เข้าสู่ระบบไท่จื่อหานเดินออกจากเรือนรับรองเมื่อสนทนาธุระกันจบแล้ว มองออกไปยังสวนพฤกษาภายในจวน เป็นภาพเดิมๆ ราวกับย้อนเวลากลับไปเมื่อสมัยเด็กอีกครั้ง ภาพที่เด็กน้อยนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ที่บัดนี้ต้นไม้ต้นนั้นกลายเป็นต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา เขาเดินเข้าไปหานางช้าๆ
ฟางซิ่วถงหันมาเห็นเข้าพอดี นางกระซิบกระซาบเอ่ยกับคุณหนูของนาง “คุณหนูเจ้าคะ คุณชายรองมาเจ้าค่ะ” แล้วก็คลานถอยหลังออกมาและลุกขึ้นยืนห่างออกมาเพียงเล็กน้อย นางยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมตามธรรมเนียมที่บ่าวจะไม่ยุ่งเรื่องของเจ้านาย เผิงเฟยเมี่ยวเอี้ยวศีรษะปรายเพียงหางตามองจากนั้นก็หันกลับไปตามเดิม ไท่จื่อหานจึงได้เดินอ้อมไปอีกด้านเพื่อไปอยู่ข้างหน้าของนาง นางก็ขยับกายเบี่ยงหลบแล้วก็หันหลังกลับให้เขาตามเดิม “เหตุใดจึงต้องทำเป็นหลบหน้าหลบตา” เขาโพล่งคำขึ้น “คุณหนูเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ หากไม่สนิทสนมกับผู้ใดก็จะไม่สบตาและไม่อยากสนทนาด้วยเจ้าค่ะ” ฟางซิ่วถงรีบบอก “อ่อ เป็นอย่างนั้นหรอกหรือ” อย่างนั้นก็คงต้องสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้สนิทสนมกันเสียก่อนสินะ เขาเดินอ้อมไปยืนอยู่ข้างหน้านางอีกครั้งแล้วย่อกายลงนั่ง พอนางจะเบี่ยงกายหนีก็ถูกเขาใช้ฝ่ามาหนาจับกดยึดบ่าทั้งสองของนางเอาไว้ไม่ให้ขยับตัวหนีอีก จนนางสะดุ้งโหยง ไม่เคยมีชายใดแตะต้องตัวนางเช่นนี้มาก่อนสักครั้งพร้อมกับโพล่งคำเสียงดุเข้ม “ห้ามหันไปอีก!” “คุณชายรองเจ้าคะ ท่านจะทำอันใดคุณหนูน่ะเจ้าคะ!” ฟางซิ่วถงถึงกับตาเบิกโพลง เหตุใดถูกเนื้อต้องตัวคุณหนูของนางเช่นนี้ เขายกมือขึ้นปราม “มิใช่เรื่องของบ่าว ข้ามีเรื่องจะถามนางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” ฟางซิ่วถงได้แต่กระอักกระอ่วนใจแต่ก็ลอบสังเกตการณ์อยู่ด้วยความเป็นห่วงอยู่ห่างๆ “เจ้ารู้เรื่องที่ต้องตบแต่งกับคนสกุลไท่หรือไม่” นางพยักหน้าแช่มช้าว่ารับรู้ ตากลมโตสว่างสุกใสยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องนภา เขาเกือบจะเคลิบเคลิ้มไปแล้ว น่าเสียดาย นางไม่น่าเป็นบ้า... ‘บิดาของนางคงจะพูดเรื่องนี้กรอกหูอยู่ทุกค่ำเช้าเป็นแน่’ “ท่านพ่อให้แต่ง บอกว่าต้องแต่ง ต้องแต่งกับสกุลไท่” นางกลอกตาหลุกหลิกและพูดจาวกวนซ้ำไปซ้ำมา “เจ้าอยากแต่งจริงๆ อย่างนั้นหรือ?” คิ้วเข้มพาดเฉียงรับกับใบหน้าคมคร้ามผิวเข้มบ่มแดดเลิกขึ้นเป็นเชิงคำถามพลางจ้องหน้านางเขม็งต้องการคำตอบ บิดาพร่ำบอกนางว่าต้องเป็นเด็กดี กตัญญูต่อบิดามารดาและเชื่อฟัง เผิงเฟยเมี่ยวพยักหน้าลงหงึกหงักแช่มช้า “ต้องเชื่อฟัง ต้องเชื่อฟังท่านพ่อ” “แล้วรู้หรือไม่ว่าการแต่งงานคืออะไร และหน้าที่ภรรยาต้องทำอะไรบ้าง?” เขาเลิกคิ้วถามอีก คราวนี้เผิงเฟยเมี่ยวเงยหน้าขึ้นมากะพริบตาปริบก่อนจะส่ายหน้าหวือ บิดาบอกให้ทำอะไรนางก็ต้องทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือคำถาม เขาถึงกับพรูลมหายใจออกมาหนักหน่วง “เฮ่อ~ หากไม่รู้แล้วเจ้าจะตบแต่งได้อย่างไร” เขาพรูลมหายใจผ่าวร้อนออกมาอย่างปลงๆ ถึงแต่งไปนางก็ทำหน้าที่ภรรยาไม่ได้ นั้นหมายถึงการเข้าหอร่วมเตียง หากนางไม่รู้ว่าหน้าที่ภรรยาต้องปฏิบัติตัวอย่างไร นี่ไม่เท่ากับว่าสกุลไท่ต้องรับภาระเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยงดูเปล่าๆ หรอกหรือ? เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ “เอาอย่างนี้ได้หรือไม่ขอรับ สกุลไท่จะรับนางเป็นน้องสาวคนสุดท้อง แต่จะให้รับมาเป็นฮูหยินเอกข้าก็เกรงว่า...” “นี่เจ้ากำลังจะบอกว่าสกุลไท่ จะปฏิเสธสัญญาที่ตกลงกันเอาไว้อย่างนั้นหรือ สกุลไท่รังเกียจเมี่ยวเอ๋อร์ของข้าใช่หรือไม่!” “คือว่า...ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะขอรับ” “ข้าไม่อยากสนทนากับเจ้าแล้ว ให้แม่ทัพไท่บิดาของเจ้ามาสนทนาเรื่องนี้กับข้าโดยตรงเองจะดีกว่า” แล้วจะทำอย่างไรได้ในเมื่อแม่ทัพเผิงก็ฝากฝังให้สกุลไท่ช่วยดูแลนางแทนเขา เพราะเขาไม่ไว้ใจผู้ใด ส่วนไท่จื่อหานเองก็เอ่ยแบ่งรับแบ่งสู้และยังไม่รับปากหนักแน่น แต่เขายังไม่ละความพยายามตอนนี้หรอก สกุลเผิงไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก ถึงขนาดที่จะเลี้ยงดูบุตรีต่อไปไม่ได้หากแม่ทัพเผิงต้องตายไป ไท่จื่อหานคิดว่ามันก็คงเป็นแผนการของเขาที่อยากจะให้ลูกสาวได้ออกเรือนกับใครสักคน และถ้าหากเป็นคนในสกุลไท่ด้วยแล้ว เขาก็ย่อมเบาใจลงที่ปลดภาระหนักอึ้งออกไปได้อย่างหมดห่วง ถ้าทำให้แม่ทัพเผิงเปลี่ยนใจไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องเข้าทางบุตรีของเขา ทำอย่างไรก็ได้ให้เผิงเฟยเมี่ยวเปลี่ยนใจไม่ยอมแต่งเข้าสกุลไท่และยอมถอนตัวออกไปเอง บิดาคงมิอาจขัดใจบุตรได้เพราะรักนางยิ่งกว่าชีวิตของตน วิธีการนี้น่าจะดีที่สุด ดูไปแล้วนางก็เป็นคนหัวอ่อนชักจูงได้ง่ายไม่เหมือนบิดาของนาง เขากดยิ้มลึกมุมปากเจ้าเล่ห์ดวงตาคมยังคงจับจ้องไปที่นาง...ไท่จื่อหานเอียงคอมองนางอย่างจับพิรุธ นางก็สบตาเขาพลางกะพริบตาปริบๆ มองตอบไม่หลบตา“เหตุใดมองเมี่ยวเมี่ยวด้วยสายตาเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ” นางเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีไร้เดียงสา เขายื่นฝ่ามือทั้งสองมาโอบประคองใบหน้านวล จ้องดวงตาล้ำลึก“เจ้าแปลกไป”“แปลกไปอย่างไรหรือเจ้าคะ”“ไม่พูดจาวกวนซ้ำๆ เช่นเดิม แถมพูดจารู้ความกว่าเก่า”“เจ้าค่ะ”“เจ้าค่ะ? เช่นนั้นหรือ ไม่อธิบายอะไรต่อหน่อยหรือ” เขาเลิกคิ้วถาม ทว่านางอมยิ้มมุมปากกวนๆ“ยิ้มอันใดของเจ้า”“เมี่ยวเมี่ยวยิ้ม เพราะมีความสุขเจ้าค่ะ” นางเอื้อนเอ่ย“วันนั้นในกระท่อมกับวันนี้ วันไหนเจ้ามีความสุขมากกว่า” เขาเอ่ยเย้าแล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ พอเขาพูดถึงเรื่องวันนั้น หน้านางก็แดงซ่านขึ้นมาทันที แล้วเขาก็พูดต่ออีก“แต่หลังจากวันนี้ไปข้าจะทำให้เจ้ามีความสุขทุกวัน สุขจนสำลักความสุขออกมาเลยล่ะ” เขากระซิบกระซาบชิดใบหู แขนแกร่งเลื่อนลงมาโอบประคองเอวทั้งสองของนาง นาง วาดวงแขนสลักเสลาโอบรอบคอหนาแล้วดึงเขาลงมารับจุมพิตของนาง ช่างเป็นการกระทำที่อุกอาจ และยั่วยวน...ทั้งคู่จุมพิตดูดดื่มใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่อ้อยอิ่งเนิ่นนานกว่าจะผละจุมพิตออกจากกัน ก่อนที่นางจะ
“จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อลูกสาวของข้าก็มีใจให้เจ้า ข้าก็คงขัดใจนางไม่ได้”“ขอบคุณขอรับ ขอบคุณท่านมากขอรับ” เขาโขกศีรษะลงพื้นซ้ำๆ เผิงเฟยฉีจึงไปพยุงเขาลุกขึ้น พร้อมกับตบที่ไหล่เขาเบาๆ“สมกับเป็นชายชาตรี กล้าทำก็กล้ารับ เจ้ารีบแจ้งเรื่องไปยังสกุลไท่เถิด หากข้าเปลี่ยนใจขึ้นมาไม่รู้ด้วย ฮะ ฮ่า” เผิงเฟยฉีเอ่ยเย้าว่าที่ลูกเขยในอนาคตอย่างอารมณ์ดี“ขอรับๆ ข้าจะรีบจัดการเรื่องนี้”หลายวันผ่านไป...ไท่จื่อหานกลับไปถึงจวนสกุลไท่เพื่อบอกครอบครัวของเขา ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา พอไท่จื่อหานบอกเรื่องนี้ทุกคนก็ต่างตกใจไปตามๆ กัน เว้นก็แต่ไท่จื่อซวนที่พอจะรู้เรื่องนี้มาบ้างก่อนหน้านั้นนึกไปถึงคราที่เผิงเฟยจูมาหาเขาที่จวนราชการ ณ มลฑลพายัพเมื่อคราก่อน นางบอกเขาเรื่องนี้ว่าทั้งคู่กำลังคบหากันข้ามหน้าข้ามตาเขา และบอกให้ทั้งคู่ร่วมมือกันกีดกันทั้งคู่ทว่าเขาไม่เล่นด้วยเพราะไท่จื่อหานก็คือน้องชายของเขา เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เขาไม่อยากหักหลังน้องชาย และถ้าสองคนนั้นมีใจให้กันจริงเขาก็จะยอมถอยให้ เพราะเขาก็ไม่อยากที่จะหักหาญน้ำใจผู้ใดเช่นกัน เขาก็แค่อยากช่วยเผิงเฟยเมี่ยวหากว่าไม่มีใครคอยดูแลนาง เขาก็จะรับ
“เฮือก” ร่างบางตัวกระตุกซ้ำ น้ำหวานไหลทะลัก เขาเริ่มชักเข้าชักออกจนช่องทางรักเริ่มปรับสภาพได้ดีก็ขยับกายประจำที่หว่างขา นางก้มหน้าลงไปมองถึงกับตกใจกับขนาดที่ เอ่อ ... เรียกได้ว่าอลังการคนตัวเล็กพยายามถดกายหนีทว่าถูกเขาจับกดเขาไว้“ไม่ต้องกลัวนะ เมี่ยวเมี่ยวหายใจเข้าลึกๆ เดี๋ยวเจ้าจะผ่อนคลายเอง” เขาล่อลวงนาง พาให้นางตายใจแล้วก็ขยับกายประชิดอีกดันส่วนแข็งขืนเข้าสู่ช่องทางรักฉ่ำเยิ้ม“อื้อ ไม่ไหวเจ้าค่ะ”“เด็กดี ทิ้งความกังวลใจไปซะ พี่ชายจะพาเจ้าขึ้นสวรรค์เอง” เขากดกายเข้าไปล้ำลึก สองร่างกอดกันแน่น จนแทบจะหลอมเป็นร่างเดียวกัน เสียงกรีดร้องขาดห้วง ทั้งคู่กระโจนสู่สมรภูมิรักอันดุเดือนเร่าร้อนจนเกือบค่อยคืน...เช้าวันต่อมา...ทั้งคู่เดินทางออกจากป่าได้แล้ว เขาไปส่งนางที่จวนแต่ทั้งคู่หายไปด้วยกันทั้งคืน เผิงเฟยฉีร้อนใจเป็นอย่างมาก และหลังจากกลับมาถึงจวนเผิงเฟยเมี่ยวมีอาการไข้อีก ฟางซิ่วถงพาคุณหนูของนางไปพักผ่อนที่หอนอนส่วนไท่จื่อหานต้องรีบกลับไปสอบสวนโจรผู้ร้าย ที่สามารถจับตัวมารับโทษได้หมดทุกคน ไท่จื่อหานสอบสวนหัวหน้าใหญ่ของพวกมัน เขาคือ โจวเหวินเซี่ยเค้นสอบจนมันรับสารภาพว่าใครเป็
กว่าเหล่ากองปราบจะมาถึงก็เย็นย่ำ ไท่จื่อหานสั่งการให้ล้อมกระท่อมของพวกมันไว้ รอสัญญาณเขาสั่งบุกเมื่อพวกมันเริ่มจุดคบไฟ ความสว่างไสวก็ปรากฏขึ้นเมื่อนั้น...“ทุกคนบุก!”“ย๊าก!” หน่วยกองปราบวิ่งปรี่เข้าไปยังกระท่อมของพวกมันทันที เสียงการต่อสู้ดังอึงมี่ ทั้งเสียงดาบ เสียงหมัด เตะ ต่อยเผิงเฟยเมี่ยวได้ยินเสียงข้างนอกที่เหมือนกับว่าโกลาหลวุ่นวายกันอยู่ นางค่อยๆ คืบคลานด้วยความยากลำบากเพื่อต้องการหนีออกไปผ่าง!เสียงเตะประตูไม่ไผ่เข้ามา จนนางตกใจ แต่เมื่อเห็นคงตรงหน้าว่าเป็นใครก็ดีใจ“อ๊ะ พี่ชายรอง ระวังเจ้าค่ะ!” เผิงเฟยเมี่ยวตะโกนลั่นเพราะพวกมันอยู่ด้านหลังของเขาพรึ่บ!แกร๊ง!เขาหันไปใช้ดาบรับกับดาบของมันทันควันแล้วถีบอกมันออกไปเตะคางเสยจนมันล้มฟุบไป เขารีบมาแก้มัดมือมัดเท้าให้นางแล้วรีบพานางออกไปจงหม่าฮั่นและซูกวางเฉาคอยอารักขาให้ ทั้งคู่พากันออกมาจากในกระท่อมได้แล้ว ข้างนอกก็สู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร คนของทางกองปราบเยอะกว่า จับพวกมันมามันกองรวมกันไว้ได้หลายคน“นายท่านรีบพาคุณหนูใหญ่หนีออกไปก่อนเถอะขอรับ ทางนี้พวกข้าจัดการเอง” ซูกวางเฉาเอ่ยบอก ไท่จื่อหานพยักหน้ารับ“รีบไปเถ
เขาคิดทบทวนจนแน่ใจแล้วว่าคิดอย่างไรกับนาง เขารักนางตั้งแต่แรกพบ ถึงแม้ว่านางจะสติไม่สมประกอบเขาก็มองข้ามข้อจำกัดนี้ไปได้เช่นกัน เผิงเฟยเมี่ยวอายม้วน“เจ้ารู้จักความรักหรือไม่” เผิงเฟยเมี่ยวพยักหน้าหงึกหงัก“เมี่ยวเมี่ยวไม่ได้บ้า ไม่บ้า และไม่ได้โง่ ไม่โง่นะเจ้าคะ” นางเอ่ยแย้งขึ้นมาทันควัน“เมี่ยวเมี่ยวรู้ เวลาเรารักใคร เราจะคิดถึงเขาตลอดเวลา เวลาเห็นหน้าก็จะยิ้ม เวลาที่เขาหายไปก็จะเศร้า” นางเข้าใจทุกอย่าง แม้ว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมาของนางจะไม่เหมือนคนปกติก็ตาม“อืม” เขาพยักหน้ายิ้มๆ“แล้วรู้ไหมว่าคนรักกันต้องทำยังไง” เขาเลิกคิ้วถามนางอีก นางเริ่มขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิด“ไม่ต้องคิดแล้ว” เขาโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตริมฝีปากอวบอิ่มเร็วรี่ ใช้ชิวหาสอดเข้าไปในโพรงปากกวาดชิมความหอมหวาน อุ้งมือหนาข้างหนึ่งที่ตะปบอยูตรงสะโพกบีบนวดเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาบีบนวดฟอนเฟ้นอกตูมเต่งโดยไม่ทันตั้งตัว นางสะดุ้งและหลุดเสียงครางวาบหวาม“อื้อ พะ พี่ชายรอง” เขาเลื่อนใบหน้ามาซุกไซ้ซอกคอระหงสูดความหอมกรุ่นกลิ่นมวลบุปผา กลิ่นกายนางหอมหวานจนเขาอยากจะกลืนกินลงท้องไปให้หมด“ชอบหรือไม่” เขาลูบไล้ตัวนุ่มๆ ของนางก่อน
ทั้งสองเป็นชู้กันเช่นนั้นหรือ?“แล้วลูกสาวข้าสบายดีหรือไม่”“นางสบายดีเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้เหมือนว่านางจะมีอุปสรรคเรื่องหัวใจอยู่” อนุกงเจียวจินเปรยขึ้น“ผู้ใดกันที่มันเป็นเสี้ยนหนามนั้น”“จะใครกันเล่าก็นางบ้า ปัญญาอ่อนนั่นน่ะสิ คราวนี้พี่ต้องจัดการมันให้ข้ากับลูกให้สำเร็จล่ะ”“เจ้าจะให้ข้าจัดการอย่างไร เจ้าทำให้นางเป็นบ้าไปแล้วยังไม่พอใจเจ้าอีกหรือ แล้วไหนจะคราวที่แล้วที่จะจับนางไปขายเป็นทาสอีก หืม” เขากอดนางแนบอกแน่น“ยังไม่สาแก่ใจข้าเจ้าค่ะ คราวนี้จับนางไปขายที่โรงคณิกาในมณฑลอื่นเสีย ข้าไม่อยากเห็นหน้านาง นางเหมือนมารดานางนัก” อนุกงเจียวจินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจเมื่อคิดถึงใบหน้านั้นขึ้นมา“เจ้าเกลียดมารดาของนางขนาดนั้นเชียวหรือ”“เจ้าค่ะ” นางเกลียดฟางเข่อซินที่แย่งเผิงเฟยฉีไปจากนาง แต่นานวันเข้าจากความรักเผิงเฟยฉีก็แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นและโกรธเกลียดเพราะเขาไม่เคยรักนาง นางแต่งเข้ามาในจวนก็แตะต้องตัวนางนับครั้งได้เป็นเหตุให้นางเล่นชู้กับโจวเหวินเซี่ย นางรู้จักโจวเหวินเซี่ยหลังจากที่แต่งเข้าสกุลเผิงได้เพียงไม่นาน เขาเป็นพวกนักเลงรับจ้างที่มีคนจ้างให้ทำงาน เพราะมีฝีมือ ทั้งจ







