LOGINเซียงหรงกัดริมฝีปากแน่น ทว่าเสียงสะอื้นแผ่วเบายังคงเล็ดลอดออกมา น้ำตาหลั่งรินเป็นสาย
หลี่จือหลินที่ยืนอยู่ไม่ไกลเหลือบมองนางเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจบางเบา เดินมานั่งลงข้างนางอย่างไม่รีบร้อน มือหยาบใหญ่ดังเช่นนักรบหยิบชาถ้วยเล็กขึ้นมาจิบหนึ่งคำ คล้ายไม่ยินดียินร้ายกับคำพูดเหล่านั้นแม้แต่น้อย
“เสียงนกเสียงกา ฟังให้หนักหัวทำไมกัน?” เขาพูดขึ้นเรียบๆ แต่กลับทำให้เซียงหรงหันขวับมามองทันที
“แต่ว่า…” นางเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง “พวกเขากำลังพูดจาหมิ่นเกียรติข้าอยู่นะ! ก่อนหน้านี้พวกเขากล่าวกันว่าข้าเป็นสตรีที่ไม่อาจออกหน้าออกตา เกิดเรื่องเสื่อมเสียตั้งแต่ยังเยาว์ ข้าไม่ใส่ใจ แต่เรื่องนี้...” เซียงหรงปาดน้ำตาอย่างแค้นใจ “จะอย่างไรพี่ชายรองก็เป็นพี่ชายร่วมบิดา พวกเรามีสายเลือดเดียวกัน พวกเขากลับกล้ากล่าวว่าข้าไร้ยางอาย ทำเรื่องผิดศีลธรรม หนีตามพี่ชายรองของตัวเองไปเช่นนั้น เรื่องนี้มันหนักหนาเกินไป!”
หลี่จือหลินวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะหันมามองนางเต็มตา
“แล้วเหตุใดเจ้าต้องไปใส่ใจ? คำพูดลอยๆ เหล่านี้ ฟังผ่านไปเสียบ้างก็สิ้นเรื่อง เมื่อใดที่ความจริงเปิดเผย คนพวกนั้นก็จะรู้เองว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร”
คนพูดรินน้ำชาขึ้นจิบอีกคำหนึ่ง ก่อนลอบยิ้มเหี้ยมเกรียม ถ้าหากพวกมันยังมีโอกาสได้รับรู้อยู่นะ...
เซียงหรงอ้าปากจะเถียง แต่ก็ต้องหยุดลง
นางเม้มปากแน่น แววตาหวั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเงียบไป
หลี่จือหลินมองท่าทางของนางแล้วยิ้มมุมปาก “หรือเจ้าไม่เชื่อใจข้า”
“ไม่ใช่ไม่เชื่อ…” น้ำเสียงนางยังคงสั่นเครือ “แต่…พวกเขาไม่รู้อะไรเลย กลับมาพูดจาว่าร้ายกันได้...ซ้ำเรื่องที่เอ่ยยังโหดร้ายรุนแรงถึงเพียงนี้...”
หลี่จือหลินหัวเราะเบาๆ พลางยื่นมือไปวางลงบนมือน้อยที่กำชายเสื้อไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ แต่เขากลับยิ้มอย่างอบอุ่นและมั่นคง
“ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เจ้าเอง” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม “เชื่อใจข้าเถอะ เรื่องนี้จะไม่ทำให้เจ้าต้องขายหน้า ข้าไม่ยอมให้ใครมาดูถูกภรรยาของข้าเป็นอันขาด”
คำว่า “ภรรยาของข้า” ทำให้เซียงหรงหน้าขึ้นสีแดงก่ำ นางรีบกระตุกมือออกอย่างรวดเร็ว “ท่าน…พูดจาเหลวไหลอะไรอีกแล้ว!”
หลี่จือหลินเพียงยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตามองตรงไปยังประตูท้องพระโรงที่ปิดอยู่ เอ่ยน้ำเสียงแฝงความเย้าหยอก “ข้ากับท่านพ่อตาจะจัดการเรื่องนี้ให้กระจ่างเอง ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะหน้าเจื่อนกันแค่ไหน เมื่อรู้ความจริง”
เซียงหรงถอนหายใจ “แต่ว่าอย่างไรก็ถูกนินทาไปแล้ว...”
ใช่ว่านางไม่เคยถูกนินทา เรื่องที่เกิดขึ้นตอนเจ็ดแปดขวบนั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งที่หากครุ่นคิดกันตามจริงแล้ว จะมีเด็กน้อยวัยเยาว์เจ็ดแปดขวบ...ไม่ต้องนึกว่าเป็นเด็กตระกูลสูงหรือไม่...แต่เด็กเพียงแค่เจ็ดแปดขวบ จะเอาสิ่งใดมารู้เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เช่นนั้น
ทว่าพวกเขากลับลงมือไร้ปรานียิ่งนัก ทำลายนางไม่ได้ แต่ก็ยังปล่อยข่าวสร้างความเสียหายให้นาง ทำให้ไร้สิ้น ‘อนาคต’ ถูกตราหน้าว่าแปดเปื้อนราคีคาวมาตั้งกี่ปี กระทั่งได้มีโอกาสพิสูจน์ตนเองในเทศกาลชมบุปผา...ซึ่งเดิมทีนางไม่ได้มีใจจะเข้าร่วมเลยสักนิด
ความจริงนางถือเอาความเท็จนั้นปกป้องตนเองจากการแต่งงานที่ไม่พึงประสงค์ แต่ว่าข่าวเท็จครั้งนี้...กลับแตกต่างจากเรื่องก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง
พวกเขาถึงกับกล้า...กล่าวว่าข้ามั่วโลกีย์กับพี่น้องแท้ๆ ของตนเอง!
นี่ต้องเกลียดกันเพียงใด จึงสามารถทำร้ายกันได้อย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้?
เมื่อเห็นบิดาเดินกลับมาทางเรือนรับรอง เซียงหรงก็รีบซับน้ำตาลุกขึ้น นางพลันหน้ามืด วิงเวียน จนเกือบจะล้ม
หลี่จือหลินรีบปราดเข้าประคองด้วยสีหน้าตกใจ “เป็นอันใดหรือไม่”
“ไม่...ก็แค่...หน้ามืดนิดหน่อย อาจเพราะลุกขึ้นเร็วเกินไปกระมัง...”
หลี่จือหลินที่จับนางไว้มั่นถอนหายใจ ก่อนหัวเราะเบาๆ ราวกับเอ็นดูเหลือล้ำ “เจ้านี่นะ...ทำให้ข้าเป็นห่วงอยู่ได้ไม่รู้จบ”
เซียงหรงกลอกตามองเขาอย่างอ่อนระอา ก่อนเดินไปหาบิดาและพี่ชายเพื่อเดินทางกลับจวนด้วยกัน โดยที่มีหลี่จือหลินขอติดตามไปด้วย
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







