Se connecterเสียงที่ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบของอุทยาน ทำเอาเซียงหรงตกใจจนเผลอทำเข็มปักผ้าปักมือตนเอง พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเฉินชิวเยว่ พี่หญิงใหญ่ จูงมือน้อยๆ ของน้องห้า เฉินหมิงเยว่ เดินตรงมา ทั้งคู่เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุหาน หานชิงเยว่ จึงสนิทสนมกันเหมือนๆ กับที่พี่หญิงรอง เฉินเหม่ยลี่ และน้องสี่ เฉินเหม่ยเซียง ที่เกิดจากอนุจาง จางเหม่ยเหมย
ที่จริงแล้วผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ นางตั้งใจปักให้ท่านย่าเป็นของขวัญวันเกิดที่กำลังจะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้า ทว่า...
เอาเถิด ประเดี๋ยวนางค่อยปักเอาใหม่ก็ได้
“ได้สิเจ้าคะ” เซียงหรงยิ้มรับ “เอาไว้ข้าปักผ้าผืนนี้เสร็จเมื่อไหร่ จะให้คนนำไปส่งให้พี่หญิงใหญ่ทันที”
เฉินชิวเยว่แย้มรอยยิ้มงดงามราวบุปผา
“น้องสามช่างเป็นเด็กดีที่หนึ่ง เจ้าแสนดีเช่นนี้ สมควรแล้วที่ท่านพ่อและท่านย่าจะรักเอ็นดูน้องสามมากกว่าพวกเราพี่หญิงน้องหญิงมากสักหน่อย...”
เฉินหมิงเยว่เห็นว่าพี่สาวจะได้ผ้าเช็ดหน้าปักลวดลายงามระยับ ก็อยากได้บ้าง รีบออกปากขอทันที
“พี่สาม...หมิงเยว่ก็อยากได้ผ้าปักลายที่งดงามเช่นนี้บ้าง พี่สามปักให้หมิงเยว่อีกสักผืนได้หรือไม่!”
เซียงหรงไม่แปลกใจแม้แต่น้อย นางเคยชินกับเรื่องแบบนี้เสียแล้ว
“เอาสิ ปักผืนนี้เสร็จเมื่อไหร่ พี่สามจะปักผ้าลวดลายงดงามวิจิตรบรรจงให้เจ้าอีกผืนหนึ่ง”
เห็นน้องห้าท่าทางดีใจ เฉินเซียงหรงก็แย้มยิ้ม พลอยรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
อา...วันนี้นางก็ได้กระทำสิ่งดีๆ เพื่อพี่หญิงน้องหญิงของตนอีกเรื่องแล้ว...
อาจเพราะรอยยิ้มที่มุมปากกับแววตารังเกียจดูแคลนของพี่หญิงใหญ่ เกิดขึ้นเพียงวูบเดียวราวกับภาพลวงตา เสี่ยวเซียงหรงจึงได้แต่คิดว่าตนเองตาฝาดไป
พี่หญิงใหญ่ของนางกิริยามารยาทงดงาม ยามติดตามอนุหานออกไปร่วมงานเลี้ยงที่ใด ได้ข่าวว่าผู้คนต่างพากันชื่นชมพี่หญิงใหญ่ไม่ขาดปาก พี่หญิงใหญ่เป็นสตรีที่ดีเช่นนี้ จะแสดงกิริยาที่ท่านย่าดูแคลนว่าเป็นกิริยาของพวกคนช่างริษยาน่ารังเกียจได้อย่างไร…
อื้ม! ถูกแล้ว ก็เพียงแต่ตาฝาดจึงมองผิดไปเท่านั้น
ขณะนางกำลังครุ่นคิดเงียบๆ อยู่นั้น จู่ๆ พี่หญิงใหญ่ของนางก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน่าฟัง
“น้องสาม...ผ้าผืนนี้ ลายปักออกจะน้อยไปสักหน่อย ไม่สู้...ครั้งนี้เจ้าปักลายผีเสื้อเพิ่มให้พี่ใหญ่ตรงนี้ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ เป็นอย่างไร?”
ปักเพิ่มหรือ?
พอคิดๆ ตามดูแล้ว นางก็รู้สึกว่าจะทำให้ผ้าปักผืนนี้งดงามขึ้นมากจริงๆ
เอาเถิด...ต่อให้ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่หากทำออกมาแล้วถูกใจพี่หญิงใหญ่ เช่นนั้นก็นับว่าคุ้มกันแล้ว
“เจ้าค่ะ” เซียงหรงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนเริ่มร่างลายผีเสื้อตัวเล็กตัวใหญ่ลงบนผืนผ้า แล้วส่งให้เฉินชิวเยว่ช่วยดู “พี่หญิง...ปักเช่นนี้ดีหรือไม่”
“ดี! ดีสิ งดงาม งดงามแปลกตามากเหลือเกิน!” เฉินชิวเยว่ไม่คิดว่าพอวาดลายออกมาแล้วจะสวยขึ้นมากจริงๆ ครั้งนี้ก็เหมือนเช่นครั้งก่อนๆ นางก็แค่ชี้มือชี้ไม้ส่งเดชไปเท่านั้นเองจริงๆ นะ!
พอเห็นว่าพี่ใหญ่ได้ผ้าปักที่มีลายผีเสื้อ น้องห้า หมิงเยว่ ก็เกิดอยากได้ขึ้นมาบ้าง นางขยับเข้ามาชะโงกหน้าดูผ้าปักในมือเซียงหรง
เฉินหมิงเยว่ชี้นิ้วไปที่ผีเสื้อทั้งสาม ออกปากขออย่างไม่เกรงใจ
“พี่สาม! ข้าก็จะเอาอย่างพี่ใหญ่ ข้าจะเอาแบบนี้ แบบนี้ แล้วก็แบบนี้! ทว่าข้าอยากได้ผีเสื้อให้มากๆ หน่อย เอาสัก...เอาสักฝูงนึง! เอาสักร้อยตัวเลย!”
ระ ร้อยตัว?!
“น้องห้า...มีที่ใดกัน ร้องขอลายปักผีเสื้อตั้งร้อยตัว พี่สามที่ไหนจะมีใจอยากปักผีเสื้อให้เจ้ามากมายถึงเพียงนั้น” เฉินชิวเยว่ปรามเสียงหวาน
“ข้า...” เซียงหรงหนักใจเล็กน้อย
นางก็ไม่อยากปักลวดลายเช่นนั้นจริงๆ นั่นแหละ
ทว่า...ทว่าน้องห้า...
เอาเถิด ถ้าเรื่องนี้จะทำให้น้องหญิงห้าของนางพอใจ...
“ข้าที่ไหนจะปฏิเสธคำขอน้องห้าของพวกเราได้...” เซียงหรงส่งยิ้มจางๆ ให้น้องห้า เพื่อให้น้องห้าของตนมั่นใจว่าจะได้รับผ้าปักลายตามที่ขอจากนางจริงๆ นางรีบกล่าวยืนยันเสียงใส “ในเมื่อน้องห้าชอบผีเสื้อถึงเพียงนี้ พี่สามก็จะปักลายผีเสื้อร้อยตัวให้เจ้า จะปักให้งดงามสมจริงราวกับผีเสื้อเหล่านั้นโบยบินได้เลยทีเดียว!”
เห็นรอยยิ้มใสๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนของน้องสาวคนที่สามแล้ว เฉินชิวเยว่ก็เกิดหงุดหงิดขึ้นมา ทั้งยังหมดอารมณ์จะพูดจากับเด็กน้อยน่าโมโหที่ยอมเออออตามผู้คนไปหมด ยามกลั่นแกล้งสิ่งใด ฉกชิงสิ่งใด เด็กคนนี้ก็กลับยิ้มรับ คอยทำตัวเป็นคนดีอยู่ตลอดเวลา ดูราวกับคนเสียสติอย่างไรอย่างนั้น!
ประโยชน์ที่ควรได้ก็ได้แล้ว เฉินชิวเยว่ไม่อยากเสียเวลาตีฟูกชกลม
“น้องหญิงสามกำลังปักผ้า คงต้องใช้สมาธิ เช่นนั้นพี่ใหญ่กับน้องห้าคงไม่อยู่รบกวนเวลาพักผ่อนหย่อนใจของน้องสามแล้ว” กล่าวจบ เฉินชิวเยว่ก็จูงมือเฉินหมิงเยว่ น้องสาวร่วมมารดา จากไปด้วยรอยยิ้มเหมือนทุกครั้ง
เซียงหรงค้อมศีรษะน้อมส่งพี่หญิงของตน
น่าแปลกนัก เหตุใดจึงรู้สึกว่ารอยยิ้มของพี่หญิงใหญ่มักจะไม่พาดผ่านไปถึงดวงตา...
ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น…อย่าได้คิดอะไรที่ไม่ดี...
เฉินเซียงหรงบอกตัวเองในใจ พลางยกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นตบหน้าตัวเองเบาๆ สองสามแปะ แล้วเริ่มปักผ้าในมือต่อไปด้วยรอยยิ้ม
“หึ...โง่เง่า...”
เสี่ยวเซียงหรงรู้สึกคล้ายได้ยินใครสักคนกล่าววาจาไม่น่าฟัง
นางรีบมองไปตามเสียง กลับพบเพียงอนุจาง จางเหม่ยเหมย ยืนส่งรอยยิ้มหวานล้ำให้อยู่ไม่ไกล
เซียงหรงค้อมศีรษะน้อยๆ แย้มยิ้มตอบ
อย่าได้คิดอะไรที่ไม่ดี...อย่าได้คิดอะไรที่ไม่ดี...เจ้าก็เพียงแต่หูแว่วไปเองเท่านั้น... เด็กน้อยอย่างนางไม่เคยกระทำสิ่งใดผิดต่อผู้อื่น แน่นอนว่าย่อมไม่เคยกระทำสิ่งใดผิดต่ออนุจาง เช่นนี้แล้วอนุจางจะเกลียดชังนางได้อย่างไร?
ทว่า...ถึงขั้นมีบุตรชายบุตรสาวด้วยกันแล้ว บิดาก็ยังไม่มีใจรักใคร่ผูกพันต่อท่านแม่และอนุจาง อนุซู บ้างเลยหรือ? ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถาม มารดาก็ขยับริมฝีปากเล่าต่อไป ไม่สนใจนางสักนิด คล้ายกำลังจ่อมจงลงในอดีต เฉินชิวเยว่จึงทำเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยขัด“หลี่เซียงเหลียนก็เหมือนเฉินเซียงหรงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นโฉมงามยอดเมธีผู้บริสุทธิ์งดงาม จิตใจใสสะอาด...ครั้นเมื่อรับอนุภรรยาเข้ามาถึงสามคน ตนเองกลับตั้งครรภ์ นางไม่เพียงไม่ตีอกชกลม ยังเผื่อแผ่บิดาเจ้ามาให้ข้า ซูเหมยเหนียง จางเหม่ยเหมย ราวกับจะทำทาน บิดาเจ้าถูกหลี่เซียงเหลียนผลักไสมากเข้าก็ประชดด้วยการทำตามอย่างนางว่า สุดท้ายซูเหมยเหนียง ข้า กับจางเหม่ยเหมยก็ตั้งครรภ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ข้ามีเจ้า ส่วนจางเหม่ยเหมยก็มีเฉินเหม่ยลี่...นังแพศยาสารเลวที่ยามนี้ยังตามไปรบกวนชีวิตเจ้าถึงในวัง”ฟังถึงตรงนี้ เฉินชิวเยว่ก็แค้นใจยิ่งนัก นางพึมพำเสียงเบา “ฟ้าส่งให้ข้ามาเกิดก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องส่งเฉินเหม่ยลี่มาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนั้นด้วย!”อนุหานแค่นหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยผู้ใดกันแน่ นางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม ทว่าในเนื้อเสียงแฝงความ
วันที่สาม เจ้าสาวต้องกลับบ้านเดิมเดิมองค์ชายสามควรกลับบ้านมาด้วยกันกับเฉินชิวเยว่ ทว่าเขากลับติดภารกิจ ต้องเดินทางออกนอกเมืองกะทันหัน จึงให้ชายาของตนเองกลับไปยังจวนเฉินกั๋วกงเพียงลำพังแม้ว่าเฉินชิวเยว่จะขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทว่านางไม่ได้แสดงออกมากนักอีกประการหนึ่ง การที่นางได้กลับบ้านเดิมเพียงลำพัง กลับสะดวกต่อนางนักสองวันที่ผ่านมาองค์ชายเอาแต่คลอเคลียอยู่กับเฉินเหม่ยลี่ไม่ยอมห่าง ด้วยเห่อบุตรคนโตที่เกิดจากท้องของนางคนชั้นต่ำนั่นยิ่งนัก แต่ละวันคอยพะเน้าพะนอเอาใจเฉินเหม่ยลี่ไม่ห่าง จนกระทั่งดึกดื่นจึงได้กลับมายังห้องหอ รสชาติของการถูกกระทำราวกับตนเป็นเพียงอนุเสียเองเช่นนี้ ทำให้เฉินชิวเยว่สุดจะทนนางทนไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วด้วย!สองวันมานี้สร้างความเคียดแค้นจนถึงขั้นหมายเอาชีวิตเฉินเหม่ยลี่เฉินชิวเยว่ตรึกตรองหาหนทาง ก่อนที่ใจจะคิดถึงการตายที่มีเงื่อนงำของฟูเหรินจวนสกุลเฉินนางไม่เคยกล้าคิดมาก่อน แต่เมื่อตอนที่มารดาพูดถึงเรื่องการตายของท่านย่า...หากท่านย่ายัง...แล้วมารดาของเฉินเซียงหรงเล่า...หานชิงเยว่ได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้มีความสุขเท่าที่เคย ทั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ทุกอย่างก็พลิกผันเฉินเหม่ยลี่สีหน้าเผือดซีดลงทันควัน มือที่ยื่นถ้วยชาออกไปตกลงกลางทาง น้ำชาร้อนๆ พลันหกรดแขนตนเองจนแดงก่ำทันตาสายตาของคนในห้องหันมาจับจ้องที่เฉินชิวเยว่เป็นตาเดียวเฉินชิวเยว่กัดฟันแน่น แม้จะขุ่นเคืองปานใด แต่ยามนี้นางไม่โง่พอที่จะแสดงออกมา นางรีบทรุดลงนั่งข้างน้องสาว ก่อนเขย่าร่างนั้นพลางเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ“น้องรอง! น้องรอง...เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า ไม่รู้ว่าเหตุใด ในวันดีๆ ที่ทั่วทั้งตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ซ้ำฝ่าบาทและหวงโฮ่วยังเสด็จมาเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ จู่ๆ น้องรองของข้ากลับเป็นลมล้มพับลงไปโดยไร้สาเหตุ!”ชายาจวิ้นหวังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่ชายารัชทายาทเอนตัวเข้าใกล้นางพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านน้า ท่านว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่นะ หวงตี้และหวงโฮ่วประทับอยู่เป็นมงคล แต่นางกลับล้มสลบไปเช่นนี้ หรือว่านางมีเงาอัปมงคลตามติด จึงได้ล้มสลบลงไปเช่นนั้น?”ชายาจวิ้นหวังฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ในใจสบถไปหลายครั้งสตรีโง่งม! มงคลอัปมงคลอะไรกัน มีแต่กลอุบายทั้งนั้น!หมอหลวงที่ตามขบวนเสด็จมารีบรี่มาตรวจอาการโดยพลัน
“เจ้าว่าองค์ชายไปที่ใดนะ!”“เอ้อ...เรือนของ...เฉินอี๋เหนียงเจ้าค่ะ” หมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเดิมองค์ชายสามจะรับเฉินอี๋เหนียงเข้ามาโดยไม่สมัครใจนัก ทว่าเฉินอี๋เหนียงกลับอ่อนหวาน ช่างเอาใจ เพียรพยายามชดเชยความบกพร่องของตนด้วยการตามพระทัยองค์ชายไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังพูดหวานขานเพราะ ช่างจำนรรจาราวกับนกน้อยก็ไม่ปาน องค์ชายสามที่แม้จะทรงเคยรังเกียจเรือนร่างแปดเปื้อนราคีของนาง เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจ ได้รับการปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู...รวมถึงเรื่องในห้องหอที่ถึงทรวงอย่างที่สตรีสูงศักดิ์อ่อนเดียงสาไม่อาจมอบให้ได้ เพียงเท่านั้นองค์ชายสามก็แทบจะเคล้าคลอนางทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยามนี้บ่าวไพร่ในตำหนักองค์ชายสาม ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่า จะล่วงเกินอี๋เหนียงคนใดขององค์ชายสามก็ได้ แต่ห้ามทำให้เฉินอี๋เหนียงขุ่นเคืองใจแม้สักนิดเป็นอันขาด“เฉินเหม่ยลี่...” เฉินชิวเยว่พึมพำเสียงสั่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือ อยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้ดังๆ ทว่ารู้ดีว่าแม้ตนเองจะเข้าตำหนักมาในฐานะต้าหวังเฟย นางก็เพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนัก ขายังไม่อาจ
ขบวนทัพเรียบง่ายใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะที่ขบวนเจ้าสาวที่ออกจากจวนเฉินกั๋วกงในเวลาเดียวกันนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคลตระการตา ผู้คนสองข้างทางต่างพากันเฝ้าชมวาสนาของจวนเฉินกั๋วกงที่เลี้ยงบุตรสาวได้ดียิ่งนักคนหนึ่งได้กลายเป็นจ๋างจื่อฟูเหรินแห่งตำหนักจวิ้นหวัง อีกคนโผบินสู่กิ่งไม้ที่สูงและมั่นคงยิ่งกว่า ด้วยการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสาม องค์ชายเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากหวงโฮ่ว กลายเป็นต้าหวังเฟยอันทรงเกียรติของตำหนักนั้นเฉินชิวเยว่ยามนี้ไม่รู้สึกอิจฉาเฉินเซียงหรงสักนิดเป็นดังคำที่มารดากล่าวไม่มีผิด...อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่ถือกำเนิดจากฟูเหรินของจวนแล้วอย่างไร นางเป็นลูกอนุผู้หนึ่งของจวนแล้วอย่างไร ต่อให้เฉินเซียงหรงจะเป็นโฉมงามยอดเมธี แต่สุดท้ายแล้วต่อจากนี้เมื่อเฉินเซียงหรงเห็นนาง ก็ยังต้องน้อมกายคารวะ ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายาสาม’ อย่างนอบน้อมมิใช่หรือ?ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้หลี่จือหลินซึ่งเคยเป็นคุณชายอันดับหนึ่งที่สตรีทั้งหลายปรารถนาจะแต่งให้ กลับต้องไปออกศึก ฝ่าทะเลคมหอกคมดาบที่ไร้ตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาครบส่วนหรือไม่...หรือหากเคราะห์ไม่ดีก็อาจจะไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ นางจะยังสนใจคน
วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากยืนยันได้แน่ชัดว่าเทียนเฉามีการเตรียมทัพ ทางเทียนจินเองก็ต้องจัดการป้องกันตนอย่างรวดเร็ว การเตรียมเสบียงทัพและการเกณฑ์ทหารใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ทัพหลวงก็สามารถออกเดินทางไปยังชายแดนได้แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่จือหลินผู้เป็นนายทัพต้องยุ่งวุ่นวายสายตัวแทบขาด นอกจากจะต้องตรวจเสบียงทัพและเรื่องกองกำลังต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องเครื่องนุ่งห่มของทหาร เรื่องอาวุธที่กำลังหลอม เขาก็ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสกินตามน้ำ หาเศษหาเลยกับการยกทัพไปชายแดนทว่าแม้จะยุ่งวุ่นวายปานใด เขาก็ยังหาเวลามาคลอเคลียกับภรรยาตัวน้อยไม่เว้นวาย แม้จะเป็นเพียงเวลาหนึ่งหรือครึ่งชั่วยามก็ไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่าสองสามีภรรยายามนี้นับได้ว่ารักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของบ่าวไพร่ตำหนักจวิ้นหวังยามเมื่อถึงวันต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง เซียงหรงค่อยๆ ส่งเกราะเหล็กให้กับหลี่จือหลินสวมพลางช่วยเขาผูกเกราะอย่างเบามือ“สนามรบคมดาบไร้ตา ท่านต้องระวังตัวให้มาก” นางพูดเบาๆ พลางผูกสายรัดเกราะด้านข้างให
เซียงหรงรีบวิ่งไปอย่างไม่รู้ทิศทาง เมื่อมาถึงลานด้านหน้า กลุ่มบ่าวชายที่เฉินจื้อเฉิงสั่งการกลับมายืนดักหน้าไว้ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม“พวกเจ้า...คิดจะทำอะไร!” เซียงหรงตะโกนพลางถอยหลังกรูดคนกลุ่มนั้นหัวเราะเยาะ “ก็แค่ทำให้คุณหนูหลบเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ยังไงคุณชายรองก็
เฉินจื้อเฉิงสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนก้าวเข้าไปในเรือนอย่างมุ่งมั่น“หรงเอ๋อร์...ข้า...ข้าไม่ไหวแล้ว!”“ท่านพูดอะไรน่ะ! ออกไปนะ!” เซียงหรงรีบถอยหนี แต่คุณชายรองกลับพุ่งเข้ามาอย่างกระชั้นชิด ท่าทางคลั่งไคล้ไร้สติโดยสิ้นเชิงเซียงหรงพยายามขัดขืน นางพยายามง้างม
คืนนั้นทุกอย่างดูเงียบสงัด ลมเย็นยามค่ำพัดผ่านเรือนใหญ่ เหล่าบ่าวไพร่ต่างพากันเข้านอน ทิ้งไว้เพียงแสงจันทร์นวลที่สาดลงมายังหอนอนสำหรับคฤหัสถ์ที่เข้าพักเมื่อเดินทางมาไหว้พระวัดถานฝอแม้อยู่ห่างไกลทว่าเป็นวัดที่มีชื่อเสียง ผู้มีตระกูลจึงมักจะแวะเวียนมาไหว้พระขอพรจากที่นี่เป็นประจำ หอนอนที่จั
เซียงหรงไล่สายตาตรวจดูสีหน้าอาการและหยาดเลือดบนผ้าเช็ดหน้า หลังใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจพลางพยักหน้า "เช่นนั้นข้าจะเตรียมตัวทันที"แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนวิชาการแพทย์จากท่านอาจารย์ แต่ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าของนางก็นับว่ามีความรู้ด้านการแพทย์ไม่น้อย จึงเคยกล่าวถึงลักษณะอาการของโรคต่างๆ ให้ฟัง







