เข้าสู่ระบบเสียงนาฬิกาโบราณในห้องทำงานของราชาแวมไพร์ดังขึ้นสามครั้ง ก่อนเข็มจะหยุดนิ่งราวกับกลไกภายในหวาดกลัวสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
อาเดรียน วาลมอร์ยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้สีดำ ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องจดหมายที่เพิ่งถูกส่งมาถึงปราสาทแบล็กธอร์น ตราประทับบนซองเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวพาดผ่านเส้นเลือดสีดำ สัญลักษณ์เดียวกับที่ปรากฏบนกำแพงด้านเหนือ และเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่เขาเห็นในความทรงจำเมื่อพันสองร้อยปีก่อน “ใครเป็นคนนำมา” น้ำเสียงของราชาแวมไพร์เย็นเยียบจนเซราฟีนที่ยืนอยู่ข้างประตูต้องก้มศีรษะเล็กน้อย “ทหารยามพบมันบนโต๊ะรับรองพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีใครเห็นผู้ส่งสาร” “แปลว่าคนของข้าปล่อยให้ใครบางคนเดินผ่านการป้องกันของปราสาทเข้ามาได้” “ข้าจะเพิ่มกำลังตรวจตราทันที” “ไม่ต้อง” อาเดรียนหยิบจดหมายขึ้นมา เปลวไฟสีแดงเข้มลุกวาบระหว่างปลายนิ้ว แต่กระดาษกลับไม่ไหม้ ราวกับมีเวทมนตร์บางอย่างคอยปกป้องมัน เขาฉีกซองออกอย่างไม่ใส่ใจ ข้อความด้านในมีเพียงไม่กี่บรรทัด ราชาผู้ถูกพันธนาการ ทายาทแห่งจันทราเริ่มตื่นแล้ว แต่เจ้ากลับยังหลอกตัวเองว่าสามารถปกป้องนางได้ จงระวังคนที่อยากได้สิ่งเดียวกับเจ้า เพราะบางครั้งความปรารถนาของมนุษย์ก็ทำลายทุกสิ่งได้ง่ายกว่าคำสาปพันปี แล้วพบกันในวันที่เลือดหยดสุดท้ายไหลลงสู่แท่นบูชา ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่จำเป็นต้องมี อาเดรียนจำลายมือเช่นนี้ได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปี เขาก็ยังจำได้ว่ามือคู่นี้เคยลงนามในคำสั่งประหารคนบริสุทธิ์มาแล้วกี่คน ลอร์ดวาเลเรียน ชายผู้ควรตายไปพร้อมกับความลับในอดีต “ฝ่าบาท” เซราฟีนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เขาต้องการยั่วยุให้พระองค์ลงมือ” “ข้ารู้” “เช่นนั้นเราควรรอให้เขาเผยตัวก่อนหรือไม่” อาเดรียนยิ้มบาง ๆ ทว่ารอยยิ้มนั้นไม่มีความขบขันอยู่แม้แต่น้อย “คนอย่างวาเลเรียนไม่เผยตัวเพราะถูกเรียก เขาจะปรากฏตัวเมื่อมั่นใจว่าทุกคนยืนอยู่ในตำแหน่งที่เขาต้องการแล้วต่างหาก” เขาวางจดหมายลงบนโต๊ะ “ตามหาทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์นี้ รวมถึงคนที่เคยรับใช้ราชวงศ์เมื่อพันสองร้อยปีก่อน ข้าต้องการรายชื่อทั้งหมดก่อนรุ่งสาง” “พ่ะย่ะค่ะ” “และอีกเรื่องหนึ่ง” เซราฟีนหยุดมือที่กำลังจะเปิดประตู “อย่าให้โรสลินรู้เรื่องจดหมายฉบับนี้” หัวหน้าราชองครักษ์เงียบไปชั่วครู่ “พระองค์คิดว่านางจะไม่สังเกตเห็นหรือพ่ะย่ะค่ะ” อาเดรียนเหลือบมองเขา “เจ้ากำลังตั้งคำถามกับคำสั่งข้า?” “ข้าเพียงคิดว่าเลดี้โรสลินสังเกตเก่งกว่าที่พระองค์คาด” “ถ้าเช่นนั้นก็ภาวนาให้นางไม่สังเกตเห็น” เซราฟีนก้มศีรษะรับคำสั่ง แต่ก่อนจะออกไป เขาก็อดพูดไม่ได้ “บางครั้งการปกป้องใครสักคนด้วยการปิดบังความจริง อาจทำให้คนผู้นั้นยิ่งตกอยู่ในอันตราย” อาเดรียนไม่ตอบ ทว่าหลังประตูปิดลง เขากลับมองจดหมายบนโต๊ะอยู่นาน คำพูดของเซราฟีนไม่ใช่สิ่งที่เขาไม่เคยคิด เขาเพียงไม่ชอบคำตอบของมันเท่านั้น โรสลิน วินเทอร์กำลังพยายามทำให้ถ้วยชาที่ลอยอยู่กลางอากาศกลับลงมาวางบนโต๊ะอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรยากสำหรับคนที่เพิ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นทายาทของราชวงศ์โบราณผู้ครอบครองพลังจันทรา น่าเสียดายที่พลังจันทราดูเหมือนจะไม่สนใจความต้องการของเจ้าของเลยแม้แต่น้อย “ลงมาเบา ๆ นะ” เธอพึมพำกับถ้วยชา “ขอร้องล่ะ วันนี้ฉันยังไม่อยากทำความสะอาดเศษกระเบื้อง” ถ้วยชาหมุนคว้างหนึ่งรอบ สองรอบ จากนั้นน้ำชาก็สาดใส่หน้าของเธอเต็ม ๆ โรสลินหลับตานิ่ง หยดน้ำชาไหลจากปลายจมูกลงมาถึงริมฝีปาก “อย่างน้อยก็ยังไม่แตก” “ข้าควรแสดงความยินดีกับเจ้าหรือไม่” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากหน้าประตู โรสลินสะดุ้งจนถ้วยชาร่วงลงบนโต๊ะในที่สุด อาเดรียนยืนพิงกรอบประตูอยู่ในชุดสีดำสนิท เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมตรงลำคอหนึ่งเม็ด เผยให้เห็นผิวขาวซีดและเส้นเลือดจาง ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง เขาดูเหมือนคนที่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการควบคุมสิ่งใดในชีวิต ซึ่งทำให้โรสลินรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาเล็กน้อย “ท่านมาที่นี่ทำไม” “ข้าผ่านมา” “ห้องฝึกพลังอยู่คนละทางกับห้องสมุนไพรนะคะ” “ข้าเปลี่ยนใจเดินอ้อม” “จากห้องทำงานของท่านน่ะหรือคะ” “โรสลิน” “เพคะ?” “ถ้าเจ้ายังถามต่อ ข้าจะสั่งให้เจ้าฝึกควบคุมถ้วยชาไปจนถึงเช้า” หญิงสาวรีบยกมือปิดปาก อาเดรียนมองเส้นผมที่เปียกน้ำชาเล็กน้อยของเธอ ก่อนจะเดินเข้ามาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีดำจากกระเป๋าเสื้อส่งให้ โรสลินรับมาอย่างงุนงง “ขอบคุณค่ะ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียผ้าเช็ดหน้าบ่อยนัก” “ฉันจะพยายามไม่ทำให้ถ้วยชากลั่นแกล้งฉันอีกค่ะ” “ดี เพราะข้าไม่คิดจะประกาศสงครามกับเครื่องถ้วยชาของปราสาท” โรสลินหลุดหัวเราะ มันเป็นเสียงหัวเราะสั้น ๆ แต่ทำให้อาเดรียนชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเสียงเล็กน้อยเช่นนี้จึงทำให้บรรยากาศอันน่าเบื่อของปราสาทเปลี่ยนไปได้ ยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง เขาจึงรู้สึกอยากได้ยินมันอีกครั้ง อาเดรียนหันไปมองชั้นสมุนไพรแทน “วันนี้เจ้าเรียนเรื่องอะไร” “การควบคุมพลังผ่านวัตถุค่ะ ฉันพยายามใช้พลังจันทรายกถ้วยชาโดยไม่ทำให้น้ำข้างในกระฉอก” “แล้วผลลัพธ์คือเจ้าอาบน้ำชา” “ท่านไม่จำเป็นต้องสรุปให้ฟังก็ได้ค่ะ ฉันเห็นผลลัพธ์ชัดเจนอยู่แล้ว” มุมปากของอาเดรียนขยับนิดหนึ่ง โรสลินสังเกตเห็น แต่ไม่แน่ใจว่าควรนับมันเป็นรอยยิ้มหรือเป็นเพียงอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อบนใบหน้า “พลังของเจ้าไม่ได้ตอบสนองต่อคำสั่งเพียงอย่างเดียว” เขากล่าว “มันตอบสนองต่ออารมณ์ด้วย หากเจ้ายังกลัวว่าจะทำพลาด เจ้าก็จะยิ่งทำพลาด” “ถ้าอย่างนั้นฉันต้องไม่กลัว?” “เจ้าต้องรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่” โรสลินมองถ้วยชา “ฟังดูยากกว่าเดิมอีกนะคะ” “พลังที่สามารถทำลายผนึกโบราณได้ ไม่ใช่ของเล่นสำหรับฝึกด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยเอง” น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้น โรสลินเงยหน้ามองเขา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ เธอรู้ดีว่าพลังในตัวเองอาจเป็นอันตราย และรู้ว่าหากไม่เรียนรู้ที่จะควบคุมมัน วันหนึ่งอาจมีใครต้องบาดเจ็บเพราะความผิดพลาดของเธอ แต่เธอก็ไม่ต้องการใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวเช่นกัน “ฉันจะฝึกต่อค่ะ” อาเดรียนสบตาเธอ “ดี” เพียงคำเดียว แต่ครั้งนี้โรสลินกลับรู้สึกว่ามันเป็นคำชมจริง ๆ เธอหันกลับไปหาถ้วยชา ตั้งสมาธิและยกมือขึ้น แสงสีเงินจาง ๆ ปรากฏรอบถ้วยก่อนที่มันจะค่อย ๆ ลอยขึ้นจากโต๊ะ น้ำชาในถ้วยสั่นเล็กน้อย โรสลินกัดริมฝีปาก ตั้งใจประคองมันให้มั่นคง ถ้วยชาเคลื่อนผ่านอากาศช้า ๆ ก่อนลงแตะพื้นโต๊ะอย่างนุ่มนวล ไม่มีน้ำหกแม้แต่หยดเดียว ดวงตาของเธอเป็นประกาย “ฉันทำได้แล้ว!” “ข้าเห็น” “ครั้งนี้ไม่มีอะไรหกเลยนะคะ!” “ข้าก็เห็นเช่นกัน” “ท่านช่วยแสดงความยินดีให้มากกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือคะ” อาเดรียนเลิกคิ้ว “เจ้าต้องการให้ข้าปรบมือหรือ” “ถ้าท่านไม่ลำบากเกินไป—” เขาปรบมือสองครั้งอย่างเชื่องช้า โรสลินจ้องเขา อาเดรียนจ้องกลับ “พอใจหรือยัง” เธอหัวเราะออกมาอีกครั้ง และคราวนี้ราชาแวมไพร์ไม่ได้หันหน้าหนีเร็วเท่าครั้งก่อน ในเวลาเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของผืนป่า คัลเลน แบล็กวูดกำลังอ่านจดหมายที่ไม่ควรได้รับ เขามาถึงกระท่อมร้างบริเวณชายแดนตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ตก ตามข้อความที่ส่งมาจากบุคคลนิรนาม ผู้ส่งอ้างว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับโรสลินและพันธะเลือดของเธอกับราชาแวมไพร์ คัลเลนรู้ว่าอาจเป็นกับดัก แต่ความเป็นไปได้นั้นไม่ได้ทำให้เขาหันหลังกลับ นับตั้งแต่โรสลินถูกขับไล่ เขาก็เริ่มรู้สึกถึงช่องว่างบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กลิ่นของคู่แท้ที่เคยอยู่ใกล้ตัวกลับเลือนหายไป เหลือเพียงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเป็นระยะโดยไม่มีคำอธิบาย ตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเพียงผลข้างเคียงจากการปฏิเสธพันธะ แต่เมื่อข่าวแพร่สะพัดว่าโรสลินอยู่ในปราสาทแบล็กธอร์นกับราชาแวมไพร์ ความเจ็บปวดนั้นกลับรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่เขานึกถึงทั้งสองคน เขาเกลียดมัน เกลียดที่ผู้หญิงซึ่งครั้งหนึ่งเคยมองเขาด้วยความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข กำลังใช้ชีวิตอยู่ข้างชายอื่น ทั้งที่คนที่ผลักเธอออกไปก็คือตัวเขาเอง คัลเลนกำจดหมายแน่น ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากเงามืดภายในกระท่อม “เจ้ามาตรงเวลา” ชายในเสื้อคลุมสีเทาก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยเงา แต่ตรงข้อมือมีรอยสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวพาดผ่านเส้นเลือดสีดำ คัลเลนถอยหลังครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ “เจ้าเป็นใคร” “คนที่รู้ว่าเจ้าต้องการอะไร” “ถ้าเจ้ารู้จริง ก็คงรู้ว่าข้าไม่ชอบพูดกับคนที่ซ่อนหน้า” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ “อัลฟ่าหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับปล่อยให้คู่แท้หลุดมือไปอยู่กับแวมไพร์ เจ้าคงไม่ชอบให้ใครพูดถึงเรื่องนี้นัก” ดวงตาของคัลเลนวาวโรจน์ “ระวังปากของเจ้า” “หรือข้าพูดผิด?” ความเงียบปกคลุมกระท่อม คัลเลนอยากปฏิเสธ อยากบอกว่าการตัดสินใจของเขามีเหตุผล และการแต่งงานกับเซเลสเทียเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของฝูง แต่เมื่อคำพูดเหล่านั้นมาถึงปลายลิ้น เขากลับพบว่าตัวเองไม่อาจเอ่ยออกมาได้อย่างมั่นใจเหมือนเมื่อก่อน ชายในเสื้อคลุมยื่นขวดแก้วขนาดเล็กให้ ภายในมีของเหลวสีแดงเข้มเพียงหยดเดียวลอยอยู่กลางขวด “เลือดของราชาแวมไพร์” คัลเลนขมวดคิ้ว “เป็นไปไม่ได้” “เป็นไปได้ หากเจ้ารู้ว่าจะต้องเอามันมาอย่างไร” “แล้วข้าจะได้อะไรตอบแทน” “โอกาสแก้ไขความผิดพลาดของเจ้า” คำพูดนั้นแทงลึกเข้าไปในใจมากกว่าที่คัลเลนอยากยอมรับ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” “พันธะคู่แท้ไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เลือดของราชาแวมไพร์สามารถใช้เปิดทางให้เจ้าเข้าใกล้โรสลินอีกครั้ง หากพิธีดำเนินไปอย่างถูกต้อง นางจะรู้สึกถึงพันธะเดิมชัดเจนขึ้น” “ข้าไม่ต้องการใช้เวทมนตร์บังคับนาง” ชายลึกลับนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แน่นอน ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าบังคับนาง ข้าเพียงเสนอให้เจ้ามีโอกาสพูดกับนางอีกครั้ง” “แล้วเจ้าต้องการอะไรจากเลือดหยดนั้น” “สิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเจ้า” “ถ้าไม่เกี่ยวกับข้า เหตุใดต้องให้ข้าเป็นคนหา?” “เพราะเจ้าเป็นคนเดียวที่มีเหตุผลมากพอจะเข้าใกล้โรสลิน และมีความเกลียดชังมากพอจะยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อทวงคืนสิ่งที่เสียไป” คัลเลนกำหมัดแน่น “ข้าไม่ได้เกลียดโรสลิน” “ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าเกลียดนาง” ชายคนนั้นเอียงศีรษะเล็กน้อย “เจ้าต่างหากที่กำลังเกลียดผู้ชายที่อยู่ข้างนาง” ภาพของอาเดรียนผุดขึ้นในความคิดคัลเลนทันที ราชาแวมไพร์ผู้มีทุกอย่าง ทั้งอำนาจ ความมั่งคั่ง และความน่าเกรงขาม เขาสามารถมอบความปลอดภัยให้โรสลินได้มากกว่าที่คัลเลนเคยทำเสียอีก ความจริงข้อนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้า “ถ้าข้าหาเลือดมาให้เจ้าได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น” “เจ้าจะได้โอกาสทวงคืนสิ่งที่ต้องการ” “และถ้าข้าไม่ยอม?” ชายในเสื้อคลุมเก็บขวดแก้วกลับไป “เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปแต่งงานกับเซเลสเทีย ใช้ชีวิตในฐานะอัลฟ่าผู้ตัดสินใจถูกต้องทุกอย่าง และปล่อยให้โรสลินเลือกผู้ชายคนใหม่ของนาง” เขาหันหลังให้คัลเลน “ข้าไม่ได้บังคับเจ้า คัลเลน แบล็กวูด ข้าเพียงนำทางเลือกมาให้” ก่อนที่คัลเลนจะทันถามคำถามต่อ ร่างของชายคนนั้นก็สลายไปในเงามืด เหลือเพียงกลิ่นเวทมนตร์จาง ๆ และความรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งถูกดึงเข้าไปใกล้บางสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง คัลเลนยืนนิ่งอยู่นาน เขารู้ว่าควรปฏิเสธ เลือดของอาเดรียนไม่ใช่สิ่งที่ใครจะหยิบฉวยได้โดยไม่มีผลตามมา และการทำพิธีที่เกี่ยวข้องกับพันธะคู่แท้โดยไม่รู้ผลลัพธ์อาจทำให้โรสลินได้รับอันตราย แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเสี่ยงกลับเป็นความคิดหนึ่งที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย โรสลินอาจไม่มีวันหันกลับมามองเขาอีก เขาก้มมองมือตัวเอง มือที่เคยปล่อยเธอไปอย่างง่ายดาย “ข้าต้องการแค่คุยกับนาง” เขาพึมพำ ราวกับกำลังหาเหตุผลให้ตัวเอง “แค่โอกาสเดียว” ทว่าความปรารถนาที่เริ่มต้นจากคำว่า โอกาสเดียว มักไม่เคยหยุดอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อค่ำคืนลึกลง โรสลินกลับมายังห้องพักพร้อมหนังสือสามเล่มที่เอเวอเร็ตต์อนุญาตให้ยืมจากห้องสมุดชั้นใน เธอวางหนังสือบนโต๊ะ ก่อนหยิบจี้หินสีขาวของมารดาออกมาจากใต้เสื้อ แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างสูง กระทบผิวหินจนเกิดประกายสีเงินจาง ๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ในห้องทำงานของอาเดรียน เธอก็รู้สึกว่าจี้ชิ้นนี้ตอบสนองต่อพลังในตัวเองมากขึ้น บางครั้งมันอุ่นขึ้นเมื่อเธอเข้าใกล้อาเดรียน บางครั้งกลับเย็นเฉียบเมื่อมีใครพูดถึงวาเลเรียน คืนนี้มันกำลังสั่นเบา ๆ อยู่บนฝ่ามือ โรสลินขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ” ทันใดนั้น แสงสีเงินก็พุ่งออกจากจี้ ภาพบางอย่างปรากฏขึ้นกลางอากาศ เป็นห้องโถงสีขาวที่เธอเคยเห็นในนิมิต หญิงสาวผมสีเงินยืนอยู่กลางห้อง อุ้มทารกตัวเล็กไว้แนบอก ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเศร้า โรสลินก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว “ท่านแม่…” หญิงในภาพเงยหน้าขึ้นราวกับได้ยินเสียงของเธอ “หากเจ้ามองเห็นสิ่งนี้ แสดงว่าพันธะเริ่มตื่นแล้ว” เสียงนั้นสั่นพร่า แต่ยังคงอ่อนโยนอย่างประหลาด “จงจำไว้ เลือดอาจเชื่อมโยงสองชีวิตเข้าด้วยกัน แต่ไม่มีพันธะใดมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนหัวใจของเจ้า” โรสลินกลั้นหายใจ “และเมื่อผู้ที่ถูกทรยศกลับมาเรียกร้องสิ่งที่ตนเคยทิ้งไป จงอย่าสับสนระหว่างความเสียใจของเขากับความรักที่เจ้าสมควรได้รับ” ภาพเริ่มพร่าเลือน ก่อนหายไป หญิงผมสีเงินหันมองด้านหลังด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “อย่าให้เขาได้เลือดหยดสุดท้าย…” แสงดับลงทันที โรสลินยืนตัวแข็งอยู่กลางห้อง คำเตือนนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้ยิน แต่ครั้งนี้มันชัดเจนกว่าเดิม และมีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อาจสลัดความรู้สึกหวาดหวั่นออกไปได้ ผู้ที่ถูกทรยศกลับมาเรียกร้องสิ่งที่ตนเคยทิ้งไป คัลเลน เธอไม่รู้ว่าเหตุใดคำพูดของมารดาจึงทำให้คิดถึงเขา แต่ความรู้สึกไม่สบายใจกลับเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ โรสลินกำจี้ไว้แน่น เธอไม่ต้องการกลับไปหาคัลเลน ไม่ต้องการพิสูจน์ให้ใครเห็นว่าเธอมีค่าพอจะได้รับความรัก และยิ่งไม่ต้องการให้ใครใช้ความรู้สึกของเธอเป็นเครื่องมืออีก แต่ถ้าคัลเลนกำลังถูกใครบางคนชักจูง… เธอก็ไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นอันตรายต่อทุกคนได้ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง โรสลินรีบซ่อนจี้กลับเข้าใต้เสื้อ “ใครคะ?” “ข้าเอง” อาเดรียน เธอเปิดประตู พบว่าเขายืนอยู่ในทางเดินพร้อมสีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติ “มีอะไรหรือเปล่าคะ” “พรุ่งนี้เจ้าจะหยุดฝึกพลังหนึ่งวัน” โรสลินกะพริบตา “ทำไมคะ?” “ข้าต้องจัดการเรื่องบางอย่าง” “เรื่องอะไร?” “เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเจ้า” คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจางลง เธอมองเขานิ่ง ๆ ก่อนถามด้วยเสียงสงบ “ท่านกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่หรือเปล่า” อาเดรียนไม่ตอบทันที เพียงความเงียบไม่กี่วินาที โรสลินก็รู้แล้วว่าคำตอบคืออะไร “ฉันคิดว่าเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่ปิดบังเรื่องที่จำเป็นต่อกัน” “ข้าไม่ได้ปิดบังสิ่งที่จำเป็นต่อเจ้า” “แล้วใครเป็นคนตัดสินว่าอะไรจำเป็นต่อฉันคะ?” ดวงตาสีแดงของอาเดรียนเข้มขึ้น ไม่มีใครในปราสาทกล้าตั้งคำถามกับเขาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ และคนส่วนใหญ่คงไม่กล้าสบตาเขานานพอจะรอคำตอบด้วยซ้ำ แต่โรสลินยังยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ถอยหนี “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย” “ฉันเข้าใจค่ะ แต่การไม่บอกอะไรฉันเลยไม่ได้ทำให้ฉันปลอดภัยขึ้นเสมอไป” คำพูดของเซราฟีนย้อนกลับมาในความคิดอาเดรียนอย่างน่ารำคาญ เขามองหญิงสาวตรงหน้า ก่อนเอ่ยอย่างช้า ๆ “มีคนกำลังพยายามใช้เจ้าเพื่อเข้าถึงสิ่งที่เขาต้องการ” หัวใจของโรสลินกระตุก “วาเลเรียนหรือคะ?” “มีความเป็นไปได้สูง” “แล้วเกี่ยวข้องกับคัลเลนด้วยหรือเปล่า” คราวนี้อาเดรียนเงียบไปนานกว่าเดิม โรสลินหลุบตาลงเล็กน้อย “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ” “โรสลิน” “ฉันจะไม่ออกจากปราสาทโดยไม่บอกท่าน และจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม แต่ถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับคัลเลนหรือวาเลเรียน ฉันขอให้ท่านบอกความจริงกับฉัน” อาเดรียนมองเธอ เขาเคยคิดว่าการปกป้องใครสักคนหมายถึงการยืนขวางอันตรายทั้งหมดไว้ด้วยตัวเอง แต่โรสลินไม่ได้ต้องการให้เขายืนขวางทุกสิ่ง เธอต้องการยืนอยู่ข้างเขา โดยมีสิทธิ์รับรู้และตัดสินใจด้วยตัวเอง “ข้าจะบอกเมื่อมีข้อมูลที่ยืนยันได้” “นั่นเป็นคำสัญญาหรือเปล่าคะ” “อย่าทดสอบความอดทนของข้า” “ฉันแค่ถามค่ะ” อาเดรียนถอนหายใจเบา ๆ อย่างคนที่ไม่เคยชินกับการต้องอธิบายตัวเองให้ใครฟัง “ใช่ ข้าสัญญา” โรสลินยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณค่ะ” เธอกำลังจะปิดประตู แต่เสียงของเขากลับรั้งเธอไว้ “อีกเรื่องหนึ่ง” “คะ?” “หากคัลเลนติดต่อมา อย่าพบเขาตามลำพัง” โรสลินนิ่งไป “ท่านคิดว่าเขาจะทำอะไรฉันหรือคะ?” “ข้าไม่สนใจว่าเขาคิดจะทำอะไร” น้ำเสียงของอาเดรียนต่ำลงจนบรรยากาศในทางเดินเย็นเยียบ “ข้าสนใจเพียงว่าเขาจะมีโอกาสทำอะไรเจ้าได้หรือไม่” โรสลินรู้สึกถึงความร้อนบางอย่างแล่นขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่ได้ เธอไม่แน่ใจว่าควรกลัวคำพูดนั้น หรือควรเขินที่ชายผู้เย็นชาและน่ากลัวที่สุดในปราสาทกำลังแสดงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบังนัก “ฉันจะระวังค่ะ” “ดี” อาเดรียนหันหลังเดินจากไป แต่เมื่อเขาเดินถึงปลายทางเดิน เสียงของโรสลินก็ดังตามหลังมา “อาเดรียนคะ!” เขาหยุดฝีเท้า น้อยคนนักจะกล้าเรียกชื่อเขาโดยไม่มีตำแหน่งนำหน้า “อะไรอีก” “พรุ่งนี้ถ้าท่านยุ่ง ฉันจะฝึกควบคุมพลังด้วยตัวเองค่ะ แต่จะไม่ทำถ้วยชาแตกเพิ่มแล้ว” อาเดรียนหันกลับมามองเธอ “ข้าจะถือคำพูดเจ้าเป็นสัญญา” “ตกลงค่ะ” “และโรสลิน…” “คะ?” “อย่าให้ใครเห็นเลือดของเจ้าโดยไม่จำเป็น” คราวนี้รอยยิ้มของโรสลินหายไป “ฉันจะระวังค่ะ” อาเดรียนมองเธออีกครู่หนึ่ง ก่อนเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เขาไม่ได้บอกเธอว่าจดหมายของวาเลเรียนเพิ่งมาถึง ไม่ได้บอกว่าศัตรูอาจกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด และไม่ได้บอกว่าชื่อของคัลเลน แบล็กวูดเริ่มปรากฏขึ้นในรายงานการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยบริเวณชายแดน เพราะในเวลานี้ เขายังไม่มีหลักฐานเพียงพอ แต่สิ่งหนึ่งที่อาเดรียนรู้แน่ชัดคือ วาเลเรียนกำลังขยับหมาก และชายที่เคยปฏิเสธโรสลินอาจกำลังกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่สุดของอีกฝ่าย ภายในกระท่อมร้าง คัลเลนยังคงยืนอยู่ที่เดิม ขวดแก้วขนาดเล็กถูกวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเขา เขาไม่รู้ว่าชายลึกลับกลับมาเมื่อใด แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ขวดแก้วนั้นก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว พร้อมกระดาษแผ่นใหม่ เจ้ามีเวลาจนถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง จงตัดสินใจว่าจะยอมเสียทุกอย่างเพื่อทวงคืนสิ่งที่ต้องการ หรือจะยืนมองคนอื่นครอบครองมันไปตลอดกาล คัลเลนขยำกระดาษทิ้ง “ข้าไม่ใช่หุ่นเชิดของเจ้า” ไม่มีเสียงตอบกลับ เขามองขวดแก้วอีกครั้ง ก่อนยื่นมือไปหยิบมันขึ้นมา เลือดสีแดงเข้มภายในขวดส่องประกายวูบหนึ่ง ราวกับรับรู้ถึงความลังเลของเขา คัลเลนกำขวดแน่น “ข้าแค่ต้องการคุยกับนาง” เขาพูดซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า นั่นคือความจริงทั้งหมดหรือเป็นเพียงข้ออ้างที่ใช้ปลอบใจตัวเอง และที่ไหนสักแห่งในเงามืดของปราสาทแบล็กธอร์น วาเลเรียนกำลังรอคอยด้วยรอยยิ้มบางเบา เพราะเขาไม่จำเป็นต้องบังคับให้คัลเลนทรยศ เขาเพียงต้องทำให้ชายคนนั้นเชื่อว่า การทรยศคือหนทางเดียวที่จะได้สิ่งที่สูญเสียกลับคืนมา เลือดของราชาแวมไพร์หนึ่งหยด หัวใจของหญิงสาวหนึ่งดวง และพันธะโบราณที่กำลังรอวันตื่นขึ้นอีกครั้ง ทุกอย่างกำลังเคลื่อนไปสู่คืนพระจันทร์เต็มดวง และครั้งนี้ คนที่ต้องเลือกระหว่างความปรารถนากับสิ่งที่ถูกต้อง อาจไม่ได้มีเพียงคัลเลนคนเดียวรุ่งอรุณแรกหลังจากการล่มสลายของแดนไร้นามมาถึงอย่างเงียบงัน แสงสีทองส่องผ่านหน้าต่างสูงของปราสาทแวมไพร์ สาดลงบนพื้นหินอ่อนที่เคยเย็นเยียบมานานนับศตวรรษ ทหารเวรยามกลับมาประจำตำแหน่ง ผู้คนที่เคยสูญเสียความทรงจำเริ่มจดจำชื่อของตนเองได้อีกครั้ง และข่าวการรอดชีวิตของราชาแวมไพร์ก็แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทว่าสำหรับโรสลิน วินเทอร์ การกลับมาของแสงสว่างไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ เธอยืนอยู่ริมระเบียง มองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำเงินเข้ม มือข้างหนึ่งแตะจี้หินสีขาวซึ่งได้รับการซ่อมแซมด้วยเวทมนตร์ของเอเวอเร็ตต์ แม้มันจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่เศษหินทั้งสองชิ้นกลับเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง ไม่มีชื่อซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีคำสั่งจากอดีต มีเพียงแสงสีเงินจาง ๆ ที่ส่องสว่างเมื่อเธอต้องการเท่านั้น “เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไร” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินหันกลับไปเห็นอาเดรียนยืนอยู่ตรงประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบง่าย ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเครื่องหมายราชวงศ์ และไม่มีดาบประจำตัว เขาดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันยาวนานมาเช่นเดียวกับเธอ “ไม่นานค่ะ” “ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้แล
“ต้นกำเนิดของเจ้าเอง” คำพูดของอาเดรียนทำให้โรสลินนิ่งงัน รอบตัวพวกเขา ห้องหินกำลังพังทลาย แสงสีดำจากรอยแยกบนพื้นค่อย ๆ แผ่กระจายไปตามผนัง เสียงของสิ่งที่อยู่หลังประตูยังคงกระซิบเรียกชื่อผู้คนที่ไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไป แต่โรสลินกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง เธอค่อย ๆ ปล่อยมือจากอาเดรียน “อธิบายมา” อาเดรียนไม่หลบสายตา “ข้าจะอธิบายทุกอย่างที่ข้าจำได้ แต่ข้าไม่กล้ารับรองว่าความทรงจำทั้งหมดเป็นความจริง” “เริ่มจากเรื่องที่คุณเพิ่งพูด” เขาสูดลมหายใจลึก “หญิงที่ข้าเคยรู้จักในนามอิซาราไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือครองนามแห่งพันธสัญญา นางเป็นร่างที่ใช้กักเก็บตัวตนของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่อยู่ก่อนการกำเนิดราชวงศ์จันทรา และเป็นต้นกำเนิดของพลังที่สืบทอดมาถึงเจ้า” โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “ผู้หญิงหลังผนึก” “ใช่” “ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จันทรา” “ข้าคิดว่าใช่” เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “ทุกคนมีคำตอบให้ฉันครึ่งเดียวเสมอ” อาเดรียนก้มหน้าลง “ข้าขอโทษ” “อย่าเพิ่งขอโทษแทนสิ่งที่คุณยังไม่รู้” โรสลินตอบ “ฉันต้องการความจริง ไม่ใช่ความรู้สึกผิดของคุณ” เขาเงยห
“อิซารา... ผู้หญิงที่ข้าฆ่าเพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่” เสียงนั้นดังสะท้อนทั่วห้องหิน ราวกับไม่ได้มาจากหัวใจสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศ แต่ดังขึ้นจากภายในร่างของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น โรสลินไม่อาจละสายตาจากสิ่งตรงหน้าได้ หัวใจสีดำเต้นช้า ๆ มีเส้นแสงสีแดงแทรกอยู่ตามรอยแตก และทุกครั้งที่มันบีบตัว พลังจันทราในร่างของเธอจะตอบสนองราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหา เธอรู้สึกถึงความเศร้า ความเจ็บปวด และความรักที่รุนแรงจนเกือบกลายเป็นความเกลียดชัง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความรู้สึกทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเธอ “อย่าเข้าใกล้มัน” อาเดรียนเตือน เขายืนอยู่ข้างเธอ ดาบในมือพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ทว่าแววตาของเขากลับจับจ้องหัวใจสีดำด้วยความสับสนอย่างที่โรสลินไม่เคยเห็นมาก่อน “มันกำลังเชื่อมต่อกับเจ้า” “ฉันรู้” “ถ้าเช่นนั้น ถอยออกมา” โรสลินหันไปมองเขา “คุณกำลังสั่งฉันหรือขอให้ฉันระวัง” อาเดรียนชะงัก ก่อนลดดาบลงเล็กน้อย “ข้ากำลังขอให้เจ้าระวัง เพราะข้าไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรกับเจ้า” เธอพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะระวัง แต่ฉันจะไม่หนีจากความจริงเพียงเพราะมันน่ากลัว” อาเดรียนไม่ได้ขัดขวาง เขาเพียงขยับเข้าม
เสียงแตกร้าวของจี้หินสีขาวยังคงก้องอยู่ในหูของโรสลิน เศษหินสองชิ้นตกลงบนพื้นหินสีดำ แสงสีเงินที่เคยส่องสว่างจากจี้ค่อย ๆ ดับลง ทว่าก่อนที่มันจะมอดหายไปโดยสมบูรณ์ อักขระเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในกลับปรากฏขึ้นชั่วขณะ ไม่ใช่ชื่อโรสลิน วินเทอร์ ไม่ใช่ชื่ออิซารา แต่เป็นสัญลักษณ์วงแหวนสามวงซ้อนกัน และมีเส้นหนึ่งพาดผ่านตรงกลาง โรสลินก้มมองเศษจี้ ก่อนเงยหน้าขึ้นเผชิญชายที่มีใบหน้าเหมือนอาเดรียน “คุณพูดว่าฉันขโมยหัวใจของคุณไป หมายความว่าอย่างไร” ชายคนนั้นยิ้มอย่างคนที่รอคำถามนี้มานาน “เจ้าจำไม่ได้จริง ๆ หรือ” “ถ้าฉันจำได้ ฉันคงไม่ถาม” “เจ้าก็ยังใจร้อนเหมือนเดิม” “ส่วนคุณก็ยังพูดมากโดยไม่ตอบคำถามเหมือนเดิม” รอยยิ้มของเขาหายไปชั่วขณะ ด้านหลังโรสลิน อาเดรียนตัวจริงยืนเงียบสนิท ตั้งแต่วาเลเรียนเรียกชายอีกคนว่า ฝ่าบาท เขาก็ไม่เอ่ยอะไรอีกเลย ดวงตาสีแดงจับจ้องแผ่นโลหะในมือวาเลเรียนราวกับกำลังพยายามดึงความทรงจำที่ถูกฝังไว้กลับคืนมา “ส่งแผ่นโลหะนั่นมา” อาเดรียนกล่าวในที่สุด วาเลเรียนเลิกคิ้ว “ฝ่าบาทต้องการสิ่งนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” “ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าประชด” “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่
“ในที่สุดเจ้าก็มาถึง อิซารา” เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางห้องหินอันเงียบงัน โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกำจี้หินสีขาวที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ ขณะที่อาเดรียนตัวจริงก้าวมายืนเคียงข้างเธอ ดวงตาสีแดงของราชาแวมไพร์จับจ้องชายอีกคนซึ่งมีใบหน้าเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ผมสีดำสนิท ดวงตาสีแดงเข้ม รูปร่างสูงสง่า และดาบประจำราชวงศ์แวมไพร์ในมือ แม้แต่รอยแผลเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้วมือซ้ายก็เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างมีเพียงแววตา อาเดรียนที่ยืนอยู่ข้างโรสลินมีความเยือกเย็นที่ผ่านความเจ็บปวดมานับพันปี ส่วนชายบนแท่นหินกลับมีแววตาของผู้ที่ไม่เคยยอมรับการสูญเสีย และพร้อมทำลายทุกสิ่งเพื่อเอาคืน “ถอยไปจากนาง” อาเดรียนตัวจริงเอ่ยเสียงต่ำ ชายอีกคนหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากล้าสั่งข้าหรือ” “ข้าไม่จำเป็นต้องสั่งตัวเอง” “ตัวเอง?” อีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ อาเดรียน” บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้ง เส้นสีดำที่พันธนาการชายผมสีเงินบนแท่นหินขยับราวกับสิ่งมีชีวิต มันเลื้อยผ่านแขนและลำคอของเขา ก่อนจะรัดแน่นขึ้นเมื่อชายผู้นั้นพยายามขยับตัว โรสลินมองภาพนั้นแล้วก้าวไปข้างหน้า “ก่อนจะมีใครเริ่มต่อสู้ก
เสียงของชายผมสีเงินยังคงดังก้องอยู่ในหัวของโรสลิน แม้แผ่นโลหะสีเงินบนโต๊ะจะดับแสงลงแล้วก็ตาม ชื่อของข้าไม่ใช่สิ่งที่ถูกขโมยไป แต่เป็นสิ่งที่ข้าใช้แลกกับชีวิตของเจ้าเอง โรสลินยืนนิ่ง มือที่จับแผ่นโลหะเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก “เขากำลังพยายามบอกอะไรฉันกันแน่…” อาเดรียนยืนอยู่ข้างเธอ สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “บางทีเขาอาจยอมสละชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเจ้าให้รอดจากการถูกลบ” “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมชื่อของฉันถึงถูกเปลี่ยนตามไปด้วย?” “เพราะชื่อของเจ้าอาจเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่เขาทำไว้” โรสลินหลับตาลง พยายามจัดเรียงข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา ผู้สืบทอดคนแรกถูกลบออกจากโลกเพื่อให้ผู้สืบทอดคนที่สองมีชีวิตอยู่ ชายผมสีเงินยอมแลกชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเธอ ขณะที่ชื่อเดิมของเธอกลับถูกซ่อนเอาไว้ และอาเดรียนก็มีคำสาปที่เชื่อมโยงกับเธอมานานกว่าพันปี ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีใครยอมเปิดเผยความจริงทั้งหมด “ฉันจะไม่ยอมให้ใครใช้ชีวิตของฉันเป็นข้ออ้างในการเสียสละตัวเองอีกแล้ว” เธอกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นพ่อของฉัน อิซารา หรือแม้แต่คุณ” อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น” “คุณเคยพูดแบบน







