Masuk“ไอเซนโตะ ใช่….ร้านนี้จริงๆ เหรอวะ? ที่หวานมันบอกว่าจะเลี้ยงเหล้าพวกเราอ่ะ” ของขวัญสาวสวยในชุดเสื้อกล้ามรัดรูปและกางเกงยีนส์ขาสั้นหันไปสะกิดเซนโตะที่เอาแต่ส่งสายตาหว่านเสน่ห์ผู้หญิงไปทั่ว
สาเหตุที่ถามเป็นเพราะเริ่มไม่แน่ใจ เธอไม่รู้ว่านี้คือร้านที่เพื่อนในกลุ่มนัดมาพบปะกันหรือเปล่า นอกจากนี้ยังเป็นร้านที่เธอไม่เคยมาและไม่คุ้นตาสักเท่าไหร่นักด้วย แถมยังอยู่ไกลจากร้านประจำ อีกทั้งยังมีแต่เด็กมหาลัยเสียส่วนใหญ่ด้วย
หลังจากจัดงานวันเกิดเสร็จ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป ซึ่งของขวัญเองก็มีฉลองวันเกิดกับกลุ่มเพื่อนของเธอด้วยเช่นกัน และพวกเธอก็เลือกร้านนี้ เพราะเห็นว่าเป็นร้านที่มีเด็กมหา’ลัย BK เยอะมาก พวกเธอนัดกันเอาไว้ว่าจะพากันเข้าที่ BK ให้ได้ และครั้งนี้ก็มาเพื่อดูลาดเลาเอาไว้ก่อน เพราะคิดว่าหากติดมหา’ลัย BK กันครบองค์ประชุม แล้วร้านนี้ก็อาจจะเป็นร้านประจำสำหรับกลุ่มของพวกเธอในอนาคตก็เป็นได้
“เออดิ! มึงดูดิ มีแต่เด็ก BK ทั้งนั้นเลย กูแม่งอยากรีบขึ้นปี 1 เร็ว ๆ แล้วเมื่อไรจะเปิดรับสักทีวะ” เซนโตะบ่นพึมพำ
“ไอ้เซนโตะ! มึงได้ฟังที่กูพูดมั้ยเนี่ย?”
“ห๊ะ? มึงว่าไงนะ…ของขวัญ”
“ก็กูถามว่า...” เธอพยายามจะหันไปถามเซนโตะอีกครั้ง แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนเข้าเสียก่อน ซึ่งเขาคนนั้นก็คือคนที่เธอคิดถึงมาโดยตลอด คนที่เธอคิดว่าเขากำลังไปติวหนังสือกับเพื่อน แต่ที่ไหนได้กลับมานัวหญิงอยู่ตรงโซนมืดต่อหน้าเพื่อน ๆ
อันที่จริงเธอไม่แน่ใจว่าใช่เขาหรือเปล่า… แต่แผ่นหลังกว้างนั้นมันช่างเหมือนเขาซะเหลือเกิน เหมือนจนเธออยากจะเดินเข้าไปดูให้แน่ใจ ทว่ากลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเสียก่อน ทำให้เธอจำต้องละสายตาจากเขาโดยปริยาย แล้วมองไปยังต้นทางเสียงที่ดังขึ้น
“ของขวัญ! เซนโตะ! ทางนี้เว้ย!”
“กูนึกว่ามึงจะหลอกกูแล้วซะอีก”
“กูจะหลอกมึงทำไมล่ะ? เลี้ยงเหล้าก็คือเลี้ยงดิวะ กูว่านี่แหละผับประจำในอนาคตของพวกเราเว้ย! ดูดิมีแต่ผู้งานดีๆ ดูโต๊ะข้างๆ ดิ โคตรหล่อเลยอ่ะ….”
“ผู้หญิงก็เด็ดไม่แพ้กัน เห็นทีกูคงต้องตั้งใจทำข้อสอบและเตรียมสัมภาษณ์ดี ๆ ซะแล้ว”
“นี่มึงกะจะตั้งใจเรียนเพื่อสิ่งนี้เลยเหรอวะไอ้เซน ยอมใจว่ะ ฮ่าๆ”
“ของขวัญ! ผู้โต๊ะนั้นมองมึงด้วยหล่อมาก”
“ไหน?!” ไอ้คนที่ถามมันไม่ใช่ฉันหรอก แต่เป็นไอ้คนที่นั่งข้าง ๆ ฉันต่างหาก
อ๋อใช่…ฉันลืมเล่าเรื่องคนที่สำคัญในชีวิตฉันไปเลย ซึ่งคนคนนั้นก็คือเซนโตะยังไงล่ะ… มันเป็นเพื่อนฉันมาตั้งแต่สมัยเด็ก เพราะแม่ของพวกเราสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน แถมบ้านยังอยู่ข้างกันอีกต่างหาก จึงทำให้เซนโตะสนิทกับฉันมาก เรียกได้ว่าโตมาด้วยกันเลยทีเดียว พวกเรารักกันมากจนเหมือนไม่ใช่แค่เพื่อนสนิท แต่เป็นเหมือนพี่เหมือนน้องกันไปแล้ว
โดยส่วนตัวแล้วฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของที่บ้าน จึงมองว่าบางทีเซนโตะก็เป็นเหมือนพี่ชายที่คอยสแกนคนนั้นคนนี้ให้ในเวลาที่ฉันตั้งใจอยากจะคบกับใครอย่างจริงจัง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีแหละนะ
แต่ถึงแม้บางคนเซนโตะจะยืนกรานว่าเขาเป็นคนดีและสามารถทำให้ฉันมีความสุขได้ ก็กลับเป็นฉันเสียเองเนี่ยะแหละที่ไม่ยอมเปิดใจให้ใครเข้ามา
เพียงเพราะว่า...ฉันกำลังรอความรักลมๆ แล้งๆ จากพี่เซจิ พี่ชายแท้ ๆ ของเซนโตะนั่นแหละ ซึ่งเป็นผู้ชายที่ไม่เคยจะมองฉันเลยด้วยซ้ำ แต่ฉันเองก็ยังแอบหวังว่าอาจมีสักวันที่เขาจะหันมามองกันบ้าง
“ดูแม่งก็รู้แล้วว่าขี้หลีอะ”
“แหม...พูดเหมือนมึงคนดียังงั้นแหละเนอะ”
“เอ้า! เพราะกูไม่ใช่คนดีไง กูถึงมองผีด้วยกันออก ยังไงของขวัญก็ต้องเจอคนดี ๆ ไม่อย่างนั้นกูไม่ยอม”
“คนดีจังเลยนะมึง ไหนมาหอมแก้มทีดิ” ฉันพูดชมมันอย่างหมั่นไส้ พลางทำเป็นยื่นหน้าไปหอมแก้มมันแบบที่ชอบทำ แต่กลับถูกมือของเซนโตะดันหน้าเอาไว้ซะก่อน
“หยุดดิ มึงทำงี้เดี๋ยวผู้หญิงในผับก็หาว่ากูมากับเมียกันพอดี แล้วกูจะขายออกมั้ย?”
“ขายไม่ออกก็เรื่องของมึงดิวะ ” ฉันบ่นมันอุบอิบ แต่เหมือนเซนโตะจะแอบได้ยิน จึงผลักหัวฉันอย่างเบามือด้วยความหมั่นไส้
“กวนตีนละของขวัญ…” เซนโตะบ่นฉันกลับพลางหยิบแก้วเหล้าตรงหน้าขึ้นกระดก
ส่วนฉันก็ได้แลบลิ้นใส่มันกลับไป หยอกล้อกันไปสักพัก เซนโตะก็ดูเหมือนมันจะนิ่งไปแล้ว สายตาของมันจับจ้องไปยังผู้หญิงที่อยู่ถัดจากโต๊ะของพวกฉันไปประมาณสองสามโต๊ะ ซึ่งฉันก็รู้ได้ทันทีว่ามันคงเจอเหยื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“มึง… กูว่ากูต้องไปแล้วว่ะ ถึงเวลาเฉิดฉาย”
“เช็คให้ดีด้วยนะมึง ไม่ใช่ว่าเขามากับผัวนะเว้ย” ฉันบอกมันไล่หลังไป
“รอดูแล้วกัน…” มันโบกมือแล้วเดินไปยังโต๊ะผู้หญิงคนนั้นทันที ส่วนฉันอาศัยจังหวะนี้หันไปมองหาพี่เซจิอีกครั้ง โต๊ะของเขาอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะของฉันมากเท่าไรนัก แต่หากไม่โฟกัสก็คงไมองไม่เห็นโต๊ะนั้นอย่างแน่นอน เพราะมุมค่อนข้างเป็นส่วนตัว
และในตอนนี้ ฉันก็มั่นใจแล้วว่าเป็นพี่เซจิจริง ๆ นอกจากนี้เขายังมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนตักด้วย
อ่า…เจ็บชะมัด! แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ฉันละสายตาจากภาพบาดตานั้นแล้วหันไปยิ้มให้ทั้งน้ำหวาน และมิ้ง ซึ่งแต่ละคนก็ต่างเป็นเพื่อนในกลุ่มของฉันด้วยกันทั้งนั้น
“ตอนเข้ามา กูเหมือนเห็นพี่เซจิเลยว่ะ มึงว่าไอ้เซนโตะมันจะเจอพี่ชายมันมั้ย” มิ้งชะโงกหน้ามาถามฉัน
“อ้าวพี่เซจิมาร้านนี้ด้วยเหรอ? กูเห็นพี่เซจิบอกแม่ว่าจะไปติวหนังสือกับเพื่อนนะ” ฉันโกหกพวกมันไป พยายามทำตัวให้แนบเนียนและปกติที่สุดว่าตัวเองไม่ได้สนใจอะไรพี่เซจิมากมายนัก เพราะเพื่อนในกลุ่มของฉันแต่ละคนมันก็แสดงอาการออกอย่างชัดเจนว่าชอบพี่เซจิเหมือนกัน แต่ก็แค่กรี๊ดกร๊าดตามประสานั่นแหละ พวกมันเองก็มีแฟนกันหมดแล้ว เหลือเพียงฉันกับไอ้เซนโตะ…
แต่แบบเซนโตะจะเรียกว่าโสดเต็มปากก็ไม่ได้หรอก ก็อย่างที่ทุกคนรู้ว่ามันเจ้าชู้ขนาดไหน
“กูถามจริงนะ…ของขวัญ มึงก็สนิทกับครอบครัวไอ้เซนโตะมาตั้งนาน ทำไมถึงไม่พยายามตีสนิทกับพี่เซจิบ้างวะ ตีสนิทพี่เซจิให้พวกกูหน่อยดิ…นะนะนะ”
“ไหนใครอยากให้กูตีสนิทกับพี่เซจิบ้าง” พวกมันทั้งหมดพร้อมใจกันยกมือขึ้น
“เออดีกูจะได้ฟ้องผัวมึงเรียงตัวเลย กูไม่ทำให้หรอกเว้ย! ไปเอาคนน้องนู้น” แล้วฉันก็ชี้ไปที่ไอ้เซนโตะที่กำลังคุยกับผู้หญิงอยู่ทางโต๊ะไกลอย่างสนุกสนาน โดยที่มือมันเองก็พยายามลวนลามขาอ่อนผู้หญิงคนนั้นด้วย ดูความเจ้าเล่ห์ของมันสิ…
“เหอะ กูคงน้ำตาเช็ดหัวเข่าอะ”
“ต่างกันตรงไหนก็นิสัยเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องปะ” ฉันพูดไปตามตรง จริง ๆ ก็ดูเจ้าชู้ทั้งเซจิเซนโตะนั่นแหละ เพียงแต่คนละสไตล์เท่านั้น อย่างที่ฉันบอกไปตั้งแต่ตอนแรกก็คือ พี่เซจิชอบกินแบบเงียบ ๆ ส่วนไอเซนโตะ รายนี้ชอบกินแบบโจ่งแจ้ง
น่าแปลกที่ผู้หญิงยังยอม ทั้งๆ ที่รู้ตัวดีว่าต่อให้ยอมพี่เซจิหรือเซนโตะ พวกเขาก็ไม่ยอมหยุดที่พวกเธออย่างแน่นอน แต่ก็คงเหมือนกับฉันแหละมั้ง ที่หัวใจยังปักหมุดรักพี่เซจิ ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองฉัน
“ไม่จริงอ่ะ! อย่าว่าพี่เซจิของกูนะ พี่เขาดีกว่าไอ้เซนโตะตั้งเยอะ”
“อีหวานได้ข่าวว่าผัวมึงก็อยู่ร้านนี้ไม่ใช่เหรอวะ? เก็บอาการหน่อยนะมึง”
“มาไม่เท่าไร เดี๋ยวเสือกนั่งโต๊ะเดียวกับพี่เซจิด้วยจะโป๊ะไปอีกจ้า ฮ่าๆ”
“ให้กูเดินไปฟ้องผัวมึงเลยมั้ยล่ะ”
“พวกมึงอ่ะใจร้าย” แล้วหวานมันก็ทำหน้าเศร้าสร้อยแบบเสแสร้ง พวกเราก็นั่งขำและนั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลินพลางจิบเหล้าที่หวานซื้อมาเลี้ยงให้ไปด้วย รู้ตัวอีกที ฉันก็นอนหน้าฟุ๊บลงกับโต๊ะซะแล้ว หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเมานั่นแหละ
หวานกับมิ้งก็เริ่มเบลอแล้วเหมือนกัน ส่วนจีนเพื่อนในกลุ่มของฉันอีกคนที่ตามมาทีหลัง มันยังไม่ทันจะได้เมา ผัวมันก็มาลากกลับบ้านซะงั้น หวงอะไรกันนักกันหนาก็ไม่รู้ ตอนนี้กลุ่มของพวกเราก็เหลือแค่ฉัน หวาน และมิ้ง ส่วนไอ้เซนโตะก็หายไปกับผู้หญิงตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว จะเจอมันอีกทีก็คงเป็นช่วงร้านใกล้ปิด ก็คือตอนที่มารับฉันนั่นแหละ
“นี่กี่โมงแล้ววะ” ฉันเงยหน้าไปถามพวกที่เหลืออยู่ด้วยสภาพมึนๆ
“ตอนนี้เที่ยงคืนแล้ว มึงกลับตอนไหน?”
“ก็ต้องรอไอ้เซนโตะนั่นแหละ เดี๋ยวกูไปห้องน้ำแปปนะ”
“อือ ให้พวกกูไปเป็นเพื่อนเปล่า”
“ไม่เป็นไรอะ กูยังไหว” ไหวของฉันคือภาพเบลอเดินเซ แต่ยังพอมีสติอยู่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เดินชนคนนั้นคนนี้นะ แล้วฉันก็เดินไปยังตามทางที่คิดว่าจะเป็นห้องน้ำ เอ๊ะ! ทำไมมันอยู่ลึก นอกจากนี้ยังดูแปลกพิกล เพราะเหมือนจะมีเตียงอยู่ในห้องด้วย แต่ก็เอาเถอะ…ฉันอยากเข้าห้องน้ำจะแย่แล้ว รีบเข้าแล้วรีบไปดีกว่า
กึก กึก
“อะ...อื้อ เซจิ…ถอดให้เฟย์หน่อยสิ” อยู่ ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงแหลมของผู้หญิงที่พูดด้วยน้ำเสียงกระเส่า ว่าแต่เมื่อกี้หูฉันไม่ได้ฝาดใช่มั้ย! ยัยนั่นเหมือนเรียกชื่อพี่เซจิ!
ฉันรีบจัดการธุระให้เสร็จเรียบร้อยแล้วออกจากห้องน้ำมาด้วยสภาพเซนิดหน่อย แล้วภาพที่เห็นทำเอาฉันถึงกับผงะตาสว่างขึ้นมาทันใด
ฉันพอจะเห็นภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ถึงแม้สายตาจะค่อนข้างเบลอ แต่ก็จำได้ว่าคือ “พี่เซจิ” สภาพของเขาเปลือยท่อนบนกำลังคร่อมร่างผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ ซึ่งตอนนี้ด้านบนของเธอเหลือเพียงแต่บราเซียลูกไม้สีดำเท่านั้น ไม่ต้องบอกฉันก็พอจะเข้าใจได้ในทันทีว่าทั้งสองคนกำลังจะทำอะไรกัน
“พะ...พี่เซจิ!” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ
“ของขวัญ!?” พี่เซจิเองก็เช่นกัน
“...!?” ส่วนยัยผู้หญิงคนนั้นก็อ้ำอึ้ง
“เธอเข้ามาทำอะไรที่ห้องนี้?”
“อ...เอ่อ...”
“ฉันถามว่าเธอมาทำอะไรที่ห้องนี้ นัดใครไว้!”
พี่เซจิใส่เสื้อตัวเองให้เข้าที่แล้วลากฉันออกมาจากห้อง จนฉันแทบจะก้าวตามไม่ทัน ดูท่าเขาคงจะโกรธฉันมากเลยสินะที่ไปขัดจังหวะความสุขของเขากับผู้หญิงคนนั้น
“เปล่านะ ของขวัญแค่...”
“อย่าโกหก! ฉันถามว่านัดใครไว้ อยากให้เรื่องนี้รู้ถึงหูแม่เธอใช่มั้ย…ของขวัญ”
“ยะ...อย่าบอกแม่ของขวัญนะ(เรื่องที่ฉันแอบแม่หนีเที่ยว)”
“แล้วเพื่อนเธอไปไหนหมด”
“อยู่ข้างโซนนั้นค่ะ” ฉันชี้ไปที่โซนของตัวเอง แต่บัดนี้มันกลับว่างเปล่า
“ไหนเพื่อนเธอ” พี่เซจิยืนกอดอกอย่างไม่ลดละ แล้วยิงคำถามเดิมใส่ ราวกับคิดว่าฉันกำลังโกหก
“มันคงไปห้องน้ำกัน พี่ปล่อยของขวัญได้แล้ว กลับไปทำธุระของตัวเองให้เสร็จเถอะค่ะ”
“แล้วไอ้เซนโตะมันไปไหน”
“...” ถ้าหากพี่เซจิรู้ว่าเซนโตะไปทำอะไร มีหวังเขาได้เอาไปฟ้องอาน้ำแน่ ๆ ฉันไม่ยอมให้เพื่อนของฉันถูกแม่บ่นหรอก และตัวฉันเองก็จะไม่ยอมถูกแม่บ่นด้วยเหมือนกัน
“ฉันถะ…”
“ของขวัญว่าผู้หญิงคนนั้นคงจะรอพี่อยู่ เพราะฉะนั้นอย่ามาเสียเวลากับน้องเลยดีกว่าค่ะ เดี๋ยวน้องจะรอเพื่อนอยู่ตรงนี้เอง” ฉันพูดตัดบทไปพลางเดินไปนั่งลงที่โต๊ะเดิม ซวยแล้ว! พวกนั้นหายไปไหนกันนะ แถมยังเอากระเป๋าฉันไปด้วยอีกต่างหาก โทรศัพท์อะไรก็อยู่ในกระเป๋าหมดเลยด้วย แล้วอย่างนี้ฉันจะติดต่อกับพวกมันยังไงเนี่ยอีกอย่างพี่เซจิก็เดินออกไปจริง ๆ ด้วย ทิ้งให้ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียวอยู่นานสองนาน และแล้วก็เหมือนสวรรค์มาโปรดฉันอีกครั้ง เมื่อเพื่อนรักสองคนเดินกลับมา
“ของขวัญ มึงไปไหนมา รู้มั้ยกูตามหามึงตั้งนาน ไหนบอกว่าไปห้องน้ำมาไง พวกกูก็ไปดักรอก็ไม่เห็นเจอ บอกแล้วไงว่าให้พวกกูไปเป็นเพื่อน อะ…นี่กระเป๋ามึง นึกว่าโดนผู้ชายลากไปซะแล้ว” หวานมันบ่นฉันยาวเหยียดจนถึงขนาดต้องยกมืออุดหูกันเลยทีเดียว
“กูไปห้องน้ำชั้นบนมา”
“บนไหนของมึง ห้องน้ำอยู่ชั้นล่างฝั่งนั้นเองนะ”
“ชั้นบนก็มี”
“มึงกูได้ข่าวว่าชั้นบนของร้านมัน....”
“มึงจะหยุดทำไมเนี้ย พูดต่อดิ”
“นั่นมันห้องเชือดไม่ใช่เหรอวะ”
“!!!!”
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว







