LOGINคิดตามขยับปลายนิ้วนับจำนวนไปด้วย ข้างขวาไม่พอย้ายมาข้างซ้าย สักพักปลายเท้าก็กระดิก ถ้าพูดได้ก็คงร้องบอกพ่อๆ ใช้นิ้วพวกหนูนับด้วยก็ได้นะ โอเค ยอมรับก็ได้ว่าเขาปากหมานิสัยเสีย แต่ก็แค่กับผู้หญิงที่ผู้ใหญ่บังคับจับคู่ให้ กับผู้หญิงคนอื่นเขาสุภาพบุรุษจะตาย
“บอกแล้วว่าเกินสิบ ผิดจากที่สกาวพูดเมื่อไหร่”
“จุ้น” ศรันย์จ้องหน้ายิ้มๆ ของแม่บ้าน อึดใจเดียวก็สะบัดคอเมินหน้าหนีไปทางอื่น เกลียดชะมัดคนรู้มาก รู้ทัน รู้ไปหมด
สกาวใจกลั้นหัวเราะท้องแข็ง ร้องถามเจ้านายหนุ่มสุดหล่อที่เตรียมจะหนีเข้าบ้าน “สกาวยกกระเป๋าไปไว้บนห้องให้นะคะ”
“ไม่ต้อง มันหนัก วางไว้หน้าบันไดก็พอฉันยกขึ้นไปเอง”
“เป็นห่วงสกาวด้วย คิดอะไรหรือเปล่า”
“เพ้อเจ้อ”
ศรันย์ไม่ได้ใช้นามสกุล ชาน ของคุณปู่ แต่ใช้ อรัญรัตนา ของคุณย่า ท่านพบรักกันขณะที่คุณปู่ในวัยหนุ่มมาขยายธุรกิจในประเทศไทย คุณย่าทำงานเป็นล่ามและเลขานุการ อยู่ด้วยกันจนท่านตั้งท้องคุณพ่อศรันย์ เรื่องไปถึงหูผู้ใหญ่ที่ฮ่องกงทางนั้นกีดกันขั้นเด็ดขาด เรียกคุณปู่กลับไปแต่งงานกับผู้หญิงที่พวกท่านหาไว้ให้
คุณย่าใจสลายที่ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ลาออกจากงานกลับไปอยู่บ้านเกิด คลอดและเลี้ยงดูลูกชายด้วยตัวคนเดียว ไม่ยอมรับเศษเงินที่พ่อชาวฮ่องกงของลูกชายขยันส่งมาให้
คุณปู่ไม่ได้ไม่ไยดีลูกเมียทางนี้ เพียงแต่ขัดใจผู้ใหญ่ไม่ได้ท่านอดทนรอจนกระทั่งได้รับช่วงสานต่อบริษัทต้นตระกูล จากนั้นก็บินมาไทยอนุมัติสร้างธุรกิจไว้มากและเรียกตัวลูกชายเข้ามาเรียนรู้งาน ช่วงวัยรุ่นคุณพ่อไม่ค่อยลงรอยกับคุณปู่ทะเลาะกันบ่อย ท่านดื้อกับคุณปู่ทำทุกอย่างที่คุณปู่ไม่ชอบเพื่อหวังเอาคืนทั้งที่คุณปู่ก็พยายามตามใจ การย้ายมาทำงานกรุงเทพทำให้คุณพ่อได้พบรักคุณแม่ที่มาเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า หนีตามกันมาอยู่ห้องเช่า
คุณพ่อทำงานตำแหน่งพนักงานโรงแรม ไม่มีเงิน อยู่ด้วยกันอย่างยากลำบาก ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ท้องก่อนแต่งเหมือนรุ่นคุณย่า ขอยืมเงินจากคุณปู่สู่ขอคุณแม่มาตบแต่งเป็นเรื่องเป็นราว คุณปู่ใช้โอกาสนั้นปรับความเข้าใจกับลูกชาย จัดงานแต่งใหญ่โตให้ครอบครัวฝ่ายหญิงมีหน้ามีตา ต้อนรับคุณแม่ที่เป็นแค่ลูกสาวบ้านสวนมาอยู่ในครอบครัว ทั้งที่ใจจริงท่านไม่เห็นด้วย แต่ถูกคุณย่าด่าไฟแลบไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ขู่ว่าถ้าบังคับให้ลูกเลิกกันจะทำอย่างนั้นอย่างนี้
คุณปู่กลัวผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ ยอมซื้อบ้านให้ลูกชายแทนที่ห้องเช่า โรงแรมก็ยกให้และเปลี่ยนชื่อเป็นแกรนด์อรัญ ตระกูลอรัญรัตนาจากไม่มีเงินก็ร่ำรวยขึ้นมาด้วยการสนับสนุนจากคุณปู่
หลายปีให้หลังคุณย่าเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ส่วนคุณปู่ยังแข็งแรงมักจะบินไปกลับฮ่องกงไทยมาเยี่ยมลูกหลาน เว้นช่วงศรันย์โตเป็นหนุ่มท่านเดินทางน้อยลงเนื่องจากอายุมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ยกหุ้นส่วนหนึ่งในบริษัทชานคอร์เปอร์เรชั่น เพื่อจูงใจให้เขาในฐานะหลานชายคนโตไปเยี่ยมท่านที่ฮ่องกงเป็นประจำทุกเดือนและเขาตกลงรับข้อเสนอ
เจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตรมาถึงบริเวณโถงรับแขกกลางคฤหาสน์ ได้ยินเสียงแหบแห้งของพิธีกรฝีปากกล้าผ่านทางทีวี เล่าข่าวคาวๆ ฉาวๆ ของนักแสดงสาวที่เขาเคยรู้จัก ลังเลว่าใช้โอกาสที่คุณพ่อคุณแม่สนใจข่าวบันเทิงหนีขึ้นห้องไปขังตัวอยู่ในนั้นดีหรือเปล่า หรือจะใจกล้าไปรับลูกระเบิดอย่างลูกผู้ชาย แต่แม่น่ากลัว ขอเป็นผู้ฉิงสักวันก็แล้วกัน
ศรันย์ชักเท้าข้างหนึ่งกลับมาด้านหลัง ย่องเท้าเบาๆ ถอยห่างออกมาทีละเล็กทีละน้อยไม่ให้เสียงฝีเท้าระแคะระคายหูบุพการี ทว่ากลับมีเสียงกึกๆ ดังมาจากด้านหลัง คล้ายท่อนไม้ครูดมาตามกระเบื้อง หน้าเปลี่ยนเป็นอีกสี ยืดหลังให้ตั้งตรง เอียงหน้ากลับไปด้านหลังช้าและกระตุกในบางครั้ง สบสายตากับพลังงานลี้ลับบางอย่างที่เข้าสิงในร่างมารดา ไม่อย่างนั้นตาท่านก็คงไม่แดงก่ำจ้องจะกินเลือดกินเนื้อ ตาคมเลื่อนมองมือท่านที่กำรอบด้ามไม้กวาด
“หึๆ” ตอกย้ำความน่ากลัวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ เจ้าควายน้อยของแม่” ต้อนรับทายาทเสียงต่ำทำสายตาสยดสยอง ตามเจ้าควายน้อยจอมขวิดที่ก้าวถอย
“กลับมาแล้วครับ”
“เคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าหนูพิมเป็นลูกสาวเพื่อนสนิทแม่”
อดีตผู้เข้าประกวดนางงามสมัยสามสิบปีก่อน พูดจาอ่อนโยนหวานประหนึ่งลูกชายเป็นกรรมการ ต่อมาปรับอารมณ์ง้างไม้กวาดขึ้น
“ทำไมแกแปลงร่างเป็นควายไล่ขวิดน้องพิมฮะ! เขาสองข้างของแก ฉันถอนออกให้หมดแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมมันงอกออกมาเร็วขนาดนี้ ไอ้ลูกบ้า ใครสั่งใครสอนให้แกปากหมากับผู้หญิง! ทำฉันขายหน้า!”
“แม่ อย่า! ผมไม่ใช่เด็กจะมาตีได้ยังไง” ร้องขอชีวิต กระโดดหลบไม้กวาดคล่องแคล่ว ฟาดมาทีสองทีหลบได้หมดเก๊กหน้าหล่อกวนประสาท ใส่เกียร์หมาวิ่งเข้าไปทิ้งตัวนั่งข้างคุณพ่อบนโซฟา
“เอาหัวแกมาให้ฉันเคาะกระบาลเดี๋ยวนี้เลยนะ!” จะฟาดอีกทีหาช่องว่างไม่เจอก็ทิ้งไม้กวาดลงพื้น หวดมือเข้าที่ต้นขาลูกชาย
“โอ๊ย! แม่ เจ็บ พอได้แล้ว คุณพ่อช่วยผมด้วย”
“คุณหยุดเลยนะคะ! อย่าแม้แต่จะคิดช่วยเหลือลูก ครั้งนี้เจ้ารันทำเกินไป มีอย่างที่ไหนสาดแชมเปญใส่หนูพิม มารยาททราม!”
“โอ๊ย! ผมไม่ได้สาดใส่น้องนะแม่! น้องน่ารำคาญเอาแก้วมาจ่อปากป้อน ผมไม่ดื่มก็บังคับ ผมเลยปัดมือน้องออกก็เท่านั้น!”
“แล้วทำไมไม่บอกน้องดีๆ ว่าไม่อยากดื่ม!”
“บอกแล้ว บอกจนปากเปียกน้องก็ไม่ยอมฟัง”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทำให้น้องตกใจ แม่เขาเป็นเพื่อนฉันนะ ฉันจะเอาหน้าจากไหนไปเจอเขาฮะ ไอ้ลูกชายตัวแสบ!”
เจ้าชิปโป แมวน้อยนอนหลับสบายบนตักคุณพ่อได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ขยับหัวขึ้นมาร้องเหมียวๆ ศรันย์พลิกตัวกลับมาได้อุ้มแมวขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง ได้ผล แม่ชะงัก จะฟาดใส่ส่วนไหนเขาก็จับแมวหน้าง่วงไปเป็นด่านหน้า
“วางชิปโปลงเดี๋ยวนี้!” แยกเขี้ยวใส่ลูกชาย
“ไม่วาง ผมลูกชายแม่นะ นี่แค่แมวเก็บมาเลี้ยง แม่ตีผม แต่ไม่กล้าตีแมว แม่ใจร้าย!” หน้าบึ้ง เรียกร้องสิทธิ์ความเป็นลูก
คุณนายนฤมลร้อง เฮอะ ในลำคอ “ฉันเจอหน้าแมวบ่อยกว่าหน้าแกอีก ระวังเถอะดื้อมากๆ ฉันจะยกสมบัติทั้งหมดให้ชิปโป!”
“ไม่ใช่ว่ายกให้ไปแล้วเหรอ”
“ว่าไงนะ!” สองแม่ลูกจ้องตากันมีประกายไฟออกมาต่อสู้
“นั่งพักดีกว่านะ โกรธมากๆ เสียสุขภาพ” คุณเขมราชประเมินสถานการณ์มองหน้างอนอยากให้คนง้อของลูกชาย สลับกับหน้าบึ้งตึงจ้องจะกินเลือดเนื้อของภรรยา เล็งเห็นว่าจังหวะนี้เหมาะสมในการจับแยก ยืนขึ้นคว้าเอวภรรยากลับมานั่งคนละฝั่งจะได้ไม่ตีกันรอบสอง
“คุณก็ดูลูกสิคะ มันน่าเขียนพินัยกรรมยกมรดกให้แมว!”
คิดตามขยับปลายนิ้วนับจำนวนไปด้วย ข้างขวาไม่พอย้ายมาข้างซ้าย สักพักปลายเท้าก็กระดิก ถ้าพูดได้ก็คงร้องบอกพ่อๆ ใช้นิ้วพวกหนูนับด้วยก็ได้นะ โอเค ยอมรับก็ได้ว่าเขาปากหมานิสัยเสีย แต่ก็แค่กับผู้หญิงที่ผู้ใหญ่บังคับจับคู่ให้ กับผู้หญิงคนอื่นเขาสุภาพบุรุษจะตาย“บอกแล้วว่าเกินสิบ ผิดจากที่สกาวพูดเมื่อไหร่”“จุ้น” ศรันย์จ้องหน้ายิ้มๆ ของแม่บ้าน อึดใจเดียวก็สะบัดคอเมินหน้าหนีไปทางอื่น เกลียดชะมัดคนรู้มาก รู้ทัน รู้ไปหมดสกาวใจกลั้นหัวเราะท้องแข็ง ร้องถามเจ้านายหนุ่มสุดหล่อที่เตรียมจะหนีเข้าบ้าน “สกาวยกกระเป๋าไปไว้บนห้องให้นะคะ”“ไม่ต้อง มันหนัก วางไว้หน้าบันไดก็พอฉันยกขึ้นไปเอง”“เป็นห่วงสกาวด้วย คิดอะไรหรือเปล่า”“เพ้อเจ้อ”ศรันย์ไม่ได้ใช้นามสกุล ชาน ของคุณปู่ แต่ใช้ อรัญรัตนา ของคุณย่า ท่านพบรักกันขณะที่คุณปู่ในวัยหนุ่มมาขยายธุรกิจในประเทศไทย คุณย่าทำงานเป็นล่ามและเลขานุการ อยู่ด้วยกันจนท่านตั้งท้องคุณพ่อศรันย์ เรื่องไปถึงหูผู้ใหญ่ที่ฮ่องกงทางนั้นกีดกันขั
รถแท็กซี่จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขับผ่านการจราจรแออัด จอดเทียบกำแพงหลังบ้านไม้เก่านานร่วมครึ่งชั่วโมงไม่มีทีท่าจะเคลื่อนไปข้างหน้า เจ้าของรถออกอาการเบื่อหันมาโวยวาย“ไปหรือยัง ที่บอกจะจ่ายเพิ่มน่ะเท่าไหร่ คุ้มค่าเสียเวลาข้าไหม” ผู้ว่าจ้างแสดงอารมณ์ไม่พอใจ แต่ไม่ได้ตอบโต้ เขาดึงแขนเสื้อขึ้นดูเวลาคำนวณค่าเสียโอกาสในการวิ่งรถรับผู้โดยสาร“ทิปเยอะนะเนี่ย เหมาไหม ข้าจะนอนเงียบๆ ไม่บ่นให้เอ็งรำคาญ” ผิวปากเป็นทำนองเพลง นับเงินมีความสุข“ไม่ครับ ผมพอแล้ว ช่วยไปส่งผมตามที่อยู่ที่เคยบอก”“แต่ดูเหมือนเอ็งจะยังไม่อยากกลับเลยนะ อยู่ต่อชั่วโมงเดียว สองชั่วโมงก็ได้ ข้าคิดเพิ่มไม่แพงหรอก จะเอนเบาะนอนรอเงียบๆ”“ถ้าไม่ออกรถก็คืนเงินส่วนหนึ่งให้ผม ผมเรียกรถคันอื่นได้”“ไปก็ได้ ยังหนุ่มยังแน่น ขี้น้อยใจเป็นบ้าเลยนะหนุ่มนะ”หน้าหล่อเข้มจัด เบือนจากคนขับรถวัยกลางคนกลับไปทางหน้าต่างบานเดิม ขอให้ไฟในห้องนอนส่องสว่างเพื่อจะได้มั่นใจอะไรบางอย่าง เขาเหนื่อยที่ต้องพลัดพรากจากคนรัก อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงหล่อนกลับมา สัญชาตญาณบางอย่างเตือนว่าหากช้ากว่านี้อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาคบกัน บ้านอัศวเมฆินทร์ถูกยึด หากห
“สัญญานะพิม ถ้าเคลียร์ปัญหาได้ แกจะกลับมาเรียนต่อให้จบ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ฉันจะขอแม่เป็นสปอนเซอร์ให้”“อย่าเลย แค่นี้ฉันก็รบกวนแกกับแม่มากพอแล้ว คนอย่างฉันได้มาเรียนต่อต่างประเทศ ถึงจะเรียนไม่จบก็คุ้มค่าที่ได้เกิดมา”“โอ๋... ไม่เอา ไม่พูดแบบนี้ แกเป็นคนเก่ง มีความสามารถ ไม่ว่าใครจะพูดถึงแกหรือดูถูกแกยังไง แต่ฉันเชื่อในตัวแก และอยากให้เพื่อนของฉันมีอนาคตที่ดีกว่านี้”“ขอบใจมากนะที่เชื่อมั่นในตัวฉัน ฉันจะไม่ทิ้งอนาคตตัวเอง จะทำงานหาเงิน มุ่งมั่นสร้างตัวหักหน้าพวกคนที่เคยดูถูกฉัน”“แกทำได้อยู่แล้ว เพื่อนฉันทั้งสวยทั้งเก่ง สู้เขานะ”“สู้ตาย!” ตอบกลับหน้าตามุ่งมั่น “ลากันไปลากันมามีหวังฉันตกเครื่องเพราะแกนี่แหละ ฝากขอบคุณพี่ไรอันด้วยนะที่ขับรถมาส่ง เรียนจบแล้วชวนพี่เขาไปเที่ยวเมืองไทยด้วยล่ะ”“ต้องชวนไปอยู่แล้ว รักนะ ถึงแล้วส่งข้อความมาบอกด้วย”“ได้เลย ฉันไปแล้วนะ”โบกมือลากันอยู่นาน กว่าจะหันหลังให้เพื่อนตามผู้โดยสารท่านอื่นเข้าไปด้านใน ผ่านด่านตรวจเอกสารมาถึงโถงทางเดินขนานข้างด้วยร้านค้าปลอดภาษี ห้ามใจไม่ไหวแวะชมลิปสติกคอลเล็กชันใหม่ เล็งไว้ว่าจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง เหลือเวลาห
พิยดามีเขาอยู่เคียงข้างมานาน ยกให้เขาเป็นโลกทั้งใบ ยอมหมดทุกอย่างรั้งเขาให้อยู่ข้างกาย แต่เขาก็สอนบทเรียนบทใหม่ให้หล่อนเรียนรู้ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป ดังเช่นเขาที่ได้สมใจอยากก็ตัดขาดการติดต่อเหมือนไม่เคยรักกัน ช่วงนั้นแย่เอาการ แต่ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น คุณไกรสรกลัวหล่อนใจแตกหนีออกจากบ้านรอบสอง ให้อิสระในการใช้ชีวิต ย้ายโรงเรียนไปเจอเพื่อนใหม่ที่ใจดีและคบหากันมาถึงปัจจุบันเรียนจบระดับมัธยมก็เข้ามหาวิทยาลัยไกลบ้าน เพื่อจะได้มีข้ออ้างในการพักหอ ไม่ต้องกลับมาอยู่ใกล้มือใกล้เท้าราเมศวร์ วุฒิการศึกษาแค่นั้นไม่พอให้หล่อนหลุดออกจากกะลาแคบที่คนบ้านอัศวเมฆินทร์นำมาครอบศีรษะ ทะเยอทะยานเก็บหอมรอมริบหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศตามฝัน หลังจากหลุดพ้นคนในบ้านอัศวเมฆินทร์และได้พบเจอโลกใหม่ๆ ก็ทำให้พิยดาเข้าใจ ทำไมศรันย์ถึงทิ้งหล่อนและเลือกเดินทางไปศึกษาต่อ อนาคตข้างหน้าสดใสมากกว่าจมปลักอยู่กับผู้หญิงที่ไม่คู่ควร ผู้ชายระดับเขาคู่ควรกับผู้หญิงดีๆ ฐานะเท่าเทียมกัน คนที่สามารถควงแขนออกงานสังคมโดยไม่อายสายตาใคร และคนนั้นไม่มีทางเป็นหล่อน ดังนั้นพิยดาจึงไม่คาดหวังให้เขากลับมา หากบังเอิญเจอกันก็พร้อมจะแย
“พิม! เดินระวังหน่อยสิ รถเข็นจะชนคนอื่น” แพทริเซีย สาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษพยุงรถเข็นไม่ให้เอียงไปชนนักเดินทางคนอื่น ในโถงกลางท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ประเทศอังกฤษ“โทษที มองหาห้องน้ำเพลินไปหน่อย”เจ้าของชื่อดึงตัวเองจากอดีตกลับสู่ปัจจุบัน ปรับสีหน้าแววตาจากเศร้าหมองกลับมาเป็นปกติ ดึงรถเข็นกระเป๋ากลับมาอยู่ในการควบคุมของตัวเองตามเดิม จะเข็นต่อไปทางเคาน์เตอร์เช็กอิน แต่แพทริเซียดึงแขนไว้เหล่ตามองไปอีกทาง“มองหาห้องน้ำหรือมองผู้ชายกันแน่ ร้ายไม่เบานะคุณเพื่อน”สาวลูกครึ่งกลอกสายตาขี้เล่นไปทางชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงสมส่วน ที่ยืนคุยโทรศัพท์หน้าตาเคร่งเครียดทางสองนาฬิกา ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรถึงนิ่วหน้าใส่อารมณ์กับคู่สนทนา ผู้ชายจริงจังสายดุแบบนี้ ถูกใจ ใช่เลย แต่สักพักรถแห้วแหกโค้งคว่ำลงตรงหน้าให้เลือกหยิบรับประทานได้ตามสบาย เพราะเมียเขาเข้ามาคล้องแขนแสดงความเป็นเจ้าของความสุขของคนแอบมอง ทำไมต้องจบลงด้วยคำว่าเขามีเมียแล้วทุกทีเลยนะ แพทริเซียถอนหายใจตบมือลงบนบ่าเพื่อน“สวยๆ อย่างเราต้องมีศักดิ์ศรี อย่าแอบมองผัวคนอื่น”“เพื่อนสวย ผู้ชายต้องมองสิจ๊ะจะไปมองเขาทำไม รีบไปเถอะ ปวดจริง อีกนิดเด
“นี่สินะ เขาถึงเรียกว่าคนรู้ใจ โทรมาตอนกำลังเครียดพอดี แต่ไม่น่านัดมาไกล นัดแถวบ้านก็ไม่น่าจะมีใครผ่านมาเห็นเรา”ศรันย์ อรัญรัตนา ทายาทคนโตของอาณาจักรแกรนด์อรัญ มาในมาดนักธุรกิจหนุ่มสวมสูทผูกไท ทิ้งตัวลงบนผืนหญ้าสวนสาธารณะข้างสาวนักเรียนมัธยมปลายที่ลักลอบคบหาดูใจกันมาระยะหนึ่ง พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากครอบครัวเขาสนิทกับครอบครัวคุณไกรสร ไปมาหาสู่กันบ่อย การที่ได้เจอหน้ากันทุกวันทำให้เขากับหล่อนชอบพอกัน“เป็นอะไรทำไมเงียบ” ถามต่อ เอียงหน้าเข้าไปชิดแก้มสาวน้อยของเขาอยากให้คบหากันโดยบริสุทธิ์ใจไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง สะดุ้งเล็กน้อยเผลอเงยหน้าขึ้นมามอง ทำให้ชายหนุ่มผู้มีแววตาขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อเห็นรอยแผลบนหน้า เขาจับกรอบใบหน้างดงามทะนุถนอม สบสายตาคู่หวานซึ้งที่มีหยดน้ำไหลริน“หน้าไปโดนอะไรมา ถูกเพื่อนรุมแกล้งอีกแล้วเหรอ”หล่อนหลบสายตา ไม่ยอมตอบคำถาม“ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะ ตายขึ้นมาจะว่ายังไง ดูแขนสิ มีแต่รอยเล็บ เสื้อผ้าก็ฉีกขาด” ห่วงใยถอดสูทตัวนอกมาวางบนหัวไหล่“ไม่เป็นไรค่ะ พิมไม่ได้เจ็บมากอีกหน่อยแผลก็หาย”“ไม่เป็นไรได้ยังไง ลงไม้ลงมือรุนแรงครั้งที่สองแล้ว







