Home / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 8 คำสาปพันปีและความลับของราชา

Share

บทที่ 8 คำสาปพันปีและความลับของราชา

last update publish date: 2026-10-18 12:23:03

“ผู้สืบทอดคนสุดท้ายได้กลับมาแล้ว”

ตัวอักษรสีเงินลอยอยู่กลางอากาศเหนือฝ่ามือของอาเดรียน ก่อนจะค่อย ๆ แตกกระจายเป็นละอองแสงและหายไปในความมืด

โรสลินยืนนิ่งอยู่ข้างเขา มือกำจี้หินสีขาวไว้แน่น

เธอไม่เข้าใจข้อความนั้นทั้งหมด แต่สีหน้าของราชาแวมไพร์บอกชัดว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

อาเดรียนไม่เคยแสดงความหวาดกลัว

แม้ในคืนที่เขาพบเธอในป่าต้องห้าม แม้ในตอนที่คำสาปทำให้เขาทรมานจนแทบยืนไม่ไหว หรือแม้กระทั่งเมื่อจี้ของเธอต่อต้านพลังของเขา เขาก็ยังคงมีสีหน้าเย็นชาเหมือนทุกสิ่งอยู่ภายใต้การควบคุม

แต่ตอนนี้ แววตาสีแดงเข้มคู่นั้นกลับมีบางสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดเอาไว้

และความระแวดระวังของคนที่รู้ว่าศัตรูเก่ากำลังจะกลับมา

“อาเดรียนคะ…”

เขาไม่ตอบ

“คุณรู้จักสัญลักษณ์นั้นใช่ไหม?”

ราชาแวมไพร์ลดมือลงช้า ๆ ก่อนหันมามองเธอ

“เคยเห็น”

“ที่ไหนคะ?”

“ในอดีต”

โรสลินขมวดคิ้ว “คุณตอบเหมือนไม่ได้ตอบเลยนะคะ”

“เพราะเจ้ายังไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง”

“แต่ข้อความนั้นเกี่ยวกับฉัน!”

เสียงของเธอดังขึ้นกว่าที่ตั้งใจ

“มันเรียกฉันว่าผู้สืบทอดคนสุดท้าย มีคนตามหาฉัน มีคนพูดว่าฉันเป็นทายาทแห่งจันทรา แล้วคุณยังจะบอกให้ฉันไม่ต้องรู้อะไรอีกเหรอคะ?”

อาเดรียนจ้องเธอนิ่ง

โรสลินสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความสั่นในเสียง

“ฉันถูกขับไล่ออกจากบ้านที่เคยคิดว่าเป็นบ้าน ถูกคนที่คิดว่าเป็นคู่แท้ปฏิเสธ และตอนนี้ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร ฉันไม่ต้องการให้ใครตัดสินใจแทนฉันอีกแล้วค่ะ”

ความเงียบทอดยาวระหว่างทั้งคู่

ในที่สุด อาเดรียนก็เอ่ยขึ้น

“เจ้าต้องการคำตอบ?”

“ใช่ค่ะ”

“เช่นนั้นจงเตรียมใจรับคำตอบที่เจ้าอาจไม่ชอบ”

“ฉันผ่านเรื่องแย่ ๆ มาเยอะแล้วค่ะ”

มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย

“นั่นไม่ได้แปลว่าเรื่องที่เลวร้ายกว่ายังไม่มีอยู่”

“คุณช่วยให้กำลังใจกันดี ๆ สักครั้งไม่ได้หรือไงคะ?”

“ข้าไม่ถนัดโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ”

โรสลินถอนหายใจ

“ก็ได้ค่ะ อย่างน้อยคุณก็พูดตรงดี”

อาเดรียนหันไปมองผืนป่าที่อยู่ไกลออกไป

“พรุ่งนี้ หลังจากเอเวอเร็ตต์ตรวจสอบบันทึกเก่าแก่เสร็จ ข้าจะบอกสิ่งที่ข้ารู้เกี่ยวกับสายเลือดจันทราให้เจ้า”

“พรุ่งนี้เลยนะคะ?”

“หากเจ้ายังถามซ้ำอีก ข้าอาจเปลี่ยนใจ”

“ฉันจะรอค่ะ!”

เธอตอบทันทีจนเขาเลิกคิ้ว

โรสลินเม้มปาก ก่อนหันหน้าหนีเพื่อซ่อนความไม่พอใจของตัวเอง

อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสียงเรียบ

“คืนนี้อย่าออกจากห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต”

หญิงสาวหันกลับมาทันที

“ทำไมคะ?”

“มีผู้บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของข้า และมันกำลังตามหาเจ้า”

“ถ้ามันตามหาฉันจริง การซ่อนตัวอยู่ในห้องจะช่วยอะไรได้?”

“อย่างน้อยข้าก็จะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน หากมันกล้าบุกเข้ามา”

คำตอบนั้นทำให้โรสลินเงียบไป

อาเดรียนเดินผ่านเธอไปสองก้าว ก่อนหยุดแล้วหันกลับมา

“และโรสลิน”

“คะ?”

“อย่าเชื่อเสียงที่เรียกหาเจ้าจากจี้ ไม่ว่าเสียงนั้นจะฟังดูอ่อนโยนเพียงใด”

เธอก้มมองจี้ที่อยู่ในมือ

“แม้จะเป็นเสียงของแม่ฉันเหรอคะ?”

คำถามนั้นทำให้อาเดรียนชะงัก

เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น ก่อนเขาจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม

“โดยเฉพาะหากมันอ้างว่าเป็นเสียงของคนที่เจ้าปรารถนาจะพบมากที่สุด”

พูดจบ เขาก็เดินจากไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอซักถามอีก

โรสลินยืนมองแผ่นหลังของเขาจนลับสายตา

คำเตือนนั้นทำให้เธอรู้สึกหนาวเย็นไปถึงกระดูก

เพราะเมื่อครู่ เสียงที่ดังขึ้นในหัวเธอนั้นไม่ได้เรียกเพียงทายาทแห่งจันทรา

มันทำให้เธอนึกถึงอ้อมกอดที่ไม่เคยได้รับ และแม่ที่เธอไม่เคยรู้จัก

ราวกับบางสิ่งกำลังพยายามใช้ความปรารถนาลึกที่สุดในใจของเธอเป็นเครื่องมือ

คืนนั้น โรสลินแทบไม่ได้นอน

เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองจี้หินสีขาวในมือ พลางพยายามนึกถึงภาพความทรงจำที่เห็นเมื่อคืน

หญิงสาวผมสีเงิน

เด็กทารกในอ้อมแขน

คำสั่งให้ซ่อนเด็กไว้

หากเด็กคนนั้นเป็นเธอจริง ๆ แสดงว่ามีใครบางคนพยายามปกป้องเธอจากอันตรายบางอย่าง

แต่เพราะอะไร?

และเหตุใดจึงต้องนำเธอไปทิ้งไว้หน้าบ้านหัวหน้าฝูงมูนฟอลล์?

โรสลินลูบผิวหินเย็นเฉียบเบา ๆ

“ถ้าคุณเป็นแม่ของฉันจริง ๆ…”

เสียงของเธอแผ่วเบา

“ช่วยบอกฉันทีได้ไหมคะ ว่าฉันควรทำอะไรต่อไป”

ไม่มีเสียงตอบกลับ

จี้ยังคงนิ่งสนิท

เธอหัวเราะให้ตัวเองเบา ๆ ก่อนวางมันลงบนฝ่ามือ

“ฉันคงเสียสติไปแล้วจริง ๆ ถึงได้มานั่งคุยกับก้อนหินกลางดึก”

ทันใดนั้น แสงสีเงินก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

โรสลินตัวแข็งทื่อ

ภาพหนึ่งค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเหนือจี้

คราวนี้ไม่ใช่ห้องโถงสีขาว แต่เป็นสวนดอกไม้กว้างใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะ หญิงสาวผมสีเงินยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในอ้อมแขนของเธอมีเด็กทารกห่อตัวด้วยผ้าสีขาว

ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียว แต่รอยยิ้มที่ส่งให้เด็กน้อยกลับอ่อนโยนอย่างยิ่ง

“แม่ขอโทษ…”

เสียงนั้นดังขึ้น

โรสลินรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดหัวใจ

“แม่ขอโทษที่ไม่อาจอยู่กับเจ้าได้”

น้ำตาร้อนผ่าวเอ่อขึ้นในดวงตา

“แม่อยากเห็นเจ้าเติบโต อยากได้ยินเสียงหัวเราะของเจ้า อยากอยู่ข้างเจ้าในวันที่เจ้าเจ็บปวด…”

หญิงสาวในภาพก้มลงจูบหน้าผากทารก

“แต่หากเจ้ายังอยู่ที่นี่ พวกมันจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้ามีชีวิต”

โรสลินยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว

เธอไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้

ไม่เคยได้ยินเสียงของเธอ

แต่ความเจ็บปวดที่ส่งผ่านภาพนั้นกลับชัดเจนราวกับเป็นความรู้สึกของตัวเธอเอง

“แม่…”

เสียงเรียกหลุดออกจากริมฝีปาก

ทันใดนั้น ภาพก็สั่นไหว

หญิงสาวผมสีเงินเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีเงินของเธอมองตรงมาทางโรสลิน ราวกับสามารถมองทะลุผ่านกาลเวลามายังห้องนอนแห่งนี้

“โรสลิน…”

หญิงสาวเบิกตากว้าง

เธอรู้ชื่อของโรสลิน!

“แม่คะ!”

โรสลินโน้มตัวเข้าไปหาแสงสีเงิน

แต่ภาพกลับมืดลงทันที

ก่อนทุกอย่างจะหายไป เสียงของหญิงสาวดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย

“อย่าให้ราชาแวมไพร์ได้เลือดหยดสุดท้ายของเจ้า…”

แสงดับวูบ

จี้หินสีขาวร่วงลงบนผ้าห่ม

โรสลินนั่งนิ่ง หัวใจเต้นแรงจนแทบเจ็บหน้าอก

คำเตือนนั้นชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงความฝัน

แม่ของเธอรู้จักอาเดรียน

และรู้ว่าเขาต้องการเลือดของเธอ

ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเตือนว่าอย่าให้เขาได้เลือดหยดสุดท้าย

หมายความว่าอย่างไร?

โรสลินรีบคว้าจี้ขึ้นมากำไว้แน่น

ในเวลาเดียวกัน ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นผ่านกลางอก

เธอสะดุ้งจนจี้แทบหลุดมือ

ความรู้สึกนั้นไม่ใช่ของเธอ

มันมาจากพันธะเลือด

และมันกำลังเชื่อมโยงไปยังอาเดรียน

ณ ห้องบัลลังก์ใต้ปราสาทแบล็กธอร์น

อาเดรียนทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นหิน มือกดกลางอกอย่างรุนแรง

เส้นเลือดสีดำใต้ผิวหนังลุกลามขึ้นมาถึงลำคอ ดวงตาสีแดงเข้มสั่นไหวขณะที่พลังคำสาปแผ่กระจายไปทั่วร่าง

“ฝ่าบาท!”

เซราฟีนรีบก้าวเข้ามา แต่ถูกเขายกมือห้าม

“ถอยไป”

เสียงของเขาแหบพร่า

เปลวไฟสีดำลุกโชนรอบบัลลังก์ ก่อนจะถูกพลังบางอย่างกดให้ดับลงทีละดวง

อาเดรียนกัดฟันแน่น

นี่ไม่ใช่อาการกำเริบตามปกติของคำสาป

มีบางสิ่งกำลังดึงพลังชีวิตของเขาออกไปผ่านพันธะเลือด

ไม่สิ…

มันกำลังพยายามทำลายพันธะนั้นจากภายนอก

“เอเวอเร็ตต์!”

เสียงคำรามของราชาแวมไพร์สะเทือนห้องโถง

หมอหลวงชราวิ่งเข้ามาพร้อมกล่องอุปกรณ์เวทมนตร์ เมื่อเห็นเส้นเลือดสีดำที่ลุกลามขึ้นบนร่างอาเดรียน เขาก็หน้าซีดทันที

“คำสาปกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งพ่ะย่ะค่ะ!”

“ข้ารู้!”

อาเดรียนกำหมัดจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

“หาต้นตอของมัน”

เอเวอเร็ตต์รีบเปิดกล่อง หยิบแผ่นผลึกออกมาวางบนพื้น เมื่อเขาร่ายเวทมนตร์ อักษรโบราณก็ปรากฏขึ้นบนผิวผลึก

สีหน้าของชายชราซีดเผือดลงเรื่อย ๆ

“เป็นไปไม่ได้…”

“เจ้าพูดคำนี้เป็นครั้งที่สองในสองวันแล้ว” อาเดรียนแค่นเสียง “หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงบอกสิ่งที่เจ้าพบมา”

เอเวอเร็ตต์กลืนน้ำลาย

“คำสาปของพระองค์ไม่ได้เชื่อมโยงกับสายเลือดจันทราเพียงอย่างเดียวพ่ะย่ะค่ะ มันมีพันธะอีกชั้นหนึ่งซ่อนอยู่ เป็นพันธะที่สร้างขึ้นเพื่อผูกพลังของพระองค์เข้ากับบางสิ่ง…”

“บางสิ่งอะไร?”

หมอหลวงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบอย่างยากลำบาก

“กับผู้สืบทอดคนสุดท้ายพ่ะย่ะค่ะ”

ห้องบัลลังก์ตกอยู่ในความเงียบ

เซราฟีนเบิกตากว้าง

“หมายความว่าท่านโรสลินเป็นต้นเหตุของคำสาปหรือเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่!” เอเวอเร็ตต์รีบแย้ง “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น พันธะนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้สายเลือดของนางปลดคำสาป หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อนก็ได้ ข้ายังไม่อาจสรุปได้แน่ชัด”

อาเดรียนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน

แม้สีหน้าจะยังซีดเซียว แต่แววตาของเขากลับเย็นเยียบจนคนทั้งห้องไม่กล้าขยับ

“ตรวจสอบต่อไป”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“และอย่าให้โรสลินรู้เรื่องนี้จนกว่าข้าจะเข้าใจว่าพันธะชั้นที่สองคืออะไร”

เซราฟีนลังเล

“แต่หากนางเกี่ยวข้องกับคำสาปจริง การปิดบังอาจทำให้—”

“ข้าบอกว่าอย่าให้รู้”

น้ำเสียงนั้นตัดบททุกอย่าง

เซราฟีนก้มศีรษะรับคำสั่ง

อาเดรียนหันหลังให้ทุกคน ก่อนเดินไปยังหน้าต่างสูงของห้องบัลลังก์

เขาไม่เคยกลัวความตาย

ตลอดพันกว่าปีที่ผ่านมา เขาเฝ้ารอวันที่คำสาปจะกลืนกินทุกอย่างในตัวเขาจนหมดสิ้น บางครั้งเขายังปรารถนาให้วันนั้นมาถึงเร็วขึ้นด้วยซ้ำ

แต่ตั้งแต่โรสลินเข้ามาในชีวิต เขากลับเริ่มไม่ชอบความคิดที่ว่าตัวเองอาจตายลงโดยไม่รู้ว่าความลับของหญิงสาวคืออะไร

ยิ่งน่ารำคาญกว่านั้น…

เขาไม่ชอบความคิดที่ว่าเธออาจตกอยู่ในอันตรายเพราะคำสาปของเขา

อาเดรียนหลับตาลงชั่วครู่

อย่าให้ราชาแวมไพร์ได้เลือดหยดสุดท้ายของเจ้า…

เสียงกระซิบที่ไม่ใช่ของเขาดังก้องขึ้นในความทรงจำ

เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูด

แต่มีใครบางคนกำลังเตือนโรสลินให้ระวังเขา

และนั่นทำให้เขาโกรธยิ่งกว่าความเจ็บปวดจากคำสาปเสียอีก

รุ่งเช้า โรสลินเดินลงมาที่ห้องอาหารด้วยสีหน้าอ่อนล้า

เธอแทบไม่ได้นอนตลอดคืน และยังไม่กล้าบอกใครเกี่ยวกับภาพที่เห็นจากจี้

โดยเฉพาะคำเตือนเรื่องเลือดหยดสุดท้าย

หากอาเดรียนรู้ว่าเธอกำลังสงสัยในข้อตกลงของพวกเขา เขาอาจบังคับให้เธออธิบายทุกอย่าง และเธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับคำตอบที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

เมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหาร เธอก็พบราชาแวมไพร์นั่งอยู่หัวโต๊ะ

เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทเหมือนทุกวัน แต่ใบหน้าดูซีดกว่าปกติเล็กน้อย

โรสลินชะงัก

“คุณไม่สบายหรือเปล่าคะ?”

อาเดรียนเงยหน้าขึ้นจากถ้วยชา

“ทำไมเจ้าถึงถามเช่นนั้น”

“หน้าคุณซีดมากค่ะ”

“ข้าเป็นแวมไพร์”

“ฉันทราบค่ะ แต่แวมไพร์ก็มีอาการไม่สบายได้ไม่ใช่เหรอคะ?”

“ข้าไม่ต้องการคำวินิจฉัยจากคนที่เพิ่งเรียนรู้วิธีควบคุมพลังของตัวเอง”

โรสลินหรี่ตา

“ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันเป็นห่วง ก็บอกมาตรง ๆ สิคะ”

มือของอาเดรียนหยุดอยู่เหนือถ้วยชา

เขาเงยหน้ามองเธอ

“เจ้ากำลังเป็นห่วงข้า?”

โรสลินชะงัก

“ฉันแค่ถามตามมารยาทค่ะ”

“มารยาทของเจ้าช่างน่าประทับใจ”

“คุณนี่มัน…”

เธอหยุดพูด ก่อนลากเก้าอี้ออกมานั่งตรงข้ามเขา

อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลื่อนจานอาหารมาตรงหน้า

“กินเสีย”

โรสลินมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนหันกลับไปมองเขา

“คุณสั่งให้ฉันกินทุกครั้งที่เห็นหน้าฉันเลยหรือคะ?”

“เพราะเจ้ามักลืมกินเมื่อมีเรื่องให้คิด”

เธออ้าปากจะเถียง แต่กลับนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเธอแทบไม่ได้แตะอาหารจริง ๆ

หญิงสาวจึงหยิบขนมปังขึ้นมากัดอย่างเสียไม่ได้

อาเดรียนมองเธอเงียบ ๆ

ความเจ็บปวดจากคำสาปยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ความรู้สึกบางอย่างที่ไหลผ่านพันธะเลือดกลับทำให้เขาสงบลงอย่างประหลาด

เมื่อโรสลินกินอาหารไปได้ครึ่งจาน เธอก็วางขนมปังลง

“อาเดรียนคะ ฉันมีเรื่องอยากถาม”

“ว่ามา”

เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

“ถ้าวันหนึ่งฉันค้นพบว่าตัวเองเป็นคนที่คุณไม่ควรเข้าใกล้ คุณจะทำยังไงคะ?”

อาเดรียนเลิกคิ้ว

“เจ้ากำลังพูดถึงอะไร”

“สมมติว่าฉันเป็นต้นเหตุของคำสาปของคุณ หรือเป็นคนที่ทำให้คุณต้องทรมานมาตลอดพันปี…”

เธอหยุดไปเล็กน้อย ก่อนถามต่อ

“คุณจะเกลียดฉันไหม?”

อาเดรียนมองเธออยู่นาน

จากนั้นเขาก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ

“ข้าไม่เกลียดใครเพียงเพราะชาติกำเนิดของคนคนนั้น”

โรสลินเงยหน้าขึ้น

“แล้วถ้าฉันทำให้คุณเจ็บปวดจริง ๆ ล่ะคะ?”

“หากเจ้าจงใจทำร้ายข้า ข้าก็จะตอบโต้”

คำตอบของเขาตรงไปตรงมาอย่างที่เธอคาด

แต่ประโยคต่อมากลับทำให้เธอนิ่งงัน

“แต่หากเจ้าตกเป็นเหยื่อของแผนการที่เจ้าไม่เคยรู้จัก ข้าจะไม่ลงโทษเจ้าเพียงเพราะคนอื่นเลือกใช้เจ้าเป็นเครื่องมือ”

โรสลินก้มมองมือของตัวเอง

คำพูดนั้นไม่ได้อ่อนหวาน

ไม่ได้ปลอบโยน

แต่กลับทำให้ความกลัวที่เกาะกินหัวใจเธอตลอดคืนคลายลงเล็กน้อย

“ขอบคุณค่ะ”

อาเดรียนมองเธอ

“ขอบคุณเรื่องอะไร”

“ที่คุณไม่ตัดสินฉันก่อนจะรู้ความจริง”

เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบเสียงเรียบ

“อย่าเพิ่งขอบคุณ ข้ายังไม่ได้รับประกันว่าจะให้อภัยเจ้าหากเจ้าทำเรื่องโง่เขลา”

โรสลินหัวเราะออกมาเบา ๆ

“คุณนี่ทำลายบรรยากาศเก่งจริง ๆ”

“ข้าถือเป็นพรสวรรค์”

เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่โรสลินหัวเราะได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังฝืน

อาเดรียนมองรอยยิ้มนั้นนานกว่าที่ควร ก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น

เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้

ไม่ชอบที่อารมณ์ของหญิงสาวส่งผลต่อเขา

และยิ่งไม่ชอบที่เมื่อเธอหัวเราะ ความเจ็บปวดในอกของเขากลับบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด

พันธะเลือดกำลังเปลี่ยนแปลง

หรือบางที สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่พันธะ

แต่อาจเป็นตัวเขาเอง

หลังอาหารเช้า อาเดรียนพาโรสลินไปยังห้องสมุดใต้ดินของปราสาท

ประตูเหล็กสีดำเปิดออกด้วยเสียงครืดคราด เผยให้เห็นชั้นหนังสือสูงจรดเพดานและแท่นหินที่ตั้งอยู่กลางห้อง

อากาศภายในเย็นเยียบ กลิ่นกระดาษเก่าและเวทมนตร์โบราณลอยปะปนกัน

โรสลินกวาดตามองรอบตัวด้วยความตื่นตะลึง

“ที่นี่มีหนังสือเยอะมากเลยค่ะ”

“นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคลังบันทึก”

“ส่วนหนึ่ง?”

“บันทึกบางส่วนถูกเก็บไว้ในห้องที่เจ้าไม่มีสิทธิ์เข้า”

เธอหันไปมองเขาทันที

“แล้วห้องที่ฉันมีสิทธิ์เข้ามีเยอะไหมคะ?”

“หากเจ้าไม่ก่อเรื่อง ก็อาจมีเพิ่มขึ้น”

“ฉันจะพยายามไม่ก่อเรื่องค่ะ”

“คำว่า ‘พยายาม’ ของเจ้าทำให้ข้ากังวลมากกว่าคำสัญญาเสียอีก”

โรสลินแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนเดินไปยังชั้นหนังสือที่มีสัญลักษณ์พระจันทร์อยู่บนสันปก

เธอดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมา แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะปก แสงสีเงินก็ส่องวาบ

หนังสือเปิดออกเอง

หน้ากระดาษพลิกไปหยุดที่ภาพวาดของหญิงสาวผมสีเงิน ผู้สวมมงกุฎรูปพระจันทร์เสี้ยว

โรสลินตัวแข็งทื่อ

ใบหน้านั้นเหมือนผู้หญิงที่เธอเห็นในนิมิตเมื่อคืน

เหมือนจนไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญ

“อาเดรียน…”

เขาเดินเข้ามาหาเธอ ก่อนหยุดอยู่หน้าหนังสือ

ทันทีที่เห็นภาพวาด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

“ราชินีลูนาเรีย…”

ชื่อที่หลุดออกจากริมฝีปากของเขาทำให้โรสลินหันไปมองทันที

“คุณรู้จักเธอ?”

อาเดรียนไม่ตอบในทันที

เขายกมือขึ้นแตะขอบหน้ากระดาษ ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องภาพวาดราวกับกำลังมองคนที่เคยยืนอยู่ตรงหน้าเมื่อพันปีก่อน

“นางเป็นราชินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์จันทรา”

หัวใจของโรสลินเต้นแรง

“แล้วเธอเกี่ยวข้องอะไรกับฉันคะ?”

อาเดรียนเลื่อนสายตามามองเธอ

“หากสิ่งที่บันทึกไว้เป็นความจริง นางอาจเป็นแม่ของเจ้า”

โรสลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน

เธอหันกลับไปมองภาพวาดอีกครั้ง น้ำตารื้นขึ้นในดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เธอเคยจินตนาการถึงแม่ของตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน

เคยสงสัยว่าเหตุใดจึงถูกทิ้งไว้หน้าบ้านหัวหน้าฝูง

เคยคิดว่าอาจไม่มีใครต้องการเธอตั้งแต่แรกเกิด

แต่ตอนนี้ เธออาจได้พบร่องรอยของคนที่ให้กำเนิดตัวเองแล้ว

“ทำไมเธอถึงทิ้งฉันไว้คะ?”

คำถามนั้นแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ

อาเดรียนมองเธอ ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง

“บางครั้ง การทิ้งใครสักคนไว้ในที่ที่ปลอดภัย อาจเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาชีวิตคนคนนั้น”

โรสลินก้มหน้า น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนหน้ากระดาษ

“ฉันอยากรู้ว่าเธอรักฉันหรือเปล่า”

อาเดรียนนิ่งเงียบ

เขาไม่ใช่คนที่เชื่อในความรัก ไม่เชื่อในคำสาบาน และไม่เชื่อว่าความรู้สึกใดจะอยู่เหนืออำนาจหรือผลประโยชน์ได้

แต่เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้าพยายามกลั้นน้ำตา เขากลับพบว่าตัวเองไม่อาจพูดคำเย็นชาออกไปได้อย่างที่เคยทำ

“คนที่ยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อซ่อนเจ้าไว้จากศัตรู ย่อมมีเหตุผลบางอย่างที่สำคัญมากพอ”

เขาหยุดเล็กน้อย

“และข้าไม่คิดว่าคนเราจะทำเช่นนั้นเพียงเพราะไม่ต้องการเด็กคนหนึ่ง”

โรสลินยกมือเช็ดน้ำตา

“คุณกำลังปลอบฉันอยู่หรือเปล่าคะ?”

“ข้ากำลังวิเคราะห์จากข้อเท็จจริง”

“นั่นแหละค่ะ วิธีปลอบใจของคุณ”

อาเดรียนเลิกคิ้ว

“หากเจ้าไม่ต้องการ ข้าสามารถหยุดได้”

“ไม่ต้องค่ะ”

เธอยิ้มบาง ๆ ให้เขา

“แค่นี้ก็ดีแล้ว”

อาเดรียนเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว

เขาไม่ต้องการให้เธอสังเกตว่า คำขอบคุณเล็ก ๆ นั้นกลับทำให้หัวใจที่หยุดเต้นมานานหลายศตวรรษรู้สึกแปลกไป

เอเวอเร็ตต์ใช้เวลาเกือบทั้งวันค้นคว้าบันทึกเกี่ยวกับราชวงศ์จันทรา

เมื่อถึงช่วงบ่าย เขาก็นำม้วนคัมภีร์เก่าแก่เข้ามาในห้องสมุดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ฝ่าบาท ข้าพบข้อมูลเกี่ยวกับการล่มสลายของราชวงศ์จันทราแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

อาเดรียนหันไปหาเขา

“พูดมา”

เอเวอเร็ตต์คลี่ม้วนคัมภีร์ออก

“เมื่อประมาณหนึ่งพันสองร้อยปีก่อน ราชวงศ์จันทราถูกกล่าวหาว่าใช้เวทมนตร์ต้องห้ามเพื่อควบคุมเผ่าพันธุ์อื่น มีการทำสงครามระหว่างผู้ถือครองสายเลือดจันทรากับพันธมิตรของหมาป่าและแวมไพร์ หลังสงครามสิ้นสุด ราชวงศ์จันทราก็หายไปจากประวัติศาสตร์”

โรสลินกำมือแน่น

“ใครเป็นคนกล่าวหาพวกเขาคะ?”

เอเวอเร็ตต์เงียบไปครู่หนึ่ง

“บันทึกส่วนนี้ถูกทำลายไปแล้วขอรับ แต่มีชื่อหนึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารหลายฉบับ”

เขาเลื่อนกระดาษให้ทั้งสองดู

ชื่อที่เขียนด้วยหมึกสีดำปรากฏอยู่กลางหน้ากระดาษ

ลอร์ดวาเลเรียน

อาเดรียนนิ่งงัน

ดวงตาสีแดงเข้มของเขาหดแคบลงอย่างอันตราย

เซราฟีนซึ่งยืนอยู่ใกล้ประตูถึงกับขยับเข้ามา

“เป็นไปไม่ได้…ชื่อนี้ถูกลบออกจากบันทึกของราชวงศ์ไปนานแล้ว”

โรสลินหันไปมองทั้งคู่

“เขาเป็นใครคะ?”

อาเดรียนปิดม้วนคัมภีร์ลงช้า ๆ

“คนที่ข้าคิดว่าตายไปแล้ว”

“แล้วเขาเกี่ยวข้องกับคำสาปของคุณหรือเปล่า?”

อาเดรียนไม่ตอบทันที

ความทรงจำเก่าแก่ผุดขึ้นในหัว ภาพห้องโถงที่เปื้อนเลือด เสียงกรีดร้อง และชายผู้สวมแหวนสีดำยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง

ชายคนนั้นเคยเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาที่เขาไว้ใจมากที่สุด

และเป็นคนสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนคำสาปจะกลืนกินพลังของตน

“มีความเป็นไปได้”

โรสลินมองเขาอย่างกังวล

“ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาก็กำลังตามหาฉันด้วยใช่ไหมคะ?”

“ใช่”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้ง

อาเดรียนก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ

“ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่าออกจากปราสาทโดยไม่มีข้า หรือเซราฟีนอยู่ด้วย”

“ฉันเข้าใจค่ะ”

“ห้ามแตะต้องจี้โดยไม่จำเป็น และหากได้ยินเสียงใครเรียกจากภายนอก อย่าตอบรับ”

โรสลินพยักหน้า ก่อนถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ

“แล้วถ้าวันหนึ่งคุณค้นพบว่าฉันเป็นคนเดียวที่สามารถปลดคำสาปของคุณได้ คุณจะทำยังไงคะ?”

อาเดรียนจ้องเธอ

“ข้าจะหาทางปลดคำสาป”

“แม้ว่าฉันจะต้องเจ็บปวด?”

“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่เต็มใจ”

“คุณสัญญาได้ไหมคะ?”

คำถามนั้นทำให้ทุกคนในห้องเงียบลง

อาเดรียนไม่เคยให้คำสัญญาอย่างง่ายดาย เพราะเขารู้ดีว่าคำสัญญาคือพันธะอีกรูปแบบหนึ่ง และพันธะทุกชนิดล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย

แต่เมื่อมองดวงตาของโรสลิน เขากลับพบว่าตัวเองไม่ต้องการหลบเลี่ยงคำถามนี้

“ข้าสัญญาว่าจะไม่บังคับให้เจ้าสละชีวิตเพื่อข้า”

โรสลินจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ขอบคุณค่ะ”

อาเดรียนหันหลังกลับ

“อย่าเพิ่งขอบคุณข้า ข้ายังต้องการเลือดของเจ้าเพื่อควบคุมคำสาป”

โรสลินถอนหายใจ

“คุณทำให้ฉันซาบซึ้งได้ไม่ถึงห้านาทีจริง ๆ”

“ถือว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว”

เธอหลุดหัวเราะเบา ๆ

แต่เสียงหัวเราะนั้นหยุดลง เมื่อจี้หินสีขาวใต้เสื้อของเธอเริ่มร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ

โรสลินก้มมองตัวเอง

“อาเดรียน…จี้กำลังร้อนค่ะ”

เขาหันกลับมาทันที

แสงสีเงินทะลุผ่านเนื้อผ้าออกมา ขณะที่สัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวปรากฏขึ้นบนพื้นห้องสมุด

คราวนี้ไม่ใช่เพียงแสง

แต่เป็นวงเวทขนาดใหญ่ที่กำลังหมุนวนใต้เท้าของโรสลิน

เอเวอเร็ตต์รีบถอยหลัง เซราฟีนชักดาบออกจากฝัก

ส่วนอาเดรียนก้าวเข้าหาโรสลินโดยไม่ลังเล

“อย่าขยับ!”

แต่ก่อนที่เขาจะไปถึงตัวเธอ เสียงผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากภายในวงเวท

“ในที่สุด…”

เสียงนั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

“ข้าก็พบเจ้าจนได้ โรสลิน วินเทอร์”

หญิงสาวเบิกตากว้าง

อาเดรียนหยุดชะงัก ดวงตาสีแดงเข้มลุกวาบราวกับเปลวเพลิง

เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยประโยคต่อมา

“บอกข้าสิ เด็กน้อย…ราชาแวมไพร์รู้หรือยังว่าเลือดหยดสุดท้ายของเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาคำสาปของเขา?”

วงเวทส่องสว่างขึ้นจนทั่วห้องสมุด

และเป็นครั้งแรกที่โรสลินเห็นอาเดรียนแสดงสีหน้าตกตะลึงอย่างแท้จริง

เพราะเสียงนั้นเป็นเสียงของคนที่เขาจำได้ดี

ลอร์ดวาเลเรียน—ชายผู้ควรตายไปแล้วเมื่อพันปีก่อน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 39 วิหารแห่งแรก

    เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ    บทที่ 38 ชื่อที่ไม่ควรถูกจดจำ

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 37 ผู้พิทักษ์ระหว่างสองโลก

    เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 36 ความลับที่ถูกผนึกไว้

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนมีสีหน้าเช่นนั้นมาก่อน ทันทีที่สัญลักษณ์สีดำปรากฏขึ้นภายในจี้หินสีขาว แววตาของราชาแวมไพร์ก็เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เขาใช้เผชิญหน้ากับศัตรูมาตลอดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่โรสลินมองเห็นมันชัดเจน เขาจำสัญลักษณ์นั้นได้ “ท่านรู้จักมัน” เธอเอ่ย อาเดรียนไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือมาใกล้จี้ แต่หยุดก่อนแตะต้องมัน ราวกับกำลังระวังไม่ให้บางสิ่งตอบสนองต่อพลังของเขา “ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่ง” “เมื่อไร?” “คืนที่ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” คำตอบทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเย็นลง เธอก้มมองจี้บนลำคอ สัญลักษณ์สีดำมีลักษณะคล้ายดวงตาซ้อนอยู่ภายในวงกลมที่ไม่สมบูรณ์ เส้นบาง ๆ แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางราวกับรากไม้ที่กำลังแทรกตัวผ่านหิน “ท่านเคยบอกข้าว่าในคืนนั้น ราชินีลูนาเรียพยายามปิดผนึกประตูรัตติกาลนิรันดร์” “นางทำเช่นนั้นจริง” “แล้วสัญลักษณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร?” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงขอบเตียง “ในคืนที่พิธีกรรมของวาเลเรียนผิดพลาด ข้าเห็นสัญลักษณ์นี้บนประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปใต้ห้องประกอบพิธี ข้าไม่เคยเห็นมันในตำรา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status