Masukก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูจากด้านนอกปลุกฉันให้ตื่นขึ้นอย่างอดไม่ได้ด้วย สภาพที่ยังงัวเงียและแฮงค์ไม่หายจากเมื่อคืนดีนัก ฉันหันไปมองไอ้ร่างสูงที่นอนอยู่ข้างล่างเตียงแล้วเดินลงจากเตียงข้ามตัวเจ้าของห้องที่นอนกองอยู่กับพื้นไปอย่างโซซัดโซเซเพื่อไปเปิดประตูห้องให้คนด้านนอกได้เข้ามา
“อ้าว! หนูของขวัญเองเหรอจ้ะ” เป็นอาน้ำแม่ของเซนโตะนั่นเอง ท่านดูตกใจเล็กน้อย แล้วก็เปลี่ยนสีหน้าเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันมานอนห้องเซนโตะด้วยสภาพแบบนี้
“สวัสดีค่ะอาน้ำ”
“เซนโตะล่ะจ๊ะ”
“ยังนอนอยู่เลยค่ะ…อาน้ำ เดี๋ยวหนูปลุกมันให้แล้วกันนะคะ”
“ได้จ่ะ รีบตามลงมากินข้าวเช้ากันด้วยนะ เดี๋ยวข้าวจะเย็นเอาซะก่อน”
“ขอบคุณค่ะ…อาน้ำ เดี๋ยวหนูจะรีบลงไปนะคะ” อาน้ำพยักหน้า แล้วเดินลงไปยังชั้นล่างตามเดิม ฉันปิดประตูห้องแล้วเดินไปใช้เท้าเขี่ยร่างสูงของเซนโตะที่ยังนอนสลบอยู่ข้างล่างด้วยสภาพเปลือยท่อนบนกับกางเกงยีนส์ขายาวตัวที่ใส่ไปผับเมื่อคืน
“มึง! ตื่นได้แล้ว!” ถ้ามันยังไม่ลุก ฉันก็ใช้เท้าเขี่ยมันอยู่อย่างนั้นแหละ ดูสิจะทนได้สักแค่ไหนกันเชียว
“อือ…ขออีกห้านาที”
“ไม่! ตื่นได้แล้ว! ไม่งั้นกูก็เขี่ยมึงอย่างงี้แหละ!”
“โอ้ย! มึงนี่นะ…ของขวัญ!” สุดท้ายมันก็ทนลูกตื๊อของฉันไม่ได้ จึงผุดลุกผุดนั่งด้วยสภาพไม่ต่างกันกับตอนที่ฉันเพิ่งตื่น ก่อนจะรีบพุ่งตรงไปที่ห้องน้ำ และหลังจากนั้นฉันก็ได้ยินเสียง...
แอวะ
เมื่อคืนมันดื่มหนักกว่าฉันซะอีก จนไม่รู้แล้วว่าวันเกิดใครกันแน่ แถมยังหายไปกับผู้หญิงโต๊ะข้าง ๆ ตั้งนานสองนาน กว่าจะได้กลับบ้านก็เกือบตีหนึ่ง แล้วยังจะดื่มหนักจนเดินแทบไม่ไหวกลายเป็นฉันซะเองที่ต้องขับรถกลับบ้าน แบกมันขึ้นห้อง ทั้งๆ ที่สภาพตัวเองก็ใช่ว่าจะดีแท้ๆ เพราะเมื่อคืนตัวเองก็เมาด้วยเหมือนกัน ก็เลยถือวิสาสะนอนห้องมันซะเลย โดยที่ให้เจ้าของห้องอย่างมันนอนข้างล่างไปซะ
หลังจากเซนโตะเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ฉันก็ทำการผับผ้าห่มพร้อมกับจัดหมอนให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปในขณะที่เซนโตะยังไม่ออกมาจากห้องน้ำ เพื่อกลับบ้านตัวเองที่อยู่ไม่ไกลนัก
“จะกลับบ้านแล้วเหรอของขวัญ มานั่งทานข้าวเช้าด้วยกันก่อนสิจ๊ะ”
“ขอบคุณค่ะ…อาน้ำ แต่ไม่เป็นไรค่ะ หนูขอตัวก่อนนะคะ”
“ก็ได้จ่ะ…กลับบ้านดี ๆ นะ”
“ค่ะ” คือบ้านอยู่ข้างๆ นี่เอง
“เราไปนอนเมาบ้านเซนโตะมาอีกแล้วเหรอ” เมื่อเดินเข้ามาในตัวบ้าน ก็เห็นพ่อกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องโถง โชคดีที่ทางบ้านฉันเข้าใจว่าชีวิตวัยรุ่นอย่างเรามันก็ต้องมีเรื่องเที่ยวบ้างอะไรบ้าง และฉันก็ทำแบบเปิดเผย ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรด้วย ขนาดไปนอนบ้านเซนโตะยังอยู่ในสายตาผู้ใหญ่เลย หากเป็นครอบครัวอื่นฉันคงโดนนินทาไปแล้ว ว่าทำไมลูกสาวบ้านนี้แรดจัง ไปนอนค้างกับผู้ชาย แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ผู้ชายที่ว่านี่คือเซนโตะเพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่เด็กไง พวกท่านเลยไม่ว่าอะไรแถมยังอยากให้เราสองลงเอยกันด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอก…ฉันอยากลงเลยกับคนพี่มากกว่าคนน้องน่ะสิ หุหุ…
“เมื่อวานของขวัญต้องแบกเซนโตะขึ้นบ้านค่ะ…พ่อ เลยขี้เกียจเดินกลับบ้าน”
“ไปถึงขั้นไหนกันแล้วล่ะ”
“ขั้นไหนอะไร? ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละพ่อ โธ่ หนูไม่ได้ชอบมันสักหน่อย”
“งั้นก็ดีแล้วล่ะ แต่ถ้าเกินเลยก็อย่าลืมป้องกันด้วยล่ะ”
“ไม่มีหรอก พ่อ!” พ่อฉันนี่แหละตัวดีเลย ชอบเชียร์ให้ฉันลงเอยกับเซนโตะ แต่ขอบอกเลยนะว่าไม่มีวันซะหรอก ทุกคนก็รู้ใช่มั้ยว่าเพราะอะไร…
ไม่นานเสียงลูกบิดประตูก็ดังขึ้น มาพร้อมกับร่างสูงของเซนโตะที่ตอนนี้สภาพดูดีขึ้นกว่าชั่วโมงก่อนแล้ว มันเดินเข้ามาในห้องฉันอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงสีชมพูข้าง ๆ ฉันที่กำลังนอนอ่านหนังสือสอบเข้ามหาลัยอยู่ด้วยสภาพหน้าสดและแว่นตาหนาเตอะ
จริงๆ แล้วฉันเป็นคนที่สายตาสั้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทั้งสั้นทั้งเอียงด้วยซ้ำ เวลาที่อยู่บ้านก็สภาพอย่างนี้แหละ หน้าสดๆ โทรมๆ กับแว่นตาหนาคู่ใจ แต่เวลาออกไปไหนก็จะแปลงโฉมตัวเองจนกลายเป็นอีกคนไปเลย แทบไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าฉันสายตาสั้นนอกจากเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ฉันเคยไปนอนค้างบ้านพวกมันอย่างหวาน มิ้ง และจีน
ฉันกับพวกมันเพิ่งจบมัธยมปลายมาได้ไม่นานนี้เอง แต่ตอนนี้กลับยังไม่มีที่เรียนซะอย่างนั้น เพียงเพราะว่ากลุ่มของพวกเราตกลงจะเข้าเรียนมหาลัยBKที่เดียวกัน แต่มหาลัยก็ดันเปิดรับสมัครช้า แถมยังคัดคนเข้าไปเรียนจำนวนจำกัดด้วยช่วงนี้ พวกเราเลยต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบกันไปก่อน ได้ข่าวว่าอีกสองอาทิตย์ก็จะเปิดรับสมัครแล้วด้วย อย่าพูดว่าพวกเราเลยดีกว่า ฉันน่ะอ่านบ้างแล้วแต่อารมณ์ในแต่ละวัน แต่ไอ้สายฟ้าน่ะสิ จนถึงวันนี้ฉันยังไม่เห็นมันจะแตะหนังสือเลยสักนิด
“มึงมีไรจะบอกกูมั้ย ของขวัญ” พอมันล้มตัวลงนอน มันก็เอาแต่จ้องหน้าฉันใหญ่เหมือนมีอะไรจะคุยด้วย
“อะไรวะ”
“ไม่มีอะไรจะบอกกูแน่เหรอ เมื่อคืนมึงนัดใครไว้?”
“มึงจะพูดอะไรก็พูดมาเลยดีกว่าไอ้เซน กูขี้เกียจเดา กูไม่รู้จริงๆ เว้ย”
“เซจิโทรมาบอกกูว่ามึงนัดผู้ชายไปที่ห้องเชือด มึงนัดใครไว้?”
“กูเปล่านะ”
“อย่ามาโกหก ถ้าเซจิมันไม่เห็นมึงจริง ๆ คงไม่กล้าโทรมาบอกกูขนาดนี้หรอก บอกมาเร็วเข้า!”
“กูแค่เข้าไปฉี่เฉยๆ เว้ย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือห้องเหี้ยไรอ่ะ”
“แหนะ! ยังจะแถอีก มึงแอบนัดใครไอ้หนุ่มโต๊ะข้าง ๆ ใช่มะ กูบอกแล้วไงว่ามัน…”
“โว้ย! กูบอกว่ากูแค่ไอ้ฉี่เฉยๆ ไง ไม่ได้นัดใครทั้งนั้นกูเมา!” ฉันบอกมันไปตามตรง แต่สายตาที่เซนโตะมันมองมานั้นเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก ราวกับพยักหน้าไปงั้นๆ ซึ่งฉันก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
“ลุกขึ้นไปแต่งตัวได้แล้ว พวกเราต้องไปห้าง C กัน”
“ไปทำไม? กูไม่ไป! กูจะอ่านหนังสือ!”
“เซจิมันนัดพวกเราไปติวหนังสือที่ห้าง C ร้านเพื่อนมะ... ของขวัญ! ไอ้ของขวัญ!” ฉันลุกขึ้นไปแต่งตัวใหม่ ตั้งแต่ที่เซนโตะพูดชื่อพี่เซจิแล้ว ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ออกมาพร้อมกับชุดใหม่
“ขอเวลาแต่งหน้าแปปหนึ่ง”
“แค่ไปติวหนังสือไม่เห็นต้องแต่งหน้าเลยนี่ หรือมึงจะไปอ่อยเซจิ..?”
“บ้า! ปกติเวลากูออกนอกบ้านก็แต่งหน้าอยู่แล้วป่ะ”
“เออๆ กูให้เวลาสิบห้านาที ไม่งั้นกูไม่รอนะ”
“ขู่กูแบบนี้กี่รอบแล้วล่ะ? ก็เห็นรอตลอดนี่”
“ -0 -”
แอบตื่นเต้นจัง ปกติแล้วพี่เซจิมักจะเลี่ยงการติวหนังสือให้พวกเราอยู่ตลอด แต่ว่าวันนี้เขากลับมานัดติวให้ แต่เรื่องนั้นมันก็ดีแล้ว ฉันจะได้เจอหน้าพี่เขาด้วย
‘โดยปกติ ฉันก็อยากจะเจอหน้าพี่ทุกวันอยู่แล้ว’
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว







