Mag-log inทหารมือซ้ายวัยยี่สิบสี่นำตัวชงเอ๋อร์ออกมาจากห้องพักของซุนลี่หรูแล้วให้นางยืนรออยู่ที่สวนดอกไม้เล็กๆ หน้าเรือนพัก
“พวกท่านจะทำอะไรคุณหนูของข้า”
“ท่านแม่ทัพเพียงแค่จะพูดคุยกับคุณหนูของเจ้าเป็นการส่วนตัวเท่านั้น เจ้าไม่ต้องกังวลไป” ซูเยี่ยกล่าวเสียงนุ่ม มองนางตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่อนโยน
ในระหว่างทางที่มาด้วยกันตนลอบมองชงเอ๋อร์อยู่เป็นระยะด้วยความสนใจแต่นางหาได้รู้ตัวไม่
ชงเอ๋อร์ชะเง้อไปที่หน้าเรือนด้วยความกังวล บุรุษร่างสูงที่ขวางทางเอาไว้คงจะฝ่าเขาเข้าไปไม่ได้ง่ายๆ
ในขณะเดียวกันที่ห้องพักของซุนลี่หรู ประตูห้องพักถูกเปิดเอาไว้เพื่อให้นางวางใจว่าแม่ทัพผู้น่าเกรงขามตรงหน้าจะไม่ทำอันตรายแก่นาง และมีต้าเซ่อยืนอยู่ที่หน้าห้องเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดมารบกวนการสนทนาระหว่างทั้งคู่
“ท่านคิดจะทำสิ่งใด ออกไปจากห้องข้านะ”
“ที่นี่จวนของข้า”
“แต่ที่นี่เป็นห้องพักของข้า” ซุนลี่หรูกล่าวเสียงแข็ง ดูออกว่ากำลังทำใจดีสู้เสืออยู่
“บิดาเจ้ายังไม่พ้นข้อกล่าวหา หลักฐานที่มีแม้เขาจะสามารถแก้ต่างได้อย่างครบถ้วนแต่ทุกอย่างมันก็ไม่สมเหตุสมผลอยู่ดีจึงยังไม่สามารถให้กลับไปที่ตงเสวียได้ในตอนนี้” โจวจื่อรั่วเริ่มพูดธุระของตนก่อนที่ดรุณีน้อยตรงหน้าจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
“ในเมื่อท่านพ่อหาเหตุผลมาแย้งต่อหลักฐานของท่านได้ ท่านก็ควรให้พวกเรากลับไปก่อนมิใช่หรือ”
“ข้ามิได้กักขังพวกเจ้าไว้เสียหน่อย แค่เชิญให้พักที่จวนของข้าต่อในฐานะแขกคนสำคัญ” แม่ทัพหนุ่มกล่าวแล้วมองริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยความไม่พอใจของนาง
“แต่ถ้าเจ้าอยากให้ใต้เท้าซุนกลับไปที่ตงเสวียโดยเร็ว ข้าก็สามารถช่วยเจ้าได้...ไม่สิ ต้องบอกว่าเจ้าสามารถช่วยเขาได้ถึงจะถูก” น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงด้วยเล่ห์กลนั้นทำให้นางรู้สึกว่าเขาต้องมีอะไรบางแอบแฝงอย่างแน่นอน
“หากมีอะไรที่ข้าสามารถช่วยท่านพ่อได้ ท่านก็กล่าวมาตามตรงมิต้องอ้อมค้อม”
“เจ้าต้องแต่งงานอยู่ที่จวนแห่งนี้กับข้า จากนั้นข้าจะปล่อยบิดาเจ้าไป” วิธีช่วยบิดาที่โจวจื่อรั่วบอกทำให้ซุนลี่หรูตกใจและไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่มีวัน” ซุนลี่หรูปฏิเสธเสียงแข็ง
“เช่นนั้นบิดาเจ้าก็ไม่มีวันได้พ้นข้อกล่าวหาโดยง่าย ข้าจะให้เขาอยู่ที่นี่จนกว่าข้าจะหาหลักฐานมามัดตัวเขาและคนที่ก่อกบฏได้ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเป็นที่ครหาของชาวเมือง แต่หากเจ้าแต่งงานกับข้าทุกคนก็จะลือไปว่าที่มาเมืองเสวียนซานในครานี้ก็แค่มาส่งตัวเจ้าสาวเท่านั้น”
“ท่านเสียสติไปแล้ว” น้ำเสียงที่สั่นเครือนั้นบ่งบอกว่าไม่เต็มใจที่จะทำตามข้อเสนอแต่ก็หามีทางเลือกไม่
“ข้าให้เวลาเจ้าตัดสินใจ ชื่อเสียงของสกุลซุนขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว” โจวจื่อรั่วกล่าวทิ้งท้ายแล้วเดินกลับออกไปพร้อมกับต้าเซ่อ
ไม่นานชงเอ๋อร์ก็กลับเข้ามาด้วยท่าทางที่ร้อนใจ แล้วใจหายเมื่อเห็นท่าทางที่สิ้นหวังของซุนลี่หรู
“คุณหนูเขาทำอันใดท่านหรือไม่ ไยสีหน้าท่านดูเป็นกังวลเช่นนี้”
“แม่ทัพเจ้าเล่ห์ผู้นั้นจะแต่งงานกับข้าเพื่อบีบท่านพ่อ หากข้าไม่แต่งงานด้วยก็จะไม่ยอมปล่อยให้ท่านพ่อกลับตงเสวีย ไม่ว่าเลือกทางใดเขาก็เป็นฝ่ายได้เปรียบทั้งนั้น” ซุนลี่หรูมิใช่คนโง่ นางรู้ว่าที่อยากแต่งงานกับตนเพื่อที่จะใช้บีบบังคับบิดา
“ถ้าแต่งงานหรือไม่แต่งงานเราก็เสียเปรียบอยู่ดี เช่นนั้นก็อย่ารับปากให้ต้องเปลืองตัวเถิดเจ้าคะ แต่งงานโดยไม่มีความรักจะอยู่กันเช่นไร” ชงเอ๋อร์บอกด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล
ซุนลี่หรูคิดไม่ตกว่าตนเองต้องทำเช่นไร แต่การแต่งงานนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะหากบิดานางบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องก่อกบฏถึงจะใช้ตนเป็นเครื่องมือบีบบังคับซุนต้านให้ยอมรับก็มิอาจเป็นผล
แต่จะให้แต่งงานกับคนที่เย็นชาไร้หัวใจอย่างเขาที่ไม่ได้ให้ความเคารพบิดานางเลยสักนิดเป็นสิ่งที่ยากเกินจะทำใจยอมรับได้เช่นกัน
**********************
ณ ตำหนักของอ๋องเสิ่น ซุนต้าเหยาที่ได้เดินทางไปถึงก็ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าแล้วรายงานถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
“บังอาจนัก” อ๋องเสิ่นตวาดเสียงกร้าว เมื่อทราบว่าโจวจื่อรั่วใช้ป้ายทองขององค์ไท่จื่อในการนำตัวซุนต้านไปไต่สวนด้วยตนเอง
“หากบิดาของเจ้าพลั้งปากออกไปหัวได้หลุดจากบ่าแน่”
“ข้าคิดว่าเรื่องนั้นไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอน ท่านพ่อไม่มีวันพูดเรื่องนี้ออกไปแน่ แต่ที่ข้าเป็นห่วงคือเรื่องนี้หากถึงมือโจวจื่อรั่วและองค์รัชทายาทแสดงว่าเราเองก็อาจมีหนอนบ่อนไส้ มิเช่นนั้นเรื่องการขนอาวุธไปที่จิ้งหนานจะล่วงรู้ถึงแม่ทัพโจวได้อย่างไร” ซุนต้าเหยากล่าวถึงเรื่องนี้อย่างเป็นกังวล
“องค์ไท่จื่อคงระแคะระคายมาจึงได้พระราชทานป้ายทองคำสั่งแก่โจวจื่อรั่ว เจ้าไปหาตัวคนที่หักหลังมาก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายลงไปกว่านี้” อ๋องเสิ่นผู้ทรราชกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว แผนการกบฏในครานี้จะผิดพลาดแม้แต่น้อยไม่ได้
“รับทราบ” ซุนต้าเหยารับคำสั่ง มิใช่มาเพื่อขอให้ไปช่วยเหลือบิดา แต่ร้อนใจเพราะเกรงว่าเรื่องจะสาวมาถึงตนและโรงน้ำชาที่เปิดบังหน้าเพื่อรวบรวมคนที่คิดก่อกบฏและใช้เป็นสถานที่ติดต่อกันกับขุนนางที่อยู่ฝ่ายอ๋องเสิ่น
“เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยเดินทางกลับ เรื่องที่จิ้งหนานต้องให้เจ้าดูแลแล้ว” อ๋องเสิ่นพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหลังจากที่ระงับโทสะลงแล้ว
“ต้าเหยาจะไม่ทำให้ท่านอ๋องผิดหวัง” ซุนต้าเหยาทำการคารวะแล้วเดินออกไปด้วยความภูมิใจที่ได้รับการไว้วางใจ
เฉียนซื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเสิ่นเดินตามซุนต้าเหยาออกไปแล้วหยุดคุยกันที่อุทยานหน้าเรือนรับรองที่ซุนต้าเหยาจะพักอยู่ในคืนนี้
“ท่านองครักษ์เฉียนตามข้ามามีเรื่องอันใดหรือไม่” ซุนต้าเหยาถามด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม
“มารดาของเจ้าตามใต้เท้าซุนไปที่จวนแม่ทัพด้วย นางได้ส่งข่าวมาหรือไม่”
“ยังไม่ได้รับข่าวจากนาง ท่านไม่ต้องกังวลไป อย่างที่ข้าทูลท่านอ๋องบิดาของข้าไม่มีวันเผยความลับนี้ของเราแน่ วางใจได้” ซุนต้าเหยายืนยันหนักแน่น เพราะมารดาของตนนั้นรู้จุดอ่อนของบิดาว่าคือน้องสาวที่เกิดจากอนุผู้นั้น
“แล้วเจ้าอยู่ที่จิ้งหนานเป็นอย่างไรบ้าง”
“สบายดีขอรับ ขอคุณท่านองครักษ์ที่เป็นห่วง”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” เฉียนซื่อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างวางใจแล้วเดินจากไป
จริงๆ แล้วอยากรู้ข่าวคราวของซุนเพ่ยหลินมากกว่า เพราะความรักที่มีต่อนางนั้นมิเคยเสื่อมคลาย แต่ก็รู้ว่าหัวใจของนางมีแต่ซุนต้านผู้เดียว
ตอนที่นางเสียใจเมื่อรู้ว่าซุนต้านมีคู่หมายแล้วประชดรักด้วยการยอมมีสัมพันธ์สวาทกับตน เมื่อตั้งครรภ์ซุนต้าเหยาก็ใช้เป็นข้ออ้างในการแต่งงานกับซุนต้านโดยให้อ๋องเสิ่นผู้มีศักดิ์เป็นอาใช้อำนาจบีบให้ต้องแต่งงานกับนาง
หรือแม้กระทั่งตอนที่นางคลอดบุตรชายออกมาแล้วซุนต้านแต่งอนุเข้าสกุลซุน เมื่อรู้ว่าอนุนางนั้นคือหญิงคนรักก็ลักลอบมีความสัมพันธ์กับตนอีกครั้งจนเกิดเป็นซุนลี่หลิงขึ้นมาโดยมิอาจล่วงรู้ว่าบิดาที่แท้จริงนั้นเป็นผู้ใดระหว่างตนและสามี
“ลูกของเราเติบโตขึ้นมาเป็นบุรุษที่รูปงามและเป็นผู้นำที่ฉลาดเฉลียว แต่ข้ามิอาจบอกใครได้เลยว่าเขาเป็นลูกของข้า” เขาพึมพำกับตัวเอง
หากตอนนั้นมิใช่ว่าตนเป็นแค่ทหารอารักขาชั้นผู้น้อยก็คงไม่ยอมให้นางแต่งงานกับบัณฑิตซุนต้านผู้นั้นแน่
**********************
ที่ศาลานั่งพักกลางสวนดอกไม้ ซุนลี่หลิงนั่งด้วยความประหม่าต่อหน้าของแม่ทัพโจวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเขยของตน แววตาเย็นชาที่มองมายังนางทำให้รู้สึกยำเกรงจนมิกล้าเอ่ยปากอันใด“ข้าคิดว่าเจ้าจะมาผู้เดียวเสียอีก ไม่คิดว่าจะพาท่านแม่ทัพออกมาด้วย” ซุนลี่หรูพูดเสียงเบากับน้องสาวของตน“ข้าไม่อยากอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง จึงตามนางมาชื่นชมสวนบุปผาแห่งนี้ด้วย” แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินกล่าวตอบเสียงเรียบ ทั้งๆ ที่จริงแล้วถูกโจวลี่หรูขอร้องให้มาด้วยกันโจวลี่หรูจึงวางมือบนใบหน้าของเขาแล้วใช้นิ้วคลี่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายท่ามกลางความตกใจของซุนลี่หลิงที่ไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะกล้าทำเช่นนั้น รวมไปถึงตัวของแม่ทัพหนุ่มเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน“ยิ้มบ้างเถิดเจ้าค่ะ ทำหน้าดุเช่นนี้พี่รองกลัวท่านไปหมดแล้ว” โจวฮูหยินกล่าวเสียงสดใสแล้วหันไปยิ้มกับพี่สาวของตนแล้วเริ่มพูดคุยเพื่อสืบความจากนางโดยที่ซุนลี่หลิงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกน้องสาวหลอกถามเข้าให้แล้ว“เมื่อวานตอนที่ข้ามาถึง ท่านแม่ใหญ่กับพี่รองก็ลงมาจากรถม้าเช่นเดียวกัน กลับถึงเรือนตอนฟ้ามืดเช่นนั้นคงมิใช่ไปเที่ยวชมตลาดมา”“เจ้าช่างสังเกตยิ่งนัก ข้ากับท่านแม่พึ่งกลับจากจิ้งห
ในค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นและมีลมหนาวพัดอยู่ด้านนอก ภายในห้องนอนของโจวลี่หรู โจวจื่อรั่วมองดูฮูหยินของตนที่แสร้งหยิบจับนั่นนี่อย่างไม่เป็นสุขไม่ยอมมาร่วมเตียงกับตนเสียทีโจวลี่หรูกลับมาเยี่ยมบ้านในครานี้หากจะแยกห้องกับสามีก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก เช่นนั้นแล้วนางจึงต้องอยู่ร่วมห้องและร่วมเตียงกับอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้“เจ้าไม่ง่วงหรือลี่หรู ข้ารอเจ้านานแล้ว”“ข้าคิดว่าข้าจะนอนตรงนี้ได้ หากร่วมเตียงกับท่านแล้วอาจจะไปโดนบาดแผลของท่านได้”“เตียงกว้างเช่นนี้จะโดนได้อย่างไร มาเถิด” น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยความจริงจังทำให้นางยอมเดินไปหาเขาแต่โดยดี แล้วขยับไปนอนข้างๆ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง“รังเกียจข้าเช่นนั้นหรือจึงขยับไปห่างเช่นนั้น”“ข้ากลัวจะโดนแผลของท่าน”โจวจื่อรั่วดึงนางมานอนทับที่ต้นแขนของตนแล้วดึงผ้าห่มมากระชับร่างของทั้งคู่เอาไว้“เหตุการณ์วันนี้ทำให้ข้ากลัวว่าจะเสียเจ้าไป” น้ำเสียงนุ่มทุ้มกระซิบข้างใบหูของนาง ความหมายของสิ่งที่กล่าวออกมาทำให้โจวลี่หรูหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อนึกได้ถึงเหตุผลที่แต่งงานกันนางก็รีบกล่าวตัดพ้อออกมา“ท่านอย่าลืมว่าเราแต่งงานกันด้วยเหตุใด”“ข
เมื่อถึงจวนสกุลซุน ซุนต้านและซุนเพ่ยหลินได้ให้การต้อนรับแม่ทัพหนุ่มตามมารยาท โจวลี่หรูที่แม้จะดีใจที่ได้กลับมาแต่ด้วยความห่วงใยที่มีต่อแม่ทัพหนุ่มและรู้ว่าผู้ที่จะมาทำร้ายตนเป็นผู้ใดจึงมิได้มีสีหน้าที่เป็นสุขนัก“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดแม่ทัพโจวจึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้” ซุนเพ่ยหลินถามด้วยความตกใจ แม้จะไม่อยากพูดดีด้วยแต่ถ้าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หากเป็นอันใดไปในเรือนสกุลซุนอาจจะมีเรื่องใหญ่ตามมา“ระหว่างทางพบกับโจรป่าเข้า จึงเกิดการต่อสู้กัน” โจวจื่อรั่วตอบเสียงเรียบแล้วมองยังซุนต้านด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง“ฮูหยินให้คนดูแลทหารของท่านแม่ทัพ ทั้งอาหาร ที่พักและยารักษา” ซุนต้านบอกแก่ภรรยาของตน“เจ้าค่ะท่านพี่” ซุนเพ่ยหลินรับปากสามี จึงหันไปสั่งพ่อบ้านซุน“ทำตามที่นายท่านสั่ง ดูแลทหารของแม่ทัพโจวอย่าได้ขาดตกบกพร่องประการใด” นางสั่งการต่อไม่ยอมออกจากห้องรับรองของโจวจื่อรั่วไปเพราะเกรงว่าจะมีการพูดเรื่องสำคัญลับหลังนางโจวลี่หรูมองดูหมอถอดเสื้อของเขาออกจนเผยให้เห็นแผงอกกำยำและบาดแผลที่หน้าท้อง แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ยังมีโลหิตไหลไม่หยุดหลังจากที่ทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาแล้วก็พันผ้าสะอาดรอบเอว
ขบวนรถม้าของแม่ทัพโจวที่มีทหารม้าอารักขาไปยังเมืองตงเสวียนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าเป็นการไปเยี่ยมเยียนบ้านของภรรยาตามที่ใช้กล่าวอ้างทหารทุกนายนั้นมีม้าเป็นพาหนะไม่ได้ลำบากเดินให้ต้องเปลืองแรง คราแรกที่เชิญตัวบิดาของนางมาก็เป็นเช่นนี้แต่นั่นยังพอคิดได้ว่าเขาพึ่งกลับจากสงครามก็แวะเวียนที่ตงเสวียทันที ไม่คิดว่าครานี้ก็จะนำกำลังพลคุมกันขี่ม้าทุกนายเช่นเดิม“การให้ทหารเดินทางด้วยม้าเช่นนี้เพื่อที่จะให้ถึงโดยเร็วใช่หรือไม่” ภายในรถม้าที่นั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังเป็นเวลาหลายชั่วยามนั้นสร้างความอึดอัดให้นางไม่ใช่น้อย จึงต้องหาเรื่องพูดคุยและถามในสิ่งที่ตนสงสัยในที่สุด“เพื่อให้ทหารเก็บแรงเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น ระหว่างทางอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ หากเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าแล้วเรี่ยวแรงจะลดลงกึ่งหนึ่ง” บุรุษผู้องอาจในชุดที่มิได้สวมชุดเกราะอย่างเป็นทางการตอบคำถามนางเสียงนุ่ม“อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงตงเสวีย” โจวลี่หรูเริ่มถามออกนอกเรื่องแล้วเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปดูข้างทาง ตอนนี้ยังคงรายล้อมไปด้วยต้นไม้และผืนป่ามองซูเยี่ยที่ควบม้าเบาๆ อยู่ข้างรถม้าอมยิ้มมองไปทางชงเอ๋อร์ที่นั่งเก้าอี้บังเหียนกับคน
ภายในห้องพักขนาดรองลงมาจากห้องนอนที่โจวลี่หรูพักอยู่ กลายเป็นห้องนอนชั่วคราวของแม่ทัพใหญ่ที่เสียสละห้องของตนให้แก่ฮูหยินในนามโจวจื่อรั่วที่กำลังหลับตาปิดสนิทรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวภายในห้องแต่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาในตอนนั้นเสียงเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของทหารที่มาผลัดเปลี่ยนเวรยามทำให้บุรุษลึกลับรีบออกจากห้องไปก่อนจะมีใครมาพบเข้าแม่ทัพหนุ่มลืมตาแล้วลุกขึ้นมาตรวจสอบตู้ไม้ที่อยู่ภายในห้อง ซองจดหมายสนเท่ห์ที่ถูกส่งมาแจ้งข่าวเรื่องการส่งอาวุธไปที่เมืองจิ้งหนานหายไปตามที่ตนได้คาดการณ์เอาไว้แล้วสับเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้ว“พวกเจ้าต้องการสืบหาบุคคลที่ส่งจดหมายนี้ให้แก่ข้าสินะ” เขาพึมพำอย่างใช้ความคิด เพราะไส้ศึกของอ๋องเสิ่นอยู่ที่จวนนี้และคงรู้ว่าตนเก็บจดหมายสนเท่ห์ไว้จึงต้องการนำไปเพื่อแกะรอยหาคนทรยศจากจดหมายฉบับนั้น“เห็นทีว่าคงถึงเวลาพาฮูหยินกลับไปเยี่ยมท่านพ่อตาแล้วสินะ” น้ำเสียงที่เย็นเฉียบนั้นพึมพำออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในแผนการของตน**********************เสียงกู่เจิงที่ลอยมาถึงห้องตำราทำให้โจวจื่อรั่วรู้ว่าผู้ที่กำลังบรรเลงนั้นเต็มไปด้วยความ
ทหารที่รายล้อมไปทั่วจวนแม่ทัพทำให้โจวลี่หรูรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาที่เดินผ่าน มิใช่ว่าเกรงกลัวท่าทางที่ดุดันของเหล่าทหารที่เดินผลัดเปลี่ยนเวรยามรักษาความปลอดภัย แต่เป็นเพราะได้รับการคำนับทุกครั้งที่เดินผ่านจึงรู้สึกไม่คุ้นชินนัก“ข้าอยากพบท่านแม่ทัพ” โจวลี่หรูเดินไปที่ห้องโถงใหญ่แล้วบอกแก่ทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู“เรียนนายหญิง ท่านแม่ทัพอยู่ในห้องตำรากำลังหารือกับใต้เท้าเฉิน” ทหารรักษาการณ์หน้าห้องโถงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนอบน้อม“ใต้เท้าเฉิน เฉินหลี่เจาเช่นนั้นหรือ” แซ่นี้นางจำได้ว่าเป็นผู้ถือสารอวยพรขององค์ไท่จื่อมาในงานแต่งงาน แต่เพราะมีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้จึงมิได้เห็นใบหน้าว่าเป็นผู้ใด“ขอรับใต้เท้าเฉินที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท” ทหารผู้นั้นบอกตำแหน่งของเฉินหลี่เจาอย่างละเอียดโจวลี่หรูพยักหน้ารับทราบแล้วชักชวนให้ชงเอ๋อร์ยกน้ำชาตามไปที่ห้องหนังสือเมื่อไปถึงก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปเพราะมีต้าเซ่อและซูเยี่ยยืนเฝ้าที่หน้าห้องด้วยตนเอง พร้อมกับทหารผู้ติดตามของเฉินหลี่เจาที่ใบหน้าดุดันกว่าทหารในจวนแม่ทัพซูเยี่ยยิ้มให้แก่ชงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของโจวลี่หรู แล้วชง







