Home / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 29 ราคาของความห่วงใย

Share

บทที่ 29 ราคาของความห่วงใย

last update publish date: 2026-10-21 18:43:49

เสียงแก้วแตกดังขึ้นกลางดึก

โรสลินสะดุ้งตื่นจากฝัน เธอรีบลุกขึ้นนั่ง หัวใจเต้นแรงขณะกวาดตามองหาต้นเสียง ห้องพักยังคงเงียบสงบ มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างและเสียงลมพัดอยู่ด้านนอก

แต่จี้หินสีขาวบนลำคอของเธอกำลังร้อนจัด

“อีกแล้วหรือ...”

เธอยกมือแตะจี้อย่างระมัดระวัง เส้นสีดำภายในเนื้อหินขยายออกจากจุดเดิม กลายเป็นรอยแตกเล็ก ๆ คล้ายกิ่งไม้ที่แผ่กระจาย

คราวนี้ไม่มีเสียงเรียกชื่อ

มีเพียงภาพหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในความคิดของเธอ

อาเดรียนยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ดวงตาสีแดงเข้มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เส้นเลือดดำลามทั่วใบหน้า ขณะที่เงามหึมาด้านหลังค่อย ๆ กลืนกินร่างของเขา

จากนั้นภาพก็หายไป

โรสลินรีบลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุมแล้วเปิดประตูออกไป

เธอไม่รู้ว่าภาพนั้นเป็นคำเตือน ความทรงจำ หรือเพียงสิ่งที่ความว่างเปล่าต้องการให้เธอเห็น แต่เธอไม่อาจเพิกเฉยได้

โดยเฉพาะเมื่อภาพนั้นเกี่ยวข้องกับอาเดรียน

ประตูห้องทำงานของราชาแวมไพร์เปิดออกโดยไม่มีการเคาะ

อาเดรียนเงยหน้าจากเอกสารทันที ดวงตาสีแดงเข้มฉายแววไม่พอใจเมื่อเห็นหญิงสาวยืนอยู่หน้าประตูในสภาพผมยุ่งเล็กน้อยและหายใจเร็ว

“โรสลิน เจ้ามาทำอะไรที่นี่กลางดึก”

“ฉันเห็นภาพบางอย่างค่ะ”

เธอเดินเข้าไปหาเขา ก่อนเล่าเรื่องที่เห็นทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง

ยิ่งฟัง สีหน้าของอาเดรียนก็ยิ่งเย็นลง

“เจ้ารู้สึกเจ็บปวดหรือไม่”

“ไม่ค่ะ แต่จี้ร้อนขึ้น และรอยสีดำก็ขยายใหญ่กว่าเดิม”

เขาลุกขึ้นทันที

“เรียกเอเวอเร็ตต์มา”

“เดี๋ยวก่อนค่ะ ฉันอยากรู้ว่าคุณรู้สึกอะไรหรือเปล่า”

อาเดรียนชะงักไปเพียงเล็กน้อย

“ข้าไม่เป็นไร”

“คุณตอบเร็วเกินไป”

“เพราะข้าไม่มีอะไรต้องรายงาน”

โรสลินมองเขานิ่ง ๆ ก่อนเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิม

“อาเดรียน เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่ปิดบังเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำสาป”

“นี่ไม่เกี่ยวกับคำสาป”

“ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยอธิบายเส้นเลือดสีดำที่ลามขึ้นมาถึงลำคอของคุณให้ฉันฟังได้ไหมคะ”

ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที

อาเดรียนก้มมองมือตัวเอง เส้นสีดำบาง ๆ ปรากฏอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือ มันจางมากจนแทบมองไม่เห็น แต่โรสลินสังเกตได้เพราะเธอเคยเห็นมันมาก่อน

เขากำมือเข้าหากัน

“เป็นเพียงอาการตกค้างจากเหตุการณ์ในวิหาร”

“แล้วทำไมคุณไม่บอกฉัน”

“เพราะข้ายังควบคุมมันได้”

“นั่นไม่ใช่เหตุผลค่ะ”

แววตาของอาเดรียนเข้มขึ้น

“เจ้าต้องการให้ข้าทำอย่างไร โรสลิน ให้ข้ารายงานทุกครั้งที่ร่างกายมีความผิดปกติเล็กน้อยอย่างนั้นหรือ”

“ถ้ามันเป็นความผิดปกติที่อาจทำให้คุณสูญเสียการควบคุม ฉันก็ต้องการให้คุณบอกค่ะ”

เธอไม่ได้ตะโกน แต่ทุกคำพูดกลับชัดเจน

“ฉันไม่ได้ต้องการควบคุมคุณ ฉันแค่ไม่อยากให้คุณต้องรับมือกับเรื่องนี้คนเดียวอีก”

อาเดรียนหลุบตามองมือของตัวเอง

ตลอดชีวิตอันยาวนาน เขาคุ้นเคยกับการปกปิดความอ่อนแอ การแสดงความเจ็บปวดต่อหน้าผู้อื่นมักหมายถึงการเปิดช่องให้ศัตรูโจมตี และความไว้ใจเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายด้วยราคาสูงเกินไป

แต่โรสลินไม่ได้ถามเพื่อหาจุดอ่อนของเขา

เธอถามเพราะเป็นห่วง

ความจริงข้อนี้กลับทำให้เขาตอบได้ยากกว่าคำถามใด ๆ

“ข้าไม่ต้องการให้เจ้าหวาดกลัวทุกครั้งที่เห็นข้าเจ็บปวด”

โรสลินนิ่งไป ก่อนเอื้อมมือไปจับมือเขา

“ฉันอาจกลัวค่ะ แต่ฉันอยากรู้ความจริงมากกว่าถูกปล่อยให้เดาเอง”

อาเดรียนมองมือของเธอ

สุดท้าย เขาก็ยอมพลิกฝ่ามือขึ้นจับมือเธอกลับ

“ข้าจะบอกเจ้า หากอาการแย่ลง”

“ไม่ใช่แค่ถ้าอาการแย่ลงค่ะ บอกตั้งแต่เริ่มผิดปกติเลย”

เขาถอนหายใจ

“เจ้านี่ช่างเรียกร้อง”

“ฉันกำลังพยายามรักษาชีวิตคุณอยู่ค่ะ”

“ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าเจ้าต้องการรักษาข้า หรือทำให้ข้าแก่ตายด้วยการบ่นกันแน่”

โรสลินเบิกตากว้าง ก่อนหลุดหัวเราะออกมา

“ถ้าคุณแก่ตายได้จริง ฉันคงไม่ต้องกังวลเรื่องคำสาปแล้วค่ะ”

มุมปากของอาเดรียนขยับขึ้นเล็กน้อย

เป็นเพียงรอยยิ้มจาง ๆ แต่ก็ทำให้ความตึงเครียดในห้องคลายลง

ไม่นานหลังจากนั้น เอเวอเร็ตต์ก็มาถึงพร้อมกล่องเครื่องมือตรวจเวทมนตร์

หลังตรวจร่างกายของอาเดรียนอยู่พักหนึ่ง เขาก็ขมวดคิ้ว

“ร่องรอยพลังมืดกลับมาเชื่อมกับคำสาปบางส่วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังไม่ลึกเท่าครั้งก่อน”

โรสลินรู้สึกเย็นวาบ

“เป็นเพราะจี้ของฉันหรือเปล่าคะ”

“อาจเกี่ยวข้องกัน แต่ยังสรุปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่กระหม่อมกังวลคือคำสาปกำลังตอบสนองกับพลังมืดจากภายนอกเร็วกว่าที่ควร”

อาเดรียนหันไปมองเอเวอเร็ตต์

“มีวิธีหยุดมันหรือไม่”

“ในตอนนี้ เราทำได้เพียงลดการตอบสนองและป้องกันไม่ให้พลังทั้งสองเชื่อมต่อกันสมบูรณ์พ่ะย่ะค่ะ”

โรสลินก้มมองจี้ของตัวเอง

“ถ้าฉันสามารถปฏิเสธการเชื่อมต่อได้ ฉันอาจช่วยแยกพลังทั้งสองออกจากกันอีกครั้ง”

เอเวอเร็ตต์พยักหน้าอย่างระมัดระวัง

“เป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ แต่ห้ามทดลองโดยไม่มีการเตรียมพร้อม หากความว่างเปล่ากำลังใช้จี้เป็นจุดยึดเหนี่ยว การเชื่อมต่อกับคำสาปของฝ่าบาทอาจทำให้เกิดผลที่เราคาดไม่ถึง”

“เช่นอะไรคะ”

หมอหลวงเงียบไปชั่วครู่

“เราอาจแยกพลังมืดออกจากคำสาปได้ แต่หากทำผิดวิธี พลังที่แยกออกมาอาจย้อนกลับไปทำลายรากคำสาปแทน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อฝ่าบาทอย่างยิ่ง”

โรสลินหันไปหาอาเดรียน

เขากำลังมองเธออยู่แล้ว

ทั้งคู่เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องพูดอะไรอีก การทดลองครั้งต่อไปจะต้องระมัดระวังกว่าครั้งก่อน และพวกเขาจะไม่ปล่อยให้ความกลัวหรือความรีบร้อนเป็นผู้ตัดสินใจ

เช้าวันต่อมา ข่าวจากฝูงมูนฟอลล์มาถึงปราสาท

คัลเลนส่งจดหมายถึงอาเดรียน โดยมีตราประทับของฝูงมูนฟอลล์และฝูงซิลเวอร์เครสต์อยู่บนซองเดียวกัน

อาเดรียนเปิดอ่านด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนส่งให้โรสลิน

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า ชายแปลกหน้าหลายคนถูกพบใกล้เขตแดนของฝูง พวกเขาไม่ได้โจมตีใคร แต่ทิ้งสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวกับเส้นเลือดดำไว้ตามต้นไม้และก้อนหิน

คัลเลนสงสัยว่าสัญลักษณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับวาเลเรียน จึงส่งข่าวมาเตือน พร้อมแจ้งว่าตนกับเซเลสเทียกำลังร่วมมือกันตรวจสอบเส้นทางที่ผู้บุกรุกใช้

โรสลินอ่านจดหมายจบแล้ววางลง

“เขากำลังพยายามแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำไว้”

“เจ้าคิดว่าเขาควรได้รับโอกาสหรือ” อาเดรียนถาม

เธอเงยหน้ามองเขา

“ฉันคิดว่าการที่เขาพยายามแก้ไขเป็นเรื่องดีค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องให้อภัยเขาทันที”

“ดี”

โรสลินเลิกคิ้ว

“คุณดีใจที่ฉันไม่ให้อภัยเขาหรือคะ”

“ข้าเพียงเห็นด้วยกับการตัดสินใจที่มีเหตุผล”

“แน่นอนค่ะ ไม่เกี่ยวกับความหึงหวงเลยสักนิด”

อาเดรียนวางถ้วยชาลงช้า ๆ

“ข้าไม่มีเหตุผลต้องหึงคนที่เจ้าปฏิเสธไปแล้ว”

“ฉันยังไม่ได้พูดถึงความหึงหวงเลยนะคะ”

“เจ้าเป็นคนเริ่ม”

โรสลินหัวเราะจนต้องหันหน้าหนี

อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือมาจัดปกเสื้อคลุมที่เอียงเล็กน้อยให้เข้าที่

การกระทำนั้นรวดเร็วและเป็นธรรมชาติจนเธอหยุดหัวเราะไปชั่วขณะ

“อะไรคะ”

“ปกเสื้อเจ้าไม่เรียบร้อย”

“ขอบคุณค่ะ”

เขาชักมือกลับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่โรสลินกลับรู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจ

อาเดรียนยังคงเป็นชายที่เย็นชาและไม่ค่อยแสดงความรู้สึก ทว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเหล่านี้ทำให้เธอเห็นว่าเขากำลังเรียนรู้ที่จะใส่ใจใครสักคน โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำหวานออกมาตลอดเวลา

และเธอก็อยากให้เขาเรียนรู้ต่อไป

ในช่วงบ่าย โรสลินไปพบเซราฟีนที่ห้องฝึกเวทมนตร์

เธอต้องการฝึกควบคุมพลังจันทราโดยไม่กระตุ้นร่องรอยความว่างเปล่า เอเวอเร็ตต์จึงจัดเตรียมผลึกตรวจจับไว้หลายชิ้น ส่วนเซราฟีนรับหน้าที่ควบคุมการฝึก

“วันนี้เราจะฝึกการสร้างเกราะป้องกันโดยใช้พลังให้น้อยที่สุด” เซราฟีนอธิบาย “ท่านหญิงไม่จำเป็นต้องปล่อยพลังออกมามากเพื่อป้องกันการโจมตี หากควบคุมทิศทางได้แม่นยำก็เพียงพอแล้ว”

โรสลินพยักหน้า

เธอยกมือขึ้น แสงสีเงินบาง ๆ ก่อตัวเป็นเกราะโปร่งใสตรงหน้า

ครั้งแรก เกราะแตกสลายภายในไม่กี่วินาที

ครั้งที่สอง มันคงอยู่ได้นานขึ้น แต่ผลึกตรวจจับกลับส่องแสงเตือน

ครั้งที่สาม เธอสูดลมหายใจลึก ลดพลังลง และนึกถึงคำสอนที่ได้รับจากอาเดรียน

อย่าพยายามบังคับพลังให้เชื่อฟัง จงรู้ว่าตัวเองต้องการให้มันทำอะไร

เกราะสีเงินก่อตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันนิ่งสงบและคงรูปอยู่ได้นานกว่าเดิม

เซราฟีนพยักหน้าอย่างพอใจ

“ดีขึ้นมากเจ้าค่ะ ท่านหญิงเริ่มควบคุมพลังได้ละเอียดขึ้นแล้ว”

โรสลินยิ้ม ก่อนค่อย ๆ สลายเกราะลง

แต่ทันทีที่พลังหายไป จี้บนลำคอก็เย็นวาบ

ผลึกตรวจจับชิ้นหนึ่งส่องแสงสีดำขึ้นเพียงชั่วขณะ

เซราฟีนหยิบมันขึ้นมาตรวจสอบ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที

“ท่านหญิง เมื่อครู่ท่านรู้สึกอะไรหรือไม่”

“ไม่ค่ะ ฉันแค่รู้สึกว่าจี้เย็นลง”

เซราฟีนส่งผลึกให้เอเวอเร็ตต์ซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

หมอหลวงตรวจดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ผลึกไม่ได้ตรวจพบการไหลเข้าของพลังมืดพ่ะย่ะค่ะ แต่มันตรวจพบการตอบสนองบางอย่างหลังจากพลังจันทราของท่านสงบลง”

โรสลินขมวดคิ้ว

“หมายความว่ามันกำลังรอให้ฉันใช้พลังหรือคะ”

“เราไม่อาจยืนยันได้ แต่ควรบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ทุกครั้ง”

เธอมองจี้บนลำคอ ก่อนสูดลมหายใจลึก

หากการใช้พลังทำให้สิ่งนั้นรับรู้ถึงเธอมากขึ้น เธอก็ต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมันให้ดียิ่งกว่าเดิม

เธอจะไม่ยอมให้ความกลัวพรากสิ่งที่เธอเพิ่งได้กลับคืนมา

สิทธิ์ในการปกป้องตัวเอง

คืนนั้น อาเดรียนมาหาโรสลินที่ระเบียงห้องพัก

เขานำถ้วยชาร้อนมาวางไว้บนโต๊ะเล็กข้างเก้าอี้ของเธอ

โรสลินมองถ้วยชา แล้วเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ

“คุณเอามาให้ฉันหรือคะ”

“ข้าเห็นว่าเจ้าฝึกเวทมนตร์มาทั้งวัน”

“แล้วคุณล่ะคะ วันนี้ได้พักบ้างหรือยัง”

อาเดรียนเงียบไปเล็กน้อย

โรสลินหรี่ตา

“อย่าบอกนะคะว่าคุณยังทำงานจนถึงตอนนี้”

“ข้ามีเรื่องต้องจัดการ”

“อาเดรียน”

“ข้าพักแล้ว”

“กี่ชั่วโมงคะ”

เขาไม่ตอบ

โรสลินยกมือขึ้นกอดอก

“ดูเหมือนเราจะต้องทำข้อตกลงกันใหม่แล้วค่ะ”

อาเดรียนถอนหายใจ ก่อนนั่งลงตรงข้ามเธอ

“เจ้าต้องการอะไรอีก”

“คืนนี้คุณต้องพักผ่อน และถ้าคำสาปกำเริบ คุณต้องบอกฉัน”

“ข้าตกลงเรื่องนั้นไปแล้ว”

“ฉันแค่กำลังทบทวนความจำให้ค่ะ”

เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ

ทั้งคู่นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโรสลินจะพูดขึ้น

“ฉันยังกลัวอยู่ค่ะ”

อาเดรียนหันมามองเธอทันที

“เรื่องความว่างเปล่าหรือ”

“ทั้งเรื่องนั้นและเรื่องคุณ” เธอตอบตามตรง “ฉันกลัวว่าคำสาปจะทำร้ายคุณอีก และกลัวว่าวันหนึ่งฉันอาจช่วยคุณไม่ได้”

อาเดรียนวางมือลงบนโต๊ะ

“ข้าไม่อาจสัญญาว่าจะไม่มีวันเจ็บปวดอีก แต่ข้าสัญญาว่าจะไม่ปิดบังเจ้าจนต้องเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง”

โรสลินยื่นมือไปจับมือเขา

“ฉันก็จะไม่ฝืนใช้พลังจนตัวเองหมดสติอีกค่ะ”

เขาเลิกคิ้ว

“เจ้ากำลังให้คำมั่นกับข้าหรือ”

“ใช่ค่ะ แต่ฉันขอเพิ่มอีกข้อ”

“ว่ามา”

“ถ้าวันไหนฉันทำอะไรไม่เข้าท่า คุณต้องบอกฉันตรง ๆ โดยไม่พยายามสั่งให้ฉันหยุดทุกอย่าง”

อาเดรียนมองเธออย่างครุ่นคิด

“ข้าจะพยายาม”

“ดีค่ะ”

เธอยิ้ม แล้วเอนศีรษะพิงไหล่เขา

อาเดรียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยกแขนโอบเธอไว้

เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับใครอีกครั้ง แต่โรสลินทำให้เขาเข้าใจว่าความใกล้ชิดไม่ได้หมายถึงการควบคุม และความห่วงใยก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นกรงขัง

บางครั้ง การรักใครสักคนอาจหมายถึงการยอมรับว่าเราไม่สามารถปกป้องเขาจากทุกสิ่งได้

แต่เรายังเลือกที่จะอยู่เคียงข้างกันได้

โรสลินหลับตาลง ฟังเสียงลมหายใจของชายหนุ่มที่อยู่ข้างกาย

เป็นช่วงเวลาสงบสุขที่เธออยากรักษาไว้

ทว่าในส่วนลึกของความว่างเปล่า เงาดำบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ

มันไม่ได้พยายามเรียกชื่อโรสลินอีก

มันกำลังเรียนรู้ว่าหัวใจของเธอผูกพันกับใคร

และในคืนเดียวกันนั้น อาเดรียนสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย

เขายืนอยู่กลางห้องโถงที่ไม่รู้จัก รอบตัวเต็มไปด้วยความมืดไร้ขอบเขต เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหน้า

ราชาผู้ถูกสาป...

อาเดรียนกำหมัดแน่น

“แกเป็นใคร”

ไม่มีคำตอบ มีเพียงความรู้สึกเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้าไปในร่าง

จากนั้นเสียงเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เมื่อหัวใจของเจ้าผูกพันกับนาง ความมืดก็จะมีทางเข้าถึงเจ้า

อาเดรียนลืมตาขึ้นทันที

ห้องพักกลับคืนสู่ความเงียบ โรสลินยังคงหลับอยู่ข้างกายเขา ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกหรือพลังเวทมนตร์ใด ๆ

แต่เส้นเลือดสีดำบนข้อมือของเขากลับเข้มขึ้นกว่าก่อนนอน

อาเดรียนมองหญิงสาวที่กำลังหลับสนิท แล้วค่อย ๆ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ให้เธอ

เขาไม่รู้ว่าความฝันนั้นเป็นคำเตือนหรือกับดัก

แต่เขารู้ว่า หากความว่างเปล่าคิดจะใช้โรสลินเป็นเส้นทางเข้าถึงโลกนี้ มันจะต้องผ่านเขาไปก่อน

และครั้งนี้ เขาจะไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดในอดีตเกิดขึ้นซ้ำอีก

แม้ต้องแลกด้วยทุกสิ่งที่เขามี

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 42 ชื่อที่โลกพยายามลืม

    ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 39 วิหารแห่งแรก

    เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ    บทที่ 38 ชื่อที่ไม่ควรถูกจดจำ

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 37 ผู้พิทักษ์ระหว่างสองโลก

    เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status