เซียงหรงเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ที่ประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกว่าน่าเคารพและเกรงขามมากกว่าอย่างอื่นของหวงโฮ่วอย่างลืมตัว หวงโฮ่วเองก็บังเอิญจ้องมองมาที่นางเช่นกัน
เซียงหรงตกใจจนทำตัวไม่ถูก สุดท้ายคนมีท่าไม้ตายเดียวอย่างการแย้มรอยยิ้มอย่างนางก็แย้มยิ้ม
เซียงหรงไม่ทันรู้ตัว ว่ารอยยิ้มนั้นทำให้หวงโฮ่วถึงกับทรงชะงักไป
รอยยิ้มเช่นนี้...ราวกับจะล่มบ้านล่มเมืองได้เลยทีเดียว...
ชั่วขณะนั้น หวงโฮ่วผู้ยังทรงมีพระสิริโฉมงดงามอ่อนเยาว์เองก็แย้มยิ้ม
“คุณหนู...เชิญ”
เสียงนางกำนัลข้างกายเรียกให้เซียงหรงได้สติ นางรีบยอบกายถวายพระพรให้หวงโฮ่ว ก่อนหันหน้ากลับมาหานางกำนัล
นางกำนัลที่คล้ายได้รับหน้าที่ให้ดูแลนาง ผายมือบอกทางอย่างรู้หน้าที่ เมื่อเซียงหรงมองตาม ก็เห็นว่าเหล่านางกำนัลที่ถูกยืมตัวมาช่วยงานในครั้งนี้ได้ตระเตรียมทั้งกระดาษ พู่กัน และ และข้าวของอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เอาไว้ให้แล้ว
ของที่จัดเตรียมไว้ให้เหล่านี้ ก็เหมือนกับของที่คนอื่นๆ ได้รับทุกอย่าง
เซียงหรงเข้าใจได้ในทันที...
นี่คงเป็นความเป็นธรรมที่เหล่าราชบัณฑิต สำนักศึกษากลาง และวังหลวงมอบให้เหล่าสามงามที่เข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธีกระมัง...
การแข่งขันอื่นๆ หลังจากนี้เองก็คงไม่แตกต่างจากในรอบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคุณหนูตระกูลคหบดี คุณหนูจากตระกูลขุนนางใหญ่ หรือแม้แต่ท่านหญิง องค์หญิงพระองค์ใด ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใดใดในการแข่งขันทั้งนั้น
เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม เมื่อผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเข้าประจำตำแหน่งของตนเองแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดการลอกคำตอบของโจทย์ในรอบนี้ระหว่างผู้เข้าแข่งขัน เหล่านางกำนัลยังยกฉากไม้ที่ทั้งกว้างและสูงออกมาตั้งคั่นกลางระหว่างผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ทั้งสีหน้าและท่าทีของนางกำนัลเหล่านี้ล้วนเคร่งขรึมจริงจัง พาให้รู้สึกว่าการประชันขันแข่งครั้งนี้ราวกับพิธีกรรมอันสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ก็มิปาน
“เริ่มได้!”
ทันทีที่สิ้นคำประกาศอันขึงขังดังก้อง ผู้เข้าแข่งขันแทบทั้งหมดก็จับพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก ตวัดวาด
ยามนี้ผู้อื่นต่างเร่งมือวาดภาพของตน เซียงหรงกลับลังเล ด้วยไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นสมควรวาดออกมาหรือไม่ ทว่า...เมื่อพูดถึงยอดบุปผาแล้ว ในสายตานางยามนี้ กลับไม่เห็นว่าจะมีบุปผาดอกใด ทั้งสง่างามและสูงส่งไปกว่ายอดบุปผาสีแดงเพลิงอันน่าเกรงขามดอกนั้น
เซียงหรงจ้องมองเหล่ากระถางต้นโบตั๋นที่ตั้งประดับอยู่ ณ เชิงแท่นประทับของหวงโฮ่วอย่างไม่อาจระงับสายตา ยามนี้โบตั๋นเหล่านั้นล้วนผลิดอกออกช่อใหญ่โต ดูงดงามมากจริงๆ
โบตั๋นก็คือราชินีของมวลดอกไม้...
ทว่า...หากวาดออกไปเช่นนั้นแล้ว ผู้คนมองแล้วจะคิดเห็นอย่างไรกันบ้างก็ไม่รู้...นอกจากนี้ นางที่คิดอ่านเช่นนี้จะนับว่าคิดอ่านได้ฉาบฉวยเกินไปหน่อยหรือไม่?
การแข่งขันในรอบนี้ก็ช่างให้เวลาน้อยนัก ช่างบีบคั้นให้ผู้เข้าแข่งขันเร่งคิดเร่งวาดภาพ กล่าวได้ว่าหาใช่เพียงการประชันขันแข่งวาดภาพธรรมดาๆ แต่ยังเป็นการประลองด้านความคิดและการตัดสินใจไปในคราวเดียวกัน
สมควรวาดภาพที่วาบขึ้นในใจออกมาหรือไม่กันแน่นะ...
หัวข้อนี้นับว่าไม่ง่าย...ไม่ง่ายเลยจริงๆ
แม้ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนจะมองไม่เห็นซึ่งกันและกัน ทว่าเหล่าผู้ชมซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งไล่ระดับรอบๆ ลาน กลับมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในลานประชันขันแข่งด้านล่างชัดถนัดตา
“เหตุใดคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงจึงไม่หยิบพู่กันเสียที” หนึ่งในกลุ่มพ่อค้าช่างวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มเดิมกล่าวอย่างหัวเสีย “ข้าอยากรู้เต็มทีแล้วว่าคุณหนูสามผู้นี้จะตีความคำว่ายอดบุปผานี้ออกมาอย่างไร จะเป็นบุปผชาติงามตระการหรือจะเป็นสาวงามกันแน่!”
“หรือคุณหนูสามท่านนี้จะมาถึงสุดทางแล้ว เป็นผู้ไร้ความสามารถด้านศิลปะวาดภาพ จึงได้แต่ยืนจ้องมองกระดาษที่ว่างเปล่าตรงหน้าเช่นนั้น” พ่อค้าอีกผู้หนึ่งในกลุ่มเดียวกันออกความเห็นอย่างไม่ใคร่จะแน่ใจนัก
“คิดส่งกระดาษเปล่ารึ?” พ่อค้าคนแรกเริ่มคาดเดา
“เป็นไปได้” พ่อค้าผู้ออกความเห็นเมื่อครู่กล่าวเสียงขรึม “จะอย่างไร การส่งกระดาษเปล่า ก็คงไม่เสียหน้าเท่าใช้ฝีมือวาดภาพระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน วาดภาพที่ไม่ได้ความสักภาพออกมาเพื่อประจานฝีมืออันอ่อนด้อยของตนเองกระมัง...”
“พวกเจ้าผิดแล้ว...คุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงของข้า เป็นสตรีที่แตกฉานในศิลปะทุกแขนง นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ในหมู่ผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากนัก”
ประโยคนี้เรียกให้เหล่าพ่อค้าและชาวเมืองบริเวณนั้นหันไปมองทางผู้พูดเป็นตาเดียวกัน
เพียงเห็นว่าใครคือผู้เอ่ยประโยคนี้ ใครหลายคน ณ บริเวณนั้นก็แค่นหัวเราะแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน
เฮอะ! นึกแล้วไม่มีผิด ผู้กล่าวประโยคเลอะเทอะเช่นนี้จะมีใคร หากไม่ใช่คนต่างถิ่นที่โดนศรรักปักลึกลงกลางใจ จนในหัวสมองหลงเหลือก็แต่ชื่อและใบหน้าของคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงผู้นั้น!
เพราะเจ้าชอบนาง จึงเห็นว่านางดีเลิศไปหมดทุกอย่างน่ะสิ!
เซียงหรงเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ที่ประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกว่าน่าเคารพและเกรงขามมากกว่าอย่างอื่นของหวงโฮ่วอย่างลืมตัว หวงโฮ่วเองก็บังเอิญจ้องมองมาที่นางเช่นกันเซียงหรงตกใจจนทำตัวไม่ถูก สุดท้ายคนมีท่าไม้ตายเดียวอย่างการแย้มรอยยิ้มอย่างนางก็แย้มยิ้มเซียงหรงไม่ทันรู้ตัว ว่ารอยยิ้มนั้นทำให้หวงโฮ่วถึงกับทรงชะงักไปรอยยิ้มเช่นนี้...ราวกับจะล่มบ้านล่มเมืองได้เลยทีเดียว...ชั่วขณะนั้น หวงโฮ่วผู้ยังทรงมีพระสิริโฉมงดงามอ่อนเยาว์เองก็แย้มยิ้ม“คุณหนู...เชิญ”เสียงนางกำนัลข้างกายเรียกให้เซียงหรงได้สติ นางรีบยอบกายถวายพระพรให้หวงโฮ่ว ก่อนหันหน้ากลับมาหานางกำนัลนางกำนัลที่คล้ายได้รับหน้าที่ให้ดูแลนาง ผายมือบอกทางอย่างรู้หน้าที่ เมื่อเซียงหรงมองตาม ก็เห็นว่าเหล่านางกำนัลที่ถูกยืมตัวมาช่วยงานในครั้งนี้ได้ตระเตรียมทั้งกระดาษ พู่กัน และ และข้าวของอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เอาไว้ให้แล้วของที่จัดเตรียมไว้ให้เหล่านี้ ก็เหมือนกับของที่คนอื่นๆ ได้รับทุกอย่างเซียงหรงเข้าใจได้ในทันที...นี่คงเป็นความเป็
เพราะทนแบกรับความอัปยศอดสูที่ยังไม่อาจกระทำสิ่งใดได้ไม่ไหว บิดาอย่างเขาจึงได้แต่ใช้การงานและสุรา มอมเมาให้ตนเองสามารถใช้ชีวิตผ่านมาได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้...นึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเดียว บุตรสาวคนสำคัญที่กลายเป็นว่าถูกบิดาอย่างตนทั้งละเลย ทั้งกักขังเอาไว้ในจวน ก็เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นหญิงงามที่ส่องประกายเจิดจ้าถึงเพียงนี้แล้วหากเช้าวันนี้บุตรชายคนโตไม่ได้บุกเข้ามาปลุกถึงในเรือนนอน กล่าวว่าน้องสามของตนนั่งรถม้าออกจากจวนมากับอนุภรรยาที่ยามนี้ยิ่งใหญ่คับจวน กำลังจะเข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธี บิดาอย่างเขาก็คงยังมัวมอมเมาตนเองด้วยการงานและสุรา คงมิได้เรียกให้บ่าวรับใช้ไปนำน้ำแกงสร่างเมามาให้ จากนั้นก็เร่งชำระล้างร่างกาย แต่งเนื้อแต่งตัว ตามบุตรสาวที่น่าสงสารเข้าสู่สำนักศึกษาที่ตนไม่แม้แต่จะส่งนางเข้ามาศึกษาเล่าเรียนแห่งนี้ ถูกแล้ว...ทั้งหมดก็เพราะบิดาที่ไร้ความสามารถอย่างเขา เป็นห่วงเกินกว่าจะปล่อยให้บุตรสาวคนสำคัญนั่งรถม้าออกมากับอนุภรรยาของตนและบุตรสาวอีกสองคนที่ล้วนเกิดจากเหล่าอนุ โดยไม่ติดตามมาดูนางด้วยสองตาของตนเองสักหน่อย อย่างน้อยบิดาไร้ความสามารถเช่นเขาก็อ
การแข่งขันในรอบที่สาม ล้วนเป็นที่รู้กันว่าเป็นการแข่งขันวาดภาพ เหล่าสาวงามผู้ผ่านเข้าสู่รอบที่สามต่างตื่นเต้น ลุ้นระทึก ปรารถนาจะได้เห็นหัวข้อของการแข่งขันในรอบที่สามกันโดยเร็วแม้แต่แรกจะไม่ได้นึกอยากประชันขันแข่งกับคนเหล่านี้ กระทั่งเซียงหรงเองก็ยังโดนบรรยากาศรอบๆ ตัว และสหายผู้พี่ที่ได้มาเพราะการประลองหมาก กระตุ้นให้พลอยอยากรู้อยากเห็น ตื่นตัวตามไปด้วยอีกราย พาให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่งเฉินกั๋วกงที่นั่งอยู่ในที่นั่งของเหล่าขุนนางชั้นสูงมองตรงไปยังบุตรสาวคนที่สามด้วยแววตาเต็มตื้น ทั้งภูมิใจและเสียใจในคราวเดียวกันผู้คนข้างนอกต่างกล่าวกันว่าบิดาเช่นเขาโมโหโกรธาและรู้สึกอับอายขายหน้า ที่บุตรสาวซึ่งเกิดจากภรรยาเอกกลับเกิดเรื่องอื้อฉาวคาวคลุ้งเช่นนั้น จึงกักขังบุตรสาวที่ไม่อาจออกหน้าออกตาของตนเอาไว้ในเรือนหลัง...แท้ที่จริงแล้ว บิดาอย่างเขาก็แค่สะเทือนใจและรู้สึกผิดต่อภรรยาที่ตายจากไป จนไม่อาจฝืนทนมองใบหน้าที่เหมือนกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ตนรักราวถอดแบบกันมาของบุตรสาวคนนี้ได้ และได้แต่สำนึกเสียใจอยู่ตลอดเวลา คิดอยู่เสมอว่า หากบิดาไร้ความสามารถเช่นตนไม่ปล่อยให้บุตรสา
หลังการแข่งขันในรอบที่สองสิ้นสุดลง เหล่าสาวงามผู้เข้าประชันขันแข่งชิงตำแหน่งโฉมงามยอดเมธีก็ถูกตัดออกกึ่งหนึ่ง ทำให้ยามนี้เหลือสาวงามอยู่ราวยี่สิบกว่าคน...จำนวนยี่สิบกว่าคนที่ว่านี้ นับว่าเยอะกว่าปีก่อนๆ ไม่เบาโดยมากแล้ว เมื่อการแข่งขันรอบที่สองสิ้นสุดลง จะคงเหลือสาวงามเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น การที่ในปีนี้มีสาวงามผ่านเข้ามาถึงรอบที่สามมากมายถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าสมควรกล่าวว่าคุณธรรมความสามารถของเหล่าสตรีเทียนจินเรา พุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ หน้านี้ไม่น้อย หรือคำถามที่ใช้คัดสาวงามส่วนหนึ่งออกไปในรอบแรกเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายเกินไปกันแน่…ก็กระทั่งคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงที่ไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากสำนักศึกษาชื่อดังใด ก็ยังสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องจนผ่านเข้ารอบมาได้นี่นา...ต่างคนก็ต่างใจ เหล่าพ่อค้าและชาวเมืองซึ่งนั่งชมอยู่บนที่นั่งรอบๆ ลานต่างก็มีความคิดเป็นของตนเองทั้งนั้น เฉินชิวเยว่เองก็เช่นกันเฉินชิวเยว่ในยามนี้ กำพัดในมือแน่นจนข้อนิ้วยิ่งกว่าซีดขาว ยิ่งเห็นว่าน้องสาวสารเลวสมควรตายของตน กำลังนั่งจิบน้ำชาชิมขนม หัวร่อต่อกระซิกอยู่กับอู๋ชิงชิงที่เป็นเหมือนคู่แข่งตลอดกาลของตน ในใจคุณหนูใหญ่จวน
อู๋ชิงชิงกุมมือเซียงหรงแน่นขึ้น กล่าวเสียงใส “น้ำใจของน้องเซียงหรงในครั้งนี้ พี่หญิงอย่างข้าจะไม่มีวันลืม” นางก็มีชื่อเสียงหน้าตาของทั้งตนเองและวงศ์ตระกูลให้ต้องรักษาเช่นกัน ผลการแข่งขันออกมาว่าเสมอ ไม่ต้องตกรอบไปตั้งแต่ในรอบที่สองเช่นนี้ นับว่าส่งผลดีต่อนางมาก มากจริงๆเซียงหรงเห็นอีกฝ่ายคล้ายไม่ติดใจอะไรแล้ว ก็บีบมืออีกฝ่ายกลับเบาๆ กล่าวเสียงนุ่ม“พี่ซู่ซินของข้าทำขนมอร่อยเป็นที่สุด เพราะวันนี้พี่ซู่ซินกลัวว่าข้าจะหิว จึงได้ทำขนมเตรียมเอาไว้ให้ข้าเสียมากมาย ไหนๆ พวกเราก็ยังต้องรอผู้อื่นประชันหมากกันอีกอย่างน้อยๆ ก็สองเค่อยามเห็นจะได้ ไม่สู้ไปนั่งจิบน้ำชากินขนมสนทนากันยังดีกว่า ข้า...ข้ามีเรื่องมากมายเกี่ยวกับท่านแม่ที่อยากสอบถามพี่ชิงชิง เอ่อ...ไม่ทราบว่า...”อู๋ชิงชิงตอบโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด “เอาสิ แม่นมของข้าเองก็ชงชาได้ดีมากเช่นกัน อีกทั้งจวนสกุลอู๋เองก็เพิ่งจะได้ชาดีมาจากแดนไกล ก็อย่ากระนั้นเลย พวกเราไปร่วมจิบน้ำชาชิมขนม สนทนากันรอคนอื่นๆ ประลองหมากที่ห้องรับรองของพวกเราเหล่าผู้เข้าแข่งขันกันเถอะ”ท้ายที่สุด คุณหน
อู๋ชิงชิงถูกนัยน์ตาแวววาวของเซียงหรงทำให้ถึงกับตาพร่า ชั่วขณะนั้นรู้สึกคล้ายจะมองเห็นอีกฝ่ายมีหูและหางฟูๆ ดูนุ่มนิ่ม ทั้งน่ารัก ทั้งน่าถนอมอู๋ชิงชิงกะพริบตาเพียงครั้ง ภาพที่ว่านั้นก็จางหายไปแล้วนะ นี่มัน...แววตาเช่นนี้...นะ นางนึกออกแล้วว่าแววตาเช่นนี้ดูคล้ายกับอะไร!ทว่า...ทว่านางจะไม่มีวันพูดออกไปเด็ดขาด หากพูดออกไปว่าอีกฝ่ายมีแววตาน่ารักซื่อใสเหมือนสุนัขตัวโปรดที่บ้าน อีกฝ่ายคงยากจะมองนางในแง่ดีแล้ว!แม้จะรู้สึกผิดอยู่ในใจ ทว่าอู๋ชิงชิงกลับรู้สึกว่าแววตาที่เป็นเช่นนี้ของคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงช่างน่ารักน่าเอ็นดู น่าจ้องมองยิ่งนักถึงกระนั้นก็เถอะ มีเรื่องหนึ่ง ที่หากไม่ได้พูดออกมา นางก็คงไม่สบายใจ“น้องเซียงหรง หมากกระดานเมื่อครู่ หากเจ้าเอาจริงตั้งแต่แรก ข้าคงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ” ข้อนี้เป็นสิ่งที่นางสมควรต้องยอมรับแม้หมากกระดานนี้จะดูสูสี ทว่าเมื่อลองตรองดูให้ดี ในยามนี้นางกลับรู้สึกว่า ที่ผลของหมากกระดานนี้ออกมาเป็นเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะน้องเซียงหรงต้องการให