังของตัวเองคืออะไร เธอรู้เพียงว่า หากปล่อยให้วงเวททำงานต่อไป อาเดรียนอาจได้รับอันตรายร้ายแรง และเธอไม่ต้องการให้ใครต้องเจ็บปวดเพราะเธออีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยปฏิเสธเธอ หรือราชาแวมไพร์ผู้เป็นเจ้าของพันธะเลือด โรสลินหลับตาลง เธอนึกถึงเสียงของหญิงสาวในนิมิต จงมีชีวิตอยู่…ไม่ว่าใครจะพรากทุกสิ่งไปจากเจ้า แสงสีเงินเริ่มไหลออกจากร่างของเธอ คราวนี้มันไม่ได้ออกมาจากจี้เพียงอย่างเดียว แต่แผ่กระจายจากปลายนิ้ว ลำคอ และดวงตา วงเวทสีดำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง วาเลเรียนเบิกตากว้าง “เป็นไปไม่ได้…ผนึกยังไม่ควรตื่น!” โรสลินลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีเงินสว่างราวกับดวงจันทร์ เส้นแสงที่พันธนาการข้อมือแตกกระจายเป็นละออง ก่อนแผ่คลื่นพลังออกไปทั่วห้องสมุด ชั้นหนังสือสั่นสะเทือน กระจกเวทมนตร์แตกร้าวทีละบาน ขณะที่อักษรสีดำถูกแสงสีเงินกลืนกินจนหมดสิ้น วาเลเรียนถอยหลังไปหนึ่งก้าว เป็นครั้งแรกที่รอยยิ้มของเขาหายไปจากใบหน้า “สายเลือดจันทรา…” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “นางตื่นขึ้นแล้วจริง ๆ!” โรสลินยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว แสงสีเงินพุ่งออกจากฝ่ามือ กระแทกวงเวทจนแตกสลาย เสียงระเบิดดังสนั่น เงาของวาเลเรียนถูกฉีกออกเป็นเศษละอองสีดำ ก่อนจะหายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่แผ่วเบาลงเรื่อย ๆ “ข้าจะกลับมาอีกครั้ง โรสลิน วินเทอร์…” เสียงสุดท้ายของเขาดังก้องไปทั่วห้อง “และครั้งหน้า ข้าจะไม่มาคนเดียว” ทุกอย่างเงียบลง แสงสีเงินค่อย ๆ ดับไปจากร่างของโรสลิน หญิงสาวยืนโงนเงน ก่อนทรุดลงกับพื้น “โรสลิน!” อาเดรียนฝืนลุกขึ้นแล้วพุ่งเข้าไปรับเธอไว้ในอ้อมแขน ร่างของเธอเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดขาว และลมหายใจแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ เขาก้มลงเรียกชื่อเธอซ้ำ “โรสลิน ลืมตาขึ้น” ไม่มีการตอบสนอง “ข้าสั่งให้เจ้าลืมตา!” น้ำเสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้องสมุด แต่หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ อาเดรียนรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน มันไม่ใช่ความกลัวต่อความตายของตัวเอง แต่เป็นความกลัวว่าหญิงสาวในอ้อมแขนจะไม่มีวันลืมตาขึ้นมามองเขาอีก “เอเวอเร็ตต์!” เขาคำราม “ช่วยนางเดี๋ยวนี้!” หมอหลวงรีบเข้ามาตรวจชีพจร ขณะที่เซราฟีนสั่งให้ราชองครักษ์ปิดทางเข้าออกทั้งหมด เอเวอเร็ตต์ใช้เวลาตรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก “นางยังมีชีวิตอยู่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่พลังถูกดึงออกไปมากเกินไป ต้องให้นางพักฟื้นโดยเร็ว” อาเดรียนหลับตาลงชั่วครู่ ความตึงเครียดในร่างคลายลงเพียงเล็กน้อย เขาช้อนตัวโรสลินขึ้นอุ้ม แล้วหันไปมองเซราฟีน “ปิดห้องสมุดแห่งนี้ ห้ามผู้ใดเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต และส่งคนไปตรวจสอบทุกเขตของปราสาท” “รับทราบเจ้าค่ะ” “หากพบร่องรอยของวาเลเรียน ให้จับเป็น” เซราฟีนลังเลเล็กน้อย “แล้วถ้าเขาขัดขืนล่ะเจ้าคะ?” ดวงตาของอาเดรียนเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม “ตัดแขนขาเขาเสีย แต่ห้ามปล่อยให้ตายจนกว่าข้าจะได้คำตอบ” ไม่มีใครกล้าถามอะไรอีก ราชาแวมไพร์อุ้มโรสลินออกจากห้องสมุดอย่างระมัดระวัง ราวกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในอ้อมแขนมีค่ามากกว่าสมบัติทั้งหมดในปราสาท เขาไม่เคยชอบความอ่อนแอ ไม่เคยชอบการพึ่งพาผู้อื่น และไม่เคยยอมให้ใครเข้ามาใกล้มากพอจะทำให้ตนเองเจ็บปวด แต่หญิงสาวคนนี้กลับทำให้กฎทุกข้อที่เขาเคยยึดถือเริ่มสั่นคลอน เขาก้มมองใบหน้าซีดเซียวของเธอ “เจ้าช่างหาเรื่องใส่ตัวเก่งจริง ๆ…” เสียงของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ทั้งที่ข้าบอกแล้วว่าอย่าใช้พลัง” แต่แขนที่โอบประคองเธอกลับกระชับแน่นขึ้น เมื่อโรสลินถูกพากลับไปยังห้องนอน เอเวอเร็ตต์จัดยาและตรวจดูบาดแผลให้ ก่อนกำชับว่าเธอต้องพักผ่อนโดยไม่มีสิ่งรบกวน อาเดรียนยืนอยู่ข้างเตียง ไม่ยอมขยับไปไหน “นางจะฟื้นเมื่อใด?” “ข้าไม่อาจระบุเวลาได้พ่ะย่ะค่ะ การใช้พลังเมื่อครู่กระตุ้นสายเลือดที่ถูกผนึกให้ตื่นขึ้น แต่ร่างกายของนางยังไม่พร้อมรับพลังนั้น” “แล้วจะมีผลข้างเคียงหรือไม่?” เอเวอเร็ตต์ลังเล “อาจมีความทรงจำบางส่วนปรากฏขึ้น หรือพลังอาจตื่นขึ้นเป็นระยะ ๆ ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของนาง” อาเดรียนขมวดคิ้ว “และคำสาปของข้า?” หมอหลวงเงียบไปครู่หนึ่ง “หลังจากพลังของท่านโรสลินปะทุ คำสาปของพระองค์สงบลงชั่วคราวพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้ายังไม่ทราบว่านั่นเป็นผลจากการทำลายวงเวท หรือเพราะพลังของนางตอบสนองต่อคำสาปโดยตรง” อาเดรียนมองหญิงสาวบนเตียง ใบหน้าของเธอสงบลงแล้ว แต่ยังซีดเซียวกว่าปกติ “ออกไปก่อน” เอเวอเร็ตต์ก้มศีรษะแล้วถอยออกจากห้อง เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็เข้าปกคลุม อาเดรียนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง เขามองมือของโรสลินที่วางอยู่บนผ้าห่ม ก่อนเอื้อมไปจับไว้อย่างระมัดระวัง มือของเธอเล็กและเย็น เขาไม่เคยสนใจรายละเอียดเล็กน้อยเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยสนใจว่ามือของใครจะอุ่นหรือเย็น ไม่เคยสนใจว่าลมหายใจของใครจะสม่ำเสมอหรือแผ่วเบา แต่ตอนนี้ เขากลับนั่งเฝ้าฟังลมหายใจของเธอราวกับมันเป็นเสียงเดียวที่ทำให้โลกทั้งใบสงบลงได้ “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคือใครกันแน่…” เขาพึมพำ “และไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าจึงเกี่ยวข้องกับคำสาปของข้า” นิ้วของเขากระชับมือเธอเบา ๆ “แต่หากใครคิดจะใช้เจ้าเพื่อทำร้ายข้า ข้าจะทำให้มันเสียใจที่ยังมีชีวิตอยู่” เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าเดิม “เพราะข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตายก่อนที่ข้าจะได้คำตอบ” คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำสั่ง แต่ลึกลงไปในหัวใจของราชาแวมไพร์ เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่เพียงเรื่องคำสาปอีกต่อไปแล้ว เกือบเที่ยงคืน โรสลินเริ่มขยับตัว เปลือกตาของเธอสั่นไหว ก่อนค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เห็นคือเพดานห้องนอน ภาพที่สองคือใบหน้าของอาเดรียน ซึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ฉัน…ยังมีชีวิตอยู่เหรอคะ?” เขาเลิกคิ้ว “เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าตายหรือ?” โรสลินพยายามยิ้ม แต่กลับรู้สึกเหนื่อยจนแทบไม่มีแรง “ฉันคิดว่าคุณอาจจะโกรธมากกว่า…” “ข้าโกรธ” เขาตอบทันที “โกรธที่เจ้าฝืนใช้พลังทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรกับร่างกายของเจ้า” โรสลินก้มหน้า “ฉันขอโทษค่ะ” อาเดรียนนิ่งไป เขาเตรียมคำตำหนิไว้มากมาย แต่เมื่อได้ยินคำขอโทษที่แผ่วเบานั้นกลับพูดไม่ออก “ครั้งหน้าอย่าทำอีก” “ถ้ามีคนกำลังจะทำร้ายคุณ ฉันอาจทำเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ” เขาหรี่ตา “เจ้าเพิ่งฟื้นขึ้นมา ยังกล้าต่อปากต่อคำกับข้าอีกหรือ?” “ฉันกำลังพูดความจริงค่ะ” อาเดรียนถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แต่เมื่อเห็นเธอพยายามขยับตัว เขาก็ยื่นมือไปประคองหลังให้ทันที “อย่าลุก” “ฉันแค่อยากดื่มน้ำค่ะ” เขาหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียง ส่งให้เธอด้วยตัวเอง โรสลินมองแก้วน้ำ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ “คุณทำเองเลยเหรอคะ?” “เจ้าต้องการให้ข้าเรียกคนรับใช้มาถือแก้วน้ำให้หรือ?” “เปล่าค่ะ แค่ไม่คิดว่าราชาแวมไพร์จะมานั่งเฝ้าคนป่วย” “ข้าไม่ได้เฝ้าเจ้า” “แล้วคุณทำอะไรอยู่คะ?” “ข้ากำลังตรวจสอบว่าเจ้าจะสร้างปัญหาเพิ่มได้อีกกี่อย่าง” โรสลินหัวเราะเบา ๆ ก่อนรับแก้วน้ำมาดื่ม อาเดรียนมองเธอจนแน่ใจว่าเธอดื่มเสร็จแล้ว จึงรับแก้วกลับไปวางบนโต๊ะ ความเงียบปกคลุมห้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโรสลินจะเอ่ยขึ้น “อาเดรียนคะ…” “อะไรอีก?” “คุณเจ็บปวดมากไหม ตอนที่คำสาปกำเริบ?” เขานิ่งไปเล็กน้อย “ทำไมเจ้าถึงถาม?” “เพราะฉันรู้สึกถึงมันผ่านพันธะเลือดค่ะ ฉันรู้ว่าคุณพยายามไม่แสดงออก แต่ฉันสัมผัสได้” อาเดรียนมองเธออย่างพิจารณา “เจ้ารู้สึกถึงความเจ็บปวดของข้าจริง ๆ หรือ?” โรสลินพยักหน้า “แล้วฉันก็รู้สึกได้ด้วยว่าคุณกลัว” คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งงัน กลัว? เขาไม่ได้กลัวความเจ็บปวด ไม่ได้กลัวความตาย แต่เมื่อภาพของโรสลินล้มลงตรงหน้าในห้องสมุดย้อนกลับมา ความรู้สึกที่เขาพยายามปฏิเสธก็ชัดเจนขึ้น เขากลัวว่าเธอจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก “เจ้าอาจเข้าใจผิด” เขาตอบในที่สุด โรสลินยิ้มบาง ๆ “อาจจะค่ะ” เธอไม่ได้ซักต่อ ไม่ได้พยายามบังคับให้เขายอมรับสิ่งใด กลับกัน เธอเพียงเลื่อนมือออกจากผ้าห่มเล็กน้อย แล้ววางลงบนมือของเขา “แต่ถ้าวันไหนคุณเจ็บปวดมาก ๆ คุณไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกก็ได้นะคะ” อาเดรียนก้มมองมือของเธอ สัมผัสนั้นเบาบาง แต่กลับทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่คุ้นเคย “เจ้าไม่มีสิทธิ์สอนข้าว่าควรรู้สึกอย่างไร” “ค่ะ” โรสลินตอบอย่างว่าง่าย “ฉันแค่บอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลาก็ได้” อาเดรียนเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาของหญิงสาวยังอ่อนล้า แต่ไม่มีความสงสารหรือความหวาดกลัวอยู่ในนั้น มีเพียงความเข้าใจที่ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน นั่นเป็นสิ่งที่เขารับมือได้ยากยิ่งกว่าความเกลียดชังเสียอีก เขาค่อย ๆ ดึงมือออก ก่อนลุกขึ้นยืน “พักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เจ้าต้องตอบคำถามของข้าอีกมาก” โรสลินพยักหน้า “ค่ะ ฝันดีนะคะ” อาเดรียนเดินไปถึงประตูแล้วหยุด เขาไม่เคยกล่าวราตรีสวัสดิ์กับใคร ไม่เคยเห็นความจำเป็นของคำพูดที่ไม่มีผลต่ออำนาจหรือการอยู่รอด แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา “ฝันดี โรสลิน” หญิงสาวเบิกตากว้าง เมื่อประตูปิดลง เธอยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเอง หัวใจเต้นแรงอย่างน่าประหลาด บางทีอาจเป็นเพราะพลังที่ยังไม่ฟื้นตัว หรือบางที… อาจเป็นเพราะราชาแวมไพร์ผู้เย็นชาคนนั้นเพิ่งกล่าวราตรีสวัสดิ์กับเธอเป็นครั้งแรก ในเวลาเดียวกัน ณ สถานที่ซึ่งไม่มีแสงจันทร์ส่องถึง ชายผู้มีดวงตาสีทองหม่นยืนอยู่หน้าแท่นหินสีดำ บนแท่นนั้นมีภาชนะบรรจุของเหลวสีแดงเข้มวางอยู่ เขาถอดถุงมือออก เผยให้เห็นแหวนสีดำบนมือซ้าย “นางตื่นขึ้นแล้วจริง ๆ…” วาเลเรียนกล่าวกับเงาที่อยู่เบื้องหลัง “พลังของราชวงศ์จันทรากลับมาแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความมืด “แล้วราชาแวมไพร์ล่ะ?” วาเลเรียนยิ้ม “เขายังมีชีวิตอยู่ และยังเชื่อว่าการมีเด็กคนนั้นอยู่ใกล้ตัวจะช่วยปลดคำสาปของเขา” “เขาโง่กว่าที่เราคิด” “ไม่หรอก” วาเลเรียนหมุนแหวนบนมือ “อาเดรียนไม่เคยโง่ เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่าพันธะที่เชื่อมโยงเขากับเด็กคนนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร” เงามืดขยับเข้ามาใกล้ “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?” วาเลเรียนก้มมองของเหลวสีแดงในภาชนะ “เราจะปล่อยให้เขาปกป้องนางต่อไป” เขายิ้มกว้างขึ้น “ยิ่งเขาผูกพันกับนางมากเท่าไร วันที่เขาต้องเลือกว่าจะรักษาชีวิตตัวเองหรือสละทุกอย่างเพื่อช่วยนางก็จะยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น” ชายปริศนาหัวเราะเบา ๆ “แล้วหากเขาเลือกนาง?” วาเลเรียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองหม่นส่องประกายเย็นเยียบ “เช่นนั้นข้าก็จะทำให้เขาเสียใจที่เลือก” เขายกภาชนะสีแดงขึ้นมองผ่านแสงสลัว “เพราะเลือดของทายาทคนสุดท้ายไม่ได้เป็นเพียงกุญแจที่จะปลดคำสาป…” รอยยิ้มของเขาค่อย ๆ เลือนหาย “แต่มันคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ราชาแวมไพร์ต้องชดใช้หนี้เลือดที่เขาติดค้างข้าไว้เมื่อหนึ่งพันสองร้อยปีก่อน” และเมื่อถึงวันนั้น อาเดรียนจะต้องเลือกระหว่างบัลลังก์ ชีวิตของตนเอง…หรือผู้หญิงที่เขาไม่ควรปล่อยให้เข้ามาอยู่ในหัวใจตั้งแต่แรก“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา







