LOGINตั้งแต่ตื่นขึ้นมาฉันก็เดินวนเวียนไปรอบห้องหาเจ้าโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้จับมากว่าสี่ชั่วโมงเห็นจะได้ ภาพสุดท้ายที่พอจะนึกออกน่าจะเป็นตอนที่ฉันกำลังนอนเล่นบนเตียงกดดูคลิปตลกระหว่างรอเขาอาบน้ำแล้วเข้านอนพร้อมกัน ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะกลายเป็นสีขาวล่องลอยอยู่ในอากาศด้วยฝีมือของเขาต้นเหตุที่ทำให้ฉันได้นอนเอาเกือบเช้าจนต้องตื่นสายไม่ทันออกไปวิ่งสูดอากาศที่สวนสาธารณะเลย คิดแล้วแก้มใสไร้เครื่องสำอางก็ร้องผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
"พี่พายขา ปังหาโทรศัพท์ไม่เจอ" "เดี๋ยวพี่โทรเข้า" (เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์) "อยู่ไหนนะ" ฉันเดินเข้าไปกอดเอวสอบแนบพวงแก้มลงแผ่นหลังแกร่งเปลือยเปล่าอย่างออดอ้อนหวังให้เขาช่วยหาโทรศัพท์ให้ฉัน เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ว่าอะไรก็หาเจอ ส่วนฉันหน่ะเหรอ...ไม่เจอเลยสักอย่าง ทำให้เขาต้องวางไข่ไก่สองฟองในมือแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่บนไอส์แลนด์หินอ่อนสีดำเพื่อกดโทรออกแล้วพากันเดินแยกไปตามเสียงเพลงเรียกเข้าที่ดังให้ได้ยิน เขาเดินเข้าไปหาในห้องนอนที่ฉันเพิ่งเดินออกมา ส่วนฉันลองเดินวนแถวโซฟาห้องนั่งเล่นที่ตัวเองยังไม่ได้หา "..." "เจอแล้วเหรอคะ" "ร็อตไวเลอร์?" "เฮ้ย!" ตายแล้วๆ เป็นฉันเองที่พลาดลืมเรื่องชื่อของเขาในโทรศัพท์ไปเสียสนิทเพราะคิดว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางจับได้แน่ ถึงจะรู้รหัสผ่านเข้าเครื่องส่วนตัวของกันและกันก็ตาม แต่เราสองคนก็ให้พื้นที่ส่วนตัวแก่กันมากพอสมควรเพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งแอบรู้สึกอึดอัด แล้วเป็นอย่างไรละ โป๊ะแตกไงยัยขนมปัง! "พี่พาย ปังขอคืน" "อย่าเนียน" "นี่แหละๆ เหมือนเลย" "อุ๊บ!" แล้วฉันจะทำอย่างไรได้นอกเสียจากเดินคอตกเข้าไปหาคนหน้าดุเพื่อสารภาพผิดทั้งที่ยังแอบเถียงในใจอยู่คนเดียวว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิดและไม่แน่ว่าในโทรศัพท์ของเขาอาจจะบันทึกชื่อของฉันว่า 'หมูอ้วน' อย่างที่เขาชอบเรียกเวลาฉันบ่นหิวขนมก็ได้ใครจะไปรู้ "ว่าพี่เหมือนหมา ตัวเองก็เหมือนหมู" "..." นี่ไง! เห็นไหมละ? สิ่งที่ฉันคิดไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว และเพื่อเป็นการยืนยันว่าตัวเองไม่ได้แอบมันเขี้ยวเขาอยู่ฝ่ายเดียว ปลายเท้าทั้งสองข้างก็เลยพยายามเขย่งให้สูงเท่าเขาแต่ยังห่างไกลเกินกว่าให้สองมือเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์เจ้าปัญหาทั้งของฉันและของเขาที่มือใหญ่ชูขึ้นสุดแขน ด้วยส่วนสูงที่ห่างกันถึงยี่สิบเซนติเมตรทำให้ฉันต้องก้าวขาขึ้นไปยืนบนที่นอนเพื่อให้ตัวเองสูงเท่าคนตัวโต ซึ่งก็สูงเท่าจริงนั่นแหละ แต่เขาหลบทัน ไม่ให้ฉันแย่งคืนมาได้ง่ายแถมเสียงทุ้มยังหัวเราะชอบใจยกใหญ่ที่ได้แกล้งกันทำฉันยิ่งรู้สึกหมันไส้เขามากพยายามคิดหาทางเอาคืนเขาบ้างแม้จะรู้ดีว่าความเสียเปรียบมีมากกว่าและยากที่จะสู้ได้ "โอ้ย!" "ตัวแสบ" ตัดสินใจใช้แรงทั้งหมดที่มีกระโดดขึ้นขี่หลังแกร่งคว้าคอเขากอดไว้แน่นไม่ให้ตัวเองตกลงไปแล้วก้มหน้าฝังเขี้ยวตัวเองลงบนต้นคอของเขาจนขึ้นเป็นรอยแดงสีสวยรูปฟันของฉันเอง ทำเขาร้องเสียงหลงปรายหางตามามองฉันอย่างคาดโทษให้ฉันที่กำลังยิ้มร่าอย่างได้ใจวางพวงแก้มลงบนบ่าแกร่งอย่างออดอ้อนไม่ให้เขาทำโทษกัน แกว่งสองขาอย่างอารมณ์ดีรอจนเขาใจอ่อนพาเดินออกไปทำอาหารมื้อแรกของวันด้วยกันในห้องครัว "พี่พาย ไปดูเรื่องนี้กันมั้ยคะ" "ไหน" "เพิ่งเข้าโรงเมื่อวาน เห็นว่าน่ากลัวมาก เรตติ้งก็ดีมากด้วยค่ะ" "ไม่กลัว?" "กลัวค่ะ แต่มีพี่พายไปด้วยนี่นา" "หึ ไปสิ" "เดี๋ยวพี่จองตั๋ว" "รอบดึกๆ เลยนะคะ" ระหว่างที่นั่งกินข้าวที่ช่วยกันลงมือทำ ฉันก็ลองหากิจกรรมที่อยากทำด้วยกันกับเขาในวันสบายๆ อย่างนี้ก่อนที่เขาจะไม่มีเวลาเพราะสัปดาห์หน้าเขาต้องเริ่มเข้าไปเรียนงานกับคุณพ่อกายที่บริษัท ไหนจะต้องไปช่วยพี่เฟิร์สทำบัญชีที่สนามแข่งอีก และกิจกรรมที่ว่านั่นก็คือการดูหนังที่ปกติก็นั่งดูด้วยกันที่ห้องอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้อยากเปลี่ยนบรรยากาศชวนเขาไปดูในโรงภาพยนตร์บ้าง เป็นหนังแนวสยองขวัญที่เพิ่งเข้าฉายและเสียงจากคนที่ไปชมมาแล้วต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าน่ากลัวมาก พากันให้สิบคะแนนเต็มจนฉันคนที่กลัวผียิ่งกว่าสิ่งใดอยากจะไปดูสักครั้ง เคยไหม? ถึงตัวเองจะรู้สึกกลัวมากๆ แต่พอมีเขาอยู่ด้วยกลับทำให้รู้สึกกล้าพอที่จะลองทำสิ่งนั้น "เอาเสื้อกันหนาวไปด้วย" "เอามาแล้วค่ะ" "อืม ไปกัน" ด้วยความสามารถของเขาทำให้ฉันได้ตั๋วหนังที่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเพราะเป็นเรื่องดังทำให้ที่นั่งเต็มทุกรอบ โดยเฉพาะรอบดึกที่ฉันคิดว่าน่าจะให้ความรู้สึกตื่นเต้นกว่ารอบกลางวัน แน่นอนว่าทุกคนก็คิดไม่ต่างจากฉัน "กรี๊ด!" "กลัว?" "อื้ม อื้ม" แต่ฉันก็ไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ว่าผีในเรื่องจะออกมาได้น่าตกใจขนาดนี้ น่ากลัวมากจนฉันต้องซบหน้าลงแผงอกของเขาพร้อมกับหลับตาปี๋ราวกับกลัวว่าหากลืมตาขึ้นเมื่อไหร่ปีในเรื่องก็จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าให้ฉันเสียขวัญ "ผีไปยังคะ" "ยัง" "ยังอยู่เหรอ" "อืม" "..." "หลอกกันนี่" ไอ้กลัวก็ยังกลัวมากแต่พอคิดถึงค่าตั๋วหนังกับค่าป็อปคอร์นแล้ว ได้แต่ปลุกใจตัวเองให้กล้าลืมตาขึ้นมาดูเพราะเสียดายเงินในกระเป๋าที่เจ้าของอ้อมกอดจ่ายไป คอยถามเขาเพื่อที่ตัวเองจะได้ลืมตาขึ้นมาถูกจังหวะจนเริ่มรู้สึกผิดสังเกตสงสัยว่าทำไมผีถึงได้ออกมานาน นานกว่าที่คนเขาพูดกัน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละข้าง ใจก็ยังตุ้มๆ ต่อมๆ จนเห็นว่าคนขี้แกล้งที่โอบฉันไว้แน่นเม้มปากเข้าหากันเหมือนพยายามกลั้นขำที่ได้เห็นท่าทางตลกของฉัน นิสัยไม่ดีที่สุดเลย "เฮ้ย! ผี" "กรี๊ด...ด" ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองคนเดียว หรือว่าที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องที่ยาวนานเป็นพิเศษ กว่าเราสองคนจะพากันเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์เวลาก็ล่วงเลยมาอีกวันพร้อมกับท้องที่เริ่มรู้สึกหิวอยากหาอะไรเบาเบากินก่อนกลับไปนอนสักหน่อย "แวะกินข้าวต้มกันมั้ยคะ" "หึ อ้วน" "อ้วนแล้วรักมั้ยเล่า" "รัก" "เมื่อก่อนก็รัก วันนี้ก็รัก พรุ่งนี้พี่ก็รัก" ทั้งที่เป็นคำบอกรักที่ออกมาจากปากเขาในท่าทางสบายๆ เหมือนคุยกันธรรมดาทั่วไป แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ยังคงเป็นเขา 'พี่พาย' คนนี้คนที่ทำให้ใจของฉันเต้นแรงเสมอตั้งแต่ตื่นขึ้นมาฉันก็เดินวนเวียนไปรอบห้องหาเจ้าโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้จับมากว่าสี่ชั่วโมงเห็นจะได้ ภาพสุดท้ายที่พอจะนึกออกน่าจะเป็นตอนที่ฉันกำลังนอนเล่นบนเตียงกดดูคลิปตลกระหว่างรอเขาอาบน้ำแล้วเข้านอนพร้อมกัน ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะกลายเป็นสีขาวล่องลอยอยู่ในอากาศด้วยฝีมือของเขาต้นเหตุที่ทำให้ฉันได้นอนเอาเกือบเช้าจนต้องตื่นสายไม่ทันออกไปวิ่งสูดอากาศที่สวนสาธารณะเลย คิดแล้วแก้มใสไร้เครื่องสำอางก็ร้องผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น"พี่พายขา ปังหาโทรศัพท์ไม่เจอ""เดี๋ยวพี่โทรเข้า"(เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์)"อยู่ไหนนะ"ฉันเดินเข้าไปกอดเอวสอบแนบพวงแก้มลงแผ่นหลังแกร่งเปลือยเปล่าอย่างออดอ้อนหวังให้เขาช่วยหาโทรศัพท์ให้ฉัน เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ว่าอะไรก็หาเจอ ส่วนฉันหน่ะเหรอ...ไม่เจอเลยสักอย่าง ทำให้เขาต้องวางไข่ไก่สองฟองในมือแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่บนไอส์แลนด์หินอ่อนสีดำเพื่อกดโทรออกแล้วพากันเดินแยกไปตามเสียงเพลงเรียกเข้าที่ดังให้ได้ยิน เขาเดินเข้าไปหาในห้องนอนที่ฉันเพิ่งเดินออกมา ส่วนฉันลองเดินวนแถวโซฟาห้องนั่งเล่นที่ตัวเองยังไม่ได้หา"...""เจอแล้วเหรอคะ""ร็อตไวเลอร์?""เฮ้ย!" ตายแล
"เลิกกี่โมง""สี่โมงเย็นค่ะ""ในตารางเลิกเที่ยง"สองสามวันมานี้เธอดูแปลกไปจนผมเองเริ่มเกิดความรู้สึกสงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรไว้ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น เรื่องของความคิดเป็นสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้แต่ไม่ถึงขนาดที่ผมจะเอามาเป็นชนวนอารมณ์ให้ต้องทะเลาะกันจนเรื่องราวไปกันใหญ่"ก็ คือว่า...""สี่โมงพี่รอตรงนี้""ค่ะ"ฟอด"ปังไปก่อนนะ"รอฟังคำตอบที่เธอพยายามคิดหาเหตุผลมาบอกกันอยู่นาน เหลือบมองมือเล็กที่วางประสานบีบเข้าหากันแน่นบนตักดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะเสียงหวานอึกๆอักๆ กับสีหน้าคล้ายกังวลจนผมต้องเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง เลือกที่จะมารอรับกลับห้องพร้อมกันตามเวลาที่เธอบอก เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าที่กำลังจะร้องไห้เปลี่ยนเป็นสดใสได้ในพริบตายื่นหน้าเข้ามากดปลายจมูกเชิดรั้นหอมแก้มผมฟอดใหญ่อย่างออดอ้อนก่อนจะลงรถไปด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ทำตาคู่คมมองตามแผ่นหลังบางจนลับสายตาหายเข้าไปในอาคารเรียนด้วยสายตาเกินคาดเดา เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่เก่งเลยสักนิดจนเผยพิรุธออกมาให้ผมจับสังเกตได้เต็มไปหมดkanom.pang🍞 : พี่มินิน ขนมปังถึงแล้วค่ะ(ข้อความถูกยกเลิก)ผมเลือก
รู้ว่าวันนี้เธอมีนัดกินข้าวกับเพื่อนตามประสาผู้หญิง ซึ่งแฟนอย่างผมก็เข้าใจไม่ตามไปให้เธอต้องรู้สึกอึดอัดจนคุยกับเพื่อนไม่สนุก แต่ถึงตัวไม่ไปผมก็ไม่ลืมที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายถือโอกาสยื่นบัตรแบล็คการ์ดอีกใบที่แอบทำไวัให้เผื่ออยากได้กระเป๋าสักใบสองใบ เธอจะได้ชอปปิ้งอย่างสบายใจแต่ที่ทำให้ผมหงุดหงิดมากจนอยากจะจับมาฟาดก้นสักทีสองทีก็เพราะธอเล่นขาดการติดต่อไปนานหลายชั่วโมง โทรไปไม่รับ ส่งข้อความไปไม่ตอบจนผมเป็นห่วงคิดกังวลไปต่างๆ นานากลัวว่าเธอจะเกิดอุบัติเหตุหรือมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า กระทั่งเห็นข้อความแจ้งเตือนการใช้บัตรแบล็คการ์ดผมถึงโล่งอกพอจะนั่งรออยู่ในรถอย่างใจเย็นได้บ้าง แต่ก็ไม่เย็นมากพอที่จะหายหงุดหงิดเพียงได้กินแซนวิชที่เธอป้อนไม่กี่คำ"...""ถ้าพี่พายไม่พูด ขนมปังไม่ง้อ"แล้วดูเอาเถอะ! ว่าเธอดื้อมากขนาดไหน พอเห็นว่าผมไม่หายโกรธ ปากเล็กๆ ก็เชิดขึ้นจนเกือบถึงปลายจมูกนั่งทำหน้างอนใส่ จนกระทั่งรถแล่นเข้ามาจอดในชั้นลานจอดรถของคอนโด คนแสนดื้อก็เปิดประตูลงจากฝั่งข้างคนขับรีบซอยเท้าเดินไปกดลิฟต์ไม่รอผมเดินไปพร้อมกันเหมือนทุกวัน"ไม่ง้อพี่ แล้วจะง้อใคร""ง้อใครก็ได้ค่ะ ขนมปังโต
"ไหนแกลองว่ามาซิ ทำไมถึงเบี้ยวนัดฉันได้""ก็..."เมื่อวันที่นัดกันไปเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของฉัน ทั้งๆ ที่นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายเพื่อนสนิทที่สุดของฉันกลับส่งข้อความมาบอกว่ามีธุระกระทันหันในตอนสามทุ่มและขอชดเชยเวลาให้โดยการพาฉันมาเลี้ยงปิ้งย่างวันนี้แทน"อื้ม ก็..."มีธุระฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ที่ทำให้ฉันไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้คือท่าทางอึกอักเหมือนเจอโจทย์ที่ยากมากดูพยายามคิดหาเหตุผลมาอธิบายให้ฉันฟังไม่ได้ ไหนจะสายตาเลิ่กลั่กพยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ฉันสังเกตได้นั่นอีก ชวนให้ฉันนึกสนุกอยากจะแกล้งลองเป็นฝ่ายไล่ต้อนให้เพื่อนจนมุมดูบ้าง วางตะเกียบในมือแล้วเปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองฝั่งตรงข้ามด้วยสายตากรุ่มกริ่มรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจอย่างที่ฉันเคยเจอ ก็จากยัยเมจินี่แหละสนุกดีเหมือนกันนะ"โอเค ฉันยอมแล้วๆ"และในที่สุดธุระที่ว่าของยัยเมจิก็ถูกเล่าออกมาอย่างอัดอั้นจนฉันเองแทบจะฟังไม่ทันประติดประต่อเรื่องราวแทบไม่ถูก สรุปได้เพียงว่าสิ่งที่ยัยเมจิเจอไม่ต่างจากฉันมากนัก แต่ฉันอาจจะดีกว่าตรงที่คนขี้หวงพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเหตุผลของเขาคนเดียวก็เถอะ!"ครั้งนี้ฉันจะยอมปล่อยแกไ
และแล้วก็ถึงวันที่ฉันได้ไปฉลองวันเกิดในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนนั่นก็คือร้านเหล้า อยากจะลองไปดูสักครั้งอยากลองสัมผัสบรรยากาศที่ใครหลายคนพากันหลงใหลสักหน่อยอันที่จริงวันคล้ายวันเกิดของฉันล่วงเลยมาหลายวันแล้วนะ แต่เพราะว่าวันนั้นฉันโดนพิษไข้เล่นงานเสียก่อนพาให้ต้องเลื่อนนัดยัยเมจิมาเป็นวันนี้แทน จะวันไหนสำหรับฉันก็เหมือนกันนั่นแหละ ขอแค่มีเขาคุณแฟนของฉันและเพื่อนที่สนิทที่สุดมากินข้าวเป็นเพื่อนฉันก็สุขใจมากแล้ว"พี่พาย พี่พายเห็นเสื้อกล้ามสีดำของปังมั้ยคะ" ฉันจำได้ว่าเขาอาสาเอาไปส่งร้านซักรีดให้นี่นา ไม่ใช่ว่าทางร้านเอามาส่งแล้วหรอกเหรอ"ทิ้งไปแล้ว""ห๊ะ?""ตกใจอะไร""เอาเสื้อปังไปทิ้งทำไม""พี่ไม่ชอบ""แต่นั่นเสื้อปังนะ""เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่"ฉันไม่ได้ฟังผิดไปหรอกใช่ไหม อยู่อยู่คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนตอนนี้บอกว่าตัวเองเป็นคนเอาเสื้อผ้าของฉันไปทิ้งหน้าตาเฉย เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหลือจะเชื่อเขาเลย!แล้ววันนี้ฉันจะใส่ชุดอะไรไปกันละ ในเมื่อตู้เสื้อผ้าของฉันตอนนี้เหลือเพียงชุดเดรสน่ารักๆ และเสื้อยืดกับกางเกงขายาวที่เหมาะกับการใส่ไปทำบุญที่วัดมากกว่า ไม่หลงเหลือเสื้อที่เข้าก
กว่าสองชั่วโมงพายุลูกใหญ่ถึงจะสงบลง เป็นผมที่ใจดีปล่อยให้คนอ่อนแรงนอนพักเพราะไม่อยากให้เธอตื่นตกใจกับสัมผัสของผมจนไม่อนุญาตให้มีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมจะไม่ยอมและยอมไม่ได้เด็ดขาดค่อยๆ ช้อนตัวเธอเดินเข้าห้องนอน วางร่างบางลงบนเตียงกว้างให้เธอได้นอนพักสบายๆ ส่วนผมพาตัวเองไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วออกมาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ ค่อยๆ เช็ดผิวสีชมพูอย่างทะนุถนอมจนทั่วไม่เหลือความเหนียวเหนอะหนะให้เธอรู้สึกไม่สบายตัว ก่อนจะกลับไปจัดการตัวเองในห้องน้ำบ้างแล้วกลับออกมาล้มตัวนอนลงข้างๆ ดึงเอวบางเข้ามานอนหนุนแขนในอ้อมกอดหลับตาลงตามเธอเข้าไปในความฝัน"..."จนกระทั่งแผงอกสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุที่ค่อยๆ สูงขึ้นปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสาย เวลานี้ผิวขาวอมชมพูของคนในอ้อมกอดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคิ้วเรียวเล็กผูกกันเป็นปมแน่นราวกับกำลังฝันร้ายอย่างไรอย่างนั้น ให้ผมต้องรีบลุกไปหาอุปกรณ์เช็ดตัวและเจลลดไข้มาวางบนหน้าผากมนด้วยความร้อนใจ คอยเช็ดตัวไม่ห่างให้อุณหภูมิที่สูงค่อยๆ ลดจนเย็นลง ให้คิ้วที่ผูกเป็นโบว์ค่อยๆ คลายออกปมออกให้ผมรู้สึกโล่งใจที่เธอต้องนอนซมอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากผม







