Inicio / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 3 พันธะเลือดที่ไม่อาจถอนคืน

Compartir

บทที่ 3 พันธะเลือดที่ไม่อาจถอนคืน

last update Fecha de publicación: 2026-10-18 12:09:50

หยดเลือดสีแดงสดร่วงลงบนฝ่ามือของอาเดรียน วาลมอร์

เพียงหยดเดียวเท่านั้น แต่กลับทำให้ผืนป่าต้องห้ามเงียบงันราวกับทุกชีวิตกำลังกลั้นหายใจ

โรสลิน วินเทอร์ยืนอยู่ตรงหน้าราชาแวมไพร์ผู้สูงส่ง มือข้างหนึ่งถูกเขากุมไว้แน่นจนเธอสัมผัสได้ถึงความเย็นผิดธรรมชาติจากผิวหนังของเขา ดวงตาสีแดงเข้มคู่นั้นจับจ้องเธอราวกับกำลังมองทะลุผ่านผิวหนังลงไปถึงหัวใจ

“อย่าขยับ”

เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้โรสลินหยุดนิ่งทันที

อาเดรียนใช้นิ้วหัวแม่มือแตะหยดเลือดตรงบาดแผลเล็ก ๆ บนฝ่ามือเธอ ก่อนจะยกมือขึ้นระดับสายตา

หยดเลือดนั้นไม่ได้ไหลลงมาตามแรงโน้มถ่วงอย่างที่ควรจะเป็น

มันกลับลอยขึ้นจากผิวหนังอย่างช้า ๆ กลายเป็นเส้นสีแดงบางราวกับมีชีวิต ก่อนจะพันรอบนิ้วของเขาแล้วซึมหายเข้าไปใต้ผิวหนัง

ดวงตาของราชาแวมไพร์หรี่ลง

“เป็นไปไม่ได้…”

โรสลินกลืนน้ำลาย “เกิดอะไรขึ้นกับเลือดของฉันคะ”

“เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือว่าเลือดของตัวเองมีอะไรซ่อนอยู่”

“ถ้าฉันรู้ ฉันคงไม่ถามท่านหรอกค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้เซราฟีนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

ไม่มีใครในอาณาจักรแวมไพร์กล้าพูดจาเช่นนี้กับราชาของพวกเขา โดยเฉพาะหญิงสาวที่เพิ่งถูกทอดทิ้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่กลางป่า

แต่อาเดรียนกลับไม่ได้แสดงความโกรธ

เขาเพียงมองโรสลินนิ่ง ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า

“เลือดของเจ้ามีกลิ่นของจันทราโบราณ”

โรสลินขมวดคิ้ว

“จันทราโบราณคืออะไรคะ”

“สายเลือดที่แม้แต่หมาป่ารุ่นแรกยังเคยตามหา และเป็นสิ่งที่แวมไพร์บางตระกูลยอมเข่นฆ่ากันเพื่อครอบครอง”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงเข้มลึกล้ำขึ้น

“เลือดของเจ้าอาจช่วยคลายคำสาปที่ทรมานข้ามานับพันปี”

โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง

เธอไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีสายเลือดพิเศษอะไรทั้งนั้น ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่คนในฝูงมูนฟอลล์พูดถึงเธอมีเพียงเรื่องเดียว—โอเมก้าที่อ่อนแอ ไม่มีพลังต่อสู้ และไม่คู่ควรกับอัลฟ่าคนไหน

กระทั่งคู่แท้ของเธอยังเลือกปฏิเสธเธอโดยไม่ลังเล

แล้วตอนนี้ราชาแวมไพร์กลับบอกว่าเลือดของเธอเป็นสิ่งล้ำค่าที่ใครหลายคนพร้อมจะฆ่าเพื่อแย่งชิง

“ถ้าอย่างนั้น…” เธอค่อย ๆ ดึงมือกลับ “ท่านก็ไม่ได้ต้องการช่วยฉันจริง ๆ”

อาเดรียนเลิกคิ้ว

“ข้าเคยพูดหรือว่าต้องการช่วยเจ้าเพราะความเมตตา”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้โรสลินชะงัก

“ข้าต้องการเลือดของเจ้า และเจ้าต้องการพลังเพื่อเอาชีวิตรอด ข้อแลกเปลี่ยนนี้ชัดเจนตั้งแต่แรก อย่าเอาความหวังของตัวเองมาปะปนกับมัน”

ถ้อยคำของเขาเย็นชาเสียจนเธอรู้สึกราวกับถูกเตือนให้ตื่นจากความฝัน

ใช่แล้ว

เธอไม่ควรคาดหวังความเมตตาจากใครอีก

โดยเฉพาะจากชายที่เป็นถึงราชาแวมไพร์

โรสลินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่เหลืออยู่

“ฉันยอมให้ท่านใช้เลือดของฉันได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขค่ะ”

เซราฟีนขยับเข้ามาหนึ่งก้าวทันที

“บังอาจ! เจ้ากำลังต่อรองกับองค์ราชา—”

“ปล่อยให้นางพูด”

อาเดรียนกล่าวเพียงประโยคเดียว เซราฟีนก็หยุดทันที

ราชาแวมไพร์หันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้า

“ว่ามา”

โรสลินกำมือแน่น แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุอก แต่เธอก็ไม่หลบสายตาของเขา

“หนึ่ง ท่านต้องช่วยให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น ฉันไม่ต้องการเป็นคนที่ถูกใครรังแกหรือขับไล่ได้ง่าย ๆ อีก”

“ต่อ”

“สอง ท่านต้องไม่บังคับให้ฉันทำร้ายผู้บริสุทธิ์เพื่อแลกกับพลังของตัวเอง”

ดวงตาของอาเดรียนเย็นลงเล็กน้อย

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร ถึงต้องให้เจ้ามาสอนเรื่องการฆ่าคน”

“ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันเพิ่งพบท่านไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ”

โรสลินตอบอย่างซื่อตรง

“เพราะฉะนั้น ฉันจึงต้องถามให้ชัดเจน”

เซราฟีนแทบอยากยกมือกุมขมับ

หญิงสาวคนนี้กำลังทำให้ราชาผู้ไม่เคยยอมให้ใครตั้งคำถามต้องยืนฟังเงื่อนไขทีละข้ออยู่จริง ๆ

ทว่าอาเดรียนกลับยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง

ไม่ใช่รอยยิ้มอบอุ่น แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่เพิ่งพบสิ่งน่าสนใจ

“แล้วข้อสามล่ะ”

โรสลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบาลง

“หากวันหนึ่งท่านไม่ต้องการเลือดของฉันอีกแล้ว ฉันต้องมีสิทธิ์เลือกว่าจะไปที่ไหน และใช้ชีวิตอย่างไร”

คราวนี้รอยยิ้มบาง ๆ ของอาเดรียนหายไป

สายลมในป่าพัดแรงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ กิ่งไม้เหนือศีรษะสั่นไหว ขณะที่แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกจากร่างสูงจนแม้แต่เซราฟีนยังต้องก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“เจ้ากำลังคิดถึงวันที่จะหนีจากข้าตั้งแต่ยังไม่ได้ทำพันธะหรือ”

โรสลินหน้าซีด แต่ไม่ได้ถอย

“ฉันแค่ต้องการแน่ใจว่าตัวเองจะไม่ถูกขังอยู่ในชีวิตที่ไม่มีทางเลือกอีกค่ะ”

เธอนึกถึงคัลเลน

นึกถึงมือที่เคยจับเธอไว้ในวันที่เธอเชื่อว่าเขาคือคนที่จะปกป้องเธอ

และนึกถึงมือคู่นั้นที่ผลักเธอออกไปต่อหน้าคนทั้งฝูง

เธอจะไม่ยอมให้ใครถือสิทธิ์เหนือชีวิตของเธอเพียงเพราะโชคชะตากำหนดอีกแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นอัลฟ่า คู่แท้ หรือราชาแวมไพร์ก็ตาม

อาเดรียนมองเธออยู่เนิ่นนาน

ก่อนจะยื่นมือออกมา

“ตกลง”

โรสลินเบิกตากว้างเล็กน้อย

“ท่านยอมรับหรือคะ”

“อย่าทำให้ข้าเปลี่ยนใจ”

เขากล่าวเสียงเรียบ แล้วหันไปสั่งเซราฟีน

“เตรียมพิธีพันธะเลือด”

“ฝ่าบาท พิธีนี้ต้องทำภายในเขตพระราชวังเท่านั้น อีกทั้งนางเป็นมนุษย์หมาป่า หากสายเลือดของนางขัดแย้งกับพลังของพระองค์—”

“ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไร”

เพียงเท่านั้น เซราฟีนก็เงียบลง

อาเดรียนหันกลับมาหาโรสลิน

“มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องเข้าใจ พันธะเลือดไม่ใช่สัญญาธรรมดา เมื่อทำแล้ว เจ้าจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์บางส่วนของข้า และข้าจะรับรู้ได้เมื่อเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส”

โรสลินนิ่งไป

“หมายความว่าท่านจะรู้ทุกอย่างที่ฉันคิดหรือคะ”

“ไม่ ข้าไม่มีเวลาว่างพอจะฟังความคิดไร้สาระทั้งหมดของเจ้า”

เธอเม้มปากทันที

“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรไร้สาระเลยนะคะ”

“สีหน้าของเจ้าพูดแทนไปแล้ว”

โรสลินอ้าปากค้าง

นี่เขาเป็นราชาแวมไพร์หรือเป็นคนที่ชอบหาเรื่องผู้อื่นกันแน่!

แม้จะหวาดกลัว แต่ความรู้สึกขุ่นเคืองเล็ก ๆ กลับทำให้เธอลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ

อาเดรียนสังเกตเห็นสีหน้าของเธอ เขาไม่รู้ว่าทำไมการได้เห็นหญิงสาวแสดงอารมณ์เช่นนี้จึงทำให้ความเงียบเหงาที่เกาะกุมปราสาทของเขามานานนับศตวรรษเบาบางลงอย่างน่าประหลาด

ความรู้สึกนั้นชวนหงุดหงิด

และเขาไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้

“อีกเรื่องหนึ่ง” เขากล่าว “เมื่อพันธะสมบูรณ์ เลือดของเจ้าจะเป็นสิ่งที่ข้าเรียกหาได้ แต่ข้าจะไม่ดื่มเลือดของเจ้าโดยไม่จำเป็น หากการดื่มเลือดทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย ข้าจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะหยุดเมื่อใด”

โรสลินขมวดคิ้วทันที

“ข้อนี้ฟังดูเหมือนท่านจะเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างอีกแล้วนะคะ”

“เพราะถ้าข้าตาย เจ้าก็อาจตายตามไปด้วย”

คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบลง

“พันธะนี้จะเชื่อมโยงชีวิตของเราในระดับหนึ่ง” อาเดรียนกล่าวต่อ “ข้ายังไม่รู้ว่ามันจะลึกซึ้งเพียงใด แต่ถ้าพันธะถูกทำลายอย่างรุนแรง ผลที่ตามมาอาจถึงชีวิต”

โรสลินรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ

“ท่านไม่ได้บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรก”

“เพราะข้าเพิ่งตรวจพบว่าเลือดของเจ้าตอบสนองต่อคำสาปของข้าในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

เธอก้มมองมือของตัวเอง

นี่ไม่ใช่เพียงข้อตกลงเพื่อเอาชีวิตรอดอีกแล้ว

มันคือการผูกชีวิตของเธอเข้ากับสิ่งมีชีวิตที่ทรงอำนาจและอันตรายที่สุดตนหนึ่งในโลก

แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่รออยู่ข้างหลัง เธอก็รู้ดีว่าไม่มีทางกลับไปได้อีก

หากกลับไป เธอก็ยังเป็นโอเมก้าที่ถูกขับไล่

เป็นหญิงสาวที่ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ปกป้องตัวเอง

โรสลินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“ฉันยอมรับค่ะ”

อาเดรียนจ้องมองเธอ

“คิดให้ดี โรสลิน วินเทอร์ นี่อาจเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่เจ้าได้ทำโดยไม่มีพันธะของข้าเข้ามาเกี่ยวข้อง”

“ฉันคิดดีแล้วค่ะ”

เธอยื่นมือให้เขา

“ฉันไม่อยากเป็นคนอ่อนแอที่ต้องรอให้ใครเลือกว่าจะทิ้งฉันเมื่อไรอีกแล้ว”

คำตอบนั้นทำให้บางสิ่งในแววตาของอาเดรียนเปลี่ยนไป

ชั่วขณะหนึ่ง เขาเห็นเงาของตัวเองในหญิงสาวตรงหน้า

คนที่เคยเชื่อในสิ่งหนึ่งอย่างสุดหัวใจ ก่อนจะถูกมันทรยศ

เขาเองก็เคยเชื่อในคำสาบาน

และเคยจ่ายราคาให้กับความเชื่อนั้นอย่างสาหัส

อาเดรียนคว้ามือเธอไว้

“เช่นนั้น จงจำเอาไว้ ตั้งแต่วินาทีนี้ไป หากใครคิดจะพรากชีวิตของเจ้า เขาจะต้องผ่านข้าไปก่อน”

โรสลินสบตาเขา หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

คำพูดนั้นฟังคล้ายคำขู่มากกว่าคำปลอบโยน

แต่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกขับไล่ ที่มีใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้าเธอและพูดราวกับการมีชีวิตอยู่ของเธอเป็นเรื่องสำคัญ

พิธีพันธะเลือดเริ่มต้นขึ้นใต้แสงจันทร์

อาเดรียนพาโรสลินไปยังลานหินกลางป่าซึ่งมีเสาหินสีดำตั้งล้อมเป็นวงกลม อักขระโบราณสลักอยู่ตามพื้นและเปล่งแสงสีแดงจาง ๆ เมื่อเขาก้าวเข้าไปในเขตพิธี

เซราฟีนยืนอยู่ด้านนอกวงอักขระ มือประสานไว้ตรงหน้า สีหน้าของนางเคร่งเครียดผิดปกติ

“ฝ่าบาท ท่านแน่ใจหรือว่าจะทำพิธีด้วยพระองค์เอง”

“ข้าไม่คิดจะให้ใครแตะต้องเลือดของนาง”

คำตอบของอาเดรียนทำให้เซราฟีนเงียบไป

โรสลินหันมองเขาอย่างประหลาดใจ

“เพราะท่านไม่ไว้ใจใครหรือคะ”

“ในโลกนี้มีคนที่ข้าไว้ใจอยู่สองประเภท”

“ประเภทไหนคะ”

“คนที่ตายไปแล้ว กับคนที่ยังไม่มีโอกาสทรยศข้า”

โรสลินนิ่งงัน

“ฟังดูเหงามากเลยนะคะ”

อาเดรียนหันขวับมามองเธอ

“อะไรนะ”

“ฉันบอกว่าฟังดูเหงาค่ะ”

เธอรีบเสริมเมื่อเห็นสายตาเย็นเยียบของเขา “แต่ถ้าท่านไม่อยากพูดถึง ฉันก็ไม่ถามต่อค่ะ”

ราชาแวมไพร์มองหญิงสาวราวกับเธอเพิ่งทำสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำมานานมาก

ไม่มีใครเคยเรียกเขาว่าเหงา

ผู้คนต่างหวาดกลัวอำนาจของเขา เกรงกลัวความโหดเหี้ยม และก้มหัวให้ราชบัลลังก์

แต่ไม่มีใครคิดถามว่าใต้ทุกสิ่งเหล่านั้น เขาเหลืออะไรอยู่บ้าง

“ยื่นมือมา”

เขาสั่ง

โรสลินยื่นมือข้างที่มีบาดแผลออกไป

อาเดรียนใช้ปลายนิ้วกรีดผ่านฝ่ามือตัวเองอย่างรวดเร็ว เลือดสีแดงเข้มซึ่งเกือบดำไหลออกมา กลิ่นของมันแตกต่างจากเลือดมนุษย์อย่างสิ้นเชิง มันเย็นเยียบ ลึกล้ำ และมีกลิ่นคล้ายดินหลังพายุ

เขาประสานฝ่ามือเข้ากับเธอ

ทันทีที่เลือดทั้งสองสัมผัสกัน อักขระบนพื้นก็สว่างวาบ

โรสลินสะดุ้งเมื่อความเจ็บปวดแล่นผ่านแขนขึ้นไปถึงหัวใจ

“อึก!”

“อย่าดึงมือออก”

เสียงของอาเดรียนดังอยู่ใกล้มาก

“มองข้าไว้”

เธอพยายามทำตาม แม้ร่างกายจะสั่นสะท้าน

ดวงตาสีแดงของเขาส่องประกายท่ามกลางแสงจันทร์ ขณะที่เส้นเลือดสีดำบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนหลังมือของเขาและค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่มือของเธอ

โรสลินรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังไหลเวียนอยู่ในร่าง

มันไม่ใช่เลือดของเธอทั้งหมด

เป็นพลังที่เย็นจัดและทรงอำนาจ แต่กลับไม่ทำลายเธออย่างที่คิด

ตรงกันข้าม มันกำลังเติมเต็มส่วนที่เคยว่างเปล่าในตัวเธอ

เธอได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองชัดเจนขึ้น

ได้ยินเสียงลมพัดผ่านยอดไม้

ได้กลิ่นดินชื้น ใบไม้ และสัตว์ป่าที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยก้าว

โลกทั้งใบเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา

แล้วภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของเธอ

ปราสาทสีดำที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหิมะ

บัลลังก์เปื้อนเลือด

ชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางซากศพ ดวงตาสีแดงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ขณะที่อักขระสีดำค่อย ๆ ลามขึ้นตามลำคอของเขา

โรสลินหอบหายใจ

“ท่าน…”

อาเดรียนชะงักทันที

ภาพนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งใจให้เธอเห็น

มันคือความทรงจำที่ถูกปิดผนึกไว้ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของเขา

“อย่ามอง”

เขากดเสียงต่ำ แต่ช้าเกินไป

แสงสีแดงพุ่งขึ้นจากพื้นดิน เส้นอักขระทั้งหมดรวมตัวกันเป็นวงแหวนรอบข้อมือของทั้งคู่ ก่อนจะหดเล็กลงและกลายเป็นรอยสัญลักษณ์รูปพระจันทร์เสี้ยวที่มีหยดเลือดอยู่ตรงกลาง

รอยนั้นปรากฏบนข้อมือซ้ายของโรสลิน

และบนข้อมือขวาของอาเดรียน

วินาทีที่พันธะสมบูรณ์ ความเจ็บปวดทั้งหมดก็หายไป

โรสลินทรุดเข่าลง แต่ก่อนที่ร่างของเธอจะกระแทกพื้น แขนแข็งแรงของอาเดรียนก็รวบเอวเธอไว้

“โรสลิน!”

เสียงเรียกของเขาดังกว่าที่ตั้งใจ

หญิงสาวซบอยู่กับอกของเขา หายใจหอบถี่ แต่ยังมีสติ

“ฉันยังไม่ตายใช่ไหมคะ”

อาเดรียนก้มมองเธอ

“น่าเสียดายที่ยัง”

เธอเบิกตาขึ้นมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“ท่านปลอบคนไม่เป็นเลยหรือคะ”

“ข้าไม่เคยมีเหตุผลต้องปลอบใคร”

“ตอนนี้มีแล้วค่ะ เพราะฉันเกือบตายเพราะพิธีของท่าน!”

“เจ้าเป็นคนตกลงเอง”

“แต่ท่านไม่ได้บอกว่ามันจะเจ็บขนาดนี้!”

“หากข้าบอก เจ้าจะเปลี่ยนใจหรือไม่”

โรสลินอ้าปาก ก่อนจะหุบลงอย่างจนคำพูด

“…ไม่ค่ะ”

“เช่นนั้นก็หยุดบ่น”

เขากล่าว แต่กลับยังไม่ยอมปล่อยมือจากเอวของเธอ

เมื่อรู้ตัว อาเดรียนจึงค่อย ๆ ประคองเธอให้ยืนขึ้น ก่อนถอยห่างราวกับไม่ต้องการให้ใครสังเกตเห็นการกระทำเมื่อครู่

ทว่าเซราฟีนเห็นทุกอย่าง

นางรับใช้ราชามานานกว่าหกร้อยปี และไม่เคยเห็นพระองค์รีบรับใครไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้มาก่อน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้ำเสียงเมื่อครู่

ราชาของนางเรียกชื่อหญิงสาวด้วยความตื่นตระหนกจริง ๆ

“ลองขยับพลังดู”

อาเดรียนสั่งหลังจากพาโรสลินออกจากวงพิธี

“ฉันต้องทำอย่างไรคะ”

“ตั้งสติ แล้วฟังเสียงในร่างกายของตัวเอง”

โรสลินหลับตาลง

เธอสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง มันเย็นเหมือนสายน้ำในฤดูหนาว แต่เมื่อเธอพยายามรวบรวมมันไว้ที่ฝ่ามือ ความเย็นนั้นกลับกลายเป็นความอบอุ่นอ่อน ๆ

ใบไม้แห้งตรงพื้นสั่นไหว

จากนั้นก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นจากดิน

หนึ่งใบ

สองใบ

สามใบ

โรสลินลืมตาขึ้นทันที

“ฉันทำได้แล้ว!”

ใบไม้ทั้งสามใบร่วงลงบนศีรษะของเธอพอดี

อาเดรียนมองภาพนั้นนิ่ง ๆ

เซราฟีนหันหน้าไปอีกทาง แต่ไหล่ของนางกลับสั่นเล็กน้อย

โรสลินหยิบใบไม้ออกจากผมด้วยสีหน้าแดงก่ำ

“ห้ามหัวเราะนะคะ”

“ข้ายังไม่ได้หัวเราะ”

“แต่ท่านกำลังคิดอยู่!”

อาเดรียนชะงักไปครู่หนึ่ง

จริงด้วย

พันธะเลือดทำให้เขารับรู้อารมณ์ของหญิงสาวได้บางส่วน และในตอนนี้สิ่งที่ส่งผ่านมาชัดเจนที่สุดคือความอับอายปนความขุ่นเคืองของเธอ

เขามองเธอด้วยแววตาประหลาด

“เจ้าเริ่มรับรู้ความคิดของข้าแล้วหรือ”

“ไม่ค่ะ ฉันแค่เดาจากสีหน้าของท่าน”

“เช่นนั้นก็ฝึกเดาให้น้อยลง”

“ถ้าท่านเลิกทำหน้าเหมือนกำลังดูถูกคนอื่น ฉันก็จะพยายามค่ะ”

เซราฟีนถึงกับหลุดเสียงไอออกมา

อาเดรียนหันไปมองนางเพียงครั้งเดียว ราชองครักษ์สาวก็ยืดตัวตรงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จากนั้นเขาหันกลับมาหาโรสลิน

“พลังของเจ้ายังไม่เสถียร อย่าพยายามใช้มันมากเกินไปในคืนนี้”

“แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองใช้พลังอะไรได้บ้าง”

“ข้าจะให้คนสอนเจ้าเมื่อกลับถึงปราสาท”

โรสลินก้มมองมือของตัวเอง

เธอไม่รู้ว่าพลังที่เพิ่งตื่นขึ้นจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เธอสัมผัสได้ชัดเจนคือร่างกายของตัวเองไม่อ่อนแอเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว

อย่างน้อยที่สุด เธอได้ก้าวแรกออกจากกรงที่คนอื่นสร้างไว้ให้แล้ว

“อาเดรียนคะ”

เขาหันมามองเมื่อได้ยินเธอเรียกชื่อ

เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวเรียกเขาโดยไม่มีคำว่า ‘ฝ่าบาท’ นำหน้า

“ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกชื่อข้า”

โรสลินชะงัก

“ขอโทษค่ะ ฉันควรเรียกท่านว่าอะไร”

“ฝ่าบาท”

“ค่ะ ฝ่าบาท”

เธอรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะถามต่อ

“แล้วฝ่าบาทจะพาฉันไปที่ไหนคะ”

“ปราสาทแบล็กธอร์น”

“ที่นั่นมีห้องให้ฉันพักไหมคะ”

“มี”

“อาหารล่ะคะ”

อาเดรียนมองเธออย่างเหลือเชื่อ

“เจ้ากำลังถามเรื่องอาหารหลังจากเพิ่งทำพันธะเลือดกับราชาแวมไพร์หรือ”

โรสลินยกมือแตะท้องตัวเองเบา ๆ

“ฉันหิวค่ะ ตั้งแต่ถูกขับไล่มาก็แทบไม่ได้กินอะไรเลย”

ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณนั้น

อาเดรียนมองใบหน้าซีดเซียวของเธออีกครั้ง และเพิ่งสังเกตว่าเสื้อผ้าของหญิงสาวเปื้อนดิน มีรอยขาดหลายแห่ง และเท้าเปล่าของเธอเต็มไปด้วยบาดแผล

คนในฝูงของเธอปล่อยให้หญิงสาวที่บาดเจ็บเดินเข้าป่าต้องห้ามเพียงลำพัง

ความไม่พอใจเย็นเยียบแผ่ขึ้นในอกของเขาโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน

เขาไม่สนใจเรื่องของมนุษย์หมาป่า

ไม่เคยสนใจความขัดแย้งระหว่างฝูง

และไม่เคยคิดจะยื่นมือช่วยเหลือผู้ที่ถูกทอดทิ้ง

แต่ตอนนี้ เพียงแค่เห็นรอยแผลบนเท้าของโรสลิน เขากลับรู้สึกอยากรู้ว่าใครเป็นคนทำให้เธอต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้

“เซราฟีน”

“เพคะ ฝ่าบาท”

“ส่งคนไปเตรียมห้องพักที่ปีกตะวันออก จัดหาเสื้อผ้าและอาหารให้หญิงสาว รวมถึงเรียกหมอหลวงมาตรวจบาดแผลของนาง”

เซราฟีนรับคำทันที

“เพคะ”

โรสลินมองเขาอย่างประหลาดใจ

“ขอบคุณค่ะ”

อาเดรียนหันหลังให้เธอ

“อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ต้องการให้แหล่งเลือดของข้าตายก่อนเวลา”

รอยยิ้มที่เพิ่งปรากฏบนใบหน้าของโรสลินค่อย ๆ จางลงเล็กน้อย

แต่เธอก็พยักหน้า

“ค่ะ ฉันเข้าใจ”

อาเดรียนไม่รู้ว่าทำไมคำตอบนั้นถึงทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดกว่าเดิม

เขาอยากให้เธอโต้เถียง

อยากให้เธอพูดอะไรสักอย่างกลับมา

แต่โรสลินกลับก้มหน้าลงและไม่พูดอีก

ความเงียบของเธอทำให้เขานึกถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบใจ

ความเงียบหลังจากคนคนหนึ่งถูกทำร้ายจนไม่กล้าเรียกร้องอะไรอีก

อาเดรียนหยุดเดิน

“โรสลิน”

“คะ?”

“เมื่ออยู่ในปราสาท หากต้องการสิ่งใด ให้เอ่ยปากขอ”

หญิงสาวมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม

“ข้าไม่ชอบให้คนของข้าล้มตายเพราะความโง่เขลาของตัวเอง”

โรสลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“ถ้าอย่างนั้น…ฉันขอรองเท้าสักคู่ได้ไหมคะ”

อาเดรียนหลับตาลงชั่วขณะ ราวกับกำลังรวบรวมความอดทนที่เหลืออยู่ทั้งหมด

“เซราฟีน”

“เพคะ ฝ่าบาท”

“หารองเท้าให้นาง”

คราวนี้โรสลินยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย

และอาเดรียนก็รีบหันหน้าหนี ก่อนที่ตัวเองจะเผลอมองรอยยิ้มนั้นนานเกินไป

ไกลออกไปจากป่าต้องห้าม ณ คฤหาสน์ของฝูงมูนฟอลล์

คัลเลน แบล็กวูดยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องทำงาน ในมือมีแก้วไวน์ที่ยังไม่ได้แตะต้อง

เขาควรจะรู้สึกโล่งใจ

โรสลินถูกขับไล่ออกไปแล้ว ไม่มีสิ่งใดขัดขวางการแต่งงานทางการเมืองกับเซเลสเทียอีกต่อไป ฝูงซิลเวอร์เครสต์จะส่งกำลังสนับสนุน และสถานะของเขาจะมั่นคงยิ่งกว่าที่เคย

ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ตั้งแต่พิธีปฏิเสธคู่แท้สิ้นสุดลง ความรู้สึกเจ็บแปลบตรงอกของเขาก็ไม่ยอมหายไป

คัลเลนขมวดคิ้วและวางแก้วลง

“เป็นแค่ผลจากการตัดพันธะเท่านั้น”

เขาพึมพำกับตัวเอง

“อีกไม่นานมันก็จะหายไป”

ทันใดนั้น ประตูห้องทำงานก็เปิดออก

เบรนต์ รองหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ท่านคัลเลน มีรายงานจากชายแดนป่าต้องห้ามครับ”

“ว่ามา”

“หน่วยลาดตระเวนพบร่องรอยพลังเวทโบราณบริเวณลำธารทางเหนือ แต่ไม่พบร่างของโรสลิน”

คัลเลนหันขวับ

“หมายความว่าอย่างไรที่ไม่พบร่าง”

“เราตรวจค้นบริเวณนั้นแล้วครับ มีรอยเลือดอยู่บนพื้น แต่ไม่มีหลักฐานว่านางถูกสัตว์ป่าฆ่า”

คัลเลนกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว

“แล้วพวกเจ้าคิดว่านางยังมีชีวิตอยู่หรือ”

“เราไม่อาจยืนยันได้ครับ”

ความเงียบตกลงกลางห้อง

คัลเลนพยายามบอกตัวเองว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาอีกแล้ว โรสลินไม่ใช่คู่ของเขาอีกต่อไป และการที่เธอจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ไม่ควรส่งผลต่อการตัดสินใจของเขา

แต่จู่ ๆ ภาพใบหน้าของเธอในคืนที่เขาประกาศปฏิเสธกลับปรากฏขึ้นในความทรงจำ

ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

ริมฝีปากที่สั่นไหว

และคำถามสุดท้ายที่เธอถามเขา

‘ท่านไม่เคยรักฉันเลยหรือคะ’

คัลเลนหลับตาลงอย่างหงุดหงิด

“ส่งคนค้นหาต่อไป”

เบรนต์ชะงัก

“ท่านต้องการให้ค้นหานางหรือครับ”

“ข้าไม่ได้สั่งให้ช่วยนาง” คัลเลนตอบเสียงแข็ง “ข้าเพียงไม่ต้องการให้ศพของนางถูกพบในเขตชายแดนก่อนพิธีหมั้นของข้า หากเรื่องนี้กลายเป็นข่าว ฝูงซิลเวอร์เครสต์จะใช้มันโจมตีเราได้”

“รับทราบครับ”

เมื่อเบรนต์ออกไป คัลเลนก็ยกมือขึ้นกดหน้าอกตัวเอง

ความเจ็บแปลบเกิดขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อน

เขาทรุดมือจับขอบโต๊ะ ดวงตาเบิกกว้าง

“อะไรกัน…”

เป็นไปไม่ได้

พันธะคู่แท้ถูกตัดขาดแล้ว

เหตุใดเขายังรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังถูกพรากออกไปจากตัวเอง

และเหตุใดในวินาทีนั้น เขาจึงนึกถึงใบหน้าของโรสลินขึ้นมาอย่างชัดเจน

ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังยืนอยู่ระหว่างเขากับเธอ

ใครบางคนที่เขาไม่อาจมองเห็น

ใครบางคนที่กำลังพาเธอไปไกลจากเขาทุกที

คัลเลนกำมือแน่นจนแก้วไวน์บนโต๊ะแตกกระจาย

“โรสลิน…”

เขาเอ่ยชื่อเธอออกมาโดยไม่รู้ตัว

แต่ในอีกฟากหนึ่งของป่าต้องห้าม หญิงสาวที่เขาเพิ่งทอดทิ้งได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางชีวิตใหม่แล้ว

และครั้งนี้ เธอไม่ได้เดินเพียงลำพังอีกต่อไป

พันธะเลือดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า มันจะเปลี่ยนชะตาของราชาแวมไพร์และหญิงสาวผู้ถูกปฏิเสธไปตลอดกาล

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 55 เมื่อจันทราเลือกหัวใจ

    รุ่งอรุณแรกหลังจากการล่มสลายของแดนไร้นามมาถึงอย่างเงียบงัน แสงสีทองส่องผ่านหน้าต่างสูงของปราสาทแวมไพร์ สาดลงบนพื้นหินอ่อนที่เคยเย็นเยียบมานานนับศตวรรษ ทหารเวรยามกลับมาประจำตำแหน่ง ผู้คนที่เคยสูญเสียความทรงจำเริ่มจดจำชื่อของตนเองได้อีกครั้ง และข่าวการรอดชีวิตของราชาแวมไพร์ก็แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทว่าสำหรับโรสลิน วินเทอร์ การกลับมาของแสงสว่างไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ เธอยืนอยู่ริมระเบียง มองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำเงินเข้ม มือข้างหนึ่งแตะจี้หินสีขาวซึ่งได้รับการซ่อมแซมด้วยเวทมนตร์ของเอเวอเร็ตต์ แม้มันจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่เศษหินทั้งสองชิ้นกลับเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง ไม่มีชื่อซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีคำสั่งจากอดีต มีเพียงแสงสีเงินจาง ๆ ที่ส่องสว่างเมื่อเธอต้องการเท่านั้น “เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไร” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินหันกลับไปเห็นอาเดรียนยืนอยู่ตรงประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบง่าย ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเครื่องหมายราชวงศ์ และไม่มีดาบประจำตัว เขาดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันยาวนานมาเช่นเดียวกับเธอ “ไม่นานค่ะ” “ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้แล

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 54 ความจริงก่อนรุ่งอรุณ

    “ต้นกำเนิดของเจ้าเอง” คำพูดของอาเดรียนทำให้โรสลินนิ่งงัน รอบตัวพวกเขา ห้องหินกำลังพังทลาย แสงสีดำจากรอยแยกบนพื้นค่อย ๆ แผ่กระจายไปตามผนัง เสียงของสิ่งที่อยู่หลังประตูยังคงกระซิบเรียกชื่อผู้คนที่ไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไป แต่โรสลินกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง เธอค่อย ๆ ปล่อยมือจากอาเดรียน “อธิบายมา” อาเดรียนไม่หลบสายตา “ข้าจะอธิบายทุกอย่างที่ข้าจำได้ แต่ข้าไม่กล้ารับรองว่าความทรงจำทั้งหมดเป็นความจริง” “เริ่มจากเรื่องที่คุณเพิ่งพูด” เขาสูดลมหายใจลึก “หญิงที่ข้าเคยรู้จักในนามอิซาราไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือครองนามแห่งพันธสัญญา นางเป็นร่างที่ใช้กักเก็บตัวตนของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่อยู่ก่อนการกำเนิดราชวงศ์จันทรา และเป็นต้นกำเนิดของพลังที่สืบทอดมาถึงเจ้า” โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “ผู้หญิงหลังผนึก” “ใช่” “ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จันทรา” “ข้าคิดว่าใช่” เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “ทุกคนมีคำตอบให้ฉันครึ่งเดียวเสมอ” อาเดรียนก้มหน้าลง “ข้าขอโทษ” “อย่าเพิ่งขอโทษแทนสิ่งที่คุณยังไม่รู้” โรสลินตอบ “ฉันต้องการความจริง ไม่ใช่ความรู้สึกผิดของคุณ” เขาเงยห

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 53 หัวใจที่ไม่ยอมตาย

    “อิซารา... ผู้หญิงที่ข้าฆ่าเพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่” เสียงนั้นดังสะท้อนทั่วห้องหิน ราวกับไม่ได้มาจากหัวใจสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศ แต่ดังขึ้นจากภายในร่างของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น โรสลินไม่อาจละสายตาจากสิ่งตรงหน้าได้ หัวใจสีดำเต้นช้า ๆ มีเส้นแสงสีแดงแทรกอยู่ตามรอยแตก และทุกครั้งที่มันบีบตัว พลังจันทราในร่างของเธอจะตอบสนองราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหา เธอรู้สึกถึงความเศร้า ความเจ็บปวด และความรักที่รุนแรงจนเกือบกลายเป็นความเกลียดชัง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความรู้สึกทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเธอ “อย่าเข้าใกล้มัน” อาเดรียนเตือน เขายืนอยู่ข้างเธอ ดาบในมือพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ทว่าแววตาของเขากลับจับจ้องหัวใจสีดำด้วยความสับสนอย่างที่โรสลินไม่เคยเห็นมาก่อน “มันกำลังเชื่อมต่อกับเจ้า” “ฉันรู้” “ถ้าเช่นนั้น ถอยออกมา” โรสลินหันไปมองเขา “คุณกำลังสั่งฉันหรือขอให้ฉันระวัง” อาเดรียนชะงัก ก่อนลดดาบลงเล็กน้อย “ข้ากำลังขอให้เจ้าระวัง เพราะข้าไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรกับเจ้า” เธอพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะระวัง แต่ฉันจะไม่หนีจากความจริงเพียงเพราะมันน่ากลัว” อาเดรียนไม่ได้ขัดขวาง เขาเพียงขยับเข้าม

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 52 หัวใจของผู้ถูกลบ

    เสียงแตกร้าวของจี้หินสีขาวยังคงก้องอยู่ในหูของโรสลิน เศษหินสองชิ้นตกลงบนพื้นหินสีดำ แสงสีเงินที่เคยส่องสว่างจากจี้ค่อย ๆ ดับลง ทว่าก่อนที่มันจะมอดหายไปโดยสมบูรณ์ อักขระเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในกลับปรากฏขึ้นชั่วขณะ ไม่ใช่ชื่อโรสลิน วินเทอร์ ไม่ใช่ชื่ออิซารา แต่เป็นสัญลักษณ์วงแหวนสามวงซ้อนกัน และมีเส้นหนึ่งพาดผ่านตรงกลาง โรสลินก้มมองเศษจี้ ก่อนเงยหน้าขึ้นเผชิญชายที่มีใบหน้าเหมือนอาเดรียน “คุณพูดว่าฉันขโมยหัวใจของคุณไป หมายความว่าอย่างไร” ชายคนนั้นยิ้มอย่างคนที่รอคำถามนี้มานาน “เจ้าจำไม่ได้จริง ๆ หรือ” “ถ้าฉันจำได้ ฉันคงไม่ถาม” “เจ้าก็ยังใจร้อนเหมือนเดิม” “ส่วนคุณก็ยังพูดมากโดยไม่ตอบคำถามเหมือนเดิม” รอยยิ้มของเขาหายไปชั่วขณะ ด้านหลังโรสลิน อาเดรียนตัวจริงยืนเงียบสนิท ตั้งแต่วาเลเรียนเรียกชายอีกคนว่า ฝ่าบาท เขาก็ไม่เอ่ยอะไรอีกเลย ดวงตาสีแดงจับจ้องแผ่นโลหะในมือวาเลเรียนราวกับกำลังพยายามดึงความทรงจำที่ถูกฝังไว้กลับคืนมา “ส่งแผ่นโลหะนั่นมา” อาเดรียนกล่าวในที่สุด วาเลเรียนเลิกคิ้ว “ฝ่าบาทต้องการสิ่งนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” “ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าประชด” “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 51 เงาสะท้อนของราชาแวมไพร์

    “ในที่สุดเจ้าก็มาถึง อิซารา” เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางห้องหินอันเงียบงัน โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกำจี้หินสีขาวที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ ขณะที่อาเดรียนตัวจริงก้าวมายืนเคียงข้างเธอ ดวงตาสีแดงของราชาแวมไพร์จับจ้องชายอีกคนซึ่งมีใบหน้าเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ผมสีดำสนิท ดวงตาสีแดงเข้ม รูปร่างสูงสง่า และดาบประจำราชวงศ์แวมไพร์ในมือ แม้แต่รอยแผลเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้วมือซ้ายก็เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างมีเพียงแววตา อาเดรียนที่ยืนอยู่ข้างโรสลินมีความเยือกเย็นที่ผ่านความเจ็บปวดมานับพันปี ส่วนชายบนแท่นหินกลับมีแววตาของผู้ที่ไม่เคยยอมรับการสูญเสีย และพร้อมทำลายทุกสิ่งเพื่อเอาคืน “ถอยไปจากนาง” อาเดรียนตัวจริงเอ่ยเสียงต่ำ ชายอีกคนหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากล้าสั่งข้าหรือ” “ข้าไม่จำเป็นต้องสั่งตัวเอง” “ตัวเอง?” อีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ อาเดรียน” บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้ง เส้นสีดำที่พันธนาการชายผมสีเงินบนแท่นหินขยับราวกับสิ่งมีชีวิต มันเลื้อยผ่านแขนและลำคอของเขา ก่อนจะรัดแน่นขึ้นเมื่อชายผู้นั้นพยายามขยับตัว โรสลินมองภาพนั้นแล้วก้าวไปข้างหน้า “ก่อนจะมีใครเริ่มต่อสู้ก

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 50 ชีวิตที่แลกด้วยชื่อ

    เสียงของชายผมสีเงินยังคงดังก้องอยู่ในหัวของโรสลิน แม้แผ่นโลหะสีเงินบนโต๊ะจะดับแสงลงแล้วก็ตาม ชื่อของข้าไม่ใช่สิ่งที่ถูกขโมยไป แต่เป็นสิ่งที่ข้าใช้แลกกับชีวิตของเจ้าเอง โรสลินยืนนิ่ง มือที่จับแผ่นโลหะเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก “เขากำลังพยายามบอกอะไรฉันกันแน่…” อาเดรียนยืนอยู่ข้างเธอ สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “บางทีเขาอาจยอมสละชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเจ้าให้รอดจากการถูกลบ” “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมชื่อของฉันถึงถูกเปลี่ยนตามไปด้วย?” “เพราะชื่อของเจ้าอาจเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่เขาทำไว้” โรสลินหลับตาลง พยายามจัดเรียงข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา ผู้สืบทอดคนแรกถูกลบออกจากโลกเพื่อให้ผู้สืบทอดคนที่สองมีชีวิตอยู่ ชายผมสีเงินยอมแลกชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเธอ ขณะที่ชื่อเดิมของเธอกลับถูกซ่อนเอาไว้ และอาเดรียนก็มีคำสาปที่เชื่อมโยงกับเธอมานานกว่าพันปี ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีใครยอมเปิดเผยความจริงทั้งหมด “ฉันจะไม่ยอมให้ใครใช้ชีวิตของฉันเป็นข้ออ้างในการเสียสละตัวเองอีกแล้ว” เธอกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นพ่อของฉัน อิซารา หรือแม้แต่คุณ” อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น” “คุณเคยพูดแบบน

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status