Se connecterฉันยืนมองหน้าคนที่ยังคงอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ กลับมาเจอกันคราวนี้นอกจากเขาจะทำเย็นชาใส่แกล้งทำไม่รู้จักกันแล้วยังกลายเป็นคนใจยักษ์พูดจาใจร้ายใส่เหมือนว่าฉันทำอะไรผิดไว้นักหนาอย่างนั้นแหละ ทั้งที่เป็นเขา คนที่เป็นฝ่ายหายไปโดยไม่บอกลาสักคำ เพราะงั้นควรเป็นฉันหรือเปล่าที่ต้องเล่นบทใจร้าย ไม่ใช่เขา!
"พรุ่งนี้แปดโมง ต้องเห็นแบบ" "พี่พายก็ทำเองสิ" "..." เขาจะเอาแต่ใจตัวเองเกินไปแล้วนะ! มีอย่างที่ไหนกันสั่งเย็นวันนี้ พรุ่งนี้เช้าต้องส่ง เหลือจะเชื่อเขาเลย เขาทำให้ฉันรู้สึกโมโหจนถึงขีดสุด ได้แต่ยืนโทษตัวเองในใจที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อสอบให้ติดมหาวิทยาลัยที่เดียวกับเขาเพียงเพราะอยากจะเจอเขาอีกครั้ง แต่ดูเขาสิ! "ทำไม่ได้ก็เปลี่ยนคนมาคุย" "พี่พายกลัวจะหวั่นไหวกับขนมปังก็บอก" "ทำไมต้องกลัว" "และผม แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว" "เรื่องส่วนตัว? ขนมปังกับพี่พายเคยมีเรื่องส่วนตัวกันด้วยเหรอคะ?" "..." ในเมื่อเขาเป็นคนหลุดพูดถึงเรื่องในอดีตทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนแกล้งลืมเองแท้ๆ ฉันเลยใช้โอกาสนี้ยอกย้อนเขากลับต้อนเขาให้จนมุมบ้าง ทำคนตัวโตนั่งตีหน้านิ่งถึงกับเก็บอาการเลิ่กลั่กเอาไว้ไม่อยู่ตาคู่คมปรายตามองดุซ่อนความเสียอาการของตัวเองเอาไว้ จนฉันเริ่มรู้สึกหมันไส้! "ไม่มี" "ไม่มี หรือ แกล้งลืม" "..." ทำใจดีสู้เสือ ค่อยๆ พาตัวเองขยับเข้าไปใกล้ยิงคำถามจี้แทงใจดำหวังให้เขาเผลอหลุดเผยความจริงออกมาให้ฉันรู้ แต่เป็นฉันเองคนที่เป็นฝ่ายเสียอาการจนใบหน้าเห่อร้อนไปหมด เพราะในเวลานี้ใบหน้าของฉันกับเขามีระยะห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น ใกล้มากพอให้ฉันเห็นใบหน้าคมที่เมื่อสองปีที่แล้วว่าหล่อแล้ว มาวันนี้ยิ่งดูหล่อกว่าเดิมเป็นสองเท่า ไหนจะขนตายาวที่เรียงกันเป็นแพรจนฉันอิจฉา จมูกก็โด่งเป็นสันรับกับกรอบหน้าจนฉันอยากจะลองใช้ปรายนิ้วสัมผัส "อะ ฮึ่ม" "อุ้ย!" จุ๊บ จนกระทั่งเสียงทุ้มแกล้งกระแอมให้ได้ยินทำฉันสะดุ้งตกใจเซถลาไปด้านหน้าทำให้ปากเล็กๆ ของฉันจุ๊บลงบนริมฝีปากร้ายๆ ของคนตรงหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ "ขะ ขนมปังขอโทษค่ะ" "แก่แดด" "อย่ามาตกหลุมรักขนมปังอีกแล้วกัน" ป๊อก! "ฝัน และ ถอย" ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ และฉันก็ขอโทษเขาด้วยใจจริงแล้ว แต่เขายังพูดจาว่าร้ายหาว่าฉันเป็นเด็กแก่แดดอีก เป็นเขานั่นแหละที่นิสัยไม่ดี ไอ้คนหน้ายักษ์! แถมยังเขกมะเงกลงมาที่หน้ามนจนเกิดเสียงให้ฉันรู้สึกเจ็บ ได้แต่ยืนใช้มือเล็กลูบเบาเบาตรงตำแหน่งที่คิดว่าต้องขึ้นรอยแดงจากฝีมือเขา ก่อนจะถอยกลับไปเก็บเอกสารลงกระเป๋าเตรียมตัวกลับไปตั้งหลัก "พรุ่งนี้เย็น ต้องเห็นแบบ" "ขนมปังมีเรียนทั้งวัน" "แล้ว?" "ไม่แล้วค่ะ ตามนั้น" "ถ้าสาย..." "ขนมปังจะมาก่อนเวลาค่ะ" ฉันไม่รอให้คนตัวโตพูดจบเพราะรู้ว่าเขาจะต้องหาคำพูดมาทำลายน้ำใจของฉันอีกแน่ รีบเป็นฝ่ายรับปากว่าจะมาให้ทันเวลาทั้งเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องและประชุมหลังจากกิจกรรมเสร็จ ไม่มีทางทำผิดซ้ำสองให้ตัวเองต้องเหนื่อยอย่างวันนี้แน่ ก่อนจะพาตัวเองเดินออกจากห้องสโมสร เจอพี่พาลันกับพี่เฟิร์สยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่หน้าห้องเหมือนกำลังรอใครอีกคนกลับบ้านพร้อมกัน ทำสองเท้าเล็กถึงกับชะงักรู้สึกเย็นวูบวาบเหมือนมีลมหนาวพัดผ่านไปเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าพี่ทั้งสองคนจะเห็นหรือได้ยินอะไรบ้างหรือเปล่า แต่ฉันเลือกยิ้มเบาเบาโค้งศีรษะเล็กน้อยอย่างมีมารยาทเป็นการทักทาย ซึ่งพี่ทั้งสองคนก็ยกยิ้มบางเบาให้เห็นตอบกลับมาอย่างไม่ถือตัวเหมือนใครบางคน ฉันเลยพาตัวเองเดินผ่านออกไปหน้าอาคารยืนรอเรียกรถเพราะไม่กล้าที่จะเดินฝ่าความมืดตามทางเดินออกไปหน้ามหาวิทยาลัยคนเดียว วันนี้ถือเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหนื่อยกว่าวันไหนๆ เหนื่อยกว่าตอนอ่านหนังสือสอบเข้ามาเพื่อให้ได้เรียนที่นี่เสียอีก ทั้งโดนทำโทษจนเริ่มรู้สึกปวดขา จากที่ไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับเขา เป็นเขานั่นแหละที่ทำให้ฉันอดทนไม่ไหวจนต้องพูดเถียงออกไปให้ฉันต้องรู้สึกปวดหัวตุ๊บๆ และรู้สึกเหนื่อยมากขนาดนี้ "น้องขนมปัง ยังไม่กลับ?" "ขนมปังรอรถอยู่ค่ะ พี่เฟิร์ส" ฉันชูหน้าจอสี่เหลี่ยมในมือให้พี่เฟิร์สกับพี่พาลันเห็นว่าฉันกำลังรอรถที่เรียกผ่านแอพพลิเคชั่นอยู่จริงๆ ตามที่บอก ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นใครอีกคนเดินล้วงกระเป๋าตามมาอยู่ด้านหลังพี่ทั้งสองคนด้วยสีหน้านิ่งเรียบ พาให้ใจที่มันเหนื่อยล้าเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง แต่เลือกที่จะทำเป็นก้มหน้ามองหน้าจอในมือพิมพ์ถามคนขับว่า 'ใกล้ถึงหรือยังคะ?' "ไอ้พาย มึงรอเป็นเพื่อนน้อง กูสองคนมีธุระ" "..." "พี่ไปก่อนนะ" "สวัสดีค่ะ พี่เฟิร์ส พี่พาลัน" ฉันมองตามหลังรุ่นพี่ทั้งสองคนพากันเดินไปลานจอดรถ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันระหว่างฉันกับเขา บรรยากาศรอบข้างที่เคยดูวุ่นวายในตอนกลางวันกลับกลายเป็นความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและสายลมเอื่อยๆ พัดผ่านไม่ให้รู้สึกวังเวงจนเกินไป มีแสงไฟสลัวจากหลอดไฟดวงเล็กๆ หน้าอาคารทอดเงาของคนตัวสูงให้พาดทับลงมาบนตัวฉันพอดี ฉันพยายามจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ ทำทีเป็นเช็กตำแหน่งรถในแอปพลิเคชั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ในใจกลับเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยจากตัวเขาลอยมาเตะจมูก ชวนให้หวนนึกถึงสัมผัสเฉียดฉิวที่ริมฝีปากเมื่อครู่จนหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ "เลิกทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ได้แล้ว มันน่ารำคาญ" เสียงทุ้มเรียบพึมพำออกมาโดยไม่หันมามอง เขาเพียงแค่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง สายตาคมเหม่อมองไปทางถนนข้างหน้า "ไม่ได้จะร้องสักหน่อย" "ถ้าพี่พายรำคาญ จะกลับก่อนก็ได้นะคะ ขนมปังอยู่คนเดียวได้" "สั่ง?" คิ้วเข้มเล็กขึ้นหันมามองดุจนฉันต้องรีบก้มหน้าหลบตา ยอมให้หน่อยก็เล่นใหญ่เลยนะ อย่าให้ถึงทีฉันบ้างแล้วกัน! "ปล่อยให้ผู้หญิงยืนรอรถคนเดียวมืดๆ คนปกติเขาไม่ทำกัน" "ก็พี่พายไม่ปกติ" "..." คำพูดที่ดูเหมือนจะหวังดีแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาตามแบบฉบับของเขา ทำฉันเผลอพูดสวนกลับไปตามเสียงที่ดังอยู่ในสมอง เรายืนห่างกันเพียงช่วงแขน แต่ความรู้สึกกลับเหมือนมีกำแพงล่องหนกั้นกลางไว้อย่างนั้น ฉันแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าคมกริบของเขาผ่านแสงไฟสลัว พลางตั้งคำถามอยู่ในใจคนเดียวเงียบๆ ว่า ในความทรงจำของเขายังมีเรื่องราวระหว่างเราหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า หรือมีแค่ฉันคนเดียวที่ยังจำเรื่องของเราได้ดี แต่ก็เอาเถอะ! ฉันเลือกที่จะมาตามหาเขาเองนี่นา "รถมาแล้วค่ะ" "..." "ถ้าถึงแล้ว ขนมปังจะส่งข้อความบอกนะ พี่พายยังใช้เบอร์เดิมอยู่ใช่มั้ยคะ" "อืม""เลิกกี่โมง""สี่โมงเย็นค่ะ""ในตารางเลิกเที่ยง"สองสามวันมานี้เธอดูแปลกไปจนผมเองเริ่มเกิดความรู้สึกสงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรไว้ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น เรื่องของความคิดเป็นสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้แต่ไม่ถึงขนาดที่ผมจะเอามาเป็นชนวนอารมณ์ให้ต้องทะเลาะกันจนเรื่องราวไปกันใหญ่"ก็ คือว่า...""สี่โมงพี่รอตรงนี้""ค่ะ"ฟอด"ปังไปก่อนนะ"รอฟังคำตอบที่เธอพยายามคิดหาเหตุผลมาบอกกันอยู่นาน เหลือบมองมือเล็กที่วางประสานบีบเข้าหากันแน่นบนตักดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะเสียงหวานอึกๆอักๆ กับสีหน้าคล้ายกังวลจนผมต้องเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง เลือกที่จะมารอรับกลับห้องพร้อมกันตามเวลาที่เธอบอก เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าที่กำลังจะร้องไห้เปลี่ยนเป็นสดใสได้ในพริบตายื่นหน้าเข้ามากดปลายจมูกเชิดรั้นหอมแก้มผมฟอดใหญ่อย่างออดอ้อนก่อนจะลงรถไปด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ทำตาคู่คมมองตามแผ่นหลังบางจนลับสายตาหายเข้าไปในอาคารเรียนด้วยสายตาเกินคาดเดา เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่เก่งเลยสักนิดจนเผยพิรุธออกมาให้ผมจับสังเกตได้เต็มไปหมดkanom.pang🍞 : พี่มินิน ขนมปังถึงแล้วค่ะ(ข้อความถูกยกเลิก)ผมเลือก
รู้ว่าวันนี้เธอมีนัดกินข้าวกับเพื่อนตามประสาผู้หญิง ซึ่งแฟนอย่างผมก็เข้าใจไม่ตามไปให้เธอต้องรู้สึกอึดอัดจนคุยกับเพื่อนไม่สนุก แต่ถึงตัวไม่ไปผมก็ไม่ลืมที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายถือโอกาสยื่นบัตรแบล็คการ์ดอีกใบที่แอบทำไวัให้เผื่ออยากได้กระเป๋าสักใบสองใบ เธอจะได้ชอปปิ้งอย่างสบายใจแต่ที่ทำให้ผมหงุดหงิดมากจนอยากจะจับมาฟาดก้นสักทีสองทีก็เพราะธอเล่นขาดการติดต่อไปนานหลายชั่วโมง โทรไปไม่รับ ส่งข้อความไปไม่ตอบจนผมเป็นห่วงคิดกังวลไปต่างๆ นานากลัวว่าเธอจะเกิดอุบัติเหตุหรือมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า กระทั่งเห็นข้อความแจ้งเตือนการใช้บัตรแบล็คการ์ดผมถึงโล่งอกพอจะนั่งรออยู่ในรถอย่างใจเย็นได้บ้าง แต่ก็ไม่เย็นมากพอที่จะหายหงุดหงิดเพียงได้กินแซนวิชที่เธอป้อนไม่กี่คำ"...""ถ้าพี่พายไม่พูด ขนมปังไม่ง้อ"แล้วดูเอาเถอะ! ว่าเธอดื้อมากขนาดไหน พอเห็นว่าผมไม่หายโกรธ ปากเล็กๆ ก็เชิดขึ้นจนเกือบถึงปลายจมูกนั่งทำหน้างอนใส่ จนกระทั่งรถแล่นเข้ามาจอดในชั้นลานจอดรถของคอนโด คนแสนดื้อก็เปิดประตูลงจากฝั่งข้างคนขับรีบซอยเท้าเดินไปกดลิฟต์ไม่รอผมเดินไปพร้อมกันเหมือนทุกวัน"ไม่ง้อพี่ แล้วจะง้อใคร""ง้อใครก็ได้ค่ะ ขนมปังโต
"ไหนแกลองว่ามาซิ ทำไมถึงเบี้ยวนัดฉันได้""ก็..."เมื่อวันที่นัดกันไปเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของฉัน ทั้งๆ ที่นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายเพื่อนสนิทที่สุดของฉันกลับส่งข้อความมาบอกว่ามีธุระกระทันหันในตอนสามทุ่มและขอชดเชยเวลาให้โดยการพาฉันมาเลี้ยงปิ้งย่างวันนี้แทน"อื้ม ก็..."มีธุระฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ที่ทำให้ฉันไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้คือท่าทางอึกอักเหมือนเจอโจทย์ที่ยากมากดูพยายามคิดหาเหตุผลมาอธิบายให้ฉันฟังไม่ได้ ไหนจะสายตาเลิ่กลั่กพยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ฉันสังเกตได้นั่นอีก ชวนให้ฉันนึกสนุกอยากจะแกล้งลองเป็นฝ่ายไล่ต้อนให้เพื่อนจนมุมดูบ้าง วางตะเกียบในมือแล้วเปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองฝั่งตรงข้ามด้วยสายตากรุ่มกริ่มรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจอย่างที่ฉันเคยเจอ ก็จากยัยเมจินี่แหละสนุกดีเหมือนกันนะ"โอเค ฉันยอมแล้วๆ"และในที่สุดธุระที่ว่าของยัยเมจิก็ถูกเล่าออกมาอย่างอัดอั้นจนฉันเองแทบจะฟังไม่ทันประติดประต่อเรื่องราวแทบไม่ถูก สรุปได้เพียงว่าสิ่งที่ยัยเมจิเจอไม่ต่างจากฉันมากนัก แต่ฉันอาจจะดีกว่าตรงที่คนขี้หวงพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเหตุผลของเขาคนเดียวก็เถอะ!"ครั้งนี้ฉันจะยอมปล่อยแกไ
และแล้วก็ถึงวันที่ฉันได้ไปฉลองวันเกิดในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนนั่นก็คือร้านเหล้า อยากจะลองไปดูสักครั้งอยากลองสัมผัสบรรยากาศที่ใครหลายคนพากันหลงใหลสักหน่อยอันที่จริงวันคล้ายวันเกิดของฉันล่วงเลยมาหลายวันแล้วนะ แต่เพราะว่าวันนั้นฉันโดนพิษไข้เล่นงานเสียก่อนพาให้ต้องเลื่อนนัดยัยเมจิมาเป็นวันนี้แทน จะวันไหนสำหรับฉันก็เหมือนกันนั่นแหละ ขอแค่มีเขาคุณแฟนของฉันและเพื่อนที่สนิทที่สุดมากินข้าวเป็นเพื่อนฉันก็สุขใจมากแล้ว"พี่พาย พี่พายเห็นเสื้อกล้ามสีดำของปังมั้ยคะ" ฉันจำได้ว่าเขาอาสาเอาไปส่งร้านซักรีดให้นี่นา ไม่ใช่ว่าทางร้านเอามาส่งแล้วหรอกเหรอ"ทิ้งไปแล้ว""ห๊ะ?""ตกใจอะไร""เอาเสื้อปังไปทิ้งทำไม""พี่ไม่ชอบ""แต่นั่นเสื้อปังนะ""เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่"ฉันไม่ได้ฟังผิดไปหรอกใช่ไหม อยู่อยู่คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนตอนนี้บอกว่าตัวเองเป็นคนเอาเสื้อผ้าของฉันไปทิ้งหน้าตาเฉย เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหลือจะเชื่อเขาเลย!แล้ววันนี้ฉันจะใส่ชุดอะไรไปกันละ ในเมื่อตู้เสื้อผ้าของฉันตอนนี้เหลือเพียงชุดเดรสน่ารักๆ และเสื้อยืดกับกางเกงขายาวที่เหมาะกับการใส่ไปทำบุญที่วัดมากกว่า ไม่หลงเหลือเสื้อที่เข้าก
กว่าสองชั่วโมงพายุลูกใหญ่ถึงจะสงบลง เป็นผมที่ใจดีปล่อยให้คนอ่อนแรงนอนพักเพราะไม่อยากให้เธอตื่นตกใจกับสัมผัสของผมจนไม่อนุญาตให้มีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมจะไม่ยอมและยอมไม่ได้เด็ดขาดค่อยๆ ช้อนตัวเธอเดินเข้าห้องนอน วางร่างบางลงบนเตียงกว้างให้เธอได้นอนพักสบายๆ ส่วนผมพาตัวเองไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วออกมาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ ค่อยๆ เช็ดผิวสีชมพูอย่างทะนุถนอมจนทั่วไม่เหลือความเหนียวเหนอะหนะให้เธอรู้สึกไม่สบายตัว ก่อนจะกลับไปจัดการตัวเองในห้องน้ำบ้างแล้วกลับออกมาล้มตัวนอนลงข้างๆ ดึงเอวบางเข้ามานอนหนุนแขนในอ้อมกอดหลับตาลงตามเธอเข้าไปในความฝัน"..."จนกระทั่งแผงอกสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุที่ค่อยๆ สูงขึ้นปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสาย เวลานี้ผิวขาวอมชมพูของคนในอ้อมกอดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคิ้วเรียวเล็กผูกกันเป็นปมแน่นราวกับกำลังฝันร้ายอย่างไรอย่างนั้น ให้ผมต้องรีบลุกไปหาอุปกรณ์เช็ดตัวและเจลลดไข้มาวางบนหน้าผากมนด้วยความร้อนใจ คอยเช็ดตัวไม่ห่างให้อุณหภูมิที่สูงค่อยๆ ลดจนเย็นลง ให้คิ้วที่ผูกเป็นโบว์ค่อยๆ คลายออกปมออกให้ผมรู้สึกโล่งใจที่เธอต้องนอนซมอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากผม
"อื้อ..."บทลงโทษเริ่มขึ้นทันทีทั้งที่ประตูห้องยังไม่ทันปิดลงสนิท มือใหญ่ก็คว้าคอระหงส์เข้ามารับการลงโทษบทแรกที่เธอจะได้รับในคืนนี้โทษฐานที่กล้าพูดจาไม่เข้าหูเพียงเพราะอยากจะแกล้งให้ผมหัวร้อนและเธอทำสำเร็จ อยากจะแกล้งกันอย่างไรก็ได้ผมไม่ว่า แต่การบอกว่ามีคนอื่นเพียงแค่ได้ยินสั้นๆ สมองของผมก็แทบระเบิด ยังดีที่รู้จักยอมรับผิด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโทษของเธอจะลดน้อยลงไป ทำผิดคือทำผิด ทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษจะได้ไ่ม่มีครั้งที่สองหรือครั้งต่อไปเกิดขึ้นสัมผัสรุนแรงในคราแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลที่ผมอยากชวนให้เธอลุ่มหลงไปพร้อมกัน ปากได้รูปละเมียดชิมกลีบปากบางซ้ำๆ แอบขบกัดเบาเบาสลับกันไปมาอยากจัดการต้นเหตุที่กล้าอวดเก่งทำให้อารมณ์ของผมขุ่นมัวได้ขนาดนี้ ร่างเล็กถูกต้อนให้ถอยร่นจากหน้าชั้นวางรองเท้าไปตามโถงทางเดินสั้นๆ โดยที่ริมฝีปากของผมและเธอยังไม่ผละออกจากกัน เป็นผมที่ไม่ยอมปล่อยแม้เสียงเล็กจะคอยร้องประท้วงเพื่อขออากาศหายใจ ทุกเคลื่อนไหวที่ขยับเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจคอยกวาดต้อนพาสองขาเรียวอ่อนระทวยจนแผ่นหลังบางสัมผัสกับความนุ่มของโซฟาในห้องนั่งเล่น แรงกดจูบเพิ่มระดับความโหยหาจ







