LOGINเสียงที่ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบของอุทยาน ทำเอาเซียงหรงตกใจจนเผลอทำเข็มปักผ้าปักมือตนเอง พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเฉินชิวเยว่ พี่หญิงใหญ่ จูงมือน้อยๆ ของน้องห้า เฉินหมิงเยว่ เดินตรงมา ทั้งคู่เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุหาน หานชิงเยว่ จึงสนิทสนมกันเหมือนๆ กับที่พี่หญิงรอง เฉินเหม่ยลี่ และน้องสี่ เฉินเหม่ยเซียง ที่เกิดจากอนุจาง จางเหม่ยเหมย
ที่จริงแล้วผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ นางตั้งใจปักให้ท่านย่าเป็นของขวัญวันเกิดที่กำลังจะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้า ทว่า...
เอาเถิด ประเดี๋ยวนางค่อยปักเอาใหม่ก็ได้
“ได้สิเจ้าคะ” เซียงหรงยิ้มรับ “เอาไว้ข้าปักผ้าผืนนี้เสร็จเมื่อไหร่ จะให้คนนำไปส่งให้พี่หญิงใหญ่ทันที”
เฉินชิวเยว่แย้มรอยยิ้มงดงามราวบุปผา
“น้องสามช่างเป็นเด็กดีที่หนึ่ง เจ้าแสนดีเช่นนี้ สมควรแล้วที่ท่านพ่อและท่านย่าจะรักเอ็นดูน้องสามมากกว่าพวกเราพี่หญิงน้องหญิงมากสักหน่อย...”
เฉินหมิงเยว่เห็นว่าพี่สาวจะได้ผ้าเช็ดหน้าปักลวดลายงามระยับ ก็อยากได้บ้าง รีบออกปากขอทันที
“พี่สาม...หมิงเยว่ก็อยากได้ผ้าปักลายที่งดงามเช่นนี้บ้าง พี่สามปักให้หมิงเยว่อีกสักผืนได้หรือไม่!”
เซียงหรงไม่แปลกใจแม้แต่น้อย นางเคยชินกับเรื่องแบบนี้เสียแล้ว
“เอาสิ ปักผืนนี้เสร็จเมื่อไหร่ พี่สามจะปักผ้าลวดลายงดงามวิจิตรบรรจงให้เจ้าอีกผืนหนึ่ง”
เห็นน้องห้าท่าทางดีใจ เฉินเซียงหรงก็แย้มยิ้ม พลอยรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
อา...วันนี้นางก็ได้กระทำสิ่งดีๆ เพื่อพี่หญิงน้องหญิงของตนอีกเรื่องแล้ว...
อาจเพราะรอยยิ้มที่มุมปากกับแววตารังเกียจดูแคลนของพี่หญิงใหญ่ เกิดขึ้นเพียงวูบเดียวราวกับภาพลวงตา เสี่ยวเซียงหรงจึงได้แต่คิดว่าตนเองตาฝาดไป
พี่หญิงใหญ่ของนางกิริยามารยาทงดงาม ยามติดตามอนุหานออกไปร่วมงานเลี้ยงที่ใด ได้ข่าวว่าผู้คนต่างพากันชื่นชมพี่หญิงใหญ่ไม่ขาดปาก พี่หญิงใหญ่เป็นสตรีที่ดีเช่นนี้ จะแสดงกิริยาที่ท่านย่าดูแคลนว่าเป็นกิริยาของพวกคนช่างริษยาน่ารังเกียจได้อย่างไร…
อื้ม! ถูกแล้ว ก็เพียงแต่ตาฝาดจึงมองผิดไปเท่านั้น
ขณะนางกำลังครุ่นคิดเงียบๆ อยู่นั้น จู่ๆ พี่หญิงใหญ่ของนางก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน่าฟัง
“น้องสาม...ผ้าผืนนี้ ลายปักออกจะน้อยไปสักหน่อย ไม่สู้...ครั้งนี้เจ้าปักลายผีเสื้อเพิ่มให้พี่ใหญ่ตรงนี้ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ เป็นอย่างไร?”
ปักเพิ่มหรือ?
พอคิดๆ ตามดูแล้ว นางก็รู้สึกว่าจะทำให้ผ้าปักผืนนี้งดงามขึ้นมากจริงๆ
เอาเถิด...ต่อให้ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่หากทำออกมาแล้วถูกใจพี่หญิงใหญ่ เช่นนั้นก็นับว่าคุ้มกันแล้ว
“เจ้าค่ะ” เซียงหรงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนเริ่มร่างลายผีเสื้อตัวเล็กตัวใหญ่ลงบนผืนผ้า แล้วส่งให้เฉินชิวเยว่ช่วยดู “พี่หญิง...ปักเช่นนี้ดีหรือไม่”
“ดี! ดีสิ งดงาม งดงามแปลกตามากเหลือเกิน!” เฉินชิวเยว่ไม่คิดว่าพอวาดลายออกมาแล้วจะสวยขึ้นมากจริงๆ ครั้งนี้ก็เหมือนเช่นครั้งก่อนๆ นางก็แค่ชี้มือชี้ไม้ส่งเดชไปเท่านั้นเองจริงๆ นะ!
พอเห็นว่าพี่ใหญ่ได้ผ้าปักที่มีลายผีเสื้อ น้องห้า หมิงเยว่ ก็เกิดอยากได้ขึ้นมาบ้าง นางขยับเข้ามาชะโงกหน้าดูผ้าปักในมือเซียงหรง
เฉินหมิงเยว่ชี้นิ้วไปที่ผีเสื้อทั้งสาม ออกปากขออย่างไม่เกรงใจ
“พี่สาม! ข้าก็จะเอาอย่างพี่ใหญ่ ข้าจะเอาแบบนี้ แบบนี้ แล้วก็แบบนี้! ทว่าข้าอยากได้ผีเสื้อให้มากๆ หน่อย เอาสัก...เอาสักฝูงนึง! เอาสักร้อยตัวเลย!”
ระ ร้อยตัว?!
“น้องห้า...มีที่ใดกัน ร้องขอลายปักผีเสื้อตั้งร้อยตัว พี่สามที่ไหนจะมีใจอยากปักผีเสื้อให้เจ้ามากมายถึงเพียงนั้น” เฉินชิวเยว่ปรามเสียงหวาน
“ข้า...” เซียงหรงหนักใจเล็กน้อย
นางก็ไม่อยากปักลวดลายเช่นนั้นจริงๆ นั่นแหละ
ทว่า...ทว่าน้องห้า...
เอาเถิด ถ้าเรื่องนี้จะทำให้น้องหญิงห้าของนางพอใจ...
“ข้าที่ไหนจะปฏิเสธคำขอน้องห้าของพวกเราได้...” เซียงหรงส่งยิ้มจางๆ ให้น้องห้า เพื่อให้น้องห้าของตนมั่นใจว่าจะได้รับผ้าปักลายตามที่ขอจากนางจริงๆ นางรีบกล่าวยืนยันเสียงใส “ในเมื่อน้องห้าชอบผีเสื้อถึงเพียงนี้ พี่สามก็จะปักลายผีเสื้อร้อยตัวให้เจ้า จะปักให้งดงามสมจริงราวกับผีเสื้อเหล่านั้นโบยบินได้เลยทีเดียว!”
เห็นรอยยิ้มใสๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนของน้องสาวคนที่สามแล้ว เฉินชิวเยว่ก็เกิดหงุดหงิดขึ้นมา ทั้งยังหมดอารมณ์จะพูดจากับเด็กน้อยน่าโมโหที่ยอมเออออตามผู้คนไปหมด ยามกลั่นแกล้งสิ่งใด ฉกชิงสิ่งใด เด็กคนนี้ก็กลับยิ้มรับ คอยทำตัวเป็นคนดีอยู่ตลอดเวลา ดูราวกับคนเสียสติอย่างไรอย่างนั้น!
ประโยชน์ที่ควรได้ก็ได้แล้ว เฉินชิวเยว่ไม่อยากเสียเวลาตีฟูกชกลม
“น้องหญิงสามกำลังปักผ้า คงต้องใช้สมาธิ เช่นนั้นพี่ใหญ่กับน้องห้าคงไม่อยู่รบกวนเวลาพักผ่อนหย่อนใจของน้องสามแล้ว” กล่าวจบ เฉินชิวเยว่ก็จูงมือเฉินหมิงเยว่ น้องสาวร่วมมารดา จากไปด้วยรอยยิ้มเหมือนทุกครั้ง
เซียงหรงค้อมศีรษะน้อมส่งพี่หญิงของตน
น่าแปลกนัก เหตุใดจึงรู้สึกว่ารอยยิ้มของพี่หญิงใหญ่มักจะไม่พาดผ่านไปถึงดวงตา...
ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น…อย่าได้คิดอะไรที่ไม่ดี...
เฉินเซียงหรงบอกตัวเองในใจ พลางยกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นตบหน้าตัวเองเบาๆ สองสามแปะ แล้วเริ่มปักผ้าในมือต่อไปด้วยรอยยิ้ม
“หึ...โง่เง่า...”
เสี่ยวเซียงหรงรู้สึกคล้ายได้ยินใครสักคนกล่าววาจาไม่น่าฟัง
นางรีบมองไปตามเสียง กลับพบเพียงอนุจาง จางเหม่ยเหมย ยืนส่งรอยยิ้มหวานล้ำให้อยู่ไม่ไกล
เซียงหรงค้อมศีรษะน้อยๆ แย้มยิ้มตอบ
อย่าได้คิดอะไรที่ไม่ดี...อย่าได้คิดอะไรที่ไม่ดี...เจ้าก็เพียงแต่หูแว่วไปเองเท่านั้น... เด็กน้อยอย่างนางไม่เคยกระทำสิ่งใดผิดต่อผู้อื่น แน่นอนว่าย่อมไม่เคยกระทำสิ่งใดผิดต่ออนุจาง เช่นนี้แล้วอนุจางจะเกลียดชังนางได้อย่างไร?
4.5 องค์ชายสาม หลี่หยางเหวินในยามเช้าที่แสงอรุณอ่อนละมุนลอดผ่านม่านมุกขาวนวลตา มีเสียงนกร้องพาให้รู้สึกได้ว่าแผ่นดินนี้ช่างสงบสุข กลับมีเสียงโวยวายดังกลบเสียงนกเหล่านั้น ทำเอาเหล่าข้ารับใช้ตกใจแตกตื่นกันไปหมด“พวกเจ้าอีกแล้ว! มาขโมยกินผลท้อของข้าอีกแล้ว!”เสียงตะโกนปานจะถล่มวังเป็นของเด็กชายร่างเล็กผู้หนึ่งมือข้างหนึ่งของเขาถือหน้าไม้อันเล็กที่พี่ชายฝาแฝดทำให้ อีกข้างกำสายหนังที่ใช้รัดกระบอกใส่ลูกดอกหน้าไม้ไว้แน่น ในยามที่เหล่าข้ารับใช้ช่วย กันเปิดหน้าต่างรับลมยามเช้า เขากลับปีนขึ้นต้นไม้ไปเรียบร้อยแล้วเด็กชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์ชายสาม ‘หลี่หยางเหวิน’ ทายาทองค์ที่ห้าของหวงตี้ แฝดชายขององค์ชายหลี่อวี่เหวิน...หากแฝดชายผู้พี่อย่างหลี่อวี่เหวินเป็นหมึกที่ซึมลงบนกระดาษ หลี่หยางเหวินก็คือฝีพู่กันที่ถูกสะบัดสาดไร้ทิศทาง หากพี่ชายฝาแฝดอย่างหลี่อวี่เหวินเป็นแม่น้ำสงบนิ่ง หลี่หยางเหวินก็เป็นลำธารเชี่ยวกรากที่ไม่เคยหยุดนิ่งเขาไม่ได้สนใจตำราหรือกังวลยศศักดิ์ แต่กลับรู้ว่าต้นเหมยหลังตำ หนักต้องปีนขึ้นอย่างไรเปลือกไม้จึงจะไม่ถลอก รู้ว่าปลาตะเพียนในสระชอบกินไส้เดือนมากกว่าข้าวสุก และ
4.3 องค์หญิงรอง หลี่ลี่ซินในยามย่ำรุ่ง เพียงแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าไหมเนื้อบางปักลายดอกเหมยสีครามอ่อนที่ห้อยอยู่เหนือหน้าต่าง ไม่ทันที่นกสักตัวจะส่งเสียงร้อง องค์หญิงรอง ‘หลี่ลี่ซิน’ ก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้วนางอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น แต่ผิวพรรณผุดผ่องละมุนละไม จริตกิริยานิ่มนวลไม่ต่างจากหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกหลี รอยยิ้มของนางเปรียบได้ดั่งแสงอ่อนแรกของยามเช้า ยามข้ารับใช้พบเจอล้วนแล้วแต่รู้สึกว่าองค์หญิงรองช่างเติบโตมาได้ดียิ่งนักไม่ใช่ว่าองค์หญิงและองค์ชายองค์อื่นไม่ดี เพียงแต่องค์หญิงรองของพวกเขาเหล่าข้ารับใช้อ่อนโยนใจดีกับทุกคนเป็นที่หนึ่ง ราวกับเป็นพระโพธิสัตว์มาจุติก็ไม่ปานทุกเช้าลี่ซินมักจะเตรียมของใช้ ‘จำเป็น’ ของเหล่าพี่น้องให้เรียบร้อย ไม่เว้นแม้แต่ขององค์ชายหยางเหวินผู้นิยมแอบหนีไปปีนต้นไม้ บ้างก็ยิงนก บ้างก็ตกปลา มากกว่ามานั่งอ่านตำราหรือสนทนากับเหล่าพี่น้องลี่ซินไม่เพียงแต่รู้จักเตรียมพร้อม แต่ยังตาไวยิ่งนักทันทีที่เห็นหน้าน้องชายสาม หยางเหวิน นางก็ทอดถอนใจ ก่อนเอ่ย“เสื้อเจ้าขาดตรงชายอีกแล้ว...ยื่นมาเถอะ ข้าจะปะให้เจ้า”“ขาดอีกแล้วหรือ...” หยางเหวินหัวเราะแหะๆ พลางยื่นแขนเสื้
4.1 องค์ชายใหญ่ หลี่หลงหานใต้ร่มอู่ถงต้นใหญ่โตหลังตำหนักคุนหนิงของหวงโฮ่ว องค์ชายใหญ่ ‘หลี่หลงหาน’ ในวัยสิบเอ็ดชันษา ประทับนิ่งอยู่กลางศาลา โบกพัดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคลในมือเบาๆ ขณะกวาดสายตาที่ดูสงบไว้สง่าไปยังน้องๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างอลหม่าน"บุรุษพึงสงบเยี่ยงภูผา อารมณ์มั่นคงดุจสายน้ำ...ผู้นำสมควรวางตนเป็นเสาหลักของแผ่นดิน..." องค์ชายกล่าวกับถ้วยชาเบื้องหน้า ทว่าในมือกลับซ่อนหนังสือนิยายที่ลอบหยิบมาจากตำหนักคุนหนิงเอาไว้แฝดสี่ที่กำลังแย่งขนมดอกเหมยกันอยู่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ถกเถียงกันยืดยาวก็ไม่จบไม่สิ้น องค์ชายใหญ่ฟังจนปวดหัว สุดท้ายก็ทอดถอนใจออกมาเขาผินหน้ามองน้องๆ ทั้งสี่ เอ่ยเสียงขรึม “พวกเจ้า…รู้ฐานะตนเองหรือไม่ เป็นเพียงแค่ขนมไม่กี่ชิ้นเท่านั้น อย่าให้ขนมไม่กี่ชิ้นทำให้บรรยากาศเงียบสงบของวังหลวงต้องเสียไป”องค์ชายสามหลี่หยางเหวินยิ้มเผล่ทันที “ท่านพี่ เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินท่านหัวเราะตอนพลิกหน้านิยายของเสด็จแม่อ่านนะ!”องค์ชายใหญ่สะดุ้ง หน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงจางๆ ทันทีพระองค์กระแอมสองครั้ง ก่อนกล่าวอย่างองอาจ “ข้าเพียงตรวจสอบการเล่าเรื่องเพื่อเตรียมสอนเจ้าทั้งหลาย นิ
ณ ค่ำคืนหนึ่งก่อนวันประสูติไม่กี่เดือน เมื่อลมตะวันตกเย็นยะเยือกพัดผ่านกำแพงสูงของวังหลวงเข้าสู่ตำหนักคุนหนิง...ใต้แสงจันทร์สลัว รถม้าธรรมดาไร้ตราประจำตระกูลแล่นเข้าสู่เขตเมืองหลวงโดยสะดวก เนื่องด้วยเหล่าทหารรักษาเมืองล้วนจดจำคนบนรถม้าได้ดี จึงต่างพร้อมใจน้อมกายหลีกทางให้“หมอเทวดาสือกลับมาแล้ว!”เหล่าทหารรักษาประตูเมืองซึ่งเคยติดตามหวงตี้ไปผจญโรคระบาดในอดีตต่างยินดีเป็นอย่างมากชายชราในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเรียบง่ายมีสายตาลุ่มลึกและเฉียบคมอย่างคนผ่านการเห็นความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แม้จะไร้ยศตำแหน่ง แต่ชื่อของเขา ‘สือหมิน’ ก็โด่งดังไปทั่วหล้า ผู้คนต่างรู้ว่าคนผู้นี้คือหมอเทวดาที่ช่วยแก้โรคระบาดฝีเมล็ดถั่วให้หวงตี้ซึ่งยามนั้นยังเป็นจวิ้นหวังจ๋างจื่อ รวมถึงทหารและชาวต้าเทียนจำนวนมาก ก่อนหายตัวไปเมื่อราวสองสามปีก่อนบัดนี้ เขากลับมาอีกครั้งเพื่อสตรีผู้หนึ่งณ ตำหนักคุนหนิง เฉินเซียงหรงหวงโฮ่วนั่งพิงหมอนหยกใหญ่โตที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ใต้เสื้อคลุมผ้าแพรปักลายหงส์สีทอง หน้าท้องของพระนางใหญ่โตเป็นอย่างมาก แม้ใบหน้างดงามยังอิ่มเอิบแต่ดวงตากลับแฝงความเคร่งเครียด โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ใต้ผ้าห่ม
เสียงหัวเราะ เสียงร้องเรียก เสียงโต้เถียง และเสียงฝีเท้าซุกซน ไม่เคยขาดหายไปจากตำหนักใน…เหล่านี้คือบรรยากาศที่ไม่อาจพบในวังหลวงใดตั้งแต่ยามรุ่งสางที่ตะวันทอแสงจางๆ สาดเข้ามายังตำหนักคุนหนิง สรรพเสียงก็กึกก้องขึ้นทั่ววังหลังราวกับมีทัพม้าบุกเข้าวังทั้งเสียงนางกำนัลไล่จับองค์หญิงใหญ่ผู้พยายามทำเรื่องซุกซนในห้องเครื่องเสียงองค์ชายรองเถียงองค์ชายใหญ่เรื่องลำดับความฉลาดเสียงองค์ชายสามพยายามอ้อนวอนให้บิดาสอนฝึกยุทธเสียงร้องไห้ขององค์หญิงสาม องค์หญิงสี่ ที่ทะเลาะกันเพราะแบ่งขนมดอกเหมยที่มารดาทำให้ไม่ลงตัวและเสียงองค์หญิงรองคอยห้ามปราม คอยปลอบโยน ทั้งยังช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องระหว่างพวกเขาทั้งหกไม่มีวันใดเลยที่วังหลังจะเงียบสงบ นับแต่วันที่เฉินเซียงหรงให้กำเนิดองค์ชายและองค์หญิงถึงเจ็ดพระองค์!ใครเล่าจะคาดคิด ว่าหลี่จือหลินหวงตี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งสัตย์ปฏิญาณแน่วแน่ ว่าจะไม่ปล่อยให้ภรรยารักต้องทรมานเพราะการคลอดบุตรเกินกว่า สี่คน จะกลายเป็นบิดาขององค์ชายและองค์หญิงน้อยทั้งเจ็ดใช่ว่าพระองค์ไม่ปรารถนาจะมีบุตร แต่เป็นเพราะรักภรรยามากเกิน ไป ทั้งยังรู้ดีว่ายามตั้งครรภ์ ภรรยามักแสร้งว่ายิ้ม
หลังพิธีวิวาห์ที่ตำหนักจวิ้นหวังจัดให้อย่างอบอุ่น ตงหลินก็ไม่รอช้า พาซู่ซินออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดิน เพื่อชดเชยวันเวลาที่นางคล้ายเคยถูกจำกัดให้อยู่เพียงในเรือนหลังของจวนสกุลเฉินนับตั้งแต่รู้ความ ซู่ซินถูกขายเข้าจวนสกุลเฉิน ต่อมาเมื่อโตขึ้นได้รับความเมตตาจากเฉินฟูเหริน หลี่เซียงเหลียน กลายเป็นสาวใช้ข้างกายที่เฉินฟูเหรินรักถนอมที่สุด นั่นเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขเป็นอย่างมากใครจะนึกว่าความสุขนั้นจะอยู่เพียงไม่นาน ฟูเหรินที่น่าสงสารต้องกลของอนุ ถูกวางยาสังหาร นับแต่นั้นนางจึงสาบานว่าจะปกป้องดูแล ‘คุณหนูสาม’ บุตรสาวเพียงคนเดียวที่ฟูเหรินเหลือทิ้งไว้ แม้ฟูเหรินจะเคยทำลายสัญญาขายตัวของนางทิ้งไปนานแล้วก็ตามเมื่อสิ้นฟูเหริน นางรับหน้าที่เป็นสาวใช้ข้างกายคุณหนูสามผู้มีชะตาอาภัพ ถูกอนุของบิดาใส่ร้ายจนถูกกักขังไว้ในจวน แต่ละวันต้องทนถูกผู้อื่นข่มเหงเอาเปรียบคุณหนูสามของนางไร้เดียงสาจิตใจงดงามยิ่งนัก แม้จะมีผู้มารังแก คุณหนูสามก็ไม่เคยโต้กลับ ทั้งยังยอมยกข้าวของดีๆ ของตนให้พี่หญิงน้องหญิงที่เกิดจากอนุภรรยา ทนใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เรียบๆ โดยไม่ปริปากบ่น...เห็นคุณหนูสามเป็นเช่นนี้ แม้จะมีค
“ไท่โฮ่วเสด็จจจ!!!”เสียงประกาศการมาถึงของสวีไท่โฮ่ว ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดชะงักคนทั้งหมดต่างกล่าวถวายพระพรสวีไท่โฮ่ว รอจนพระนางประคองหวงโฮ่วให้ลุกขึ้น พร้อมกับมีพระเสาวนีย์ให้คนทั้งหมดลุกขึ้น และเหล่าองค์ชาย พระญาติ ตลอดจนเหล่าผู้สูงศักดิ์ลุกขึ้นตามลำดับแล้ว เหล่าสาม
“พี่ชาย...ท่านประเมินคุณหนูสามของข้าต่ำเกินไปแล้ว” ชายต่างถิ่นดูมั่นอกมั่นใจ เชื่อมั่นในตัวคุณหนูสามที่รูปโฉมงดงามเจิดจรัสยิ่งนักเหล่าพ่อค้าและชาวเมือง ณ บริเวณนั้นต่างเหลียวสบตา...ไม่ได้การแล้ว ไม่ได้การแล้ว! คนผู้นี้...คนผู้นี้ถูกความงามของคุณหนูสามจวนเฉ
พ่อค้าและชาวเมือง ณ บริเวณนั้นต่างพากันส่ายหน้า เอือมระอา ผินหน้ากลับจ้องมองเหล่าสาวงามสบัดพู่กันตวัดวาดภาพอันงดงามเลิศล้ำ ไม่คิดต่อปากต่อคำกับคนถูกศรรักปักลึกจนหน้ามืดตามัว ให้เสียเวลาดูชมเหล่าสาวงามเลื่องชื่อของแผ่นดินเทียนจิน อวดความสามารถที่ฝึกฝนกันมาตั้งแต่ยังเยาว์ผู้ที่ตวัดพู่กันวาด
อู๋ชิงชิงกุมมือเซียงหรงแน่นขึ้น กล่าวเสียงใส “น้ำใจของน้องเซียงหรงในครั้งนี้ พี่หญิงอย่างข้าจะไม่มีวันลืม” นางก็มีชื่อเสียงหน้าตาของทั้งตนเองและวงศ์ตระกูลให้ต้องรักษาเช่นกัน ผลการแข่งขันออกมาว่าเสมอ ไม่ต้องตกรอบไปตั้งแต่ในรอบที่สองเช่นนี้ นับว่าส่งผลดีต่อนางมาก มากจริงๆเซียงหร







