LOGIN“ไท่โฮ่วเสด็จจจ!!!”
เสียงประกาศการมาถึงของสวีไท่โฮ่ว ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดช
4.5 องค์ชายสาม หลี่หยางเหวินในยามเช้าที่แสงอรุณอ่อนละมุนลอดผ่านม่านมุกขาวนวลตา มีเสียงนกร้องพาให้รู้สึกได้ว่าแผ่นดินนี้ช่างสงบสุข กลับมีเสียงโวยวายดังกลบเสียงนกเหล่านั้น ทำเอาเหล่าข้ารับใช้ตกใจแตกตื่นกันไปหมด“พวกเจ้าอีกแล้ว! มาขโมยกินผลท้อของข้าอีกแล้ว!”เสียงตะโกนปานจะถล่มวังเป็นของเด็กชายร่างเล็กผู้หนึ่งมือข้างหนึ่งของเขาถือหน้าไม้อันเล็กที่พี่ชายฝาแฝดทำให้ อีกข้างกำสายหนังที่ใช้รัดกระบอกใส่ลูกดอกหน้าไม้ไว้แน่น ในยามที่เหล่าข้ารับใช้ช่วย กันเปิดหน้าต่างรับลมยามเช้า เขากลับปีนขึ้นต้นไม้ไปเรียบร้อยแล้วเด็กชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์ชายสาม ‘หลี่หยางเหวิน’ ทายาทองค์ที่ห้าของหวงตี้ แฝดชายขององค์ชายหลี่อวี่เหวิน...หากแฝดชายผู้พี่อย่างหลี่อวี่เหวินเป็นหมึกที่ซึมลงบนกระดาษ หลี่หยางเหวินก็คือฝีพู่กันที่ถูกสะบัดสาดไร้ทิศทาง หากพี่ชายฝาแฝดอย่างหลี่อวี่เหวินเป็นแม่น้ำสงบนิ่ง หลี่หยางเหวินก็เป็นลำธารเชี่ยวกรากที่ไม่เคยหยุดนิ่งเขาไม่ได้สนใจตำราหรือกังวลยศศักดิ์ แต่กลับรู้ว่าต้นเหมยหลังตำ หนักต้องปีนขึ้นอย่างไรเปลือกไม้จึงจะไม่ถลอก รู้ว่าปลาตะเพียนในสระชอบกินไส้เดือนมากกว่าข้าวสุก และ
4.3 องค์หญิงรอง หลี่ลี่ซินในยามย่ำรุ่ง เพียงแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าไหมเนื้อบางปักลายดอกเหมยสีครามอ่อนที่ห้อยอยู่เหนือหน้าต่าง ไม่ทันที่นกสักตัวจะส่งเสียงร้อง องค์หญิงรอง ‘หลี่ลี่ซิน’ ก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้วนางอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น แต่ผิวพรรณผุดผ่องละมุนละไม จริตกิริยานิ่มนวลไม่ต่างจากหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกหลี รอยยิ้มของนางเปรียบได้ดั่งแสงอ่อนแรกของยามเช้า ยามข้ารับใช้พบเจอล้วนแล้วแต่รู้สึกว่าองค์หญิงรองช่างเติบโตมาได้ดียิ่งนักไม่ใช่ว่าองค์หญิงและองค์ชายองค์อื่นไม่ดี เพียงแต่องค์หญิงรองของพวกเขาเหล่าข้ารับใช้อ่อนโยนใจดีกับทุกคนเป็นที่หนึ่ง ราวกับเป็นพระโพธิสัตว์มาจุติก็ไม่ปานทุกเช้าลี่ซินมักจะเตรียมของใช้ ‘จำเป็น’ ของเหล่าพี่น้องให้เรียบร้อย ไม่เว้นแม้แต่ขององค์ชายหยางเหวินผู้นิยมแอบหนีไปปีนต้นไม้ บ้างก็ยิงนก บ้างก็ตกปลา มากกว่ามานั่งอ่านตำราหรือสนทนากับเหล่าพี่น้องลี่ซินไม่เพียงแต่รู้จักเตรียมพร้อม แต่ยังตาไวยิ่งนักทันทีที่เห็นหน้าน้องชายสาม หยางเหวิน นางก็ทอดถอนใจ ก่อนเอ่ย“เสื้อเจ้าขาดตรงชายอีกแล้ว...ยื่นมาเถอะ ข้าจะปะให้เจ้า”“ขาดอีกแล้วหรือ...” หยางเหวินหัวเราะแหะๆ พลางยื่นแขนเสื้
4.1 องค์ชายใหญ่ หลี่หลงหานใต้ร่มอู่ถงต้นใหญ่โตหลังตำหนักคุนหนิงของหวงโฮ่ว องค์ชายใหญ่ ‘หลี่หลงหาน’ ในวัยสิบเอ็ดชันษา ประทับนิ่งอยู่กลางศาลา โบกพัดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคลในมือเบาๆ ขณะกวาดสายตาที่ดูสงบไว้สง่าไปยังน้องๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างอลหม่าน"บุรุษพึงสงบเยี่ยงภูผา อารมณ์มั่นคงดุจสายน้ำ...ผู้นำสมควรวางตนเป็นเสาหลักของแผ่นดิน..." องค์ชายกล่าวกับถ้วยชาเบื้องหน้า ทว่าในมือกลับซ่อนหนังสือนิยายที่ลอบหยิบมาจากตำหนักคุนหนิงเอาไว้แฝดสี่ที่กำลังแย่งขนมดอกเหมยกันอยู่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ถกเถียงกันยืดยาวก็ไม่จบไม่สิ้น องค์ชายใหญ่ฟังจนปวดหัว สุดท้ายก็ทอดถอนใจออกมาเขาผินหน้ามองน้องๆ ทั้งสี่ เอ่ยเสียงขรึม “พวกเจ้า…รู้ฐานะตนเองหรือไม่ เป็นเพียงแค่ขนมไม่กี่ชิ้นเท่านั้น อย่าให้ขนมไม่กี่ชิ้นทำให้บรรยากาศเงียบสงบของวังหลวงต้องเสียไป”องค์ชายสามหลี่หยางเหวินยิ้มเผล่ทันที “ท่านพี่ เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินท่านหัวเราะตอนพลิกหน้านิยายของเสด็จแม่อ่านนะ!”องค์ชายใหญ่สะดุ้ง หน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงจางๆ ทันทีพระองค์กระแอมสองครั้ง ก่อนกล่าวอย่างองอาจ “ข้าเพียงตรวจสอบการเล่าเรื่องเพื่อเตรียมสอนเจ้าทั้งหลาย นิ
ณ ค่ำคืนหนึ่งก่อนวันประสูติไม่กี่เดือน เมื่อลมตะวันตกเย็นยะเยือกพัดผ่านกำแพงสูงของวังหลวงเข้าสู่ตำหนักคุนหนิง...ใต้แสงจันทร์สลัว รถม้าธรรมดาไร้ตราประจำตระกูลแล่นเข้าสู่เขตเมืองหลวงโดยสะดวก เนื่องด้วยเหล่าทหารรักษาเมืองล้วนจดจำคนบนรถม้าได้ดี จึงต่างพร้อมใจน้อมกายหลีกทางให้“หมอเทวดาสือกลับมาแล้ว!”เหล่าทหารรักษาประตูเมืองซึ่งเคยติดตามหวงตี้ไปผจญโรคระบาดในอดีตต่างยินดีเป็นอย่างมากชายชราในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเรียบง่ายมีสายตาลุ่มลึกและเฉียบคมอย่างคนผ่านการเห็นความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แม้จะไร้ยศตำแหน่ง แต่ชื่อของเขา ‘สือหมิน’ ก็โด่งดังไปทั่วหล้า ผู้คนต่างรู้ว่าคนผู้นี้คือหมอเทวดาที่ช่วยแก้โรคระบาดฝีเมล็ดถั่วให้หวงตี้ซึ่งยามนั้นยังเป็นจวิ้นหวังจ๋างจื่อ รวมถึงทหารและชาวต้าเทียนจำนวนมาก ก่อนหายตัวไปเมื่อราวสองสามปีก่อนบัดนี้ เขากลับมาอีกครั้งเพื่อสตรีผู้หนึ่งณ ตำหนักคุนหนิง เฉินเซียงหรงหวงโฮ่วนั่งพิงหมอนหยกใหญ่โตที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ใต้เสื้อคลุมผ้าแพรปักลายหงส์สีทอง หน้าท้องของพระนางใหญ่โตเป็นอย่างมาก แม้ใบหน้างดงามยังอิ่มเอิบแต่ดวงตากลับแฝงความเคร่งเครียด โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ใต้ผ้าห่ม
เสียงหัวเราะ เสียงร้องเรียก เสียงโต้เถียง และเสียงฝีเท้าซุกซน ไม่เคยขาดหายไปจากตำหนักใน…เหล่านี้คือบรรยากาศที่ไม่อาจพบในวังหลวงใดตั้งแต่ยามรุ่งสางที่ตะวันทอแสงจางๆ สาดเข้ามายังตำหนักคุนหนิง สรรพเสียงก็กึกก้องขึ้นทั่ววังหลังราวกับมีทัพม้าบุกเข้าวังทั้งเสียงนางกำนัลไล่จับองค์หญิงใหญ่ผู้พยายามทำเรื่องซุกซนในห้องเครื่องเสียงองค์ชายรองเถียงองค์ชายใหญ่เรื่องลำดับความฉลาดเสียงองค์ชายสามพยายามอ้อนวอนให้บิดาสอนฝึกยุทธเสียงร้องไห้ขององค์หญิงสาม องค์หญิงสี่ ที่ทะเลาะกันเพราะแบ่งขนมดอกเหมยที่มารดาทำให้ไม่ลงตัวและเสียงองค์หญิงรองคอยห้ามปราม คอยปลอบโยน ทั้งยังช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องระหว่างพวกเขาทั้งหกไม่มีวันใดเลยที่วังหลังจะเงียบสงบ นับแต่วันที่เฉินเซียงหรงให้กำเนิดองค์ชายและองค์หญิงถึงเจ็ดพระองค์!ใครเล่าจะคาดคิด ว่าหลี่จือหลินหวงตี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งสัตย์ปฏิญาณแน่วแน่ ว่าจะไม่ปล่อยให้ภรรยารักต้องทรมานเพราะการคลอดบุตรเกินกว่า สี่คน จะกลายเป็นบิดาขององค์ชายและองค์หญิงน้อยทั้งเจ็ดใช่ว่าพระองค์ไม่ปรารถนาจะมีบุตร แต่เป็นเพราะรักภรรยามากเกิน ไป ทั้งยังรู้ดีว่ายามตั้งครรภ์ ภรรยามักแสร้งว่ายิ้ม
หลังพิธีวิวาห์ที่ตำหนักจวิ้นหวังจัดให้อย่างอบอุ่น ตงหลินก็ไม่รอช้า พาซู่ซินออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดิน เพื่อชดเชยวันเวลาที่นางคล้ายเคยถูกจำกัดให้อยู่เพียงในเรือนหลังของจวนสกุลเฉินนับตั้งแต่รู้ความ ซู่ซินถูกขายเข้าจวนสกุลเฉิน ต่อมาเมื่อโตขึ้นได้รับความเมตตาจากเฉินฟูเหริน หลี่เซียงเหลียน กลายเป็นสาวใช้ข้างกายที่เฉินฟูเหรินรักถนอมที่สุด นั่นเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขเป็นอย่างมากใครจะนึกว่าความสุขนั้นจะอยู่เพียงไม่นาน ฟูเหรินที่น่าสงสารต้องกลของอนุ ถูกวางยาสังหาร นับแต่นั้นนางจึงสาบานว่าจะปกป้องดูแล ‘คุณหนูสาม’ บุตรสาวเพียงคนเดียวที่ฟูเหรินเหลือทิ้งไว้ แม้ฟูเหรินจะเคยทำลายสัญญาขายตัวของนางทิ้งไปนานแล้วก็ตามเมื่อสิ้นฟูเหริน นางรับหน้าที่เป็นสาวใช้ข้างกายคุณหนูสามผู้มีชะตาอาภัพ ถูกอนุของบิดาใส่ร้ายจนถูกกักขังไว้ในจวน แต่ละวันต้องทนถูกผู้อื่นข่มเหงเอาเปรียบคุณหนูสามของนางไร้เดียงสาจิตใจงดงามยิ่งนัก แม้จะมีผู้มารังแก คุณหนูสามก็ไม่เคยโต้กลับ ทั้งยังยอมยกข้าวของดีๆ ของตนให้พี่หญิงน้องหญิงที่เกิดจากอนุภรรยา ทนใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เรียบๆ โดยไม่ปริปากบ่น...เห็นคุณหนูสามเป็นเช่นนี้ แม้จะมีค
“เช่นนั้นมาเดิมพันกันหรือไม่” บุรุษต่างถิ่นหนวดเครารกครึ้มกล่าวพลางควงถุงเงินในมือเล่น “ข้าเดิมพันข้างคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกง เฉินเซียงหรง ด้วยเงินถุงนี้ทั้งถุง”เหล่าบุรุษตรงหน้าเขาได้ยินแล้วกลับหัวเราะออกมา ผู้ที่คล้ายร่ำรวยที่สุดในกลุ่มกล่าวอย่างใจกว้าง “พี่
ผู้ออกปากปรามเห็นเช่นนี้แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ บ่นพลางเบือนหน้าหนี “...ปากพวกเจ้านี่นะ...เอา เอา เชิญพวกเจ้าสนทนากันตามสบาย อีกไม่ถึงครึ่งเค่อยามก็จะเริ่มประลองหมากแล้วกระมัง ดูสิ เหล่านางกำนัลจากในวังเริ่มยกเบาะรองนั่ง โถใส่หมาก และกระดาน ออกมากันแล้ว ป้ายไม้ที่ใช้จับคู่ประชันฝีมือก็ถูกนำมาว
“หรงเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์!” ผู้เป็นป้าสะใภ้พยายามบีบมือนางเรียกสติเซียงหรงพลันรู้ตัวว่าเผลอนึกถึงเรื่องฝังใจในอดีตอีกครั้งแล้ว นางรีบปรับสีหน้า แย้มยิ้ม กล่าวเสียงนุ่ม “ดูสิ...หลายปีมานี้หรงเอ๋อร์ไม่ได้ก้าวขาออกนอกจวนเลยสักก้าว เพียงเห็นผู้คนมากหน่อยก็หวาดกลัวจนตัวสั่น หรงเอ๋
“ถูกแล้ว...”จวิ้นหวังเฟยแย้มยิ้มก่อนค่อยๆ อธิบาย “เนื่องจากระยะนี้ไท่โฮ่วบรรทมไม่เป็นสุข มักทรงพระสุบินถึงก็แต่เรื่องร้ายๆ หวงโฮ่วซึ่งถูกเหล่าราชบัณฑิตกราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จเป็นองค์ประธานในงานเทศกาลชมบุปผาเป็นผู้มีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง ทรงคิดเผื่อไท่โฮ่ว ปรารถนาจะนำเ







