Masukเซียงหรงตัวแข็งทื่อ ภาพเหตุการณ์หลายๆ ภาพแข่งกันผุดพรายขึ้นในหัว แม้จะพยายามควบคุมสีหน้ารักษาท่าทีอย่างไร แก้มนวลกลับร้อนฉ่าเหมือนไฟลน ลุกลามมาถึงใบหู...ยามนี้ใบหน้าและใบหูนางแดงก่ำยิ่งกว่าดอกเหม่ยกุยสีชาดเสียอีก
หลี่จือหลินกลับยังคงสงบนิ่ง เขาตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้วี่แววลังเล “ระหว่างทาง ข้ากับหรงเอ๋อร์พักแรมอยู่ด้วยกัน นางได้รับบาดเจ็บขอรับ ข้าจึงต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด” เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความหมายลึกซึ้ง “ตลอดการเดินทาง นับตั้งแต่อาณาเขตวัดถานฝอมาจนถึงที่นี่...พวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุข—”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวพรวดออกมาด้านหน้าทันที
“ท่านพ่อ!” เฉินจิ้งอี้ก้าวขาออกมาขัดตาทัพ[1] เขาเหลียวมองหลี่จือหลินที่ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ก็ยังคงเชิดหน้าขึ้นกล่าวอย่างสงบไว้สง่า ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่แขนของทายาทจวิ้นหวัง ราวกับจะหยุดทุกคำพูดเอาไว้ “เรื่องนี้...” เฉินจิ้งอี้ตัดสินใจแน่วแน่ บอกบิดาฉะฉาน “ข้าขอคุยกับจวิ้นหวังจ๋างจื่อเองขอรับ”
ตงหลิน ตงหยาง ทำท่าจะเข้ามาขวาง แต่หลี่จือหลินส่งสายตาห้ามไว้
เฉินกั๋วกงหันไปมองลูกชายคนโตอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าจะทำอะไร?”
เฉินจิ้งอี้ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่มีแววหนักใจซ่อนอยู่
“ท่านพ่อ...พวกเขาเดินทางมาเหนื่อยๆ หากต้องรอตอบคำถามทีละคน กว่าจะตอบครบทุกคน คงใช้เวลานานไม่น้อย เช่นนั้นจะไม่เป็นการทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าเกินไปหรอกหรือ ในเมื่อหรงเอ๋อร์ต้องการสนทนากับท่านพ่อตามลำพัง ข้าเองก็มีเรื่องสำคัญต้องบอกข่าวเล่าความแก่จวิ้นหวังจ๋างจื่อ เช่นนี้แล้วไม่สู้ข้ากับท่านแยกกันสนทนา ฝั่งจวิ้นหวังจ๋างจื่อข้าจะสอบถามให้กระจ่างชัดเองขอรับ พวกเขาจะได้พักผ่อนเร็วหน่อย”
ไม่รอคำตอบจากผู้เป็นบิดา เฉินจิ้งอี้ก็ดึงกึ่งลากหลี่จือหลินออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้เฉินกั๋วกงมองตามอย่างประหลาดใจ
“บอกข่าวเรื่องใดกัน? เหตุใดต้องรีบร้อนบอกกล่าวถึงเพียงนี้?”
“เรื่องสำคัญขอรับ” เฉินจิ้งอี้ร้องบอกยืนยัน
แม้เฉินจิ้งอี้จะไม่ได้กล่าวออกมา แต่เซียงหรงก็รับรู้ได้
พี่ใหญ่ของนางรู้!
เขารู้ได้อย่างไร?!
เซียงหรงเหลียวสบตาซู่ซิน
ซู่ซินลอบส่ายหน้า ปฏิเสธทันที
เซียงหรงที่ยามนี้ใบหน้าแดงก่ำน้อยลงแล้วพอเดาออกว่าพี่ชายจะพูดอะไร และเดาออกด้วยว่าการพูดคุยระหว่างพวกเขาอาจนำมาซึ่งอะไร
แม้หลี่จือหลินจะมีวรยุทธเลิศล้ำ ทว่าบาดแผลพวกนั้นก็ลึกไม่น้อย เขาอาจยังไม่ได้หายดีเท่าที่แสดงออกให้นางเห็นก็เป็นได้ หากพี่ใหญ่ลุแก่โทสะ สนทนากันไม่รู้ความจนเกิดเหตุวิวาทเล่า!
“พี่จิ้งอี้!” นางรีบร้องเรียกพี่ชาย แต่เฉินจิ้งอี้เพียงหันมาหาน้องสาวจ้องลึกลงในตานาง ส่ายหน้าเล็กน้อย พอเดาได้ว่าต้องการปรามไม่ให้นางสอดมือเข้ายุ่ง
เฉินจิ้งอี้ลากหลี่จือหลินจากไปอย่างรวดเร็ว
หลี่จือหลินปล่อยให้ตนเองถูกลากมาจนถึงห้องส่วนตัวของคุณชายใหญ่
เมื่อสั่งให้บ่าวรับใช้ถอยออกไปจนหมดและปิดประตูห้องเรียบร้อยดี เฉินจิ้งอี้ปล่อยแขนหลี่จือหลินแล้วหันไปจ้องเขาเขม็ง สีหน้าของคุณชายใหญ่สกุลเฉินในยามนี้เต็มไปด้วยความไม่พอใจระคนกังวล
“หลี่จือหลิน เจ้าเป็นทายาทของจวิ้นหวัง คิดจะพูดถ้อยคำใดก็ต้องรับผิดชอบด้วย คำพูดของเจ้าเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร?”
จวิ้นหวังจ๋างจื่อหันไปมองเฉินจิ้งอี้ ยิ้มบางๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
“ข้าหมายความตามที่พูด ระหว่างทางข้าอยู่กับเซียงหรง ดูแลนางอย่างใกล้ชิด นางเองก็เช่นกัน และข้าเองก็...”
“หยุด!” เฉินจิ้งอี้ตวาดลั่น “หากเจ้าเอ่ยอีกคำ ข้าจะชกหน้าเจ้าเดี๋ยวนี้!”
เจ้าคนผู้นี้! ดวงตาคมเข้มของคุณชายใหญ่สกุลเฉินจ้องบุรุษที่พาน้องสาวเขาร่อนเร่มาไกลถึงที่นี่อย่างเอาเรื่อง
[1] ความหมายโดยตรงคือการยกทัพไปตั้งรับชั่วคราวเพื่อไม่ให้ข้าศึกรุกคืบเข้ามา ความหมายโดยนัย หมายถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







