LOGINรถแท็กซี่จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขับผ่านการจราจรแออัด จอดเทียบกำแพงหลังบ้านไม้เก่านานร่วมครึ่งชั่วโมงไม่มีทีท่าจะเคลื่อนไปข้างหน้า เจ้าของรถออกอาการเบื่อหันมาโวยวาย
“ไปหรือยัง ที่บอกจะจ่ายเพิ่มน่ะเท่าไหร่ คุ้มค่าเสียเวลาข้าไหม” ผู้ว่าจ้างแสดงอารมณ์ไม่พอใจ แต่ไม่ได้ตอบโต้ เขาดึงแขนเสื้อขึ้นดูเวลาคำนวณค่าเสียโอกาสในการวิ่งรถรับผู้โดยสาร
“ทิปเยอะนะเนี่ย เหมาไหม ข้าจะนอนเงียบๆ ไม่บ่นให้เอ็งรำคาญ” ผิวปากเป็นทำนองเพลง นับเงินมีความสุข
“ไม่ครับ ผมพอแล้ว ช่วยไปส่งผมตามที่อยู่ที่เคยบอก”
“แต่ดูเหมือนเอ็งจะยังไม่อยากกลับเลยนะ อยู่ต่อชั่วโมงเดียว สองชั่วโมงก็ได้ ข้าคิดเพิ่มไม่แพงหรอก จะเอนเบาะนอนรอเงียบๆ”
“ถ้าไม่ออกรถก็คืนเงินส่วนหนึ่งให้ผม ผมเรียกรถคันอื่นได้”
“ไปก็ได้ ยังหนุ่มยังแน่น ขี้น้อยใจเป็นบ้าเลยนะหนุ่มนะ”
หน้าหล่อเข้มจัด เบือนจากคนขับรถวัยกลางคนกลับไปทางหน้าต่างบานเดิม ขอให้ไฟในห้องนอนส่องสว่างเพื่อจะได้มั่นใจอะไรบางอย่าง เขาเหนื่อยที่ต้องพลัดพรากจากคนรัก อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงหล่อนกลับมา สัญชาตญาณบางอย่างเตือนว่าหากช้ากว่านี้อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาคบกัน บ้านอัศวเมฆินทร์ถูกยึด หากหล่อนทิ้งการเรียนกลับเมืองไทยไม่แคล้วต้องพาแม่ย้ายไปหาที่อยู่ใหม่
แต่ที่ไหนล่ะที่หล่อนจะไป หล่อนไม่มีญาติพี่น้อง จะย้ายไปอยู่ไหนก็ย่อมได้ เขาตระหนักรู้ได้ว่าไม่มีทางตามหาหล่อนเจอง่ายเหมือนที่ผ่านมา ภาวนาขอให้จุดหมายปลายทางคือประเทศไทย จะได้ตามหาง่าย แต่ถ้าภายในวันสองวันนี้ไม่เจอกันเขาจะกลับไปอังกฤษ การไปครั้งนี้เขาจะเปิดเผยตัวเองไม่เก็บซ่อนตัวตนต่อไป
“คุณรัน ทำไมมาคนเดียวล่ะคะ พ่อไปไหน”
สกาวใจ แม่บ้านอายุใกล้เคียงกันออกมารอต้อนรับ เหลียวมองตามท้ายรถแท็กซี่จนกระทั่งลับหายไปจากประตูรั้วอัตโนมัติ พ่อสกาวใจทำงานเป็นคนขับรถประจำบ้านอรัญรัตนา โดยปกติแล้วหน้าที่ขับรถรับส่งเจ้านายทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นของพ่อสกาวใจ ทำไมถึงปล่อยให้เจ้านายเรียกรถแท็กซี่กลับบ้านตามลำพัง
“ให้ลุงไปส่งพิมพ์มาดา ขี้เกียจนั่งรถคันเดียวกัน”
รายนั้นพูดมากกว่าลุงแท็กซี่สองเท่า ให้ฟังนานๆ หูจะแตก นิสัยพื้นเพไม่ชอบคนแบบนั้นกลัวอดใจไม่ไหวด่าซ้ำสองจนร้องไห้ขี้มูกโป่ง
ไม่แคร์อยู่แล้วหากเป็นอย่างนั้น กลัวแต่หล่อนมาฟ้องแม่เขา ถอดรองเท้าเปลี่ยนเอารองเท้าในบ้านมาสวม ก้มนานชักจะปวดหลัง สาเหตุหลักมาจากทนนั่งหลังขดหลังแข็งในชั้นประหยัดนานกว่าสิบชั่วโมง ไปจนถึงแวะเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง และเดินทางต่อมายังท่าอากาศยานปลายทาง
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะคุณหนูพิมถึงโทรมาฟ้องคุณนาย”
“ว่าไงนะ” กระโหย่งตัวขึ้นมามองหน้าแม่บ้านตาคม
“คุณหนูพิมโทรมาหาคุณนาย เพิ่งจะวางสายเมื่อกี้นี้เอง สกาวใจไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรกัน เงี่ยหูฟังแล้วก็ยังไม่ได้ยิน แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ สถานการณ์ในบ้านเรียบร้อยดีค่ะ คุณผู้ชายก็อยู่ด้วย”
“คุณพ่ออยู่แล้วช่วยอะไรได้ ตามใจคุณแม่หมดทุกเรื่อง”
“ถึงคุณผู้ชายจะตามใจคุณนาย แต่ท่านไม่ได้เห็นด้วยกับคุณนายหมดทุกเรื่องนะคะ เพียงแค่ท่านไม่กล้าขัดใจคุณนาย”
“ต่างกันตรงไหน” นิ่วหน้าใส่สกาวใจ ที่พอเห็นว่าไม่ใช่เรื่องตัวเองก็พูดสบายใจเฉิบ โทษเขาไม่ได้ ถ้าจะโทษควรโทษผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายที่บังคับยัดเยียดให้เขาทำตามใจ พิมพ์มาดาจะไปเรียนต่อประจวบเหมาะกับเขาเดินทางไปอังกฤษทุกเดือน มัดมือชกให้พาหล่อนไปด้วย
เป็นพ่อเป็นแม่ประสาอะไรยอมให้ลูกสาวเดินทางไปต่างประเทศกับผู้ชายสองต่อสอง เขายอมรับผลการกระทำที่ตามมาเสมอ เชื่อว่าครั้งนี้ก็จะถูกนินทาโดยแม่ๆ ที่เคยประเคนลูกสาวหลานสาวมาให้ดูตัว
พวกท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเข็ดขยาดนิสัยเขา บางคนปากร้ายหน่อยก็นินทาว่าเขาชอบเพศเดียวกันและเสพติดการซื้อบริการทางเพศ ไม่คู่ควรกับลูกสาวหลานสาวที่น่ารักของพวกท่าน
ความคิดที่อยู่ในใจเขาอยากตอบกลับเหลือเกิน ลูกหลานพวกท่านนิสัยดีตายแหละ หลุดแอ๊บแบ๊วก็ไม่ต่างจากนางกรี๊ดในละครหลังข่าว
“ต่างสิคะ มีคุณผู้ชายอยู่ด้วยจะได้คอยห้ามศึกระหว่างคุณรันกับคุณผู้หญิงไงคะ” หัวเราะเป็นม้า เพิ่งสังเกตสีหน้าท่าทางเจ้านายดูอิดโรยชอบกล หน้าตาก็ซีดไม่มีสี
“คุณรันไม่สบายหรือเปล่าคะ”
“นั่งเครื่องนาน เหนื่อยนิดหน่อย แต่ไม่ได้เป็นอะไร”
“เข้าบ้านเถอะค่ะ ท่านทั้งสองรอคุณรันอยู่ที่โถงรับแขก”
“รอเชือดล่ะสิ เฮ้อ เบื่อชะมัด กลับคอนโดน่าจะปลอดภัยกว่ามั้ง ไปเอากุญแจรถมาให้หน่อยสิ ของฝากเต็มกระเป๋าเลยนะจะยกให้ทั้งหมด”
ไม่กล้าเข้าไปเอาเอง ขืนเข้าไปในบ้านตอนนี้อาจจะตายอย่างเขียด ท้องแตก ไส้ไหล คุณแม่เวลาโมโหปรานีลูกชายซะที่ไหน โดยเฉพาะกับเขาที่ดื้อรั้นท่านยิ่งโหดยกกำลังสอง เขาอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมเป็นหลักเพราะใกล้บริษัท ขับรถรวดเดียวถึงถ้ารถติดก็สิบนาทีถ้าถนนโล่งก็ห้านาที บ้านหลังนี้จะอยู่รอบนอก ใช้เวลาไม่ต่ำกว่ายี่สิบนาทีกว่าจะถึงที่ทำงาน
“ข่าวดี กุญแจรถอยู่ในตู้เก็บกุญแจ แต่ข่าวร้าย กุญแจล็อกตู้อยู่กับคุณนาย คุณรันจะทุบตู้หรือเข้าไปขอจากคุณนายดีคะ”
“โธ่เอ๊ย ไม่ได้เรื่องเลย จะเอาไหมของฝาก”
“เอาสิคะ”
“คุณผู้ชายยังไม่กล้าขัดใจคุณนาย สกาวจะกล้าได้ยังไง เข้าไปเถอะค่ะ คุณนายรักคุณรันจะตาย กอดนิด อ้อนหน่อยท่านก็ใจอ่อน ใช่ว่าคุณรันถูกคุณนายคาดโทษครั้งแรกซะเมื่อไหร่ คุณรันไล่ตะเพิดผู้หญิงที่ท่านหาให้คนที่เท่าไหร่แล้วคะ สิบนิ้วสกาวยังนับไม่พอ”
“พูดเกินไปแล้วสกาว ถึงสิบคนที่ไหน ก็แค่...”
คิดตามขยับปลายนิ้วนับจำนวนไปด้วย ข้างขวาไม่พอย้ายมาข้างซ้าย สักพักปลายเท้าก็กระดิก ถ้าพูดได้ก็คงร้องบอกพ่อๆ ใช้นิ้วพวกหนูนับด้วยก็ได้นะ โอเค ยอมรับก็ได้ว่าเขาปากหมานิสัยเสีย แต่ก็แค่กับผู้หญิงที่ผู้ใหญ่บังคับจับคู่ให้ กับผู้หญิงคนอื่นเขาสุภาพบุรุษจะตาย
“บอกแล้วว่าเกินสิบ ผิดจากที่สกาวพูดเมื่อไหร่”
คิดตามขยับปลายนิ้วนับจำนวนไปด้วย ข้างขวาไม่พอย้ายมาข้างซ้าย สักพักปลายเท้าก็กระดิก ถ้าพูดได้ก็คงร้องบอกพ่อๆ ใช้นิ้วพวกหนูนับด้วยก็ได้นะ โอเค ยอมรับก็ได้ว่าเขาปากหมานิสัยเสีย แต่ก็แค่กับผู้หญิงที่ผู้ใหญ่บังคับจับคู่ให้ กับผู้หญิงคนอื่นเขาสุภาพบุรุษจะตาย“บอกแล้วว่าเกินสิบ ผิดจากที่สกาวพูดเมื่อไหร่”“จุ้น” ศรันย์จ้องหน้ายิ้มๆ ของแม่บ้าน อึดใจเดียวก็สะบัดคอเมินหน้าหนีไปทางอื่น เกลียดชะมัดคนรู้มาก รู้ทัน รู้ไปหมดสกาวใจกลั้นหัวเราะท้องแข็ง ร้องถามเจ้านายหนุ่มสุดหล่อที่เตรียมจะหนีเข้าบ้าน “สกาวยกกระเป๋าไปไว้บนห้องให้นะคะ”“ไม่ต้อง มันหนัก วางไว้หน้าบันไดก็พอฉันยกขึ้นไปเอง”“เป็นห่วงสกาวด้วย คิดอะไรหรือเปล่า”“เพ้อเจ้อ”ศรันย์ไม่ได้ใช้นามสกุล ชาน ของคุณปู่ แต่ใช้ อรัญรัตนา ของคุณย่า ท่านพบรักกันขณะที่คุณปู่ในวัยหนุ่มมาขยายธุรกิจในประเทศไทย คุณย่าทำงานเป็นล่ามและเลขานุการ อยู่ด้วยกันจนท่านตั้งท้องคุณพ่อศรันย์ เรื่องไปถึงหูผู้ใหญ่ที่ฮ่องกงทางนั้นกีดกันขั
รถแท็กซี่จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขับผ่านการจราจรแออัด จอดเทียบกำแพงหลังบ้านไม้เก่านานร่วมครึ่งชั่วโมงไม่มีทีท่าจะเคลื่อนไปข้างหน้า เจ้าของรถออกอาการเบื่อหันมาโวยวาย“ไปหรือยัง ที่บอกจะจ่ายเพิ่มน่ะเท่าไหร่ คุ้มค่าเสียเวลาข้าไหม” ผู้ว่าจ้างแสดงอารมณ์ไม่พอใจ แต่ไม่ได้ตอบโต้ เขาดึงแขนเสื้อขึ้นดูเวลาคำนวณค่าเสียโอกาสในการวิ่งรถรับผู้โดยสาร“ทิปเยอะนะเนี่ย เหมาไหม ข้าจะนอนเงียบๆ ไม่บ่นให้เอ็งรำคาญ” ผิวปากเป็นทำนองเพลง นับเงินมีความสุข“ไม่ครับ ผมพอแล้ว ช่วยไปส่งผมตามที่อยู่ที่เคยบอก”“แต่ดูเหมือนเอ็งจะยังไม่อยากกลับเลยนะ อยู่ต่อชั่วโมงเดียว สองชั่วโมงก็ได้ ข้าคิดเพิ่มไม่แพงหรอก จะเอนเบาะนอนรอเงียบๆ”“ถ้าไม่ออกรถก็คืนเงินส่วนหนึ่งให้ผม ผมเรียกรถคันอื่นได้”“ไปก็ได้ ยังหนุ่มยังแน่น ขี้น้อยใจเป็นบ้าเลยนะหนุ่มนะ”หน้าหล่อเข้มจัด เบือนจากคนขับรถวัยกลางคนกลับไปทางหน้าต่างบานเดิม ขอให้ไฟในห้องนอนส่องสว่างเพื่อจะได้มั่นใจอะไรบางอย่าง เขาเหนื่อยที่ต้องพลัดพรากจากคนรัก อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงหล่อนกลับมา สัญชาตญาณบางอย่างเตือนว่าหากช้ากว่านี้อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาคบกัน บ้านอัศวเมฆินทร์ถูกยึด หากห
“สัญญานะพิม ถ้าเคลียร์ปัญหาได้ แกจะกลับมาเรียนต่อให้จบ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ฉันจะขอแม่เป็นสปอนเซอร์ให้”“อย่าเลย แค่นี้ฉันก็รบกวนแกกับแม่มากพอแล้ว คนอย่างฉันได้มาเรียนต่อต่างประเทศ ถึงจะเรียนไม่จบก็คุ้มค่าที่ได้เกิดมา”“โอ๋... ไม่เอา ไม่พูดแบบนี้ แกเป็นคนเก่ง มีความสามารถ ไม่ว่าใครจะพูดถึงแกหรือดูถูกแกยังไง แต่ฉันเชื่อในตัวแก และอยากให้เพื่อนของฉันมีอนาคตที่ดีกว่านี้”“ขอบใจมากนะที่เชื่อมั่นในตัวฉัน ฉันจะไม่ทิ้งอนาคตตัวเอง จะทำงานหาเงิน มุ่งมั่นสร้างตัวหักหน้าพวกคนที่เคยดูถูกฉัน”“แกทำได้อยู่แล้ว เพื่อนฉันทั้งสวยทั้งเก่ง สู้เขานะ”“สู้ตาย!” ตอบกลับหน้าตามุ่งมั่น “ลากันไปลากันมามีหวังฉันตกเครื่องเพราะแกนี่แหละ ฝากขอบคุณพี่ไรอันด้วยนะที่ขับรถมาส่ง เรียนจบแล้วชวนพี่เขาไปเที่ยวเมืองไทยด้วยล่ะ”“ต้องชวนไปอยู่แล้ว รักนะ ถึงแล้วส่งข้อความมาบอกด้วย”“ได้เลย ฉันไปแล้วนะ”โบกมือลากันอยู่นาน กว่าจะหันหลังให้เพื่อนตามผู้โดยสารท่านอื่นเข้าไปด้านใน ผ่านด่านตรวจเอกสารมาถึงโถงทางเดินขนานข้างด้วยร้านค้าปลอดภาษี ห้ามใจไม่ไหวแวะชมลิปสติกคอลเล็กชันใหม่ เล็งไว้ว่าจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง เหลือเวลาห
พิยดามีเขาอยู่เคียงข้างมานาน ยกให้เขาเป็นโลกทั้งใบ ยอมหมดทุกอย่างรั้งเขาให้อยู่ข้างกาย แต่เขาก็สอนบทเรียนบทใหม่ให้หล่อนเรียนรู้ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป ดังเช่นเขาที่ได้สมใจอยากก็ตัดขาดการติดต่อเหมือนไม่เคยรักกัน ช่วงนั้นแย่เอาการ แต่ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น คุณไกรสรกลัวหล่อนใจแตกหนีออกจากบ้านรอบสอง ให้อิสระในการใช้ชีวิต ย้ายโรงเรียนไปเจอเพื่อนใหม่ที่ใจดีและคบหากันมาถึงปัจจุบันเรียนจบระดับมัธยมก็เข้ามหาวิทยาลัยไกลบ้าน เพื่อจะได้มีข้ออ้างในการพักหอ ไม่ต้องกลับมาอยู่ใกล้มือใกล้เท้าราเมศวร์ วุฒิการศึกษาแค่นั้นไม่พอให้หล่อนหลุดออกจากกะลาแคบที่คนบ้านอัศวเมฆินทร์นำมาครอบศีรษะ ทะเยอทะยานเก็บหอมรอมริบหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศตามฝัน หลังจากหลุดพ้นคนในบ้านอัศวเมฆินทร์และได้พบเจอโลกใหม่ๆ ก็ทำให้พิยดาเข้าใจ ทำไมศรันย์ถึงทิ้งหล่อนและเลือกเดินทางไปศึกษาต่อ อนาคตข้างหน้าสดใสมากกว่าจมปลักอยู่กับผู้หญิงที่ไม่คู่ควร ผู้ชายระดับเขาคู่ควรกับผู้หญิงดีๆ ฐานะเท่าเทียมกัน คนที่สามารถควงแขนออกงานสังคมโดยไม่อายสายตาใคร และคนนั้นไม่มีทางเป็นหล่อน ดังนั้นพิยดาจึงไม่คาดหวังให้เขากลับมา หากบังเอิญเจอกันก็พร้อมจะแย
“พิม! เดินระวังหน่อยสิ รถเข็นจะชนคนอื่น” แพทริเซีย สาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษพยุงรถเข็นไม่ให้เอียงไปชนนักเดินทางคนอื่น ในโถงกลางท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ประเทศอังกฤษ“โทษที มองหาห้องน้ำเพลินไปหน่อย”เจ้าของชื่อดึงตัวเองจากอดีตกลับสู่ปัจจุบัน ปรับสีหน้าแววตาจากเศร้าหมองกลับมาเป็นปกติ ดึงรถเข็นกระเป๋ากลับมาอยู่ในการควบคุมของตัวเองตามเดิม จะเข็นต่อไปทางเคาน์เตอร์เช็กอิน แต่แพทริเซียดึงแขนไว้เหล่ตามองไปอีกทาง“มองหาห้องน้ำหรือมองผู้ชายกันแน่ ร้ายไม่เบานะคุณเพื่อน”สาวลูกครึ่งกลอกสายตาขี้เล่นไปทางชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงสมส่วน ที่ยืนคุยโทรศัพท์หน้าตาเคร่งเครียดทางสองนาฬิกา ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรถึงนิ่วหน้าใส่อารมณ์กับคู่สนทนา ผู้ชายจริงจังสายดุแบบนี้ ถูกใจ ใช่เลย แต่สักพักรถแห้วแหกโค้งคว่ำลงตรงหน้าให้เลือกหยิบรับประทานได้ตามสบาย เพราะเมียเขาเข้ามาคล้องแขนแสดงความเป็นเจ้าของความสุขของคนแอบมอง ทำไมต้องจบลงด้วยคำว่าเขามีเมียแล้วทุกทีเลยนะ แพทริเซียถอนหายใจตบมือลงบนบ่าเพื่อน“สวยๆ อย่างเราต้องมีศักดิ์ศรี อย่าแอบมองผัวคนอื่น”“เพื่อนสวย ผู้ชายต้องมองสิจ๊ะจะไปมองเขาทำไม รีบไปเถอะ ปวดจริง อีกนิดเด
“นี่สินะ เขาถึงเรียกว่าคนรู้ใจ โทรมาตอนกำลังเครียดพอดี แต่ไม่น่านัดมาไกล นัดแถวบ้านก็ไม่น่าจะมีใครผ่านมาเห็นเรา”ศรันย์ อรัญรัตนา ทายาทคนโตของอาณาจักรแกรนด์อรัญ มาในมาดนักธุรกิจหนุ่มสวมสูทผูกไท ทิ้งตัวลงบนผืนหญ้าสวนสาธารณะข้างสาวนักเรียนมัธยมปลายที่ลักลอบคบหาดูใจกันมาระยะหนึ่ง พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากครอบครัวเขาสนิทกับครอบครัวคุณไกรสร ไปมาหาสู่กันบ่อย การที่ได้เจอหน้ากันทุกวันทำให้เขากับหล่อนชอบพอกัน“เป็นอะไรทำไมเงียบ” ถามต่อ เอียงหน้าเข้าไปชิดแก้มสาวน้อยของเขาอยากให้คบหากันโดยบริสุทธิ์ใจไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง สะดุ้งเล็กน้อยเผลอเงยหน้าขึ้นมามอง ทำให้ชายหนุ่มผู้มีแววตาขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อเห็นรอยแผลบนหน้า เขาจับกรอบใบหน้างดงามทะนุถนอม สบสายตาคู่หวานซึ้งที่มีหยดน้ำไหลริน“หน้าไปโดนอะไรมา ถูกเพื่อนรุมแกล้งอีกแล้วเหรอ”หล่อนหลบสายตา ไม่ยอมตอบคำถาม“ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะ ตายขึ้นมาจะว่ายังไง ดูแขนสิ มีแต่รอยเล็บ เสื้อผ้าก็ฉีกขาด” ห่วงใยถอดสูทตัวนอกมาวางบนหัวไหล่“ไม่เป็นไรค่ะ พิมไม่ได้เจ็บมากอีกหน่อยแผลก็หาย”“ไม่เป็นไรได้ยังไง ลงไม้ลงมือรุนแรงครั้งที่สองแล้ว







