พ่อค้าและชาวเมือง ณ บริเวณนั้นต่างพากันส่ายหน้า เอือมระอา ผินหน้ากลับจ้องมองเหล่าสาวงามสบัดพู่กันตวัดวาดภาพอันงดงามเลิศล้ำ ไม่คิดต่อปากต่อคำกับคนถูกศรรักปักลึกจนหน้ามืดตามัว ให้เสียเวลาดูชมเหล่าสาวงามเลื่องชื่อของแผ่นดินเทียนจิน อวดความสามารถที่ฝึกฝนกันมาตั้งแต่ยังเยาว์
ผู้ที่ตวัดพู่กันวาดภาพได้รวดเร็ว ดูชมแล้วพาให้ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด คือคุณหนูรองจากจวนเฉินกั๋วกง เฉินเหม่ยลี่ รองลงมาคือท่านหญิงเทียนจูที่ถูกจัดให้ยืนวาดภาพอยู่ข้างเคียงกัน
หญิงงามคู่นี้ยิ่งวาดภาพก็ยิ่งตวัดพู่กันรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังประชันความเร็วกันอย่างไรอย่างนั้น ทำเอาคุณหนูใหญ่จากจวนเฉินกั๋วกง เฉินชิวเยว่ และคุณหนูสี่จากจวนสกุลอู๋ อู๋ชิงชิง ที่ถูกจัดให้ยืนวาดภาพอยู่ถัดจากคุณหนูรองจวนเฉินกั๋วกงและท่านหญิงเทียนจูตามลำดับ กลายเป็นว่าตวัดพู่กันวาดภาพได้อย่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องช้า ทั้งอย่างนั้นก็ยังให้ความรู้สึกว่าคุณหนูทั้งสองต่างเป็นผู้สุขุมและใจเย็นเป็นอย่างยิ่ง
เหนือสิ่งอื่นใด ภาพวาดของยอดหญิงงามทั้งสี่ ล้วนงดงามยิ่ง
นอกจากคุณหนูทั้งสามและท่านหญิงเทียนจูแล้ว สี่สหายผู้รู้ใจจากจวนสกุลหวัง จวนสกุลโจว จวนสกุลเหวย และหมู่ตึกสกุลมู่หรง ซึ่งล้วนผ่านเข้าสู่รอบที่สามมาด้วยกันทั้งกลุ่มเองก็ดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่แพ้กัน
คุณหนูทั้งสี่ แม้แต่ละคนถูกจับแยกให้ยืนวาดภาพห่างกันเป็นอย่างยิ่ง พวกนางทั้งหมดกลับวาดภาพสาวงามซึ่งรายรอบด้วยดอกไม้น้อยใหญ่ ดูคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ ช่างสมกับที่เป็นสี่สหายผู้รู้ใจดังที่ผู้คนเล่าลือไม่มีผิด
หันกลับมาดูที่คุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกง...
“อ๊ะ คุณหนูสามของเจ้าจับพู่กันแล้ว” หนึ่งในกลุ่มพ่อค้าช่างวิจารณ์หันไปกล่าวกับชายร่างสูงต่างถิ่นที่ลงเดิมพันข้างคุณหนูสาม เฉินเซียงหรง
คนต่างถิ่นผู้ที่เอาแต่จ้องมองไปยังคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงผู้นั้นได้ฟังก็กระตุกยิ้มที่มุมปากทว่าไม่ได้กล่าวตอบสักคำ ราวกับไม่อยากจะเสียเวลาสิ้นเปลืองความคิดไปกับการสนทนาพาทีกับผู้คน ในใจนึกอยากก็แต่เฝ้ามองคุณหนูสามในดวงใจเท่านั้น
ภาพที่พวกเขาเหล่าผู้รอชมทั้งหมดได้เห็น ก็คือภาพคุณหนูสาม เฉินเซียงหรง เหลียวมองก้านธูปบอกเวลาเล็กน้อย นางนิ่งคิด คล้ายคำนวณบางสิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจุ่มพู่กันลงในหมึกสีแดง แล้วเริ่มสะบัดพู่กัน ตวัดวาดทันที
สิ่งที่คุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกง เฉินเซียงหรง วาด คล้ายจะเป็นสตรีชุดแดงที่นั่งอยู่บนแท่นเหนือขั้นบันไดสูง
“นั่นมัน...ภาพสาวงามรึ?” พ่อค้าคนหนึ่งเริ่มวิเคราะห์
พ่อค้าอีกคนกล่าวเสียงดัง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เทศกาลในวันนี้ก็คือเทศกาลชมบุปผา และบุปผาที่ว่าก็คือเหล่าหญิงงาม...คุณหนูสามที่ถูกกักตัวไว้ในเรือนหลังตั้งแต่ยังเยาว์ ไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากสำนักศึกษาชื่อดังดีๆ ใด กลับตีความได้ดังเช่นเหล่าคุณหนูผู้มีความสามารถเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว!”
“ทว่าเหตุใดจึงต้องวาดสาวงามบนที่สูง?” สหายข้างกายพ่อค้าคนเมื่อครู่สงสัย “เพราะอยู่สูงจึงนับว่าเป็นยอดหญิงงามเช่นนั้นหรือ”
“นั่นไม่นับว่าตื้นเขินเกินไปหน่อยหรือไร?” ฟูเหรินผู้หนึ่งปรามาส
ชาวเมืองอีกคนที่นั่งอยู่ข้างเคียงกันมุ่นหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนกล่าว “เช่นนั้นแล้ว ไม่สู้วาดออกมาเป็นภาพสาวงามท่ามกลางดงบุปผชาติดังเช่นคุณหนูจากจวนสกุลหวัง คุณหนูจากจวนสกุลโจว คุณหนูจากจวนสกุลเหวย และคุณหนูของหมู่ตึกสกุลมู่หรงยังดีกว่า!”
“เฮ้อ...เจ้าจะรู้อะไร...” พ่อค้าที่ออกความเห็นเมื่อครู่เอ่ยอย่างมีหลักการ “ธรรมดาแล้ว สิ่งที่อยู่บนที่สูง ไม่ใช่ว่าจะยิ่งดูสูงส่งยากจะเอื้อมถึงหรอกหรือ?”
คนอื่นๆ คิดตามแล้วก็พยักหน้าเออออ
“เอ๊ะนั่น!” ชาวเมืองอีกคนสังเกตเห็นอย่างอื่นนอกจากหญิงงาม “ใช่ว่าจะมีเพียงสาวงาม คุณหนูสามยังใช้สีแดงนั่นวาดดอกไม้ดอกใหญ่เป็นฉากหลังอีกด้วย! นั่นดอกอะไรกัน?”
“นั่นไม่ใช่...ดอกโบตั๋น?” ใครอีกคนคาดเดา
พ่อค้าช่างวิเคราะห์ได้ยินแล้วก็ตบเข่าฉาด “สำหรับเทียนจินเรา โบตั๋นก็คือราชินีในหมู่ดอกไม้! แม้แต่ฉลองพระองค์ของหวงโฮ่วในวันนี้ก็ยังปักลายดอกโบตั๋นที่ว่านี้เอาไว้ พวกเจ้าดูสิ!”
ชาวเมืองคนหนึ่งกล่าวแย้งทันที “ใครที่ไหนจะกล้าจ้องมองหวงโฮ่ว! นับว่าไม่สมควรโดยแท้! เจ้าอยากให้ข้าถูกควักลูกตาหรือไร!”
เห็นคนเหล่านี้เริ่มพูดคุยเรื่องภาพวาดของคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงที่ตนเชื่อมั่นมากหน่อย ชายร่างสูงจากต่างถิ่นก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงย่ามใจ
“เห็นหรือไม่ว่าคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงยอดหญิงเดียวในดวงใจของข้านั้นปราดเปรื่องเพียงใด ข้าเพิ่งเข้าเมืองหลวงมาได้ไม่ถึงสองชั่วยาม ไม่อยากข่มเหงรังแกพ่อค้าและชาวเมืองเช่นพวกเจ้า หากพวกเจ้าคนไหนเปลี่ยนใจอยากยกเลิกการพนันเมื่อครู่ ข้ายินดีให้พวกเจ้ากลับคำ จะไม่ใช้พี่ชายทหารที่ร่วมเป็นพยานรับรู้ท่านนั้น มากดดันพวกเจ้าให้มอบเงินจำนวนเท่ากับเงินในถุงนี้ให้สักนิด”
เหล่าพ่อค้าและชาวเมือง ณ บริเวณนั้นฟังแล้วกลับแค่นหัวเราะใส่ ผู้ที่เป็นตัวแทนกล่าวออกมาไม่ใช่ใครอื่น นอกจากพ่อค้าช่างวิเคราะห์ผู้เดิมนั้น
“ที่ไหนจะต้องเปลี่ยนใจไม่พนัน ข้าค้าขายภาพวาดและงานฝีมือ จึงพอมีความรู้เรื่องเหล่านี้อยู่บ้าง เจ้าดูให้ดีเถอะ สหายต่างถิ่น ภาพที่คุณหนูสามวาดนั้นแม้จะมองออกว่าวาดสิ่งใด แต่กลับใช้สีแดงแต้มไปทั่วทั้งกระดาษ เช่นนี้แล้วภาพของนางจะออกมางดงามได้อย่างไร? หากคณะราชบัณฑิตอาวุโสให้คะแนนนางสูงกว่าผู้เข้าแข่งขันรายอื่นๆ ข้ายอมคุกเข่าลงคลานสี่ขา เรียกเจ้าว่าบิดาก็ยังได้!”
“พี่ชาย...ท่านประเมินคุณหนูสามของข้าต่ำเกินไปแล้ว” ชายต่างถิ่นดูมั่นอกมั่นใจ เชื่อมั่นในตัวคุณหนูสามที่รูปโฉมงดงามเจิดจรัสยิ่งนักเหล่าพ่อค้าและชาวเมือง ณ บริเวณนั้นต่างเหลียวสบตา...ไม่ได้การแล้ว ไม่ได้การแล้ว! คนผู้นี้...คนผู้นี้ถูกความงามของคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงทำให้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปแล้วจริงๆ นั่นหละ…เฮ้อ! อีกไม่นานชายต่างถิ่นคนนี้ก็จะสิ้นเนื้อประดาตัว ทั้งยังอาจตกเป็นหนี้สินที่ไม่อาจชดใช้...ครั้งนี้นับว่าความงามของคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงสร้างบาปกรรมโดยแท้!ยิ่งคิด เหล่าพ่อค้าและชาวเมืองก็ยิ่งสังเวชใจ สมเพชเวทนาชายต่างถิ่นที่ไม่รู้ความ แยกไม่ออกว่าอะไรคือความงาม แยกไม่ออกว่าอะไรคือความสามารถ ผู้นี้ยิ่งนักข้างหน้ามีทั้งสาวงาม มีทั้งภาพที่ค่อยๆ ถูกแต่งแต้มจนเป็นรูปภาพหลากสีสัน เจริญตา ผู้เข้าชมการประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธีต่างเพลิดเพลินจำเริญใจเป็นอย่างยิ่งกว่าที่พวกเขาทั้งหมดจะทันรู้สึกตัว เสียงระฆังจากหอเหยียบเมฆาก็ดังขึ้นอีกครั้ง บอกให้รู้ว่าสาวงามทุกคนที่อยู่ข้างในล
พ่อค้าและชาวเมือง ณ บริเวณนั้นต่างพากันส่ายหน้า เอือมระอา ผินหน้ากลับจ้องมองเหล่าสาวงามสบัดพู่กันตวัดวาดภาพอันงดงามเลิศล้ำ ไม่คิดต่อปากต่อคำกับคนถูกศรรักปักลึกจนหน้ามืดตามัว ให้เสียเวลาดูชมเหล่าสาวงามเลื่องชื่อของแผ่นดินเทียนจิน อวดความสามารถที่ฝึกฝนกันมาตั้งแต่ยังเยาว์ผู้ที่ตวัดพู่กันวาดภาพได้รวดเร็ว ดูชมแล้วพาให้ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด คือคุณหนูรองจากจวนเฉินกั๋วกง เฉินเหม่ยลี่ รองลงมาคือท่านหญิงเทียนจูที่ถูกจัดให้ยืนวาดภาพอยู่ข้างเคียงกันหญิงงามคู่นี้ยิ่งวาดภาพก็ยิ่งตวัดพู่กันรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังประชันความเร็วกันอย่างไรอย่างนั้น ทำเอาคุณหนูใหญ่จากจวนเฉินกั๋วกง เฉินชิวเยว่ และคุณหนูสี่จากจวนสกุลอู๋ อู๋ชิงชิง ที่ถูกจัดให้ยืนวาดภาพอยู่ถัดจากคุณหนูรองจวนเฉินกั๋วกงและท่านหญิงเทียนจูตามลำดับ กลายเป็นว่าตวัดพู่กันวาดภาพได้อย่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องช้า ทั้งอย่างนั้นก็ยังให้ความรู้สึกว่าคุณหนูทั้งสองต่างเป็นผู้สุขุมและใจเย็นเป็นอย่างยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด ภาพวาดของยอดหญิงงามทั้งสี่ ล้วนงดงามยิ่งนอกจากคุณหนูทั้งสามและท่านหญิงเทียนจูแล้ว สี่สหายผู้รู้ใจจาก
เซียงหรงเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ที่ประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกว่าน่าเคารพและเกรงขามมากกว่าอย่างอื่นของหวงโฮ่วอย่างลืมตัว หวงโฮ่วเองก็บังเอิญจ้องมองมาที่นางเช่นกันเซียงหรงตกใจจนทำตัวไม่ถูก สุดท้ายคนมีท่าไม้ตายเดียวอย่างการแย้มรอยยิ้มอย่างนางก็แย้มยิ้มเซียงหรงไม่ทันรู้ตัว ว่ารอยยิ้มนั้นทำให้หวงโฮ่วถึงกับทรงชะงักไปรอยยิ้มเช่นนี้...ราวกับจะล่มบ้านล่มเมืองได้เลยทีเดียว...ชั่วขณะนั้น หวงโฮ่วผู้ยังทรงมีพระสิริโฉมงดงามอ่อนเยาว์เองก็แย้มยิ้ม“คุณหนู...เชิญ”เสียงนางกำนัลข้างกายเรียกให้เซียงหรงได้สติ นางรีบยอบกายถวายพระพรให้หวงโฮ่ว ก่อนหันหน้ากลับมาหานางกำนัลนางกำนัลที่คล้ายได้รับหน้าที่ให้ดูแลนาง ผายมือบอกทางอย่างรู้หน้าที่ เมื่อเซียงหรงมองตาม ก็เห็นว่าเหล่านางกำนัลที่ถูกยืมตัวมาช่วยงานในครั้งนี้ได้ตระเตรียมทั้งกระดาษ พู่กัน และ และข้าวของอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เอาไว้ให้แล้วของที่จัดเตรียมไว้ให้เหล่านี้ ก็เหมือนกับของที่คนอื่นๆ ได้รับทุกอย่างเซียงหรงเข้าใจได้ในทันที...นี่คงเป็นความเป็
เพราะทนแบกรับความอัปยศอดสูที่ยังไม่อาจกระทำสิ่งใดได้ไม่ไหว บิดาอย่างเขาจึงได้แต่ใช้การงานและสุรา มอมเมาให้ตนเองสามารถใช้ชีวิตผ่านมาได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้...นึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเดียว บุตรสาวคนสำคัญที่กลายเป็นว่าถูกบิดาอย่างตนทั้งละเลย ทั้งกักขังเอาไว้ในจวน ก็เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นหญิงงามที่ส่องประกายเจิดจ้าถึงเพียงนี้แล้วหากเช้าวันนี้บุตรชายคนโตไม่ได้บุกเข้ามาปลุกถึงในเรือนนอน กล่าวว่าน้องสามของตนนั่งรถม้าออกจากจวนมากับอนุภรรยาที่ยามนี้ยิ่งใหญ่คับจวน กำลังจะเข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธี บิดาอย่างเขาก็คงยังมัวมอมเมาตนเองด้วยการงานและสุรา คงมิได้เรียกให้บ่าวรับใช้ไปนำน้ำแกงสร่างเมามาให้ จากนั้นก็เร่งชำระล้างร่างกาย แต่งเนื้อแต่งตัว ตามบุตรสาวที่น่าสงสารเข้าสู่สำนักศึกษาที่ตนไม่แม้แต่จะส่งนางเข้ามาศึกษาเล่าเรียนแห่งนี้ ถูกแล้ว...ทั้งหมดก็เพราะบิดาที่ไร้ความสามารถอย่างเขา เป็นห่วงเกินกว่าจะปล่อยให้บุตรสาวคนสำคัญนั่งรถม้าออกมากับอนุภรรยาของตนและบุตรสาวอีกสองคนที่ล้วนเกิดจากเหล่าอนุ โดยไม่ติดตามมาดูนางด้วยสองตาของตนเองสักหน่อย อย่างน้อยบิดาไร้ความสามารถเช่นเขาก็อ
การแข่งขันในรอบที่สาม ล้วนเป็นที่รู้กันว่าเป็นการแข่งขันวาดภาพ เหล่าสาวงามผู้ผ่านเข้าสู่รอบที่สามต่างตื่นเต้น ลุ้นระทึก ปรารถนาจะได้เห็นหัวข้อของการแข่งขันในรอบที่สามกันโดยเร็วแม้แต่แรกจะไม่ได้นึกอยากประชันขันแข่งกับคนเหล่านี้ กระทั่งเซียงหรงเองก็ยังโดนบรรยากาศรอบๆ ตัว และสหายผู้พี่ที่ได้มาเพราะการประลองหมาก กระตุ้นให้พลอยอยากรู้อยากเห็น ตื่นตัวตามไปด้วยอีกราย พาให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่งเฉินกั๋วกงที่นั่งอยู่ในที่นั่งของเหล่าขุนนางชั้นสูงมองตรงไปยังบุตรสาวคนที่สามด้วยแววตาเต็มตื้น ทั้งภูมิใจและเสียใจในคราวเดียวกันผู้คนข้างนอกต่างกล่าวกันว่าบิดาเช่นเขาโมโหโกรธาและรู้สึกอับอายขายหน้า ที่บุตรสาวซึ่งเกิดจากภรรยาเอกกลับเกิดเรื่องอื้อฉาวคาวคลุ้งเช่นนั้น จึงกักขังบุตรสาวที่ไม่อาจออกหน้าออกตาของตนเอาไว้ในเรือนหลัง...แท้ที่จริงแล้ว บิดาอย่างเขาก็แค่สะเทือนใจและรู้สึกผิดต่อภรรยาที่ตายจากไป จนไม่อาจฝืนทนมองใบหน้าที่เหมือนกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ตนรักราวถอดแบบกันมาของบุตรสาวคนนี้ได้ และได้แต่สำนึกเสียใจอยู่ตลอดเวลา คิดอยู่เสมอว่า หากบิดาไร้ความสามารถเช่นตนไม่ปล่อยให้บุตรสา
หลังการแข่งขันในรอบที่สองสิ้นสุดลง เหล่าสาวงามผู้เข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธีก็ถูกตัดออกกึ่งหนึ่ง ทำให้ยามนี้เหลือสาวงามอยู่ราวยี่สิบกว่าคน...จำนวนยี่สิบกว่าคนที่ว่านี้ นับว่าเยอะกว่าปีก่อนๆ ไม่เบาโดยมากแล้ว เมื่อการแข่งขันรอบที่สองสิ้นสุดลง จะคงเหลือสาวงามเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น การที่ในปีนี้มีสาวงามผ่านเข้ามาถึงรอบที่สามมากมายถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าสมควรกล่าวว่าคุณธรรมความสามารถของเหล่าสตรีเทียนจินเรา พุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ หน้านี้ไม่น้อย หรือคำถามที่ใช้คัดสาวงามส่วนหนึ่งออกไปในรอบแรกเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายเกินไปกันแน่…ก็กระทั่งคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงที่ไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากสำนักศึกษาชื่อดังใด ก็ยังสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องจนผ่านเข้ารอบมาได้นี่นา...ต่างคนก็ต่างใจ เหล่าพ่อค้าและชาวเมืองซึ่งนั่งชมอยู่บนที่นั่งรอบๆ ลานต่างก็มีความคิดเป็นของตนเองทั้งนั้น เฉินชิวเยว่เองก็เช่นกันเฉินชิวเยว่ในยามนี้ กำพัดในมือแน่นจนข้อนิ้วยิ่งกว่าซีดขาว ยิ่งเห็นว่าน้องสาวสารเลวสมควรตายของตน กำลังนั่งจิบน้ำชาชิมขนม หัวร่อต่อกระซิกอยู่กับอู๋ชิงชิงที่เป็นเหมือนคู่แข่งตลอดกาลของตน ในใจคุณหนูใหญ่จวน