Masukต้องกดตรงนี้หรือ…กดจนกว่าเลือดจะหยุดไหลใช่หรือไม่?
นางกัดริมฝีปากแน่น สองมือที่กดแผลสั่นระริก
ไม่ใช่เพราะเหน็บหนาว แต่เป็นเพราะความกลัว
"ข้าควรทำอย่างไรดี..." นางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าลมหายใจ
อุตส่าห์ได้อาจารย์ดี ชำนาญวิชาการแพทย์ รู้สิ้นไปทุกสิ่ง...เหตุใดจึงไม่เคยขอร่ำเรียนวิชาการแพทย์ชั้นสูงจากท่านอาจารย์กันนะ…? ที่เรียนรู้มาก็มีเพียงเรื่องที่เกี่ยวพันกับ ‘เล่ห์กลในเรือนหลัง’ ส่วนหนึ่งที่ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าเมตตาสอนให้เรียนรู้ไว้เพื่อใช้ป้องกันภัยเท่านั้น
เพราะเหตุนี้ ในงานเลี้ยงครั้งนั้น นางจึงรู้ตัวในทันทีที่เกิดอาการแปลกๆ ว่าตนเองถูกวางยาปลุกกำหนัด หาใช่ดื่มเหล้าแล้วเมามายธรรมดาๆ ครั้งนั้นนางเร่งให้พี่ซู่ซินและชิงเสียที่ต่อมาก็ลากลับบ้านเกิด รีบพานางกลับเรือน เพื่อที่จะได้ปรุงยาแก้พิษปลุกกำหนัดในกาย ทว่าระหว่างทาง…
จริงสิ…ครั้งนั้นคนผู้นี้ก็เข้ามาช่วยนางเอาไว้ ทั้งยังช่วยปกปิดเรื่องราวเพื่อปกป้องชื่อเสียงของนาง คนรับเคราะห์แทนจึงกลายเป็นพี่หญิงรองที่หลังจากวันนั้นก็เอาแต่กรีดร้องสลับกับร่ำไห้อย่างคนเสียสติ เพียงใครเอ่ยปากถึงเรื่องวันนั้นขึ้นมาก็จะคลุ้มคลั่งอาละวาดกรีดร้อง หนักเข้าหน่อยก็ถึงขั้นคิดจะวิ่งชนเสาเพื่อปลิดชีวิตตนเอง…
หากไม่ได้คนผู้นี้ บางทีอาจเป็นนางเอง ที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น
เขาช่วยนางไว้ถึงห้า…
ไม่ถูก นับครั้งนี้ ก็รวมเป็นหกครั้ง
ครั้งแรกคือคืนนั้นในเทศกาลหยวนเซียว
ครั้งที่สองคือตอนที่นางถูกวางยาปลุกกำหนัดในงานเลี้ยงวันรับมอบสินสอด
ครั้งที่สามคือตอนที่นางกระโดดลงมาจากหน้าผา เขาไม่หวั่นเกรงสิ่งใด ทั้งๆ ที่มีแผลที่อกกลับทิ้งตัวลงมากอดร่างนางไว้ ปกป้องนางให้รอดปลอดภัย
ครั้งที่สี่ ช่วยนางไม่ให้หลงทางและหนาวตาย
ครั้งที่ห้า ปกป้องนางจากงูพิษ
และครั้งนี้…ครั้งที่หก...ด้วยวิชาตัวเบาของเขาที่เคยเห็นที่หน้าผาในคืนนั้น เขาจะทิ้งนางไว้แล้วหลบหนีไปก็ได้ แต่เขาก็ไม่ทำ
เขาไม่เพียงเลือกหยัดยืนต่อสู้กับนักฆ่าจำนวนนับไม่ถ้วนไม่ทอดทิ้งนางไปไหน หลายครั้งยังยอมรับคมดาบคมกระบี่แทนนาง ปกป้องสตรีไร้ประโยชน์ที่ทำเป็นเพียงใช้ก้อนหินในมือช่วยทุบตีนักฆ่าที่ถูกเขาฟันเท่านั้น ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำเหล่านั้นพอจะช่วยเขาได้บ้างหรือยิ่งกลายเป็นเกะกะ ทำให้เขาต้องเสียกระบวนท่าครั้งแล้วครั้งเล่ากันแน่
“คนโง่…” เซียงหรงน้ำตาหยดเป็นสาย นางพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ ป่าทึบที่เพิ่งจะมีเพียงเสียงแมลงกลางคืนกลับมาแข่งกันร้องดังกึงก้อง
ม้าที่หลี่จือหลินผูกไว้โดนลูกหลง ต้องธนูตายไปแล้ว ที่แห่งนี้ไม่มีผู้คน ไม่มีทางออกที่แน่ชัด และไม่มีทางที่จะพาหลี่จือหลินเดินออกไปได้โดยง่าย เส้นทางที่ทอดยาวผ่านต้นไม้สูงใหญ่ดูเหมือนถนนเล็กๆ ที่ไร้จุดสิ้นสุด…
ยิ่งกว่านั้นคือเรื่องที่นางไม่รู้ว่าหมู่บ้านที่กำลังจะเดินทางไปอยู่ทางทิศไหนกันแน่ ต่อให้สามารถอ่านทิศจากดวงดาว ทว่าหากเลือกเส้นทางผิด นางจะหาคนมาช่วยเขาทันได้อย่างไร คนผู้นี้จะไม่เสียเลือดจนตายไปเสียก่อนหรอกหรือ ลำพังความรู้ด้านการแพทย์เท่าฝ่ามือที่นางมี จะสามารถยื้อชีวิตเขาต่อไปได้นานแค่ไหน
ถึงอย่างนั้น การอยู่ที่นี่ต่อไป ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
เซียงหรงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ
จะปล่อยให้เขานอนรอความตายที่นี่ไม่ได้…
"อย่างน้อย…ข้าก็ต้องพาท่านออกจากป่านี้ให้ได้…ข้าจะพาท่านไปให้ไกลจากที่นี่" นางปาดน้ำตา สูดลมหายใจเข้าลึก ผ่อนลมหายใจออก พยายามไล่เรียงสิ่งที่สมควรกระทำที่สุดเป็นข้อๆ
“ก่อนอื่น...ทำให้ปากแผลปิด เลือดจะได้หยุดไหล อย่างน้อยๆ ก็ยังไหลช้าลง...” นางบอกตัวเองพลางลงมือทำไปด้วย “ต้องทำให้สะอาด...เฉินเซียงหรง เจ้ามีเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เขาซื้อให้ไม่ใช่หรือ...” นางเตือนตัวเอง
หลังจากคลำหามีดสั้นที่พอจะยกไหวจากศพนักฆ่าที่อยู่ไม่ไกลมาได้ เซียงหรงก็ใช้น้ำดื่มล้างทำความสะอาดมีดนั้น เช็ดจนแห้ง จากนั้นก็ใช้มัดเฉือนผ้าให้ขาดเพื่อให้ง่ายต่อการฉีกเป็นริ้วยาว
“ทีนี้...ล้าง...ล้างทำความสะอาดแผลพวกนี้ แล้วรีบพันผ้าปิดปากแผลให้ชิดกัน...” เซียงหรงพึมพำเสียงสั่น นางเผลอกัดริมฝีปากตัวเองขณะตั้งใจพันผ้าพันแผลที่ทำขึ้นจนได้เลือดอยู่หลายครั้ง “เร็วเข้า...เฉินเซียงหรง...เร็วกว่านี้อีก!”
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







