เข้าสู่ระบบประตูห้องพักของซุนต้านเปิดออกอย่างแรง ตามด้วยร่างสันทัดของแม่ทัพโจวที่เดินออกมาด้วยหน้าตาที่ไม่สบอารมณ์นัก ทำให้ต้าเซ่อและซูเยี่ยรีบเข้าไปถามความคืบหน้า
“ใต้เท้าซุนยังไม่ยอมพูดหรือขอรับ” ซูเยี่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย
“หึ ยังไม่ยอมปริปากพูดสักคำ เอาไว้พรุ่งนี้ตอนที่ไต่สวนอย่างเป็นทางการ ข้าจะทำให้เขายอมเปิดปากพูดให้ได้” แม่ทัพหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่โกรธขึ้ง ยังมิได้วางใจผู้ใดให้รู้ความลับระหว่างตนกับซุนต้าน
“ท่านแม่ทัพมีแผนการอื่นอีกเช่นนั้นหรือขอรับ” ต้าเซ่อถามเมื่อเห็นท่าทางมั่นใจของเขา
“ใช่ เจ้าก็รู้ว่าคนอย่างข้าไม่เคยยอมแพ้ใครหรือสิ่งใด ในเมื่อเขาไม่ยอมปริปากยอมรับความผิด เช่นนั้นข้าคงต้องเปลืองตัวเสียแล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ หากจะเล่นละครตบตาฉากใหญ่แล้ว เขาจะต้องแสดงมันออกมาให้สมจริงที่ รวมถึงคนสนิททั้งสองก็ต้องถูกตบตาด้วยเช่นกัน
ทั้งสองเดินตามโจวจื่อรั่วไปจนถึงห้องโถงใหญ่ที่มีทหารยืนเรียงรายคุ้มกันจวนแม่ทัพอย่างแน่นหนา แม่ทัพหนุ่มนั่งที่เก้าอี้ตัวใหญ่ที่แกะสลักลวดลายที่งดงามบ่งบอกถึงการเป็นใหญ่ที่สุดในจวนแห่งนี้แล้วทำสีหน้าเจ้าเล่ห์อย่างที่ต้าเซ่อและซูเยี่ยไม่เคยเห็นมาก่อน
“ท่านแม่ทัพ ท่านคิดจะทำสิ่งใดให้ใต้เท้าซุนยอมเปิดปาก”
“แต่งงาน” โจวจื่อรั่วพูดแล้วยกยิ้มที่มุมปาก ทั้งผู้ติดตามคนสนิทและทหารองครักษ์ที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันได้ยินรวมถึงไส้ศึกที่แฝงตัวอยู่ก็ล่วงรู้อย่างที่แม่ทัพหนุ่มต้องการ
“ข้าจะแต่งงานกับซุนลี่หรู จากที่ดูแล้วนางเป็นบุตรีที่ใต้เท้าซุนให้ความเอ็นดูมากกว่าผู้ใด ข้าจะใช้นางบีบให้เขาต้องพูด ให้นางเป็นเชลยของข้า” โจวจื่อรั่วกล่าวแล้วสร้างแผนซ้อนแผนอย่างแยบยล
“นางจะยอมหรือ ในเมื่อท่านจับบิดาของนางมา” ซูเยี่ยกล่าวอย่างเป็นกังวล
“ข้าจะใช้การปล่อยตัวของนายอำเภอซุนเป็นเหยื่อล่อ บีบให้นางแต่งงานเป็นคนของสกุลโจว จากนั้นก็บีบให้ซุนต้านยอมคายความลับออกมา ดูสิว่าเพื่อบุตรีอันเป็นที่รักแล้วเขาจะยอมรับผิดหรือไม่”
แผนการของโจวจื่อรั่วทำให้ไส้ศึกที่แฝงตัวอยู่นั้นกระหยิ่มยิ้มอย่างพอใจ แต่เป็นแม่ทัพหนุ่มเองที่พอใจมากกว่าเมื่อตนประกาศแผนการนี้ออกไปให้ทุกอย่างแนบเนียนขึ้น
**********************
การไต่สวนอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้น โดยมีโจวจื่อรั่วเป็นคนไต่สวนด้วยตนเอง พร้อมกับทหารของเขาที่ยืนเป็นแถวเรียงอยู่สองฝั่งด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม
ซุนต้านนั่งเก้าอี้ไม้อยู่ต่อหน้าของแม่ทัพโจว ไม่ได้ให้นั่งพื้นเพราะยังมิใช่ผู้ต้องหาจึงได้รับเกียรติให้นั่งที่เก้าอี้ ข้างกายของแม่ทัพหนุ่มมีต้าเซ่อและซูเยี่ยยืนอยู่คนละข้างพร้อมกับหลักฐานที่ทั้งสองคนถือเอาไว้
“ตราประทับนี้ใช่ตรานายอำเภอของท่านหรือไม่” โจวจื่อรั่วถาม แล้วให้ซูเยี่ยนำหนังสือส่งอาวุธให้แก่เขาดู
ซุนต้านปรายตามองแล้วยอมรับตามตรง “ใช่”
“เช่นนั้นท่านจะยอมรับหรือไม่ว่าได้อนุญาตให้มีการขนส่งอาวุธไปซ่องสุมเพื่อก่อกบฏ”
“ข้าอนุญาตตามเอกสารที่ทางการส่งมาให้ ซึ่งทุกอย่างก็ทำมาอย่างถูกต้อง ไม่ทราบว่าการทำงานตามขั้นตอนเช่นนี้เรียกว่ากบฏเช่นนั้นหรือ”
“จำนวนทหารและจำนวนอาวุธที่ไม่สัมพันธ์กัน ท่านไม่รู้สึกผิดสังเกตเลยหรือทำเป็นหลับหูหลับตาเพราะตนมีส่วนได้ส่วนเสีย” เขาถามแล้วจ้องมองอย่างจริงจัง
“การที่อาวุธไม่สัมพันธ์กับจำนวนทหารข้าก็รู้ดี นั่นก็เพราะว่าจิ้งหนานเป็นหัวเมืองชั้นในจึงไม่ค่อยมีศึกสงคราม จึงทำให้ทหารอ่อนซ้อม การส่งอาวุธไปหลายชนิดก็เพราะอยากให้ชำนาญในการใช้อาวุธได้หลายแบบ พลธนูยิงได้ระยะไกลแล้วหากถูกจู่โจมในระยะประชิดเล่าจะคว้าคันธนูแทนดาบเช่นนั้นหรือ” เหตุผลของซุนต้านฟังขึ้นจนโจวจื่อรั่วรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายนั้นแสดงละครปกป้องเหล่ากบฏได้ดีเหลือเกิน
“ท่านจะบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ใช่หรือไม่”
โจวจื่อรั่วถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจ จนซุนต้านต้องรีบพูดเหมือนยั่วโทสะเขาต่อหน้าทุกคน
“หลักฐานทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ผิดท่านเสียเวลากับข้า ท่านต้องรับผิดชอบที่หยามเกียรติข้าในการนำตัวมาไต่สวนเช่นนี้”
“ท่านคิดว่าข้าไม่มีวิธีเค้นความจริงจากท่านสินะ เอาล่ะในเมื่อหลักฐานที่มีไม่สามารถทำให้ท่านยอมรับได้ ข้าก็จะไม่คาดคั้นท่านต่อในตอนนี้” แม่ทัพหนุ่มยอมความอย่างง่ายดายจนหลายคนคาดไม่ถึง
“ท่านยอมง่ายๆ เช่นนี้ หวังว่าคงไม่มีแผนอันใดอยู่เบื้องหลัง” ซุนต้านถามเสียงต่ำอย่างไม่เกรงกลัว
“นำท่านซุนไปพักที่เรือนรับรองกับซุนฮูหยิน” โจวจื่อรั่วไม่ตอบคำถามแล้วจบการไต่สวนเพียงเท่านั้น
เมื่อสิ้นสุดการไต่สวนและทหารเชิญซุนต้านไปพักร่วมกับฮูหยินของเขาแล้ว โจวจื่อรั่วก็ยิ้มอย่างพอใจจนทหารคนสนิทเป็นกังวลที่วันนี้ไม่ได้ความคืบหน้าแต่สีหน้าของแม่ทัพใหญ่ยังคงยิ้มแย้มอยู่
“ท่านแม่ทัพแน่ใจแล้วหรือไม่ที่จะใช้แผนนั้นบีบบังคับใต้เท้าซุน” ต้าเซ่อถามด้วยความเป็นกังวล
แม่ทัพหนุ่มไม่ตอบ ลุกเดินออกจากที่นั่งไปตามไปยังเรือนที่พักของแขกคนสำคัญทันที
**********************
สาวใช้คนสนิทของซุนลี่หรูที่ไม่ได้โดนกักบริเวณพร้อมกับคุณหนูของตนเพราะถูกแยกให้ไปอยู่กับสาวใช้ในจวนแม่ทัพ เมื่อได้ยินข่าวว่านายอำเภอซุนต้านถูกเชิญให้ไปอยู่เรือนรับรองร่วมกับซุนฮูหยินก็รีบไปแจ้งข่าวนี้แก่คุณหนูของตน
เมื่อไปถึงก็พบว่าทหารที่เฝ้าอยู่หน้าห้องกำลังเดินสวนออกมา แสดงว่าไม่ได้มีการกักบริเวณคุณหนูของตนให้อยู่แต่ในห้องพักแล้วจึงรีบเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“ข้าไม่เป็นไร เจ้าเข้ามาได้อย่างไร ทหารที่เฝ้ายามล่ะ”
“นายท่านถูกปล่อยตัวแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้อยู่กับฮูหยินใหญ่” ชงเอ๋อร์รีบรายงานด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นยินดี เพราะรู้ว่าคุณหนูของตนรักและห่วงบิดามากเพียงใด
ซุนลี่หรูยิ้มกว้างด้วยความดีใจและโล่งใจที่บิดามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องก่อกบฏอย่างที่ถูกกล่าวหา
“ข้าจะไปหาท่านพ่อ” นางกล่าวแล้วเดินออกจากห้องไปโดยมีชงเอ๋อร์ตามออกไปเพื่อบอกเส้นทาง
แต่ก็ต้องหยุดชะงักเอาไว้เมื่อพบว่าโจวจื่อรั่วยืนอยู่ตรงหน้าขวางนางเอาไว้แล้วลดยิ้มลงทำสีหน้าบูดบึ้งใส่อีกฝ่าย
“ท่านพ่อของข้าคือผู้บริสุทธิ์ ท่านต้องชดใช้ที่หยามเกียรติของท่านพ่อพามาไต่สวนที่นี่จนอาจเกิดข้อครหาจากชาวตงเสวียในภายหลัง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจเล็กน้อย
“ผิดแล้วล่ะ ใต้เท้าซุนยังมิได้พ้นข้อกล่าวหา ข้าแค่พักการสอบสวนเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้นเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม” โจวจื่อรั่วกล่าวเสียงเรียบแล้วพยักหน้าส่งสัญญาณให้ซูเยี่ยพาตัวชงเอ๋อร์ออกไป
“ท่านคิดจะทำสิ่งใด...” ซุนลี่หรูตกใจเมื่อเห็นว่าชงเอ๋อร์ถูกพาตัวออกไป แล้วโจวจื่อรั่วก็มายืนตรงหน้าในห้องพักส่วนตัว สถานการณ์เช่นนี้ทำให้รู้สึกใจหายและวิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
**********************
ภายในห้องพักขนาดรองลงมาจากห้องนอนที่โจวลี่หรูพักอยู่ กลายเป็นห้องนอนชั่วคราวของแม่ทัพใหญ่ที่เสียสละห้องของตนให้แก่ฮูหยินในนามโจวจื่อรั่วที่กำลังหลับตาปิดสนิทรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวภายในห้องแต่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาในตอนนั้นเสียงเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของทหารที่มาผลัดเปลี่ยนเวรยามทำให้บุรุษลึกลับรีบออกจากห้องไปก่อนจะมีใครมาพบเข้าแม่ทัพหนุ่มลืมตาแล้วลุกขึ้นมาตรวจสอบตู้ไม้ที่อยู่ภายในห้อง ซองจดหมายสนเท่ห์ที่ถูกส่งมาแจ้งข่าวเรื่องการส่งอาวุธไปที่เมืองจิ้งหนานหายไปตามที่ตนได้คาดการณ์เอาไว้แล้วสับเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้ว“พวกเจ้าต้องการสืบหาบุคคลที่ส่งจดหมายนี้ให้แก่ข้าสินะ” เขาพึมพำอย่างใช้ความคิด เพราะไส้ศึกของอ๋องเสิ่นอยู่ที่จวนนี้และคงรู้ว่าตนเก็บจดหมายสนเท่ห์ไว้จึงต้องการนำไปเพื่อแกะรอยหาคนทรยศจากจดหมายฉบับนั้น“เห็นทีว่าคงถึงเวลาพาฮูหยินกลับไปเยี่ยมท่านพ่อตาแล้วสินะ” น้ำเสียงที่เย็นเฉียบนั้นพึมพำออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในแผนการของตน**********************เสียงกู่เจิงที่ลอยมาถึงห้องตำราทำให้โจวจื่อรั่วรู้ว่าผู้ที่กำลังบรรเลงนั้นเต็มไปด้วยความ
ทหารที่รายล้อมไปทั่วจวนแม่ทัพทำให้โจวลี่หรูรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาที่เดินผ่าน มิใช่ว่าเกรงกลัวท่าทางที่ดุดันของเหล่าทหารที่เดินผลัดเปลี่ยนเวรยามรักษาความปลอดภัย แต่เป็นเพราะได้รับการคำนับทุกครั้งที่เดินผ่านจึงรู้สึกไม่คุ้นชินนัก“ข้าอยากพบท่านแม่ทัพ” โจวลี่หรูเดินไปที่ห้องโถงใหญ่แล้วบอกแก่ทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู“เรียนนายหญิง ท่านแม่ทัพอยู่ในห้องตำรากำลังหารือกับใต้เท้าเฉิน” ทหารรักษาการณ์หน้าห้องโถงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนอบน้อม“ใต้เท้าเฉิน เฉินหลี่เจาเช่นนั้นหรือ” แซ่นี้นางจำได้ว่าเป็นผู้ถือสารอวยพรขององค์ไท่จื่อมาในงานแต่งงาน แต่เพราะมีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้จึงมิได้เห็นใบหน้าว่าเป็นผู้ใด“ขอรับใต้เท้าเฉินที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท” ทหารผู้นั้นบอกตำแหน่งของเฉินหลี่เจาอย่างละเอียดโจวลี่หรูพยักหน้ารับทราบแล้วชักชวนให้ชงเอ๋อร์ยกน้ำชาตามไปที่ห้องหนังสือเมื่อไปถึงก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปเพราะมีต้าเซ่อและซูเยี่ยยืนเฝ้าที่หน้าห้องด้วยตนเอง พร้อมกับทหารผู้ติดตามของเฉินหลี่เจาที่ใบหน้าดุดันกว่าทหารในจวนแม่ทัพซูเยี่ยยิ้มให้แก่ชงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของโจวลี่หรู แล้วชง
เมื่อเดินทางไปถึงเมืองตงเสวีย นายอำเภอซุนต้านก็เขียนจดหมายฝากทหารของโจวจื่อรั่วกลับไปให้แก่บุตรีคนเล็กของตนซุนลี่หลิงที่ตอนนี้กำลังมาเยี่ยมมารดาที่เรือนหลักด้วยความห่วงใยก็ถามไถ่ถึงน้องสาวที่มิได้เดินทางกลับมาด้วย “ท่านแม่ เหตุใดโยวโยวนางไม่ได้กลับมาด้วย”“นางแต่งงานกับโจวจื่อรั่วเพื่อเป็นตัวประกันมิให้พ่อเจ้าหลบหนีในขณะที่หาหลักฐานเพิ่ม” ซุนเพ่ยหลินตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวลในระหว่างที่เดินทางมานั้นได้พูดคุยกับสามีจนรู้ว่ากฎหมายของเมืองเสวียนซานหากสตรีใดแต่งงานไปแล้วก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสกุลเดิมอีกต่อไป ทำให้ตนเองเป็นกังวลว่าโจวจื่อรั่วจะใช้นางบีบเอาความจริงจากสามีในที่สุด“ข้อหากบฏร้ายแรงยิ่งนัก เหตุใดจึงได้สงสัยท่านพ่อที่เป็นขุนนางตงฉินได้” บุตรีคนรองที่ไม่รู้เรื่องการก่อกบฏของพี่ชายถามมารดาด้วยความสงสัย ผู้เป็นมารดาจึงได้แต่ถอนหายใจเพราะไม่อยากให้นางยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้“แม่ทัพโจวเพียงเชิญท่านพ่อเจ้าไปเพื่อสอบถามข้อมูลสำคัญเท่านั้น ที่ใช้ป้ายทองพาตัวไปก็เพราะจะข่มให้เกรงกลัว จริงๆ ควรเป็นเจ้าด้วยซ้ำที่ต้องออกเรือนไปก่อนนาง รู้เช่นนี้ข้าน่าจะให้เจ้าไปอย่างน้อยก็ออกเรื
เมื่อกลับถึงจวนลู่เหมียนฮวาก็รีบถามเรื่องของเจ้าสาวของแม่ทัพโจวด้วยความใคร่รู้ เพราะงานแต่งงานถึงจะมีแขกเหรื่อสำคัญแต่ก็เป็นการจัดแบบภายในและไม่มีแขกฝ่ายเจ้าสาวมาร่วมแสดงความยินดีมีเพียงบุพการีทั้งสองเท่านั้น“เท่าที่ข้ารู้มาเจ้าสาวของจื่อรั่วเป็นเพียงบุตรีที่เกิดจากอนุเท่านั้น ซุนฮูหยินที่อยู่ในงานมิใช่มารดาของนาง”“ข้าไม่ได้อยากรู้เรื่องชาติกำเนิดของนาง ข้าอยากรู้ว่าพี่จื่อรั่วไปรักกับนางตั้งแต่เมื่อใดกันทั้งๆ ที่พึ่งกลับมาจากสนามรบเพียงไม่กี่วัน บางข่าวบอกว่าเขารับตัวนางมาแต่งงาน บางข่าวบอกว่าใต้เท้าซุนผู้นั้นนำนางมายกให้ถึงที่” น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจทำให้ลู่เล่อซางมองออกว่าบุตรีของตนนั้นผิดหวังจากแม่ทัพโจวแล้วกำลังพาลเกลียดเจ้าสาวอยู่“นางเป็นเพียงฮูหยินเชลยเท่านั้น เจ้าอย่าได้กังวลใจ” เสนาบดีกลมกลาโหมบอกบุตรีด้วยน้ำเสียงที่กังวลใจกับในเหตุผลการแต่งงานครั้งนี้“ฮูหยินเชลย ท่านพ่อหมายความว่าเช่นไร”“ตอนที่จื่อรั่วมาขอให้ข้าไปเป็นผู้ใหญ่ให้แก่เขา ข้าถามเหตุผลของการแต่งงานที่รวดเร็วนี้ทำให้เขาบอกข้ามาว่าแต่งงานเพื่อเอานางเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้ซุนต้านยอมเปิดเผยข้อมูลการก่อก
หลังจากให้คำตอบแก่โจวจื่อรั่วไปแล้ว งานมงคลก็ถูกจัดขึ้นภายในสองวันต่อมาห้องโถงใหญ่ถูกประดับด้วยเครื่องตกแต่งสีแดงที่เป็นมงคล เจ้าสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัวตั้งแต่เช้ามืดด้วยชุดเจ้าสาวสีแดงชาดที่ปัดลวดลายอย่างประณีตซุนต้านเองก็ไม่คาดคิดว่าโจวจื่อรั่วจะดำเนินการทุกอย่างอย่างรวดเร็วได้ถึงเพียงนี้ ในขณะที่ซุนเพ่ยหลินนั้นกระหยิ่มในใจว่าฝ่ายสกุลซุนนั้นได้เปรียบอยู่มาก“ถ้าให้แม่สื่อดูฤกษ์ยามมาแล้ว หากไม่จัดงานแต่งงานวันนี้ก็ต้องรออีกสิบห้าวัน” เขากล่าวแก่สองสามีภรรยาในขณะที่รอเจ้าสาวออกมาที่ลานพิธีแขกเหรื่อที่ถูกรับเชิญให้มาร่วมงานมงคลอย่างกะทันหันเป็นคหบดีและขุนนางที่อยู่ในเมืองนี้ รวมไปถึงคำอวยพรที่ถูกส่งมาจากองค์ไท่จื่อที่ติดงานราชการจึงมิได้มาด้วยตนเองดังนั้นแม้จะเป็นงานเล็กๆ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างกะทันหันแต่เพราะแขกที่มาร่วมงานนั้นเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง งานแต่งงานนี้จึงเป็นที่พูดถึงอยู่มาก“งานยิ่งใหญ่ยิ่งดี เช่นนี้เราจะได้มีข้อแก่ต่างแก่ชาวเมืองว่ามาที่เสวียนซานด้วยเหตุใด ซ้ำยังเป็นการประกาศตนเองว่าโจวจื่อรั่วเป็นเขยสกุลซุน เช่นนี้แล้วเขาเองที่เสียเปรียบเรา” ซุนเพ่ยหลินกระซิบสามีด
ภายในเรือนรับรองในจวนแม่ทัพโจว ซุนเพ่ยหลินสวมกอดสามีด้วยความรักและดีใจที่เห็นเขาปลอดภัยกลับมา“ท่านพี่ ท่านพ้นข้อกล่าวหาแล้วใช่หรือไม่” นางรีบถามด้วยความตื่นเต้น หากสามีถูกปล่อยตัวมาพักที่เรือนรับรองนี้ก็หมายความว่าอีกฝ่ายไม่สามารถเอาผิดแก่เขาได้“ข้าหาข้อแก้ต่างให้กับตนเองได้อย่างหวุดหวิด ไม่ได้กล่าวโยงไปถึงอ๋องเสิ่นหรือลูกของเราแน่” เขากอดตอบนางให้วางใจ การทำดีกับซุนเพ่ยหลินเท่านั้นที่บุตรีคนเล็กจะได้ไม่ถูกนางอิจฉาและกลั่นแกล้ง“ลำบากท่านพี่แล้ว”“ต้าเหยาก็ลูกของข้า ข้าไม่ปล่อยให้เขาต้องลำบากแน่เจ้าวางใจเถิด” ซุนต้านบอกภรรยา ในใจนั้นแอบหวาดหวั่นตั้งแต่ได้ยินแผนการก่อกบฏ และซุนต้าเหยาลักลอบใช้ตรานายอำเภอของตนอนุญาตให้มีการขนส่งอาวุธไปยังจิ้งหนานแต่เพราะในจวนตระกูลซุน แม้ตนจะเป็นนายอำเภอแต่ผู้กุมอำนาจคือภรรยาที่เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์แต่ลดตัวมาแต่งงานกับบัณฑิตอย่างตน คนของจวนนี้จึงเป็นคนของนางและซุนลี่หรูก็อยู่ในกำมือของภรรยาผู้นี้เมื่อจับได้ว่าบุตรชายลักลอบใช้ตรา ซุนเพ่ยหลินก็ขอร้องให้ตนช่วยเหลือ แม้มิได้เอาเรื่องบุตรีคนเล็กมาข่มขู่แต่เขาเองรู้อยู่เต็มอกจึงต้องยอมช่วยโดยแสร้งทำเป็นว







