Mag-log in
บทนำ
“กลับบ้านดีๆ นะคะคุณหมอจิ้ง”
เสียงของเหล่าพยาบาลกล่าวลาคุณหมอสาว ที่พึ่งเดินออกมาจากห้องตรวจคนไข้ของแผนกศัลยแพทย์ทั่วไป หญิงสาวที่ทุกคนกล่าวลามีใบหน้าสวยหวาน ใบหน้างามถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเล็กน้อย ผมสีดำถูกดัดเป็นลอนช่วงปลาย นั้นยิ่งทำให้ใบหน้าของคุณหมอสาวโดดเด่นยิ่งขึ้น รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน หญิงสาวสวมชุดเดรสยาวสีฟ้าสดใสทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวอีกชั้น รับกับรองเท้าส้นสูงสี่นิ้วสีครีมแบรนด์ดังอย่างลงตัว
จิ้งอิงมองไปยังเพื่อนร่วมงานของตนก่อนส่งยิ้มให้เหล่านางพยาบาลอย่างคุ้นเคย เธอกล่าวลาก่อนเดินตรงไปยังลานจอดรถสำหรับบุคลากรของโรงพยาบาลเช่นทุกวัน จิ้งอิงมองนาฬิกาบนข้อมือตนก็พบว่าตอนนี้หกโมงเย็นแล้ว เธอมองคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังล่ำลากันอย่างหวานชื่นเพราะฝ่ายหญิงต้องขึ้นเวรอย่างอิจฉา
ตอนนี้เธออายุสามสิบแล้ว ยังไม่เคยมีแฟนเลยสักคน ตอนที่มีคนมาจีบเธอก็เรียนหนักจนไม่มีเวลาจะสนใจเรื่องรักใคร่ แต่พอมีเวลาที่จะสนใจขึ้นมากลับไม่มีคนเข้ามาจีบซะงั้น จิ้งอิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนก้าวขาขึ้นรถเบนซ์คันหรูของตน เธอทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในตัวเมืองปักกิ่งมาสามปีแล้ว เมื่อออกสู่ถนนใหญ่เธอก็ตรงไปยังห้างสรรพสินค้าชื่อดังในเมืองทันที เนื่องจากของใช้หมดหลายอย่างเธอจึงตั้งใจจะแวะซื้อสักหน่อย
หลังจากจัดการซื้อของทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็ตรงกลับคอนโดทันที เธอพักอยู่กับเพื่อนสนิทสองคนตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย จนทุกวันนี้ยังคงพักอยู่ด้วยกันเช่นเดิม เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็พบว่า ‘เกาซูอิน’ เพื่อนสนิทของเธอนอนอยู่บนโซฟาตรงห้องรับแขก หลังจากที่ไม่ได้กลับห้องมาสามวัน
“ซูอินทำไมวันนี้เธอกลับบ้านเร็วล่ะ” จิ้งอิงถามอย่างสงสัย เพราะปกติยัยนี่บ้างานจนแทบไม่มีเวลาจะพักผ่อน
“พอดีเพิ่งปิดคดีใหญ่เสร็จนะ ผู้กำกับเลยสั่งให้ฉันกลับมาพักผ่อน แล้วนี่เธอได้อะไรมากินบ้าง” เกาซูอินมองเพื่อนสาวที่ถือของพะรุงพะรังเข้ามา เธอรู้สึกตัวตั้งแต่จิ้งอิงเปิดประตูเข้ามาแล้ว เพราะเป็นคนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
“ฉันซื้อสปาเกตตีคาโบนาร่ามา ลุกขึ้นมากินก่อนแล้วค่อยไปนอนต่อ” จิ้งอิงสั่งเพื่อนอย่างเป็นห่วง เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ได้กินอะไร เธอจัดการนำอาหารใส่จาน ก่อนนำไปอุ่นในไมโครเวฟ
ติ๊ง—
จิ้งอิงนำสปาเกตตีคาโบนาร่าออกมาจากไมโครเวฟ ก่อนจัดใส่จานเดินถือสปาเกตตีคาโบนาร่าทั้งสองจานไปนั่งทานที่โซฟาหน้าทีวี ก่อนที่สายตาจะสะดุดกับปิ่นปักผมรูปดอกไม้ ตัวปิ่นทำจากเงินทั้งตัวปิ่นและดอกไม้ตรงใจกลางดอกไม้มีทับทิมเม็ดสีแดงขนาดเท่าไข่มุกติดอยู่ จิ้งอิงหยิบปิ่นปักผมขึ้นมาดูอย่างสนใจ ที่สนใจเพราะเธอกับเกาซูอินไม่มีใครใช้ปิ่นปักผมสักคน
“ของใครหรอ?” จิ้งอิงเงยหน้าถามเกาซูอินที่กำลังขยับตัวลุกขึ้นนั่ง
เกาซูอินมองปิ่นชิ้นนั้นอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนตอบไปตามจริง “ของกลางน่ะ เป็นของคดีที่พึ่งปิดไปวันนี้เลย ฉันมั่นใจว่าไม่ได้หยิบมันติดมือมา แต่ตอนที่ฉันกลับมาถึงห้อง ขณะที่กำลังถอดเสื้อมันกลับร่วงออกจากถุงเสื้อคลุมน่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยเอาไปคืน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจิ้งอิงก็เลิกสนใจปิ่นปักผมชิ้นนั้นทันที เธอวางมันไว้ที่เดิมจากนั้นก็เริ่มลงมือทานอาหาร หลังจากทานเสร็จเกาซูอินก็เป็นฝ่ายล้างจาน ก่อนที่ทั้งสองจะมานั่งดูซีรี่ส์เช่นทุกครั้งที่ว่างตรงกัน
“หือ…พระเอกเรื่องนี้แซ่บมาก” เกาซูอินมองหน้าจอทีวีขนาดสี่สิบสองนิ้วที่ฉายภาพชายหนุ่มถอดเสื้อโชว์กล้ามหน้าท้องขณะอาบน้ำ
จิ้งอิงเองก็มองภาพนั้นอย่างชอบใจเช่นกัน “ถ้าเจอแบบนี้นะฉันจะไม่ปล่อยให้หลุดมือเลยคอยดู”
ทั้งสองยังคงพูดคุยและอ่านกินพระเอกของเรื่องอย่างเมามัน โดยที่ทั้งสองไม่ได้สังเกตเลยว่าปิ่นปักผมที่ถูกวางทิ้งไว้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเงียบๆ จู่ๆ จิ้งอิงก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มง่วงนอนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ก่อนหน้ายังไม่มีท่าทีว่าจะง่วง ด้านเกาซูอินเองก็เช่นกัน สุดท้ายทั้งสองก็ฝืนอาหารง่วงไม่ไหวก่อนจะหลับใหลไปพร้อมๆ กัน
หลังจากที่ทั้งสองหลับไป ปิ่นปักผมที่เคยนอนนิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะหน้าทีวีก็พันปล่อยควันสีขาวออกมาจนมองไม่เห็นทัศนียภาพภายในห้อง หมอกควันกระจายตัวไปทั่วห้องอย่างรวดเร็วและจางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อหมอกควันสีขาวจางหายไปแล้ว กลับพบว่าร่างของจิ้งอิงกับเกาซูอินที่หลับอยู่บนโซฟาได้หายไปด้วยเช่นกัน
ภายในห้องมีเพียงเสียงของซีรี่ย์ที่หญิงสาวทั้งสองเปิดทิ้งไว้ ทุกอย่างภายในห้องยังคงเป็นปกติเช่นเดิม จะแตกต่างจากเดิมก็เพียงแค่หญิงสาวเจ้าของห้องทั้งสองและปิ่นปักผมชิ้นนั้นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย…
ภายในเรือนหลังใหญ่แห่งจวนราชครูแคว้นเว่ย ขณะนี้ภายในเรือนคุณหนูใหญ่ ‘ฟู่หยวนหยวน’ สาวใช้ทั้งสองกำลังวิ่งวุ่นไปส่งท่านหมอหลังจากตรวจเสร็จและดูแลนายหญิงของตน โดยที่ทั้งสองไม่ได้สังเกตเลยว่าช่วงระยะเวลาสั้นๆ คุณหนูของพวกตนได้หยุดหายใจไปแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับมาหายใจอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง
“น…น้ำ” จิ้งอิงรู้สึกว่าลำคอของเธอแห้งผากจนแสบร้อนไปหมด ขนตางอนสวยขยับหยุกหยิกก่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้น จิ้งอิงมองม่านมุ่งแบบสี่เสาอย่างแปลกใจ ภาพตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกใจสั่น เพราะทุกอย่างที่เห็นเป็นสถานที่ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นหมายถึงที่นี่ไม่ใช่ห้องของเธอ!
“ค...คุณหนู! ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ” ซินมี่วิ่งมาหยุดตรงหน้าเตียงเมื่อได้ยินเสียงของคุณหนูตน
จิ้งอิงมองเด็กสาวหน้าตาน่ารักอายุประมาณสิบสี่สิบห้าตรงหน้าอย่างตกใจ ม…เมื่อกี้เด็กคนนี้เรียกเธอว่าไงนะ? คุณหนูงั้นหรอ? คุณหมอสาวรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก
ทว่ายังไม่ทันที่จิ้งอิงจะทำความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ภาพความทรงจำของเหตุการณ์ต่างๆ ก็วิ่งเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว โดยที่เธอยังไม่ทันตั้งตัว ความทรงจำเหล่านั้นทำให้จิ้งอิงรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิด คุณหมอสาวพยายามกัดฟันฝืนความเจ็บปวดและประคองสติของตนเอาไว้อย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายก็ดึงสติเอาไว้ไม่ได้และสลบไปอีกรอบ
"โอสถเพิ่มพลังปราณต้องสมบูรณ์แบบ ต้องหลอมให้ได้สมดุลทั้งหยินและหยาง"เสียงของคุณหมอสาวเบาแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอเริ่มขั้นตอนการหลอมโดยใช้พลังปราณภายในควบคุมเปลวไฟสีเขียวใต้เตาหลอม เปลวไฟเริ่มลุกขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เธอค่อยๆ ใส่สมุนไพรทีละชนิดลงในเตาหลอมหญ้าเซียนสวรรค์ เริ่มละลายและปล่อยพลังปราณสีเขียวอ่อนออกมา ขณะที่ผลไม้สุริยันจันทราก็ค่อยๆ ระเหิดกลายเป็นละอองพลังที่ผสมกับพลังของหญ้าเซียนสวรรค์ ฟู่หยวนหยวนควบคุมกระแสพลังวิญญาณอย่างระมัดระวัง ใบหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยสมาธิคุณหมอสาวใช้พลังปราณควบคุมเปลวไฟอย่างละเอียด ปรับให้เปลวไฟมีความร้อนที่เหมาะสมเพื่อให้ส่วนผสมทั้งสองรวมตัวกันอย่างสมดุล ควันบางๆ สีทองเริ่มลอยออกมาจากเตาหลอม และความกดดันในอากาศรอบตัวเธอก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งเม็ดโอสถสีขาวเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นภายในเตาหลอม โอสถที่สามารถเพิ่มพลังปราณได้สำเร็จเป็นรูปร่างสมบูรณ์ เงาสะท้อนของมันเปล่งประกายแสงสีม่วงอ่อน ๆ ราวกับเกลียวหมอกที่ล่องลอยดวงตาของฟู่หยวนหยวนเปล่งประกายด้วยความยินดี ใบหน้างามเผยรอยยิ้มขณะมองดูโอสถที่เธอหลอมสำเร็จด้วยความอุตสาห
กลางดึกที่เงียบสงัดในห้องนอนของฟู่หยวนหยวน แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง ส่องกระทบให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทราวกับกลืนไปกับความมืด เงานั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เตียงของคุณหมอสาวอย่างไร้เสียงฟู่หยวนหยวนสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันเมื่อรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของใครบางคน ใบหน้าของเธอซีดเผือด สายตาหวาดระแวงมองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดเจนคุณหมอสาวก็อดสงสัยไม่ได้ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากตะโกนเรียกใคร ชินอ๋องก็พูดขึ้นเบา ๆ"ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำร้ายเจ้า"เสียงของเขานุ่มลึกแต่หนักแน่น คุณหมอสาวมองดูเขาด้วยความระแวดระวัง แม้ว่าชินอ๋องผู้นี้จะมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด แต่การที่เขาปรากฏตัวในห้องเธอเช่นนี้ทำให้เธอยากจะไว้วางใจได้"ท่านเข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร ชินอ๋องเช่นท่านไม่ควรทำเรื่องเช่นนี้" ฟู่หยวนหยวนพยายามควบคุมเสียงของตนเองไม่ให้สั่นเครือ ทว่าสายตาของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังฮั่วกงเหวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ "ข้าจะมาหาเจ้าด้วยวิธีใดก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ...ข้าอยากรู้จักเจ้ามากขึ้น"น้ำเส
เมื่อตงหนิงอ้ายได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อ นังสวะนี่ว่านางชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านงั้นรึ ใบหน้างามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ตงหนิงอ้ายกัดฟันแน่น ก่อนเหยียดยิ้มตอบกลับไป “ข้าเพียงอยากเตือนสติเจ้าเท่านั้น …น้ำหน้าอย่างเจ้าซื้อสมุนไพรไปก็เสียดายสมุนไพรเปล่าๆ”“ผู้ใดบอกว่าข้ามาซื้อสมุนไพร? คุณหนูตงช่างสู่รู้ยิ่ง”ทันใดนั้น เสียง "เพล้ง!" ของขวดสมุนไพรที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ดังกึกก้องในห้องโถง ตงหนิงอ้ายปล่อยพลังปราณสีส้มระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดของตนออกมา ก่อนซัดควันพิษที่แฝงอยู่ในขวดสมุนไพรพุ่งตรงเข้าไปหาฟู่หยวนหยวน กลิ่นสมุนไพรที่เคยหอมอบอวลกลับกลายเป็นกลิ่นควันพิษที่น่าหวาดกลัว ฟู่หยวนหยวนดึงแขนซินมี่และซินหนี่พุ่งตัวหลบอย่างรวดเร็ว"อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้ง่ายๆ แบบครั้งก่อน!" ตงหนิงอ้ายตะโกนเสียงกร้าว พร้อมกับสร้างลูกพลังสีส้มขนาดใหญ่ในมือ แล้วปล่อยมันพุ่งไปหาฟู่หยวนหยวนทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อที่ยืนมองอยู่ด้านข้างก็ปล่อยพลังของตนออกมาสลายพลังของตงหนิงอ้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนใช้พลังดึงควันพิษกลับเข้าไปในขวดที่เตรียมไว้ เสี่ยวเอ้อมองไปยังตงหนิงอ้ายแล้วกล่าวเสียงเรียบ “หากคุณหน
อาทิตย์อัสดงย้อมขอบฟ้าจนกลายเป็นสีแดง สาดส่องลงบนยอดไม้ ขับเน้นให้ไพรพนาเหลืองอร่าม ฟู่หยวนหยวนหมุนป้ายหยกรูปกิเลนวายุสีเขียวในมือเล่น นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วที่เธอช่วยชีวิตเจ้าสำนักหยกโลหิต เธอยากรู้ใจแทบขาดว่าตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นใครแต่…รู้มากเกินไปรั้งแต่จะนำภัยมาหาตน แค่ทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างเธอก็พอแล้ว ฟู่หยวนหยวนมองหยกประจำตัวเจ้าสำนักหยกโลหิตในมือตนอย่างพึงพอใจซินหนี่มองคุณหนูของตนที่เอาแต่มองป้ายหยกในมือมาครึ่งค่อนวัน นางจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงสัย “คุณหนูท่านนั่งมองป้ายหยกชิ้นนี้มาครึ่งค่อนวันแล้วนะเจ้าคะ ป้ายหยกนี่มีอะไรดีรึเจ้าคะ”“เจ้าไม่รู้อะไร นี่น่ะของดี” ฟู่หยวนหยวนกล่าวยิ้มๆ ก่อนเก็บป้ายหยกชิ้นนั้นเข้าไปในมิติ เธอหันหน้าไปพูดกับซินมี่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มี่เอ๋อเจ้าให้คนไปเตรียมรถม้าให้ข้าที ข้าจะไป ‘ตลาดไฉซี’ สักหน่อย”“เจ้าค่ะ” ซินมี่รีบไปจัดการตามที่คุณหนูของตนสั่งทันที แม้ในใจจะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติคุณหนูของพวกนางไม่ค่อยออกนอกจวนเท่าไหร่หากไม่จำเป็นจริงๆ ตลาดไฉซีจะเปิดเฉพาะตอนกลางคืน ตลอดสี่ปีที่นางรับใช้คุณหนูใหญ่ ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณหนูใหญ่จะอยา
"ท่านหมอ" โย่วซานซึ่งยืนอยู่อีกด้านอึ้งตะลึงไปโดยพลัน "ไฉนท่านถึงจับชีพจรตนเองเล่า"ฮั่วกงเหวินที่เปลือยหลังหันกลับมาเพ่งมองหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นหมอแวบหนึ่ง ยามนี้ฟู่หยวนหยวนได้วางมือทั้งสองข้างลงแล้วกล่าวอย่างนิ่งสงบ "ท่านยังคงมองด้านหน้าเอาไว้ อย่าขยับไปขยับมา"ฮั่วกงเหวินเลิกคิ้วเล็กน้อย ย้ายสายตากลับมาเบื้องหน้า ฟู่หยวนหยวนหยิบยาขึ้นมาป้ายลงบนบาดแผลตรงไหล่ของเขา หลังจากนั้นจึงหยิบเข็มเงินขึ้นมาฝังลงไปตามจุดใหญ่ๆ สองสามจุดบนแผ่นหลังของเขา ฝีมือแน่วนิ่งไม่ติดขัด นัยน์ตาของฟู่หยวนหยวนเข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง“พิษชนิดนี้ถึงแม้แปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต ใช้เวลาหนึ่งวันก็สามารถขจัดออกได้จนหมดสิ้น" ฟู่หยวนหยวนกล่าวขณะนำยาเก็บเข้าอกเสื้อของตนโย่วซานถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งใจ "เป็นเช่นนั้นก็ดี"ฟู่หยวนหยวนถือพู่กันเขียนใบสั่งยามอบให้โย่วซาน "หนึ่งเค่อให้หลังข้าค่อยมาถอนเข็มออก ใช่แล้ว ท้องข้าหิวนิดหน่อย ท่านให้สาวใช้ทำอาหารมาให้ข้าสักสองสามอย่างได้หรือไม่ ส่งให้ที่ศาลาด้านนอกก็ได้""ได้แน่นอน" โย่วซานยิ้ม "ขนมอื่นๆ ต้องการหรือไม่"“ถ้าได้ก็ขอบคุณมาก”โย่
"ไร้ยางอาย!" โย่วซานชูกระบี่ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของตนขึ้น "เจ้าอย่าได้หมายจะทำร้ายเจ้าสำนักหยกโลหิตของพวกเรามิฉะนั้นแล้วกระบี่ของข้าจะไม่ละเว้นเจ้า"สำนักหยกโลหิต!!!บนใบหน้าของฟู่หยวนหยวนปรากฏแววปีติยินดี เธอรู้จักสำนักหยกโลหิตเพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หากสามารถทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างน้ำใจเธอได้ล่ะก็ ชั่วชีวิตที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องคนหนุนหลังแล้ว ในหัวของคุณหมอสาวเริ่มวางแผนอย่างรวดเร็ว เธอเฝ้ามองสถานการณ์เงียบอย่างไม่ละสายตาหย่วนอู่เสวียนให้สัญญาณมือ องครักษ์สิบกว่าคนพลันวิ่งออกมาจากที่ซุ่มด้านข้างคนของสำนักหยกโลหิตเห็นสภาพการณ์แล้วก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์เช่นนี้พวกตนยากจะตีฝ้าวงล้อมออกไปได้ ฮั่วกงเหวินรีบส่งสายตาบอกใบ้ให้ทุกคนใช้ยุทธวิธีสู้พลางถอยพลาง รอจังหวะเหมาะหาหนทางหนีเอาตัวรอดการต่อสู้เปิดฉากขึ้น องครักษ์ฝ่ายบุ๋นและบู๊คอยคุ้มกันอยู่ร่างกายนายท่านของตนที่ถูกพิษอย่างเข้มแข็ง ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ เข้าต่อกรกับศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ พยายามช่วยแบ่งเบาภาระองครักษ์ทั้งสองให้มากที่สุดยิ่งต่อสู้จำนวนคนก็ยิ่งลดน้อยลง ในดวงตาของฮั่วกงเหวินฉายประกายเคร่งขรึมเยียบเ







