Home / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 14 ราคาของการทวงคืนคู่แท้

Share

บทที่ 14 ราคาของการทวงคืนคู่แท้

last update publish date: 2026-10-18 12:37:31

เสียงกระซิบจากความมืดไม่ได้หายไปพร้อมกับเปลวไฟสีม่วง

มันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของคัลเลน แบล็กวูด ราวกับเงาที่เกาะติดอยู่กับวิญญาณของเขา

เจ้าต้องการนางกลับคืนไม่ใช่หรือ?

คัลเลนยืนอยู่หน้าต่างห้องรับรอง มือข้างหนึ่งกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

“ข้าบอกแล้วว่าอย่ามายุ่งกับเรื่องของข้า”

แต่เจ้าก็ถามข้าว่าต้องทำอะไร

เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในความคิด

มนุษย์และหมาป่าช่างเหมือนกันเสียจริง ปากบอกว่าไม่ต้องการ แต่หัวใจกลับกรีดร้องเพราะสิ่งที่สูญเสียไป

“หุบปาก!”

คัลเลนตวาดจนองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูรีบเคาะถาม

“ท่านอัลฟ่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่ขอรับ?”

เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติ

“ไม่มีอะไร ข้าแค่ต้องการพักผ่อน อย่าให้ใครเข้ามารบกวน”

เสียงฝีเท้าขององครักษ์ค่อย ๆ ห่างออกไป

คัลเลนหันกลับมามองกระจกอีกครั้ง

ใบหน้าของเขาสะท้อนอยู่ในนั้น ทว่าแวบหนึ่งกลับมีเงาสีดำพาดผ่านดวงตา

เขายกมือแตะหน้าอกตรงตำแหน่งที่รอยคู่แท้เคยปรากฏ

ตั้งแต่โรสลินถูกปฏิเสธในคืนพระจันทร์สีเลือด เขาคิดว่าความเจ็บปวดจากการตัดพันธะจะค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่หลังจากเธอหายตัวเข้าไปในป่าต้องห้าม ความรู้สึกบางอย่างกลับชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

ยิ่งเวลาผ่านไป เขายิ่งรู้สึกเหมือนสูญเสียบางสิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนได้

และเมื่อได้พบเธออีกครั้ง เขาก็เพิ่งเข้าใจว่าความเจ็บปวดที่แท้จริงไม่ได้มาจากการที่พันธะของคู่แท้ถูกปฏิเสธ

แต่มาจากการที่โรสลินไม่ต้องการเขาอีกต่อไป

“ข้าไม่ได้อยากบังคับนางกลับมา…”

เขาพึมพำกับตัวเอง

เช่นนั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอของข้า

เสียงกระซิบตอบกลับทันที

เพียงกลับไปที่ฝูงของเจ้า ทำหน้าที่อัลฟ่า แต่งงานกับหญิงสาวที่ถูกเลือกไว้ แล้วปล่อยให้นางมีความสุขกับราชาแวมไพร์

คัลเลนกัดฟัน

ภาพโรสลินยิ้มให้กับอาเดรียนผุดขึ้นในหัวอย่างไม่อาจห้าม

เขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลึกซึ้งเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือโรสลินไว้ใจราชาแวมไพร์มากกว่าที่เคยไว้ใจเขา

ความคิดนั้นทำให้ความหึงหวงแล่นขึ้นมาราวกับไฟลามทุ่ง

“ข้าแค่ต้องการโอกาส…”

เขากระซิบ

“โอกาสที่จะทำให้ทุกอย่างถูกต้อง”

เสียงหัวเราะจากความมืดดังขึ้นอีกครั้ง

ถ้าเช่นนั้น จงฟังให้ดี

อากาศในห้องเย็นลงอย่างผิดธรรมชาติ

พรุ่งนี้ ก่อนดวงอาทิตย์ตก เจ้าจะต้องนำสิ่งหนึ่งมาให้ข้า

“อะไร?”

เลือดของราชาแวมไพร์…เพียงหนึ่งหยด

คัลเลนเบิกตากว้าง

“เป็นไปไม่ได้!”

หากเจ้าทำไม่ได้ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องทวงคืนอะไรทั้งนั้น

เสียงนั้นค่อย ๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและความหนาวเย็นที่ยังเกาะอยู่ตามผิวหนัง

คัลเลนยืนนิ่งอยู่เป็นเวลานาน

เขาไม่รู้ว่าผู้พูดเป็นใคร ไม่รู้ว่าข้อตกลงนี้จะนำไปสู่สิ่งใด

แต่เขารู้ว่าเลือดของอาเดรียน วาลมอร์ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะได้มาง่าย ๆ

และหากราชาแวมไพร์รู้ว่าเขาคิดจะทำเช่นนั้น…

คัลเลนไม่อยากจินตนาการถึงผลลัพธ์เลยแม้แต่น้อย

กระนั้น ก่อนเข้านอน สายตาของเขาก็ยังคงจับจ้องไปทางปีกปราสาทที่โรสลินพักอยู่

บางทีเขาอาจไม่จำเป็นต้องทำตามเสียงกระซิบก็ได้

บางทีเขาอาจยังมีโอกาสแก้ไขเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเอง

แต่ลึกลงไปในหัวใจ เขากลับรู้ดีว่าความคิดเช่นนั้นเป็นเพียงข้ออ้างที่ใช้ปลอบตัวเองเท่านั้น

เช้าวันต่อมา โรสลินตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในใจ

ภาพนิมิตของราชินีลูนาเรียยังคงติดอยู่ในความทรงจำ

จงอย่าเชื่อทุกสิ่งที่พันธะบอกเจ้า

หากเจ้าจะมอบหัวใจให้ราชาแห่งรัตติกาล จงทำเพราะเจ้าเลือกเขา ไม่ใช่เพราะโชคชะตาบังคับให้เจ้าต้องอยู่ข้างเขา

เธอนั่งอยู่ริมเตียง มองจี้หินสีขาวที่วางอยู่บนฝ่ามือ

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอพยายามทำความเข้าใจพลังของตัวเอง พยายามเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จันทรา และพยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับคำสาปที่เชื่อมโยงเธอกับอาเดรียน

แต่ยิ่งเข้าใกล้คำตอบมากเท่าไร กลับยิ่งมีคำถามใหม่เกิดขึ้นมากเท่านั้น

โดยเฉพาะเรื่องพันธะเลือด

เธอรู้ว่าพันธะช่วยให้เธอสัมผัสถึงอารมณ์และความเจ็บปวดของอาเดรียนได้

เธอรู้ว่าพลังสายเลือดของเธอสามารถทำให้คำสาปของเขาสงบลงได้

แต่เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้เขาเป็นความรู้สึกของตัวเอง หรือเป็นผลจากพันธะที่ผูกทั้งคู่เอาไว้

โรสลินไม่อยากสงสัยในความรู้สึกของตัวเอง

แต่เธอก็ไม่อยากหลอกตัวเองเช่นกัน

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง

“เข้ามาได้ค่ะ”

เซราฟีนเปิดประตูเข้ามาในชุดเครื่องแบบสีดำ ใบหน้าคมเข้มยังคงเคร่งขรึมเหมือนเดิม

“ฝ่าบาททรงรอท่านอยู่ที่ห้องอาหาร”

โรสลินรีบเก็บจี้ไว้ใต้เสื้อ

“มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ?”

“ไม่มีเหตุฉุกเฉินเจ้าค่ะ แต่ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ข้าแจ้งว่าการฝึกวันนี้จะเริ่มเร็วกว่าปกติ”

“อาเดรียนไม่พักบ้างเลยหรือคะ?”

เซราฟีนเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ท่านกำลังเป็นห่วงฝ่าบาทหรือเจ้าคะ?”

โรสลินชะงัก

“ฉันแค่ถามเฉย ๆ ค่ะ”

“แน่นอนเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงของเซราฟีนเรียบสนิท แต่แววตากลับคล้ายกำลังกลั้นยิ้ม

“ข้าจะถือว่าท่านเพียงแค่ถามเฉย ๆ ก็แล้วกัน”

“เซราฟีน!”

“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ ท่านโรสลิน”

หัวหน้าราชองครักษ์หันหลังเดินออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้โรสลินนั่งหน้าแดงอยู่บนเตียงเพียงลำพัง

หญิงสาวถอนหายใจ ก่อนลุกไปแต่งตัว

เธอต้องมีสมาธิ

วันนี้เธอจะไม่ปล่อยให้ความกังวลมาขัดขวางการฝึกอีกแล้ว

อย่างน้อยก็จนกว่าจะรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไร

ห้องอาหารของปราสาทแบล็กธอร์นเงียบสงบกว่าทุกวัน

อาเดรียนนั่งอยู่หัวโต๊ะ ข้างมือมีเอกสารเก่าแก่หลายแผ่นและถ้วยชาสีดำที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นมา

เมื่อโรสลินเดินเข้ามา เขาก็เลื่อนเอกสารกองหนึ่งไปไว้ด้านข้าง

“นั่งสิ”

“วันนี้มีเรื่องอะไรหรือคะ?”

“ข้าต้องการให้เจ้าดูสิ่งนี้”

เขาส่งแผ่นกระดาษเก่าให้เธอ

โรสลินรับมาอ่านอย่างระมัดระวัง ตัวอักษรบนกระดาษเป็นภาษาโบราณที่เธออ่านได้เพียงบางส่วน แต่สัญลักษณ์รูปพระจันทร์เสี้ยวและเส้นเลือดดำตรงมุมกระดาษทำให้เธอรู้สึกคุ้นตา

“นี่เป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่พบใกล้กำแพงด้านเหนือใช่ไหมคะ?”

“ใช่”

อาเดรียนวางถ้วยชาลง

“เอเวอเร็ตต์พบเอกสารนี้ในห้องเก็บบันทึกชั้นใต้ดิน มันถูกซ่อนอยู่ในกล่องที่มีตราประทับของราชวงศ์แวมไพร์รุ่นก่อน”

“แล้วมันเขียนว่าอะไรคะ?”

“ข้อความส่วนใหญ่เสียหาย แต่มีประโยคหนึ่งที่ยังอ่านได้”

เขาหยุดเล็กน้อย

“ผู้ใดเชื่อมโลหิตแห่งรัตติกาลกับเลือดแห่งจันทรา ผู้นั้นย่อมสามารถเปิดประตูที่ถูกปิดผนึกไว้ได้”

โรสลินรู้สึกเย็นวาบ

“ประตูอะไรคะ?”

“ข้ายังไม่รู้”

อาเดรียนตอบตรงไปตรงมา

“แต่ข้าสงสัยว่าคำสาปของข้าไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงทำให้ข้าทรมาน”

เขามองเธอด้วยดวงตาสีแดงเข้ม

“มันอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ข้าเป็นกุญแจ”

โรสลินวางเอกสารลงช้า ๆ

“และเลือดของฉันคือสิ่งที่ทำให้กุญแจนั้นทำงาน?”

“เป็นไปได้”

“ถ้าอย่างนั้น วาเลเรียนต้องการอะไรจากประตูที่ถูกปิดผนึกไว้คะ?”

“นั่นคือสิ่งที่เราต้องค้นหา”

อาเดรียนหยิบเอกสารอีกแผ่นออกมา

“ข้ามีบันทึกเกี่ยวกับพิธีกรรมเมื่อหนึ่งพันสองร้อยปีก่อน แต่ข้อมูลส่วนสำคัญหายไปทั้งหมด วาเลเรียนเป็นคนเดียวที่รู้รายละเอียดครบถ้วน”

“และเขากำลังตามหาฉัน”

“ใช่”

“เพราะเลือดของฉัน?”

“เพราะสิ่งที่อยู่ในเลือดของเจ้า”

คำตอบนั้นทำให้โรสลินเงียบไป

เธอก้มมองจี้ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ รู้สึกถึงน้ำหนักของมันอย่างชัดเจน

หากเธอเป็นทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์จันทราจริง สิ่งที่เธอได้รับมาตั้งแต่เกิดอาจไม่ใช่เพียงพลังวิเศษ

แต่มันอาจเป็นภาระที่มีคนมากมายพร้อมจะฆ่าเธอเพื่อแย่งชิง

“อาเดรียนคะ”

“ว่าอย่างไร?”

“ถ้าการรักษาคำสาปของคุณต้องใช้เลือดของฉันจริง ๆ คุณจะทำอย่างไร?”

ห้องอาหารเงียบลง

อาเดรียนไม่ได้ตอบทันที

เขามองหญิงสาวตรงหน้าอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ข้าจะไม่บังคับให้เจ้ามอบเลือดให้ข้า”

โรสลินเม้มปาก

“แม้ว่าคุณอาจต้องตายหรือคะ?”

แววตาของอาเดรียนเย็นลงเล็กน้อย

“ข้ามีชีวิตอยู่มานานกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ ข้าไม่กลัวความตาย”

เขาหยุดไปชั่วขณะ

“แต่ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตายเพื่อยืดชีวิตของข้า”

หัวใจของโรสลินเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

เธอไม่รู้ว่าเหตุใดคำพูดเรียบง่ายเช่นนี้จึงทำให้รู้สึกอบอุ่นนัก

บางทีอาจเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอเคยถูกทำให้เชื่อว่าการได้รับความรักหมายถึงการต้องยอมเสียสละบางสิ่งเพื่อแลกมา

แต่ผู้ชายตรงหน้ากลับยืนยันว่าเธอมีสิทธิ์ปฏิเสธ แม้การปฏิเสธนั้นอาจทำให้เขาต้องเผชิญกับความตายก็ตาม

“ขอบคุณค่ะ”

โรสลินพูดเบา ๆ

อาเดรียนหลุบตามองถ้วยชาของตัวเอง

“อย่าเพิ่งขอบคุณ ข้ายังไม่ได้พบวิธีแก้คำสาป และเจ้าก็ยังต้องฝึกควบคุมพลังของตัวเองต่อไป”

“เข้าใจแล้วค่ะ ฝ่าบาท”

เธอแกล้งทำท่ารับคำสั่งอย่างเป็นทางการ

อาเดรียนมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“หากเจ้าพูดคำว่าฝ่าบาทด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นอีก ข้าจะเพิ่มเวลาฝึกให้เจ้าเป็นสองเท่า”

โรสลินรีบยกถ้วยชาขึ้นดื่ม

“ฉันจะไม่พูดอีกแล้วค่ะ!”

มุมปากของอาเดรียนขยับเล็กน้อย

เป็นรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินก็เห็นมันชัดเจน

และเธอเริ่มสงสัยว่า ราชาแวมไพร์ผู้เย็นชาคนนี้อาจไม่ได้ไร้ความรู้สึกอย่างที่ใคร ๆ เชื่อ

หลังอาหารเช้า โรสลินเดินตามอาเดรียนไปยังลานฝึกด้านตะวันออก

ลานฝึกแห่งนี้ตั้งอยู่กลางสวนหิน มีวงเวทสลักอยู่บนพื้นและเสาหินสีดำเรียงรายเป็นวงกลม รอบบริเวณถูกปกคลุมด้วยม่านพลังเพื่อป้องกันไม่ให้เวทมนตร์หลุดออกไปสร้างความเสียหายแก่ปราสาท

“วันนี้เราจะไม่ฝึกควบคุมใบไม้แล้วหรือคะ?”

โรสลินถามขณะมองวงเวทตรงพื้น

“เจ้าควบคุมใบไม้ได้แล้วหรือ?”

“ก็…เกือบได้ค่ะ”

“ครั้งล่าสุดเจ้าทำให้ใบไม้ทั้งหมดในลานฝึกบินชนหน้าข้า”

“นั่นเป็นอุบัติเหตุค่ะ!”

“และก่อนหน้านั้น เจ้าทำให้ถังน้ำลอยขึ้นไปบนหลังคา”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน!”

อาเดรียนหันมามองเธอ

“นั่นคือเหตุผลที่เราจะเริ่มจากสิ่งที่สำคัญกว่า”

เขายื่นมือออกมา

“ส่งมือมา”

โรสลินมองมือเขาอย่างลังเล ก่อนยื่นมือขวาไปวางบนฝ่ามือเย็นเฉียบของเขา

ทันทีที่สัมผัสกัน แสงสีเงินก็ไหลออกจากปลายนิ้วของเธอ ขณะที่เส้นสีแดงเข้มปรากฏขึ้นใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือของอาเดรียน

ทั้งคู่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากพันธะเลือด

“หลับตา” เขาสั่ง

โรสลินทำตาม

“อย่าพยายามเรียกพลังออกมา จงฟังมันก่อน”

เธอพยายามตั้งสมาธิ

ในความมืดหลังเปลือกตา เธอสัมผัสได้ถึงกระแสพลังบางอย่างที่ไหลผ่านร่างกาย คล้ายสายน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน

แต่เมื่อพยายามควบคุมมัน กระแสพลังกลับเริ่มปั่นป่วน

“อย่าฝืน”

เสียงของอาเดรียนดังอยู่ใกล้ ๆ

“เจ้ากำลังพยายามบังคับให้มันเชื่อฟัง แทนที่จะเรียนรู้ว่ามันต้องการทำอะไร”

“แล้วฉันควรทำอย่างไรคะ?”

“ปล่อยให้มันเคลื่อนไหว แต่กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน”

โรสลินสูดลมหายใจเข้า

เธอจินตนาการถึงแสงสีเงินที่ไหลออกจากฝ่ามือ แล้วค่อย ๆ สร้างวงกลมล้อมรอบตัวเอง

ครั้งแรก แสงแตกกระจายเหมือนเศษแก้ว

ครั้งที่สอง มันรวมตัวได้เพียงครู่เดียวก่อนสลายไป

แต่ครั้งที่สาม แสงสีเงินกลับค่อย ๆ ก่อตัวเป็นวงแหวนบางเบารอบข้อมือของทั้งคู่

โรสลินลืมตาขึ้นทันที

“ฉันทำได้แล้ว!”

อาเดรียนมองวงแหวนแสง ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย

“ดีขึ้น”

“แค่ดีขึ้นเองหรือคะ?”

“เจ้าต้องการให้ข้าปรบมือให้หรือไม่?”

“ถ้าเป็นไปได้ก็ดีค่ะ”

อาเดรียนปล่อยมือเธอ แล้วปรบมือสองครั้งอย่างเชื่องช้า

โรสลินจ้องเขา ก่อนหัวเราะออกมา

“คุณนี่มัน…”

“อะไร?”

“ช่างเถอะค่ะ อย่างน้อยคุณก็ปรบมือให้ฉันแล้ว”

เธอก้มมองมือของตัวเองด้วยความพอใจ

แต่ในจังหวะนั้นเอง แสงสีเงินบนข้อมือกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง

วงแหวนแสงบิดเบี้ยว ก่อนกลายเป็นเส้นพลังสีเงินที่พุ่งตรงไปยังอกของอาเดรียน

เขาถอยหลังหนึ่งก้าวทันที

รอยคำสาปใต้คอเสื้อปรากฏเป็นเส้นสีดำคล้ายรากไม้ ก่อนหยุดนิ่งเมื่อแสงสีเงินสัมผัสลงไป

ทั้งลานฝึกเงียบสนิท

โรสลินรีบคว้ามือเขา

“อาเดรียน! คุณเจ็บหรือเปล่าคะ?”

เขาก้มมองมือของเธอที่จับข้อมือเขาไว้

“ไม่”

“แต่คำสาปของคุณ…”

“มันไม่ได้กำเริบ”

เขาหรี่ตา มองร่องรอยสีเงินที่ยังหลงเหลืออยู่บนผิวหนัง

“มันกำลังตอบสนองต่อพลังของเจ้า”

โรสลินรู้สึกหัวใจเต้นแรง

“หมายความว่าพลังของฉันอาจช่วยรักษาคำสาปได้หรือคะ?”

“ยังสรุปไม่ได้”

อาเดรียนตอบอย่างระมัดระวัง

“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องปกติ ข้าต้องให้เอเวอเร็ตต์ตรวจสอบอีกครั้ง”

เขาหันไปเรียกองครักษ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“ไปตามหมอหลวงมา”

องครักษ์ก้มศีรษะแล้วรีบออกไป

โรสลินยังคงจับข้อมือของอาเดรียนไว้โดยไม่รู้ตัว

เธอเพิ่งรู้สึกถึงความหวัง

แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็จำคำเตือนของมารดาได้

อย่าให้ราชาแวมไพร์ได้เลือดหยดสุดท้ายของเจ้า

หากพลังของเธอสามารถช่วยบรรเทาคำสาปได้จริง วาเลเรียนจะต้องยิ่งต้องการตัวเธอมากขึ้น

และหากอาเดรียนกับเธอเชื่อมโยงกันลึกซึ้งขึ้น คำสาปอาจตื่นขึ้นอีกครั้งตามคำทำนาย

โรสลินค่อย ๆ ปล่อยมือเขา

อาเดรียนสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวนั้นทันที

“มีอะไร?”

“ไม่มีอะไรค่ะ”

เธอตอบเร็วเกินไป

เขาจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ซักถามต่อ

“หากมีสิ่งใดที่เจ้ากังวล จงบอกข้า”

โรสลินเงยหน้าขึ้น

เธออยากเล่าเรื่องนิมิตของแม่ให้เขาฟัง

อยากบอกว่ามีคำเตือนบางอย่างเกี่ยวกับหัวใจของพวกเขา

แต่เธอยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร

“ฉันจะบอกค่ะ…เมื่อฉันเข้าใจมันมากกว่านี้”

อาเดรียนมองเธออย่างพิจารณา ก่อนพยักหน้า

“ข้าจะรอ”

คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้โรสลินรู้สึกผิดมากกว่าเดิม

เพราะเขากำลังพยายามไม่ปิดบังความจริงจากเธอ

แต่เธอกลับยังซ่อนบางสิ่งเอาไว้

ในช่วงบ่าย เอเวอเร็ตต์ตรวจสอบร่องรอยพลังที่เกิดขึ้นบนลานฝึก และพบว่าพลังของโรสลินสามารถกดการเคลื่อนไหวของคำสาปได้จริง

อย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจยืนยันได้ว่ามันจะรักษาคำสาปให้หายขาด

“พลังของท่านโรสลินไม่ได้ทำลายคำสาปพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงรายงาน “มันเหมือนกับกำลังทำให้บางสิ่งที่อยู่ภายในคำสาปสงบลงชั่วคราว”

อาเดรียนยืนอยู่หน้าโต๊ะตรวจเลือด

“บางสิ่งที่อยู่ภายใน?”

เอเวอเร็ตต์หยิบกระดาษบันทึกขึ้นมา

“ข้าพบรูปแบบเวทมนตร์สองชั้นซ้อนทับกันอยู่ในรอยคำสาป ชั้นแรกเป็นเวทผนึกที่กดทับพลังของพระองค์ ส่วนชั้นที่สองคล้ายพันธะที่เชื่อมกับสายเลือดจันทรา”

โรสลินรู้สึกขนลุก

“ถ้าอย่างนั้น พันธะเลือดระหว่างฉันกับอาเดรียนก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำสาปหรือคะ?”

“เป็นไปได้ขอรับ” เอเวอเร็ตต์ตอบ “แต่ยังมีบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล”

เขาหันไปมองอาเดรียน

“หากวาเลเรียนต้องการเพียงควบคุมพระองค์ เขาไม่จำเป็นต้องสร้างพันธะที่สามารถตอบสนองต่อความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ เว้นเสียแต่ว่า…”

“เว้นเสียแต่ว่าอะไร?” อาเดรียนถาม

หมอหลวงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

“เว้นเสียแต่ว่าเขาต้องการให้พันธะเติบโตจนถึงจุดหนึ่งก่อนจะใช้มันทำพิธีกรรมพ่ะย่ะค่ะ”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลง

โรสลินนึกถึงคำเตือนของมารดาทันที

วันที่หัวใจของเจ้าผูกพันกับเขาอย่างแท้จริง จะเป็นวันที่คำสาปเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เธอกำมือแน่นอยู่ใต้โต๊ะ

บางทีคำเตือนนั้นอาจไม่ได้หมายความว่าความรักเป็นสิ่งต้องห้าม

บางทีมันอาจหมายความว่ามีใครบางคนกำลังรอให้ความรักของพวกเขากลายเป็นเครื่องมือ

อาเดรียนหันมามองเธอ

“โรสลิน?”

เธอสะดุ้งเล็กน้อย

“คะ?”

“เจ้าหน้าซีด”

“ฉันแค่คิดอะไรนิดหน่อยค่ะ”

เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปหาเอเวอเร็ตต์

“ห้ามทดลองกับเลือดของนางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า และห้ามให้ใครรู้รายละเอียดผลตรวจนี้”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“รวมถึงห้ามใช้เลือดของนางในการทดลองใด ๆ ทั้งสิ้น”

น้ำเสียงของราชาแวมไพร์เย็นลงอย่างน่ากลัว

“ข้าไม่สนใจว่ามันจะช่วยให้ค้นพบวิธีแก้คำสาปเร็วขึ้นเพียงใด ไม่มีใครแตะต้องนางโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนาง”

โรสลินหันไปมองเขา

ในอกมีความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นมา

แต่คราวนี้เธอไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นกลบความสงสัยทั้งหมด

เธอต้องรู้ความจริง

ไม่ใช่เพียงเพื่อช่วยอาเดรียน

แต่เพื่อปกป้องตัวเองจากคนที่กำลังใช้ชะตากรรมของพวกเขาเป็นเครื่องมือ

คืนนั้น ขณะที่ทุกคนในปราสาทกำลังเตรียมตัวเข้านอน คัลเลนกลับได้รับข้อความลับอีกครั้ง

มันปรากฏขึ้นบนกระจกในห้องรับรอง เป็นตัวอักษรสีม่วงเข้มที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละคำ

เจ้ามีเวลาถึงพรุ่งนี้ก่อนพระอาทิตย์ตก

เลือดของราชาแวมไพร์หนึ่งหยด แลกกับโอกาสทวงคืนคู่แท้

คัลเลนยืนมองข้อความนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เขาไม่ต้องการทำร้ายโรสลิน

และเขาไม่ต้องการให้เธอต้องตกอยู่ในอันตรายอีก

แต่หากเขาปฏิเสธข้อเสนอ เขาก็อาจต้องยอมรับว่าไม่มีทางกลับไปแก้ไขสิ่งที่ทำไว้ได้อีกแล้ว

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

คัลเลนสะดุ้ง รีบหันไปมอง

“ใคร?”

“ข้าเอง”

เสียงของเซราฟีนดังมาจากด้านนอก

คัลเลนเปิดประตูเพียงเล็กน้อย

หัวหน้าราชองครักษ์ยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าเคร่งขรึม

“ฝ่าบาททรงเชิญท่านไปพบที่ห้องทำงาน”

หัวใจของคัลเลนกระตุกวูบ

“มีเรื่องอะไร?”

“ข้าไม่ทราบรายละเอียด แต่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับร่องรอยเวทมนตร์ที่ตรวจพบบนเสื้อคลุมของท่าน”

คัลเลนพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ

“เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

เขาปิดประตู หันกลับไปมองข้อความบนกระจกอีกครั้ง

ตัวอักษรสีม่วงเริ่มเลือนหายไปทีละตัว

ก่อนจะดับลงทั้งหมด มีประโยคสุดท้ายปรากฏขึ้น

อย่าบอกเขาว่าเราเคยคุยกัน

คัลเลนยืนนิ่ง

เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสงสัยว่า สิ่งที่กำลังทำให้เขาเจ็บปวดนั้นอาจไม่ใช่เพียงความเสียใจจากการสูญเสียคู่แท้

แต่อาจมีใครบางคนกำลังใช้ความเสียใจของเขาเพื่อชักนำให้เดินไปสู่จุดหมายที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

และถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความกล้าพอจะถอยกลับหรือไม่

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 42 ชื่อที่โลกพยายามลืม

    ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 39 วิหารแห่งแรก

    เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ    บทที่ 38 ชื่อที่ไม่ควรถูกจดจำ

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 37 ผู้พิทักษ์ระหว่างสองโลก

    เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status