Mag-log inรุ่งอรุณแรกหลังจากการล่มสลายของแดนไร้นามมาถึงอย่างเงียบงัน
แสงสีทองส่องผ่านหน้าต่างสูงของปราสาทแวมไพร์ สาดลงบนพื้นหินอ่อนที่เคยเย็นเยียบมานานนับศตวรรษ ทหารเวรยามกลับมาประจำตำแหน่ง ผู้คนที่เคยสูญเสียความทรงจำเริ่มจดจำชื่อของตนเองได้อีกครั้ง และข่าวการรอดชีวิตของราชาแวมไพร์ก็แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทว่าสำหรับโรสลิน วินเทอร์ การกลับมาของแสงสว่างไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ เธอยืนอยู่ริมระเบียง มองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำเงินเข้ม มือข้างหนึ่งแตะจี้หินสีขาวซึ่งได้รับการซ่อมแซมด้วยเวทมนตร์ของเอเวอเร็ตต์ แม้มันจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่เศษหินทั้งสองชิ้นกลับเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง ไม่มีชื่อซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีคำสั่งจากอดีต มีเพียงแสงสีเงินจาง ๆ ที่ส่องสว่างเมื่อเธอต้องการเท่านั้น “เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไร” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินหันกลับไปเห็นอาเดรียนยืนอยู่ตรงประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบง่าย ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเครื่องหมายราชวงศ์ และไม่มีดาบประจำตัว เขาดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันยาวนานมาเช่นเดียวกับเธอ “ไม่นานค่ะ” “ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้แล้ว” “คุณทำอาหารเองหรือเปล่า” อาเดรียนเลิกคิ้ว “เจ้าคิดว่าราชาแวมไพร์ไม่มีความสามารถแม้แต่จะทำอาหารเช้าหรือ” “ฉันคิดว่าราชาแวมไพร์อาจทำให้ห้องครัวระเบิดได้มากกว่า” เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำดูถูก” โรสลินหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เสียงหัวเราะของเธอทำให้แววตาของอาเดรียนอ่อนลง เขาเดินเข้ามาหา แต่หยุดอยู่ตรงหน้าเธอโดยไม่แตะต้องจนกว่าเธอจะเป็นฝ่ายยื่นมือให้ โรสลินมองมือที่ยื่นอยู่ตรงหน้า ก่อนวางมือลงบนฝ่ามือของเขา “ไปกินข้าวกันค่ะ ฉันหิวแล้ว” “ตามที่เจ้าต้องการ” ทั้งสองเดินออกจากระเบียงเคียงข้างกัน เป็นการเดินทางระยะสั้นที่ไม่มีประตูต้องเปิด ไม่มีคำสาปต้องแก้ และไม่มีใครกำหนดว่าพวกเขาต้องไปถึงที่ใด แต่สำหรับโรสลิน นั่นกลับเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต หลังอาหารเช้า เอเวอเร็ตต์เรียกทุกคนมาพบกันในห้องประชุมเล็ก เซราฟีนยืนอยู่ข้างหน้าต่างพร้อมรายงานฉบับใหม่ ส่วนชายผมสีเงินนั่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้เตาผิง สีหน้าของเขาดีขึ้นมาก แม้เส้นผมจะยังคงซีดจางและดวงตาสีเทาจะดูเหนื่อยล้า โรสลินนั่งลงตรงข้ามเขา “คุณบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะพูดกับฉัน” ชายผมสีเงินพยักหน้า “ข้าคิดว่าถึงเวลาที่เจ้าควรได้รับสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เหลืออยู่จากอดีต” เขาวางแผ่นโลหะสีเงินชิ้นเล็กลงบนโต๊ะ บนพื้นผิวมีร่องรอยของชื่อที่ถูกลบออกไปจนเกือบหมด “นี่คือแผ่นบันทึกสุดท้ายของผู้สืบทอดคนแรก มันไม่เหลือชื่อของข้าแล้ว และข้าจะไม่พยายามเรียกชื่อที่สูญหายกลับคืนมาอีก” โรสลินมองเขาอย่างพิจารณา “เพราะคุณไม่ต้องการชื่อเดิม หรือเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าได้มันคืนมา” “ทั้งสองอย่าง” เขาตอบโดยไม่ปิดบัง “ข้าใช้เวลานานเกินไปในการเชื่อว่าการเสียสละตัวเองเป็นหนทางเดียวที่จะปกป้องเจ้า ข้าเคยคิดว่าหากไม่มีชื่อ ข้าก็จะไม่มีใครตามหา และเจ้าจะปลอดภัย แต่ข้าลืมไปว่าการตัดสินใจแทนผู้อื่นก็เป็นการพรากสิทธิ์ของพวกเขาเช่นกัน” โรสลินนิ่งฟัง “ข้าไม่ขอให้เจ้าเรียกข้าว่าพ่อ ไม่ขอให้เจ้ายกโทษให้ข้า และไม่ขอให้เจ้ารับหน้าที่ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์จันทรา” เขากล่าวต่อ “ข้าเพียงอยากให้เจ้ารู้ว่า หากวันหนึ่งเจ้าต้องการถามเรื่องอดีต ข้าจะตอบเท่าที่ข้ารู้ โดยไม่ปิดบังอีก” โรสลินมองแผ่นโลหะบนโต๊ะ เธอยังไม่สามารถเรียกชายตรงหน้าว่าบิดาได้อย่างสนิทใจ ความผูกพันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะใครคนหนึ่งมีสายเลือดเกี่ยวข้องกับเธอ และความเจ็บปวดที่ผ่านมาก็ไม่อาจหายไปด้วยคำขอโทษเพียงไม่กี่คำ แต่เธอไม่จำเป็นต้องตัดสินทุกอย่างในวันนี้ “ฉันจะไม่รับชื่อที่คุณสละไปค่ะ” เธอบอก “และฉันจะไม่สัญญาว่าจะให้อภัยคุณทั้งหมด” ชายผมสีเงินพยักหน้า “ข้าเข้าใจ” “แต่ถ้าคุณอยากเริ่มต้นใหม่ คุณสามารถเริ่มจากการใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่ต้องทำตัวเป็นเครื่องสังเวยให้ใครอีก” เป็นครั้งแรกที่ชายผมสีเงินยิ้มอย่างไม่ฝืนใจ “ข้าจะลองทำเช่นนั้น” เอเวอเร็ตต์เก็บแผ่นโลหะใส่กล่องไม้ ก่อนเปิดบันทึกอีกเล่มบนโต๊ะ “ส่วนเรื่องของราชินีลูนาเรีย เราพบข้อมูลที่อาจช่วยอธิบายความจริงได้” โรสลินหันไปหาเขาทันที “อะไรคะ” “ชื่อของลูนาเรียถูกใช้โดยผู้หญิงหลายคนในราชวงศ์จันทราจริง แต่ผู้หญิงที่เลี้ยงดูเจ้ามาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับตำแหน่งต่อจากคนก่อนหน้า” เอเวอเร็ตต์พลิกหน้าบันทึก “นางเป็นผู้พิทักษ์สายเลือดของเจ้า และเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้รู้ว่าชื่อใดถูกปิดผนึกไว้ในตัวเจ้า” “แล้วนางเป็นใครกันแน่” “ข้ายังยืนยันไม่ได้ว่านางเป็นหญิงคนเดียวกับที่อาเดรียนเคยพบเมื่อพันปีก่อนหรือไม่ แต่หลักฐานชี้ว่า นางมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ควรเป็นไปได้” อาเดรียนมองบันทึกอย่างเคร่งเครียด “นั่นหมายความว่านางอาจเกี่ยวข้องกับการผนึกความทรงจำของข้า” “เป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่มีหลักฐานว่านางเป็นผู้สร้างคำสาป หรือเป็นคนที่สั่งให้ลบชื่อของใคร” โรสลินมองบันทึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดมันลง “ถ้าความจริงยังไม่ครบ เราก็ไม่ควรตัดสินนางจากข้อสันนิษฐาน” ทุกคนหันมามองเธอ “ฉันจะค้นหาความจริงต่อไป แต่ไม่ใช่วันนี้ และไม่ใช่เพราะมีใครสั่งให้ฉันทำ” เธอกล่าว “ฉันต้องการเวลาที่จะใช้ชีวิตของตัวเองก่อน” อาเดรียนยิ้มบาง ๆ “ข้าสนับสนุนการตัดสินใจนั้น” “ดีค่ะ เพราะฉันตั้งใจจะพักยาว” เซราฟีนหลุดหัวเราะเบา ๆ “หลังจากสิ่งที่พวกเราผ่านมา ข้าคิดว่าไม่มีใครกล้าคัดค้านท่านแล้ว” โรสลินยิ้มตอบ แต่ในใจเธอรู้ดีว่า การพักผ่อนไม่ได้หมายถึงการหนีจากอดีต มันหมายถึงการยอมรับว่าเธอไม่จำเป็นต้องแก้ไขทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะมีโอกาสใช้ชีวิตของตัวเอง ช่วงบ่าย อาเดรียนพาโรสลินไปยังสวนด้านหลังปราสาท ต้นไม้ที่เคยแห้งเหี่ยวเริ่มผลิใบใหม่ ดอกไม้สีขาวซึ่งเคยบานเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวงกลับผลิบานท่ามกลางแสงอาทิตย์ แสดงให้เห็นว่าพลังจันทราไม่ได้หายไปพร้อมกับการปิดประตู มันเพียงกลับคืนสู่ที่ที่ควรอยู่ “คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ” อาเดรียนหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ “มีบางอย่างที่ข้าอยากถามเจ้า” โรสลินมองเขาอย่างระแวดระวังทันที “ถ้าเป็นเรื่องชื่ออิซารา ฉันยังไม่มีคำตอบให้คุณ” “ไม่ใช่เรื่องนั้น” เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ซึ่งเป็นท่าทางที่ดูแปลกตาสำหรับราชาแวมไพร์ผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด “ข้าอยากรู้ว่า หลังจากทุกอย่างจบลงแล้ว เจ้าต้องการอะไรจากชีวิต” โรสลินนิ่งไป เธอไม่เคยมีเวลาคิดถึงเรื่องนี้จริง ๆ ก่อนหน้านี้ เธอพยายามเอาชีวิตรอดจากการถูกปฏิเสธ การถูกขับไล่ และการถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้คนที่ต้องการอำนาจ หลังจากนั้นเธอก็ต้องรับมือกับคำสาป ความลับของราชวงศ์ และความจริงที่เปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่คิดว่าตัวเองเข้าใกล้คำตอบ ก็มีใครบางคนปรากฏตัวพร้อมบอกว่าเธอไม่ใช่คนที่เธอคิดว่าเป็น แต่ตอนนี้ ไม่มีใครยืนอยู่ตรงหน้าเพื่อบอกว่าเธอต้องเป็นอะไร “ฉันอยากมีบ้านที่ฉันไม่ต้องระวังว่าจะถูกขับไล่เมื่อไร” เธอตอบช้า ๆ “อยากมีชีวิตที่ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองสมควรได้รับความรัก และอยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้าโดยไม่ต้องสงสัยว่าวันนี้ใครจะพยายามใช้ฉันเป็นเครื่องมืออีก” อาเดรียนฟังอย่างตั้งใจ “แล้วเจ้าอยากให้ข้าอยู่ในชีวิตนั้นหรือไม่” คำถามเรียบง่าย แต่ทำให้โรสลินรู้สึกถึงความจริงจังที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เขาไม่ได้ถามว่าเธอจะยอมเป็นราชินีหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าเธอจะรับพันธสัญญาเลือดตลอดไปหรือไม่ และไม่ได้ถามว่าเธอจะยอมอยู่เคียงข้างเขาเพราะชะตากรรมกำหนดไว้หรือเปล่า เขาถามเพียงว่าเธอต้องการให้เขาอยู่หรือไม่ โรสลินเดินเข้าไปหาเขา “ฉันอยากให้คุณอยู่ค่ะ” แววตาของอาเดรียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เพราะคำสาปของเรายังเชื่อมโยงกันหรือ” “ไม่ใช่” เธอส่ายหน้า “ฉันอยากให้คุณอยู่เพราะฉันรักคุณ” อาเดรียนนิ่งงัน โรสลินยิ้มให้เขา “ฉันไม่ได้รักคุณเพราะคุณเป็นราชาแวมไพร์ ไม่ใช่เพราะคุณช่วยฉันในวันที่ฉันไม่มีใคร และไม่ใช่เพราะพันธสัญญาเลือดบังคับให้เราผูกพันกัน ฉันรักคุณเพราะคุณเป็นคนที่ฉันได้รู้จัก ทั้งด้านที่ดีและด้านที่คุณพยายามซ่อนเอาไว้” เธอแตะมือเขา “ฉันรู้ว่าคุณมีอดีตที่ยังไม่เข้าใจ และฉันรู้ว่าเรายังมีเรื่องต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ฉันอยากเดินต่อไปกับคุณ ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือกอื่น” อาเดรียนยกมือขึ้นแตะแก้มเธออย่างอ่อนโยน “โรสลิน ข้าไม่รู้ว่าตัวเองสมควรได้รับความรักของเจ้าหรือไม่” “เรื่องนั้นคุณไม่ต้องตัดสินแทนฉัน” เธอเลิกคิ้ว “ฉันเลือกเองได้ค่ะ” อาเดรียนหัวเราะเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีความขมขื่นปะปนอยู่ “จริงของเจ้า” เขาก้มลงจูบหน้าผากเธอ ก่อนหยุดเพื่อรอคำตอบจากเธอด้วยสายตาที่เปิดเผยความต้องการอย่างตรงไปตรงมา โรสลินเป็นฝ่ายยื่นหน้าเข้าไปหา จูบของพวกเขาอ่อนโยน ไม่เร่งร้อน และไม่มีความกลัวว่าจะต้องสูญเสียกันในวินาทีถัดไป เมื่อผละออก อาเดรียนยังคงประคองใบหน้าของเธอไว้ “ข้าจะไม่สัญญาว่าจะปกป้องเจ้าจากทุกสิ่ง เพราะข้ารู้แล้วว่าข้าไม่สามารถควบคุมโลกทั้งใบได้” เขาสบตาเธอ “แต่ข้าสัญญาว่าจะไม่ตัดสินใจแทนเจ้า จะไม่ใช้ความรักเป็นข้ออ้างในการบังคับเจ้า และจะไม่ปิดบังความจริงเพียงเพราะข้ากลัวว่าจะสูญเสียเจ้า” โรสลินยิ้ม “ฉันก็จะไม่สัญญาว่าจะเชื่อคุณทุกเรื่องโดยไม่ตั้งคำถาม” “ข้าคงผิดหวังหากเจ้าเลิกถามคำถามเสียมากกว่า” “ดีค่ะ เพราะฉันยังมีอีกเยอะ” อาเดรียนก้มลงจูบเธออีกครั้ง คราวนี้โรสลินเป็นฝ่ายดึงเขาเข้ามาใกล้กว่าเดิม ไม่มีเสียงระฆังจากวิหาร ไม่มีประตูรัตติกาล และไม่มีเสียงกระซิบจากความว่างเปล่า มีเพียงคนสองคนที่เลือกกันและกันด้วยความสมัครใจ และสำหรับพวกเขา นั่นเพียงพอแล้ว หลายสัปดาห์ต่อมา ข่าวการล่มสลายของวาเลเรียนและการปิดผนึกแดนไร้นามถูกประกาศไปทั่วดินแดน ไม่มีใครยืนยันได้ว่าวาเลเรียนตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เขาไม่สามารถใช้เลือดของโรสลินเป็นกุญแจเปิดประตูได้อีก พลังของผู้ถูกลบที่เหลืออยู่ถูกส่งคืนให้แก่ชื่อของพวกเขา ผู้คนบางส่วนกลับมาจดจำอดีตได้ ขณะที่บางคนต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตต่อไปโดยไม่มีความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา อาเดรียนเริ่มฟื้นฟูอาณาจักรแวมไพร์ด้วยการยกเลิกการทดลองที่เกี่ยวข้องกับเลือดและความทรงจำทั้งหมด เขาเปิดเผยความผิดพลาดที่ราชสำนักเคยปกปิด และยอมรับว่าการตัดสินใจของเขาในอดีตมีส่วนทำให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น เขาไม่ได้ขอให้ผู้คนลืม แต่เลือกทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นซ้ำ เซราฟีนยังคงเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ และกลายเป็นคนที่คอยเตือนราชาของตนไม่ให้กลับไปทำงานจนลืมพักผ่อน ส่วนเอเวอเร็ตต์รับหน้าที่ดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความว่างเปล่า สำหรับคัลเลน แบล็กวูด เขาส่งจดหมายฉบับหนึ่งมายังปราสาท โรสลินอ่านมันในห้องส่วนตัว โรสลิน ข้าไม่รู้ว่าคำขอโทษจะมีความหมายต่อเจ้าหรือไม่ แต่ข้าต้องการยอมรับความจริงว่าข้าเป็นคนเลือกปฏิเสธเจ้าในวันที่เจ้าต้องการใครสักคนอยู่ข้างกาย ข้าไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งนั้น และไม่คิดว่าเจ้าจำเป็นต้องให้อภัยข้า ข้าจะไม่ขอให้เจ้ากลับมา และจะไม่ใช้ความรู้สึกของข้าเป็นเหตุผลให้เจ้าต้องรับผิดชอบต่อความเสียใจของข้าอีก ขอให้เจ้ามีชีวิตที่เจ้าต้องการจริง ๆ คัลเลน โรสลินพับจดหมายเก็บ เธอไม่ได้รู้สึกยินดีที่เขาเจ็บปวด และไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องปลอบโยนเขา เธอเพียงยอมรับว่าความผิดพลาดของเขาเป็นส่วนหนึ่งของอดีต และเธอไม่จำเป็นต้องแบกมันไปตลอดชีวิต ส่วนคัลเลนกับเซเลสเทียต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์และการตัดสินใจของตนเอง โดยไม่มีโรสลินเป็นรางวัลหรือสิ่งที่ต้องแย่งชิงอีกต่อไป เมื่อวางจดหมายลง โรสลินเดินออกไปยังสวน อาเดรียนกำลังยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ต้นเดิม “จดหมายจากอดีตคู่ครองของเจ้าหรือ” เธอหรี่ตา “คุณแอบอ่านหรือเปล่า” “ข้าไม่ได้แอบอ่าน ข้าเห็นเพียงชื่อบนซอง” “แล้วทำไมต้องทำหน้าเหมือนกำลังจะสั่งประหารใครด้วย” อาเดรียนถอนหายใจ “ข้ากำลังฝึกตัวเองไม่ให้หึงอย่างไร้เหตุผล” โรสลินหลุดหัวเราะ “แล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ” “ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ” “อย่างน้อยก็ซื่อสัตย์ดี” เธอเดินเข้าไปจับมือเขา “ฉันไม่ได้เลือกคุณเพราะคุณไม่เคยผิดพลาด แต่เพราะคุณยอมเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง” อาเดรียนยกมือของเธอขึ้นจูบ “ข้าจะจำคำพูดนี้ไว้” “จำไว้ด้วยนะคะ ว่าถ้าทำให้ฉันโกรธ ฉันก็ยังด่าคุณได้เหมือนเดิม” “ข้าไม่เคยคิดจะห้ามเจ้า” ทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน และในวันนั้น โรสลินได้รู้ว่าเธอสามารถนึกถึงอดีตโดยไม่ต้องกลับไปเป็นคนที่เคยเจ็บปวดจากมันอีก คืนหนึ่งใต้แสงจันทร์ โรสลินเดินไปยังห้องเล็กที่เก็บเศษวัตถุจากแดนไร้นามไว้ เธอหยิบแผ่นบันทึกสีเงินขึ้นมาพิจารณา ชื่อของเธอยังคงเป็น โรสลิน วินเทอร์ ไม่มีอักขระใดเปลี่ยนแปลง ไม่มีเสียงเรียกจากอดีต ไม่มีข้อความสั่งให้เธอคืนชื่อหรือรับหน้าที่ใด ๆ เธอวางแผ่นบันทึกลง แล้วหันไปมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก หญิงสาวในนั้นมีดวงตาสีเงินที่ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่เธอไม่จำเป็นต้องรู้ว่าดวงตาคู่นี้มาจากใคร จึงจะมีสิทธิ์เป็นเจ้าของมัน เธอเป็นโรสลิน หญิงสาวที่เคยถูกปฏิเสธ ถูกขับไล่ ถูกใช้เป็นเครื่องมือ และเกือบถูกพรากสิทธิ์ในการเลือกชีวิตของตัวเองไปหลายครั้ง แต่เธอยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะคำทำนาย ไม่ใช่เพราะสายเลือด ไม่ใช่เพราะมีใครเสียสละชีวิตเพื่อกำหนดชะตากรรมให้เธอ แต่เพราะเธอเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” อาเดรียนเดินเข้ามาในห้อง โรสลินหันไปยิ้มให้เขา “ฉันกำลังคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องหาคำตอบให้ทุกเรื่องในคืนนี้” “เป็นความคิดที่ดี” “และฉันคิดว่าเราควรออกไปเดินเล่นกัน” “เวลานี้หรือ” “ใช่ค่ะ ราชาแวมไพร์กลัวความมืดหรือไง” อาเดรียนเลิกคิ้ว “ข้าคิดว่าคนที่กลัวความมืดน่าจะเป็นเจ้า” โรสลินเดินผ่านเขาไปอย่างมั่นใจ “งั้นก็ลองดูว่าใครจะเดินกลับก่อนกัน” อาเดรียนหัวเราะ ก่อนเดินตามเธอออกไป ทั้งสองเดินผ่านสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีขาว แสงจันทร์ทอดเงาของพวกเขาลงบนทางหิน และเป็นครั้งแรกที่โรสลินรู้สึกว่าความมืดไม่ได้มีไว้เพื่อซ่อนอันตรายเสมอไป บางครั้ง มันก็เป็นเพียงค่ำคืนธรรมดาที่คนสองคนสามารถเดินเคียงข้างกันได้ ก่อนถึงประตูสวน อาเดรียนหยุดเดิน “โรสลิน” “คะ?” เขามองเธอด้วยแววตาที่สงบกว่าครั้งใด “หากวันหนึ่งเจ้าค้นพบว่าชื่อเดิมของเจ้าคืออิซาราจริง ๆ เจ้าจะทำอย่างไร” โรสลินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันคงรับรู้ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยมีชื่อนั้น แต่ฉันจะไม่ยอมให้มันลบชื่อโรสลิน วินเทอร์ออกไป” เธอยื่นมือให้เขา “อดีตอาจอธิบายได้ว่าฉันมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร แต่ไม่ได้เป็นคนตัดสินว่าฉันจะเดินไปทางไหนต่อ” อาเดรียนจับมือเธอ “แล้วข้าจะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนั้นได้หรือไม่” โรสลินยิ้ม “ถ้าคุณยังถามแบบนี้อยู่เสมอ ก็ได้ค่ะ” เขาดึงเธอเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน “ข้ารักเจ้า โรสลิน” “ฉันก็รักคุณ อาเดรียน” คำตอบของเธอชัดเจน ไม่มีพันธสัญญาบังคับ ไม่มีคำสาบานที่ผูกชีวิตไว้กับความตาย และไม่มีใครต้องแลกชื่อของตัวเองเพื่อให้ได้ยินคำว่ารัก พวกเขาเพียงเลือกกันและกัน ใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว แสงจันทร์ค่อย ๆ ส่องสว่างขึ้นเหนือยอดปราสาท โรสลินไม่ได้กลายเป็นราชินีเพราะชาติกำเนิด ไม่ได้ยอมรับชื่อที่คนอื่นกำหนด และไม่ได้มีหน้าที่ต้องชดใช้ความผิดของผู้คนในอดีต เธอจะเป็นใครต่อจากนี้ เธอเป็นคนเลือกเอง ส่วนอาเดรียนก็ไม่ใช่เพียงราชาแวมไพร์ผู้ถูกคำสาปพันธนาการอีกต่อไป เขาเป็นชายคนหนึ่งที่เรียนรู้ว่าความรักไม่ใช่การครอบครอง ไม่ใช่การเสียสละจนไม่เหลือตัวเอง และไม่ใช่การตัดสินใจแทนคนที่รักเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเจ็บปวด ความรักคือการยืนอยู่ข้างกัน แม้จะยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และเมื่อโรสลินเงยหน้ามองดวงจันทร์ เธอไม่ได้ยินเสียงของผู้ถูกลบอีก ไม่มีใครเรียกเธอว่าอิซารา ไม่มีใครสั่งให้เธอเปิดประตู ไม่มีใครเรียกร้องให้เธอสละชีวิตเพื่อโลก มีเพียงเสียงของชายที่จับมือเธออยู่ ซึ่งกระซิบเบา ๆ ข้างหู “กลับบ้านกันเถอะ” โรสลินบีบมือเขาตอบ “ค่ะ กลับบ้านกัน” และในที่สุด จันทราก็ไม่ได้เลือกผู้สืบทอด ไม่ได้เลือกผู้เสียสละ และไม่ได้เลือกผู้ครองบัลลังก์ จันทราเพียงส่องแสงให้หญิงสาวคนหนึ่งมองเห็นเส้นทางที่เธอเลือกเดินด้วยตัวเอง ส่วนปลายทางของเส้นทางนั้น คือบ้านที่เธอไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองสมควรได้รับความรักอีกต่อไป บ้านที่มีอาเดรียนอยู่เคียงข้าง บ้านที่ไม่มีพันธนาการใดสำคัญไปกว่าความสมัครใจของคนสองคน และความรักที่พวกเขาเลือก จะเป็นของพวกเขาเสมอ — จบบริบูรณ์ —รุ่งอรุณแรกหลังจากการล่มสลายของแดนไร้นามมาถึงอย่างเงียบงัน แสงสีทองส่องผ่านหน้าต่างสูงของปราสาทแวมไพร์ สาดลงบนพื้นหินอ่อนที่เคยเย็นเยียบมานานนับศตวรรษ ทหารเวรยามกลับมาประจำตำแหน่ง ผู้คนที่เคยสูญเสียความทรงจำเริ่มจดจำชื่อของตนเองได้อีกครั้ง และข่าวการรอดชีวิตของราชาแวมไพร์ก็แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทว่าสำหรับโรสลิน วินเทอร์ การกลับมาของแสงสว่างไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ เธอยืนอยู่ริมระเบียง มองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำเงินเข้ม มือข้างหนึ่งแตะจี้หินสีขาวซึ่งได้รับการซ่อมแซมด้วยเวทมนตร์ของเอเวอเร็ตต์ แม้มันจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่เศษหินทั้งสองชิ้นกลับเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง ไม่มีชื่อซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีคำสั่งจากอดีต มีเพียงแสงสีเงินจาง ๆ ที่ส่องสว่างเมื่อเธอต้องการเท่านั้น “เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไร” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินหันกลับไปเห็นอาเดรียนยืนอยู่ตรงประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบง่าย ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเครื่องหมายราชวงศ์ และไม่มีดาบประจำตัว เขาดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันยาวนานมาเช่นเดียวกับเธอ “ไม่นานค่ะ” “ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้แล
“ต้นกำเนิดของเจ้าเอง” คำพูดของอาเดรียนทำให้โรสลินนิ่งงัน รอบตัวพวกเขา ห้องหินกำลังพังทลาย แสงสีดำจากรอยแยกบนพื้นค่อย ๆ แผ่กระจายไปตามผนัง เสียงของสิ่งที่อยู่หลังประตูยังคงกระซิบเรียกชื่อผู้คนที่ไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไป แต่โรสลินกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง เธอค่อย ๆ ปล่อยมือจากอาเดรียน “อธิบายมา” อาเดรียนไม่หลบสายตา “ข้าจะอธิบายทุกอย่างที่ข้าจำได้ แต่ข้าไม่กล้ารับรองว่าความทรงจำทั้งหมดเป็นความจริง” “เริ่มจากเรื่องที่คุณเพิ่งพูด” เขาสูดลมหายใจลึก “หญิงที่ข้าเคยรู้จักในนามอิซาราไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือครองนามแห่งพันธสัญญา นางเป็นร่างที่ใช้กักเก็บตัวตนของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่อยู่ก่อนการกำเนิดราชวงศ์จันทรา และเป็นต้นกำเนิดของพลังที่สืบทอดมาถึงเจ้า” โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “ผู้หญิงหลังผนึก” “ใช่” “ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จันทรา” “ข้าคิดว่าใช่” เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “ทุกคนมีคำตอบให้ฉันครึ่งเดียวเสมอ” อาเดรียนก้มหน้าลง “ข้าขอโทษ” “อย่าเพิ่งขอโทษแทนสิ่งที่คุณยังไม่รู้” โรสลินตอบ “ฉันต้องการความจริง ไม่ใช่ความรู้สึกผิดของคุณ” เขาเงยห
“อิซารา... ผู้หญิงที่ข้าฆ่าเพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่” เสียงนั้นดังสะท้อนทั่วห้องหิน ราวกับไม่ได้มาจากหัวใจสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศ แต่ดังขึ้นจากภายในร่างของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น โรสลินไม่อาจละสายตาจากสิ่งตรงหน้าได้ หัวใจสีดำเต้นช้า ๆ มีเส้นแสงสีแดงแทรกอยู่ตามรอยแตก และทุกครั้งที่มันบีบตัว พลังจันทราในร่างของเธอจะตอบสนองราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหา เธอรู้สึกถึงความเศร้า ความเจ็บปวด และความรักที่รุนแรงจนเกือบกลายเป็นความเกลียดชัง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความรู้สึกทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเธอ “อย่าเข้าใกล้มัน” อาเดรียนเตือน เขายืนอยู่ข้างเธอ ดาบในมือพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ทว่าแววตาของเขากลับจับจ้องหัวใจสีดำด้วยความสับสนอย่างที่โรสลินไม่เคยเห็นมาก่อน “มันกำลังเชื่อมต่อกับเจ้า” “ฉันรู้” “ถ้าเช่นนั้น ถอยออกมา” โรสลินหันไปมองเขา “คุณกำลังสั่งฉันหรือขอให้ฉันระวัง” อาเดรียนชะงัก ก่อนลดดาบลงเล็กน้อย “ข้ากำลังขอให้เจ้าระวัง เพราะข้าไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรกับเจ้า” เธอพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะระวัง แต่ฉันจะไม่หนีจากความจริงเพียงเพราะมันน่ากลัว” อาเดรียนไม่ได้ขัดขวาง เขาเพียงขยับเข้าม
เสียงแตกร้าวของจี้หินสีขาวยังคงก้องอยู่ในหูของโรสลิน เศษหินสองชิ้นตกลงบนพื้นหินสีดำ แสงสีเงินที่เคยส่องสว่างจากจี้ค่อย ๆ ดับลง ทว่าก่อนที่มันจะมอดหายไปโดยสมบูรณ์ อักขระเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในกลับปรากฏขึ้นชั่วขณะ ไม่ใช่ชื่อโรสลิน วินเทอร์ ไม่ใช่ชื่ออิซารา แต่เป็นสัญลักษณ์วงแหวนสามวงซ้อนกัน และมีเส้นหนึ่งพาดผ่านตรงกลาง โรสลินก้มมองเศษจี้ ก่อนเงยหน้าขึ้นเผชิญชายที่มีใบหน้าเหมือนอาเดรียน “คุณพูดว่าฉันขโมยหัวใจของคุณไป หมายความว่าอย่างไร” ชายคนนั้นยิ้มอย่างคนที่รอคำถามนี้มานาน “เจ้าจำไม่ได้จริง ๆ หรือ” “ถ้าฉันจำได้ ฉันคงไม่ถาม” “เจ้าก็ยังใจร้อนเหมือนเดิม” “ส่วนคุณก็ยังพูดมากโดยไม่ตอบคำถามเหมือนเดิม” รอยยิ้มของเขาหายไปชั่วขณะ ด้านหลังโรสลิน อาเดรียนตัวจริงยืนเงียบสนิท ตั้งแต่วาเลเรียนเรียกชายอีกคนว่า ฝ่าบาท เขาก็ไม่เอ่ยอะไรอีกเลย ดวงตาสีแดงจับจ้องแผ่นโลหะในมือวาเลเรียนราวกับกำลังพยายามดึงความทรงจำที่ถูกฝังไว้กลับคืนมา “ส่งแผ่นโลหะนั่นมา” อาเดรียนกล่าวในที่สุด วาเลเรียนเลิกคิ้ว “ฝ่าบาทต้องการสิ่งนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” “ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าประชด” “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่
“ในที่สุดเจ้าก็มาถึง อิซารา” เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางห้องหินอันเงียบงัน โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกำจี้หินสีขาวที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ ขณะที่อาเดรียนตัวจริงก้าวมายืนเคียงข้างเธอ ดวงตาสีแดงของราชาแวมไพร์จับจ้องชายอีกคนซึ่งมีใบหน้าเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ผมสีดำสนิท ดวงตาสีแดงเข้ม รูปร่างสูงสง่า และดาบประจำราชวงศ์แวมไพร์ในมือ แม้แต่รอยแผลเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้วมือซ้ายก็เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างมีเพียงแววตา อาเดรียนที่ยืนอยู่ข้างโรสลินมีความเยือกเย็นที่ผ่านความเจ็บปวดมานับพันปี ส่วนชายบนแท่นหินกลับมีแววตาของผู้ที่ไม่เคยยอมรับการสูญเสีย และพร้อมทำลายทุกสิ่งเพื่อเอาคืน “ถอยไปจากนาง” อาเดรียนตัวจริงเอ่ยเสียงต่ำ ชายอีกคนหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากล้าสั่งข้าหรือ” “ข้าไม่จำเป็นต้องสั่งตัวเอง” “ตัวเอง?” อีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ อาเดรียน” บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้ง เส้นสีดำที่พันธนาการชายผมสีเงินบนแท่นหินขยับราวกับสิ่งมีชีวิต มันเลื้อยผ่านแขนและลำคอของเขา ก่อนจะรัดแน่นขึ้นเมื่อชายผู้นั้นพยายามขยับตัว โรสลินมองภาพนั้นแล้วก้าวไปข้างหน้า “ก่อนจะมีใครเริ่มต่อสู้ก
เสียงของชายผมสีเงินยังคงดังก้องอยู่ในหัวของโรสลิน แม้แผ่นโลหะสีเงินบนโต๊ะจะดับแสงลงแล้วก็ตาม ชื่อของข้าไม่ใช่สิ่งที่ถูกขโมยไป แต่เป็นสิ่งที่ข้าใช้แลกกับชีวิตของเจ้าเอง โรสลินยืนนิ่ง มือที่จับแผ่นโลหะเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก “เขากำลังพยายามบอกอะไรฉันกันแน่…” อาเดรียนยืนอยู่ข้างเธอ สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “บางทีเขาอาจยอมสละชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเจ้าให้รอดจากการถูกลบ” “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมชื่อของฉันถึงถูกเปลี่ยนตามไปด้วย?” “เพราะชื่อของเจ้าอาจเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่เขาทำไว้” โรสลินหลับตาลง พยายามจัดเรียงข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา ผู้สืบทอดคนแรกถูกลบออกจากโลกเพื่อให้ผู้สืบทอดคนที่สองมีชีวิตอยู่ ชายผมสีเงินยอมแลกชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเธอ ขณะที่ชื่อเดิมของเธอกลับถูกซ่อนเอาไว้ และอาเดรียนก็มีคำสาปที่เชื่อมโยงกับเธอมานานกว่าพันปี ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีใครยอมเปิดเผยความจริงทั้งหมด “ฉันจะไม่ยอมให้ใครใช้ชีวิตของฉันเป็นข้ออ้างในการเสียสละตัวเองอีกแล้ว” เธอกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นพ่อของฉัน อิซารา หรือแม้แต่คุณ” อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น” “คุณเคยพูดแบบน







