LOGIN"เลิกกี่โมง"
"สี่โมงเย็นค่ะ" "ในตารางเลิกเที่ยง" สองสามวันมานี้เธอดูแปลกไปจนผมเองเริ่มเกิดความรู้สึกสงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรไว้ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น เรื่องของความคิดเป็นสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้แต่ไม่ถึงขนาดที่ผมจะเอามาเป็นชนวนอารมณ์ให้ต้องทะเลาะกันจนเรื่องราวไปกันใหญ่ "ก็ คือว่า..." "สี่โมงพี่รอตรงนี้" "ค่ะ" ฟอด "ปังไปก่อนนะ" รอฟังคำตอบที่เธอพยายามคิดหาเหตุผลมาบอกกันอยู่นาน เหลือบมองมือเล็กที่วางประสานบีบเข้าหากันแน่นบนตักดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะเสียงหวานอึกๆอักๆ กับสีหน้าคล้ายกังวลจนผมต้องเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง เลือกที่จะมารอรับกลับห้องพร้อมกันตามเวลาที่เธอบอก เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าที่กำลังจะร้องไห้เปลี่ยนเป็นสดใสได้ในพริบตายื่นหน้าเข้ามากดปลายจมูกเชิดรั้นหอมแก้มผมฟอดใหญ่อย่างออดอ้อนก่อนจะลงรถไปด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ทำตาคู่คมมองตามแผ่นหลังบางจนลับสายตาหายเข้าไปในอาคารเรียนด้วยสายตาเกินคาดเดา เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่เก่งเลยสักนิดจนเผยพิรุธออกมาให้ผมจับสังเกตได้เต็มไปหมด kanom.pang🍞 : พี่มินิน ขนมปังถึงแล้วค่ะ (ข้อความถูกยกเลิก) ผมเลือกที่จะพักเรื่องของเธอไปกว่าครึ่งชั่วโมงเพราะกำลังฟังอาจารย์แม่สุดโหดสอนอย่างตั้งใจ จนกระทั่งโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นเรียกความสนใจให้ผมแอบหยิบขึ้นมาดูเผื่อว่าเป็นสายสำคัญที่ไม่ควรพลาด แล้วก็จริงอย่างที่คิด...เป็นเธอคนที่ทำให้สมองของผมว้าวุ่นอยู่นานสองนานส่งข้อความมา แต่ข้อความนั้นกลับไม่ใช่ของผมแถมยังกดยกเลิกข้อความไปเหมือนรู้ว่าตัวเองส่งให้ผิดคน ยิ่งทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นพร้อมกับคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจ ทั้งที่ผมขับรถไปส่งเธอถึงอาคารเรียนแล้วแท้ๆ แต่เวลานี้เธอกลับอยู่อีกที่ที่ผมเองก็ยังแน่ใจเหมือนกันว่าคือที่ไหน เก็บโทรศัพท์ใส่ลงกระเป๋ากางเกงตามเดิมพยายามสลัดทุกความสงสัยออกจากสมองแล้วกลับมาตั้งใจเรียนเพื่อไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านจนเกินไป ทั้งที่ใจเริ่มร้อนรนอยากรู้ว่าเรื่องอะไรกันแน่ที่ทำให้เธอมีความลับต่อกัน pie.pi : กินข้าวยัง kanom.pang🍞 : กินแล้วค่ะ รอเวลาจนถึงช่วงพักกลางวัน ระหว่างที่นั่งจองโต๊ะรอเพื่อนสองคนไปซื้อข้าว ผมก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้งกดพิมพ์ข้อความหาใครบางคนแทนการกดโทรออก ซึ่งเธอก็ตอบกลับในเวลาเพียงไม่ถึงห้านาทีแสดงว่าสิ่งที่เธอแอบทำอยู่นั้นไ่ม่น่าจะยุ่งมากเท่าไหร่ถึงได้มีเวลาตอบข้อความไม่ปล่อยให้ผมรอจนเพิ่มเป็นอีกหนึ่งข้อหา ไปกับพี่มินิน? ไม่ใช่ว่าแอบไปทำงานพาร์ทไทม์ที่คาเฟ่ของพี่มินินใช่ไหมวะ? ถ้าเป็นเรื่องจริงจะฟาดให้ก้นลายเลยคอยดู ให้บัตรแบล็คการ์ดไปไม่รู้จักใช้ "เป็นอะไรวะ ทำหน้าเหมือนหมาขี้สงสัย" "เรื่องของกู" "ด่ากูเถอะ" แล้วผมก็ต้องพับความสงสัยเก็บลงไปที่เดิมอีกครั้ง ขี้เกียจตอบคำถามไอ้พวกอยากรู้อยากเห็นที่เพิ่งซื้อข้าวมาให้ ก้มหน้าก้มตากินข้าวหมูกรอบในจานหูก็คอยฟังไอ้เฟิร์สกับไอ้พาลันปรับทุกข์กันเรื่องผู้หญิงของตัวเองที่ชอบมีความลับให้พวกมันคอยจับได้ ฟังไปฟังมาชักเริ่มรู้สึกว่าผมก็เป็นหนึ่งในนั้นจนอยากจะผสมโรงด้วย "วันนี้ไปฉลองร้านไหนวะ ร้านเฮียติณ?" "ฉลองอะไรวะ" "ก็วันเกิดมึงไงไอ้พาย อยู่กับแฟนจนลืมวันว่างั้น" "วันเกิดกูไม่จำเป็นต้องมีมึง" "อยากจะถีบสักที" อาจจะจริงอย่างที่ไอ้เฟิร์สว่า ว่าผมอยู่กับแฟนจนลืมวันสำคัญของตัวเองไปเสียสนิท จำได้แค่ว่าวันเสาร์อาทิตย์นี้ต้องพาเธอกลับไปกินข้าวที่บ้านใหญ่กับคุณพ่อคุณแม่ของผมก็เท่านั้น หรือว่า... "ฮัลโหลพี่พายขา" "พี่ถึงแล้ว" "ห๊ะ ถึงแล้วเหรอคะ" "อืม" "ไหนบอกสี่โมงไง" "พี่ไม่ได้บอก ปังบอก" "โอเคๆ เดี๋ยวปังรีบกลับไปนะ" รีบกลับมาแสดงว่าไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยจริงตามที่ผมคิด และเธอก็เผลอหลุดปากออกมาโดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากเลื่อนเบาะหนังถอยไปข้างหลังเล็กน้อยให้พอยืดขาได้เปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำแล้ววางประสานมือไว้ที่ท้ายทอยนอนรอเธอกลับมาตามเวลาที่ตอนนี้ก็ล่วงเลยมาห้านาทีแล้ว ผมจะยอมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่สงสัยอะไรให้เธอขาดความมั่นใจก่อนก็แล้วกัน ก็อก ก็อก ก็อก จนกระทั่งเสียงเคาะกระจกฝั่งข้างคนขับดังขึ้นให้ตาคู่คมเหลือบมองเป็นเธอไม่ใช่ใครอื่น เอื้อมมือไปปลดล็อคให้ร่างบางพาตัวเองเข้ามานั่งพักหอบหายใจพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายมากเป็นพิเศษ "เรียนเหนื่อย?" "ค่ะ เหนื่อยมากเลย" "หึ" ว่าจะไม่จับพิรุธเด็กเลี้ยงแกะแต่ก็อดไม่ได้ที่จะกวาดตามองหาของในมือเล็กกลับไม่เห็นอะไรผิดปกตินอกจากกระเป๋าผ้าใบเดิมที่เธอสะพายมาตั้งแต่เมื่อเช้า เวลานี้สองแขนเล็กยังคงกอดไว้แน่นราวกับหวงแหนมากกลัวว่าผมจะแย่งไปอย่างไรอย่างนั้น "อยากกินอะไร" "ทำชาบูกินกันที่ห้องได้มั้ยคะ" "ได้" อาจจะเป็นปีแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ที่ผมไม่ได้ออกไปฉลองวันเกิดกับเพื่อน แต่กลับพาคนตัวเล็กแวะซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อกลับไปทำชาบูกินด้วยกันสองคนเหมือนเป็นวันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น วันธรรมดากับเธอ... คนพิเศษ "อาบน้ำก่อนมั้ย" "พี่พายอาบก่อนสิคะ" "..." ผมปล่อยให้เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมชาบูมื้อใหญ่วันนี้คนเดียวอยู่ในห้องครัว ส่วนตัวเองก็เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดอยู่บ้านสบายๆ กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดคอกลมสีขาวต่างจากปกติที่เวลาอย่างนี้จะใส่เพียงบ็อกเซอร์ตัวเดียวตามประสาคนขี้ร้อนที่พร้อมถอดออกทุกเมื่อ แกร๊ก! "แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ทูยู..." ทันทีที่เปิดประตูห้องนอนออกมายังห้องนั่งเล่น เวลานี้มีเพียงแสงไฟจากเปลวเทียนเล่มเล็กบนเค้กก้อนเล็กที่พอจะมองเห็นเลือนลางว่ามีตุ๊กตาหมูสองตัวยืนข้างกันพร้อมกับเสียงหวานร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ฟังอย่างตั้งใจ นี่สินะ! ความลับของเธอ ทำผมเก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่เสียงหัวใจเต้นดังแข่งกับเสียงเพลงหวานหูเหมือนครั้งตอนที่ขอเธอเป็นแฟนครั้งแรกเลยก็ว่าได้ "อธิษฐานเร็วค่ะ" "..." ฟู่ หลังจากเสียงใสร้องเพลงท่อนสุดท้ายจบลง ตากลมโตก็เปล่งประกายระยิบระยิบเร่งให้ผมตั้งใจอธิษฐานขอพรวันเกิด ซึ่งผมก็เต็มใจทำตามเธออย่างว่าง่าย เพียงแค่อยากให้เธอดีใจและมีความสุขที่ได้ทำเรื่องน่ารักๆ อย่างนี้ให้ผม ฟอด "ขอบคุณครับ ขอบคุณที่กลับมาเป็นของขวัญวันเกิดให้พี่" "ปังรักพี่พายนะ รักมากๆ เลย" ก่อนจะรับเค้กในมือเล็กมาถือไว้แล้วคว้าคอระหงส์เข้ามารับปลายจมูกมีสันที่รอพร้อมกดลงบนแก้มนุ่มฟอดใหญ่ ยืนกอดกันอยู่นานหลายนาทีเสียงท้องร้องจากคนตัวเล็กก็ดังขึ้นทำเราทั้งคู่ต่างพากันหัวเราะออกมาพร้อมกัน "ยังไม่ให้กินค่ะ พี่พายต้องบอกปังก่อนว่าอธิษฐานว่าอะไร" "ไม่บอก" "แต่ปังอยากรู้" คำอธิษฐานขอพร เป็นหนึ่งเรื่องที่ผมไม่เคยได้ยินใครเขาบอกคนอื่นกัน เพราะตามความเชื่อแล้ว...ถ้าบอกพรข้อนั้นก็จะไม่สัมฤทธิ์ผล แม้ว่าผมจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกเท่าไหร่แต่ลองทำตามดูสักครั้งก็ไม่ได่เสียหายอะไร ทำเฉไฉเป็นเทน้ำใส่แก้วรอคนหน้างอเพราะโดนขัดใจเผลอ รีบหยิบช้อนไปตักเค้กช็อกโกแลตมาใส่ปากคำโต ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเค้กที่เหลือมีตุ๊กตาน้ำตาลรูปหมูสองตัวยืนข้างกัน และฉากหลังเป็นเธอ...ของขวัญวันเกิดที่น่ารักที่สุดของผม"เลิกกี่โมง""สี่โมงเย็นค่ะ""ในตารางเลิกเที่ยง"สองสามวันมานี้เธอดูแปลกไปจนผมเองเริ่มเกิดความรู้สึกสงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรไว้ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น เรื่องของความคิดเป็นสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้แต่ไม่ถึงขนาดที่ผมจะเอามาเป็นชนวนอารมณ์ให้ต้องทะเลาะกันจนเรื่องราวไปกันใหญ่"ก็ คือว่า...""สี่โมงพี่รอตรงนี้""ค่ะ"ฟอด"ปังไปก่อนนะ"รอฟังคำตอบที่เธอพยายามคิดหาเหตุผลมาบอกกันอยู่นาน เหลือบมองมือเล็กที่วางประสานบีบเข้าหากันแน่นบนตักดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะเสียงหวานอึกๆอักๆ กับสีหน้าคล้ายกังวลจนผมต้องเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง เลือกที่จะมารอรับกลับห้องพร้อมกันตามเวลาที่เธอบอก เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าที่กำลังจะร้องไห้เปลี่ยนเป็นสดใสได้ในพริบตายื่นหน้าเข้ามากดปลายจมูกเชิดรั้นหอมแก้มผมฟอดใหญ่อย่างออดอ้อนก่อนจะลงรถไปด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ทำตาคู่คมมองตามแผ่นหลังบางจนลับสายตาหายเข้าไปในอาคารเรียนด้วยสายตาเกินคาดเดา เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่เก่งเลยสักนิดจนเผยพิรุธออกมาให้ผมจับสังเกตได้เต็มไปหมดkanom.pang🍞 : พี่มินิน ขนมปังถึงแล้วค่ะ(ข้อความถูกยกเลิก)ผมเลือก
รู้ว่าวันนี้เธอมีนัดกินข้าวกับเพื่อนตามประสาผู้หญิง ซึ่งแฟนอย่างผมก็เข้าใจไม่ตามไปให้เธอต้องรู้สึกอึดอัดจนคุยกับเพื่อนไม่สนุก แต่ถึงตัวไม่ไปผมก็ไม่ลืมที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายถือโอกาสยื่นบัตรแบล็คการ์ดอีกใบที่แอบทำไวัให้เผื่ออยากได้กระเป๋าสักใบสองใบ เธอจะได้ชอปปิ้งอย่างสบายใจแต่ที่ทำให้ผมหงุดหงิดมากจนอยากจะจับมาฟาดก้นสักทีสองทีก็เพราะธอเล่นขาดการติดต่อไปนานหลายชั่วโมง โทรไปไม่รับ ส่งข้อความไปไม่ตอบจนผมเป็นห่วงคิดกังวลไปต่างๆ นานากลัวว่าเธอจะเกิดอุบัติเหตุหรือมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า กระทั่งเห็นข้อความแจ้งเตือนการใช้บัตรแบล็คการ์ดผมถึงโล่งอกพอจะนั่งรออยู่ในรถอย่างใจเย็นได้บ้าง แต่ก็ไม่เย็นมากพอที่จะหายหงุดหงิดเพียงได้กินแซนวิชที่เธอป้อนไม่กี่คำ"...""ถ้าพี่พายไม่พูด ขนมปังไม่ง้อ"แล้วดูเอาเถอะ! ว่าเธอดื้อมากขนาดไหน พอเห็นว่าผมไม่หายโกรธ ปากเล็กๆ ก็เชิดขึ้นจนเกือบถึงปลายจมูกนั่งทำหน้างอนใส่ จนกระทั่งรถแล่นเข้ามาจอดในชั้นลานจอดรถของคอนโด คนแสนดื้อก็เปิดประตูลงจากฝั่งข้างคนขับรีบซอยเท้าเดินไปกดลิฟต์ไม่รอผมเดินไปพร้อมกันเหมือนทุกวัน"ไม่ง้อพี่ แล้วจะง้อใคร""ง้อใครก็ได้ค่ะ ขนมปังโต
"ไหนแกลองว่ามาซิ ทำไมถึงเบี้ยวนัดฉันได้""ก็..."เมื่อวันที่นัดกันไปเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของฉัน ทั้งๆ ที่นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายเพื่อนสนิทที่สุดของฉันกลับส่งข้อความมาบอกว่ามีธุระกระทันหันในตอนสามทุ่มและขอชดเชยเวลาให้โดยการพาฉันมาเลี้ยงปิ้งย่างวันนี้แทน"อื้ม ก็..."มีธุระฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ที่ทำให้ฉันไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้คือท่าทางอึกอักเหมือนเจอโจทย์ที่ยากมากดูพยายามคิดหาเหตุผลมาอธิบายให้ฉันฟังไม่ได้ ไหนจะสายตาเลิ่กลั่กพยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ฉันสังเกตได้นั่นอีก ชวนให้ฉันนึกสนุกอยากจะแกล้งลองเป็นฝ่ายไล่ต้อนให้เพื่อนจนมุมดูบ้าง วางตะเกียบในมือแล้วเปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองฝั่งตรงข้ามด้วยสายตากรุ่มกริ่มรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจอย่างที่ฉันเคยเจอ ก็จากยัยเมจินี่แหละสนุกดีเหมือนกันนะ"โอเค ฉันยอมแล้วๆ"และในที่สุดธุระที่ว่าของยัยเมจิก็ถูกเล่าออกมาอย่างอัดอั้นจนฉันเองแทบจะฟังไม่ทันประติดประต่อเรื่องราวแทบไม่ถูก สรุปได้เพียงว่าสิ่งที่ยัยเมจิเจอไม่ต่างจากฉันมากนัก แต่ฉันอาจจะดีกว่าตรงที่คนขี้หวงพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเหตุผลของเขาคนเดียวก็เถอะ!"ครั้งนี้ฉันจะยอมปล่อยแกไ
และแล้วก็ถึงวันที่ฉันได้ไปฉลองวันเกิดในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนนั่นก็คือร้านเหล้า อยากจะลองไปดูสักครั้งอยากลองสัมผัสบรรยากาศที่ใครหลายคนพากันหลงใหลสักหน่อยอันที่จริงวันคล้ายวันเกิดของฉันล่วงเลยมาหลายวันแล้วนะ แต่เพราะว่าวันนั้นฉันโดนพิษไข้เล่นงานเสียก่อนพาให้ต้องเลื่อนนัดยัยเมจิมาเป็นวันนี้แทน จะวันไหนสำหรับฉันก็เหมือนกันนั่นแหละ ขอแค่มีเขาคุณแฟนของฉันและเพื่อนที่สนิทที่สุดมากินข้าวเป็นเพื่อนฉันก็สุขใจมากแล้ว"พี่พาย พี่พายเห็นเสื้อกล้ามสีดำของปังมั้ยคะ" ฉันจำได้ว่าเขาอาสาเอาไปส่งร้านซักรีดให้นี่นา ไม่ใช่ว่าทางร้านเอามาส่งแล้วหรอกเหรอ"ทิ้งไปแล้ว""ห๊ะ?""ตกใจอะไร""เอาเสื้อปังไปทิ้งทำไม""พี่ไม่ชอบ""แต่นั่นเสื้อปังนะ""เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่"ฉันไม่ได้ฟังผิดไปหรอกใช่ไหม อยู่อยู่คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนตอนนี้บอกว่าตัวเองเป็นคนเอาเสื้อผ้าของฉันไปทิ้งหน้าตาเฉย เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหลือจะเชื่อเขาเลย!แล้ววันนี้ฉันจะใส่ชุดอะไรไปกันละ ในเมื่อตู้เสื้อผ้าของฉันตอนนี้เหลือเพียงชุดเดรสน่ารักๆ และเสื้อยืดกับกางเกงขายาวที่เหมาะกับการใส่ไปทำบุญที่วัดมากกว่า ไม่หลงเหลือเสื้อที่เข้าก
กว่าสองชั่วโมงพายุลูกใหญ่ถึงจะสงบลง เป็นผมที่ใจดีปล่อยให้คนอ่อนแรงนอนพักเพราะไม่อยากให้เธอตื่นตกใจกับสัมผัสของผมจนไม่อนุญาตให้มีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมจะไม่ยอมและยอมไม่ได้เด็ดขาดค่อยๆ ช้อนตัวเธอเดินเข้าห้องนอน วางร่างบางลงบนเตียงกว้างให้เธอได้นอนพักสบายๆ ส่วนผมพาตัวเองไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วออกมาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ ค่อยๆ เช็ดผิวสีชมพูอย่างทะนุถนอมจนทั่วไม่เหลือความเหนียวเหนอะหนะให้เธอรู้สึกไม่สบายตัว ก่อนจะกลับไปจัดการตัวเองในห้องน้ำบ้างแล้วกลับออกมาล้มตัวนอนลงข้างๆ ดึงเอวบางเข้ามานอนหนุนแขนในอ้อมกอดหลับตาลงตามเธอเข้าไปในความฝัน"..."จนกระทั่งแผงอกสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุที่ค่อยๆ สูงขึ้นปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสาย เวลานี้ผิวขาวอมชมพูของคนในอ้อมกอดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคิ้วเรียวเล็กผูกกันเป็นปมแน่นราวกับกำลังฝันร้ายอย่างไรอย่างนั้น ให้ผมต้องรีบลุกไปหาอุปกรณ์เช็ดตัวและเจลลดไข้มาวางบนหน้าผากมนด้วยความร้อนใจ คอยเช็ดตัวไม่ห่างให้อุณหภูมิที่สูงค่อยๆ ลดจนเย็นลง ให้คิ้วที่ผูกเป็นโบว์ค่อยๆ คลายออกปมออกให้ผมรู้สึกโล่งใจที่เธอต้องนอนซมอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากผม
"อื้อ..."บทลงโทษเริ่มขึ้นทันทีทั้งที่ประตูห้องยังไม่ทันปิดลงสนิท มือใหญ่ก็คว้าคอระหงส์เข้ามารับการลงโทษบทแรกที่เธอจะได้รับในคืนนี้โทษฐานที่กล้าพูดจาไม่เข้าหูเพียงเพราะอยากจะแกล้งให้ผมหัวร้อนและเธอทำสำเร็จ อยากจะแกล้งกันอย่างไรก็ได้ผมไม่ว่า แต่การบอกว่ามีคนอื่นเพียงแค่ได้ยินสั้นๆ สมองของผมก็แทบระเบิด ยังดีที่รู้จักยอมรับผิด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโทษของเธอจะลดน้อยลงไป ทำผิดคือทำผิด ทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษจะได้ไ่ม่มีครั้งที่สองหรือครั้งต่อไปเกิดขึ้นสัมผัสรุนแรงในคราแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลที่ผมอยากชวนให้เธอลุ่มหลงไปพร้อมกัน ปากได้รูปละเมียดชิมกลีบปากบางซ้ำๆ แอบขบกัดเบาเบาสลับกันไปมาอยากจัดการต้นเหตุที่กล้าอวดเก่งทำให้อารมณ์ของผมขุ่นมัวได้ขนาดนี้ ร่างเล็กถูกต้อนให้ถอยร่นจากหน้าชั้นวางรองเท้าไปตามโถงทางเดินสั้นๆ โดยที่ริมฝีปากของผมและเธอยังไม่ผละออกจากกัน เป็นผมที่ไม่ยอมปล่อยแม้เสียงเล็กจะคอยร้องประท้วงเพื่อขออากาศหายใจ ทุกเคลื่อนไหวที่ขยับเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจคอยกวาดต้อนพาสองขาเรียวอ่อนระทวยจนแผ่นหลังบางสัมผัสกับความนุ่มของโซฟาในห้องนั่งเล่น แรงกดจูบเพิ่มระดับความโหยหาจ







