LOGINเสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้นในยามเช้า
โรสลินสะดุ้งตื่น ก่อนจะพบว่าที่นอนข้างกายว่างเปล่า อาเดรียนหายไปแล้ว เหลือเพียงรอยยับบนผ้าปูที่นอนและกลิ่นจาง ๆ ของเขาที่ติดอยู่บนหมอน เธอขมวดคิ้ว เมื่อคืนเขายังอยู่ข้างเธอ และก่อนหลับยังรับปากว่าจะไม่ปิดบังเรื่องคำสาปอีก อย่าบอกนะว่าเขาหนีไปจัดการเรื่องยุ่งยากตามลำพังอีกแล้ว โรสลินรีบลุกขึ้นแต่งตัว คว้าจี้หินสีขาวไว้ในมือ แล้วเดินออกจากห้องทันที เมื่อถึงโถงกลาง เธอพบเซราฟีนกำลังสั่งการเหล่าราชองครักษ์ “เกิดอะไรขึ้นคะ” เซราฟีนหันมาหาเธอ “มีรายงานจากแนวป่าหินทางเหนือพ่ะย่ะค่ะ หน่วยลาดตระเวนพบวงเวทขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเมื่อคืน และมีพลังมืดแผ่ออกมาจากจุดนั้น ฝ่าบาทเสด็จไปตรวจสอบแล้ว” โรสลินหลับตาลงชั่วครู่ “เขาไปคนเดียวหรือคะ” “มีราชองครักษ์ติดตามไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ แต่ฝ่าบาททรงสั่งห้ามไม่ให้แจ้งท่านหญิงจนกว่าจะตรวจสอบสถานการณ์เรียบร้อย” “แน่นอนค่ะ เพราะพระองค์ทรงคิดว่าการปิดบังจะทำให้ทุกคนปลอดภัยขึ้น” น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดัง แต่เซราฟีนกลับยืนนิ่ง ไม่กล้าพูดแทรก โรสลินสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความหงุดหงิด เธอเข้าใจว่าอาเดรียนเป็นห่วงเธอ แต่หากเขายังตัดสินใจแทนเธอทุกครั้ง ความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่พยายามสร้างขึ้นก็จะไม่มีวันก้าวไปข้างหน้า “เตรียมม้าให้ฉันค่ะ” “ท่านหญิง ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง—” “ฉันทราบค่ะ” โรสลินหันมาสบตาเซราฟีน “แต่ฉันไม่ได้จะไปขัดขวางเขา ฉันจะไปช่วยเขา และหากมีอันตราย ฉันก็มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะรับมืออย่างไร” เซราฟีนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “เช่นนั้นกระหม่อมจะไปกับท่านหญิง” แนวป่าหินทางเหนือถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทา เมื่อโรสลินเดินทางมาถึง เธอก็สัมผัสได้ถึงพลังเวทมนตร์ผิดปกติทันที วงเวทขนาดใหญ่ถูกสลักลงบนพื้นดินระหว่างโขดหิน เส้นสีดำหลายเส้นทอดยาวออกไปตามรากไม้ ก่อนจะหายเข้าไปในป่าลึก อาเดรียนยืนอยู่กลางวงเวท เสื้อคลุมสีดำสะบัดตามแรงลม ดวงตาสีแดงเข้มกำลังจับจ้องสัญลักษณ์ตรงกลางอย่างเย็นชา “ข้าสั่งห้ามเจ้าออกจากปราสาท” เขาพูดทันทีที่เห็นเธอ โรสลินลงจากม้า “สวัสดีตอนเช้าค่ะ ฉันก็ดีใจที่ได้พบคุณเหมือนกัน” เซราฟีนหันหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็ว อาเดรียนหรี่ตา “โรสลิน” “อาเดรียน” “ข้าไม่ได้ล้อเล่น” “ฉันก็ไม่ได้ล้อเล่นค่ะ คุณบอกว่าจะไม่ปิดบังฉันอีก แต่กลับออกจากปราสาทโดยไม่บอกอะไรเลย” เขาเงียบไป โรสลินเดินเข้าไปใกล้ แต่หยุดอยู่ก่อนถึงขอบวงเวท “ฉันไม่ได้ต้องการให้คุณพาฉันมาทุกครั้งที่มีอันตราย แต่ฉันต้องการให้คุณเชื่อว่าฉันมีสิทธิ์รับรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง” อาเดรียนมองเธอนิ่ง ดวงตาของเขามีทั้งความไม่พอใจและความรู้สึกผิดที่ไม่ค่อยปรากฏให้ใครเห็น “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าได้รับอันตราย” “ฉันรู้ค่ะ แต่การปกป้องไม่ใช่การตัดสินใจแทนกันทั้งหมด” ความเงียบปกคลุมพื้นที่โดยรอบ ในที่สุด อาเดรียนก็ถอนหายใจ “ข้าผิดเอง” โรสลินชะงักเล็กน้อย เธอเตรียมคำพูดไว้มากมาย แต่ไม่คิดว่าเขาจะยอมรับตรง ๆ เช่นนี้ “คุณพูดว่าอะไรนะคะ” “อย่าทำให้ข้าต้องพูดซ้ำ” เธอเกือบยิ้มออกมา “ได้ค่ะ ฉันจะถือว่าคุณกำลังพัฒนาไปในทางที่ดี” “เจ้ากำลังทดสอบความอดทนของข้า” “ฉันคิดว่าคุณมีเหลือเฟือเสียอีก” “กับศัตรู ข้ามีมากพอ แต่กับเจ้า...” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ข้ากำลังเรียนรู้” คำตอบนั้นทำให้โรสลินยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอไม่ได้ต้องการให้เขากลายเป็นคนใหม่ในชั่วข้ามคืน เพียงแค่เขายอมรับว่าความกลัวของตัวเองอาจทำให้เธออึดอัด นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว “ถ้าอย่างนั้น เรามาดูวงเวทนี้กันเถอะค่ะ” อาเดรียนพยักหน้า ก่อนชี้ไปยังสัญลักษณ์ตรงกลาง “วงเวทนี้คล้ายกับรูปแบบที่วาเลเรียนใช้ แต่มีบางส่วนแตกต่างออกไป มันไม่ได้พยายามเปิดประตูรัตติกาลโดยตรง” “มันกำลังทำอะไรคะ” “ข้ายังไม่แน่ใจ” โรสลินย่อตัวลง มองเส้นสีดำที่พาดผ่านพื้นดินโดยไม่สัมผัสมัน “เส้นเหล่านี้ไม่ได้รวมตัวกันที่จุดเดียวค่ะ ดูเหมือนมันกำลังเชื่อมโยงตำแหน่งหลายแห่งเข้าด้วยกัน” เอเวอเร็ตต์ซึ่งตามมาถึงภายหลังรีบเข้ามาตรวจสอบ “ท่านหญิงทรงสังเกตได้ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ นี่อาจเป็นวงเวทติดตามที่ใช้ร่องรอยพลังมืดเป็นจุดเชื่อมต่อ” โรสลินรู้สึกเย็นวาบ “หมายความว่ามันไม่ได้ตามหาฉันเพียงคนเดียวหรือคะ” “เป็นไปได้ว่ามันกำลังตรวจสอบตำแหน่งของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประตูรัตติกาลทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ” อาเดรียนก้มมองสัญลักษณ์กลางวงเวท “แล้วเหตุใดมันจึงปรากฏที่นี่” เอเวอเร็ตต์ยังไม่ทันตอบ จี้บนลำคอของโรสลินก็เริ่มร้อนขึ้น เธอรีบถอยหลังหนึ่งก้าว เส้นสีดำภายในจี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่วงเวทบนพื้นส่องแสงขึ้นพร้อมกัน เสียงกระซิบดังขึ้นในความคิดของเธอ ทายาทแห่งจันทรา... โรสลินกำจี้ไว้แน่น “ฉันได้ยินมันอีกแล้วค่ะ” อาเดรียนก้าวเข้ามาหาเธอ แต่ครั้งนี้เขาหยุดก่อนสัมผัสตัวเธอ “เจ้าต้องการให้ข้าช่วยอย่างไร” คำถามนั้นทำให้โรสลินเงยหน้าขึ้น เขากำลังรอคำตอบจากเธอ แทนที่จะตัดสินใจแทนเหมือนที่ผ่านมา “ช่วยรักษาวงเวทไม่ให้ขยายตัวค่ะ ส่วนฉันจะพยายามตัดการเชื่อมต่อ” อาเดรียนพยักหน้าโดยไม่ลังเล “เซราฟีน คุ้มกันพื้นที่ เอเวอเร็ตต์ ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อทั้งหมด อย่าให้พลังมืดแพร่กระจายออกไป” คำสั่งถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว โรสลินหลับตา แล้วเรียกพลังจันทราออกมาเพียงเล็กน้อย เธอไม่ได้พยายามต่อสู้กับเสียงกระซิบ แต่ใช้สมาธิแยกแยะความรู้สึกของตัวเองออกจากพลังที่กำลังแทรกเข้ามา ความว่างเปล่าไม่มีความอบอุ่น ไม่มีความโกรธ และไม่มีความปรารถนาแบบสิ่งมีชีวิต มันเพียงพยายามเชื่อมต่อ โรสลินจึงปฏิเสธการเชื่อมต่อนั้น “ฉันไม่อนุญาตให้แกใช้พลังของฉัน!” แสงสีเงินแผ่กระจายไปตามพื้นดิน เส้นสีดำในวงเวทสั่นสะเทือน ก่อนจะขาดออกทีละเส้น อาเดรียนปล่อยพลังสีแดงเข้มปิดกั้นวงเวทชั้นนอก ช่วยไม่ให้พลังมืดไหลออกไปยังป่าโดยรอบ เมื่อเส้นสุดท้ายขาดลง วงเวทก็สลายไป โรสลินทรุดเข่าลงเล็กน้อย แต่ยังทรงตัวได้ เซราฟีนรีบเข้ามาประคอง ขณะที่อาเดรียนมองเธอด้วยแววตาเป็นห่วง “เจ็บตรงไหนหรือไม่” “ไม่ค่ะ แค่เหนื่อยนิดหน่อย” เขาโน้มตัวลงมองหน้าเธอ “แน่ใจหรือ” “แน่ใจค่ะ แต่ถ้าคุณยังมองฉันเหมือนกำลังจะเรียกหมอหลวงมาทั้งปราสาท ฉันอาจเหนื่อยกว่าเดิมก็ได้” อาเดรียนถอนหายใจ แต่ยอมถอยออกมาครึ่งก้าว “เจ้าควรพัก” “ฉันจะพักค่ะ หลังจากตรวจสอบว่ามีอะไรเหลืออยู่หรือเปล่า” เขามองเธออย่างไม่เห็นด้วยนัก แต่ครั้งนี้ไม่ได้ห้าม เพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการอยู่ข้างเธอ ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องยืนอยู่ข้างหน้าเธอตลอดเวลา บางครั้ง เขาเพียงต้องยืนอยู่ข้าง ๆ และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของเธอ หลังวงเวทสลายไป เอเวอเร็ตต์พบเศษหินสีดำชิ้นเล็กอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง มันไม่มีพลังเวทมนตร์หลงเหลือมากนัก แต่มีสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวกับเส้นเลือดดำสลักอยู่บนพื้นผิว “นี่เป็นหลักฐานว่าวาเลเรียนยังคงทดลองสร้างจุดเชื่อมต่อพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าว “แต่จากสภาพของวงเวท ดูเหมือนเขายังไม่สามารถสร้างช่องทางที่มั่นคงได้” “เขากำลังหาวิธีเข้าถึงความว่างเปล่าโดยไม่ต้องเปิดประตู” โรสลินพึมพำ อาเดรียนรับเศษหินไปตรวจดู “และเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะหาทางสำเร็จ” “ถ้าอย่างนั้นเราต้องหาตัวเขาให้พบก่อนค่ะ” “เราจะเริ่มจากหลักฐานชิ้นนี้” อาเดรียนกล่าว “ข้าจะให้เซราฟีนตรวจสอบเส้นทางที่วาเลเรียนใช้หลบหนี และส่งข่าวไปยังฝูงหมาป่าให้เฝ้าระวังสัญลักษณ์นี้” โรสลินพยักหน้า ก่อนนึกถึงจดหมายจากคัลเลน “เราควรส่งข้อมูลนี้ให้คัลเลนด้วยค่ะ เขาอาจพบร่องรอยที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในมูนฟอลล์” อาเดรียนมีสีหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย “ข้าจะส่งรายงานให้เขา” “ขอบคุณค่ะ” “อย่าขอบคุณเร็วเกินไป ข้าจะระบุให้ชัดเจนว่าเขามีหน้าที่รายงานข้อมูลทั้งหมดที่พบ และห้ามทำอะไรโดยพลการ” โรสลินยิ้ม “นั่นฟังดูเป็นคำสั่งที่เหมาะสมมากค่ะ” “ข้ารู้” เธอส่ายหน้าอย่างเอือมระอา แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็มีหลักฐานใหม่ และที่สำคัญกว่านั้น เธอกับอาเดรียนสามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันทุกครั้งที่มีความเสี่ยง ก่อนเดินทางกลับปราสาท อาเดรียนเรียกโรสลินให้หยุดอยู่ข้างรถม้า “มีอะไรคะ” เขายื่นมือออกมาให้เธอ โรสลินมองมือของเขาอย่างสงสัย ก่อนวางมือตัวเองลงไป “ข้าขอโทษเรื่องเมื่อคืน” เขากล่าว “ข้าคิดว่าหากเจ้าไม่รู้เรื่องนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยกว่า แต่ข้าลืมไปว่าการปกปิดอาจทำให้เจ้าต้องรับมือกับความกลัวเพียงลำพัง” โรสลินเงยหน้ามองเขา เธอไม่เคยคาดหวังให้เขาขอโทษอย่างสมบูรณ์แบบ แต่การที่เขาพูดออกมาตรง ๆ ทำให้ความขุ่นเคืองที่เหลืออยู่ค่อย ๆ คลายลง “ฉันรับคำขอโทษค่ะ แต่คุณต้องทำตามที่พูดด้วยนะคะ” “ข้าจะพยายาม” “ดีค่ะ” เธอบีบมือเขาเบา ๆ “และฉันก็จะพยายามไม่ฝืนตัวเองมากเกินไปเหมือนกัน” อาเดรียนยกมือของเธอขึ้นแตะริมฝีปากอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสสั้น ๆ ที่ทำให้โรสลินหน้าแดงขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว “อาเดรียน!” “อะไร” “คุณทำแบบนี้โดยไม่เตือนเลยนะคะ” “ข้าต้องขออนุญาตก่อนหรือ” เธอเม้มปาก พยายามหาคำตอบที่เหมาะสม แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงหลบสายตา อาเดรียนยิ้มบาง ๆ อย่างผู้ชนะ “ดูเหมือนคราวนี้เจ้าจะเถียงไม่ออก” “ฉันแค่กำลังคิดว่าจะเอาคืนคุณอย่างไรค่ะ” “ข้าจะรอ” โรสลินเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนหัวเราะออกมา เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เธอรู้สึกว่าตัวเองสามารถหายใจได้อย่างเต็มปอด แม้ภัยอันตรายยังไม่หมดไป แต่เธอก็ไม่ได้ยืนเผชิญหน้ากับมันเพียงลำพังอีกแล้ว คืนนั้น หลังกลับถึงปราสาท โรสลินวางจี้หินสีขาวลงบนโต๊ะข้างเตียง รอยสีดำภายในเนื้อหินยังคงอยู่ แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติอีก เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนเตรียมตัวเข้านอน ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะดับตะเกียง แสงสีดำก็ปรากฏขึ้นบนผิวจี้เพียงชั่วพริบตา เสียงกระซิบดังขึ้นในความคิด พันธะ... โรสลินชะงัก คราวนี้เสียงนั้นไม่ได้เรียกชื่อเธอ และไม่ได้พยายามดึงพลังของเธอ มันกำลังกล่าวถึงบางสิ่งที่เธอรู้จักดี พันธะเลือดระหว่างเธอกับอาเดรียน เธอรีบหยิบจี้ขึ้นมา แต่แสงสีดำหายไปแล้ว โรสลินยืนนิ่งอยู่กลางห้อง หัวใจเต้นแรงขึ้นทีละน้อย เธอไม่รู้ว่าความว่างเปล่ากำลังพยายามบอกอะไร แต่หากมันเริ่มสนใจพันธะเลือดของทั้งคู่ นั่นก็หมายความว่าภัยอันตรายครั้งต่อไปอาจไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เธอเพียงคนเดียว มันอาจกำลังหาทางใช้ความผูกพันระหว่างเธอกับอาเดรียนเป็นอาวุธ และหากเป็นเช่นนั้นจริง โรสลินจะต้องหาวิธีปกป้องทั้งสองคนโดยไม่ยอมให้ความรักกลายเป็นจุดอ่อนที่ศัตรูใช้ทำลายพวกเขา เธอวางจี้กลับลงบนโต๊ะ แล้วมองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ยอมให้ใครเลือกชะตาชีวิตแทนเราอีกแล้ว” ภายในห้องที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงใดตอบกลับ แต่ไกลออกไป ณ สถานที่ซึ่งแสงจันทร์ส่องไปไม่ถึง วาเลเรียนกำลังอ่านรายงานฉบับใหม่ เมื่อเห็นข้อความว่าพลังจันทราของโรสลินสามารถทำลายวงเวทติดตามได้ เขากลับไม่ได้แสดงความโกรธ ตรงกันข้าม เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ “ดีมาก...นางเริ่มเข้าใจพลังของตัวเองแล้ว” เขาวางรายงานลง ก่อนหยิบขวดแก้วขนาดเล็กขึ้นมา ภายในขวดมีเลือดสีแดงเข้มหนึ่งหยด เลือดของอาเดรียน วาเลเรียนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกลับลงในกล่องผนึก “ถ้าเช่นนั้น ขั้นต่อไปก็ถึงเวลาทดสอบว่าพันธะที่เกิดจากการเลือกด้วยหัวใจ จะต้านทานความว่างเปล่าได้นานเพียงใด” เงาดำเคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้นห้อง และเป็นครั้งแรกที่วาเลเรียนเริ่มสงสัยว่า บางทีสิ่งที่เขากำลังพยายามควบคุมมาตลอด อาจไม่ได้ต้องการรับใช้เขาเลยแม้แต่น้อยชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต
“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค







