LOGIN“คุณหนู...น้ำชากับขนมมาแล้วเจ้าค่ะ” ซู่ซิน อดีตคนสนิทข้างกายมารดานาง ที่กล่าวได้ว่าเป็นสาวใช้จากเรือนเหลียนฮวาเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกท่านย่าของนางขายออกไปจากจวน ถือถาดน้ำชาและขนมเดินตรงมาหาด้วยรอยยิ้ม
คล้ายกับซู่ซินจะสังเกตเห็นภาพร่างผีเสื้อบนผืนผ้า จึงอดออกปากชื่นชมออกมาไม่ได้ “คุณหนูจะปักผีเสื้อเพิ่มเช่นนั้นหรือ ช่างคิดยิ่งนัก คุณหนูของซู่ซินนับว่าเป็นยอดสตรีโดยแท้ อายุเพียงเจ็ดขวบปี กลับออกแบบลายปักผ้าได้ด้วยตนเอง ซ้ำฝีเข็มยังละเอียดลออ ลายปักทุกลายที่ปักออกมาก็ล้วนงดงามสมจริงจนยากจะเชื่อว่าเป็นเพียงลายปักบนผืนผ้าเท่านั้น”
เซียงหรงแย้มรอยยิ้มงดงามรับคำชมนั้น
ก็แน่ล่ะสิ ในเมื่อท่านย่ากล่าวว่าสมัยก่อนท่านแม่ของนางปักผ้าได้งดงามไร้ที่ติ เหตุที่ท่านพ่อกับท่านแม่ได้พบรักและครองคู่กันก็เป็นเพราะลายปักผ้าของท่านแม่ที่ทำให้ท่านพ่อผู้ไม่เคยชายตาแลสตรีใดถึงกับหลงใหลพร่ำเพ้อ กล่าวว่าผู้ที่ปักผ้าเช่นนั้นได้จะต้องเป็นยอดสตรีที่จิตใจดีทั้งยังเป็นคนละเอียดลออช่างเอาใจใส่เป็นแน่...
ท่านแม่ของนางเก่งกาจปานนั้น ซ้ำผ้าปักลายยังนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงบิดาและมารดาของนางเอาไว้ด้วยกัน นางที่เป็นบุตรสาวจะไม่หมั่นฝึกฝนปักผ้าให้เก่งกาจจนทำให้ท่านแม่ที่พักผ่อนอยู่บนสวรรค์ต้องเสียชื่อได้อย่างไร?
มองลายปักงดงามบนผืนผ้า เสี่ยวเซียงหรงก็ยิ่งสุขใจ
ทว่าสุขใจก็ส่วนสุขใจ นางไม่อาจรับคำชมเหล่านี้มาเป็นของตนเองทั้งหมดโดยไม่กล่าวถึงพี่หญิงใหญ่
“เป็นความคิดของพี่หญิงใหญ่น่ะ” เซียงหรงลูบลายผีเสื้อบนผืนผ้าเบาๆ “พี่หญิงใหญ่ช่างยอดเยี่ยมนัก มองปราดเดียวก็รู้ว่าหากเติมผีเสื้อลงไปสักเล็กน้อย ผ้าปักผืนนี้ก็จะยิ่งงดงามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น...”
ซู่ซินมุ่นหัวคิ้วเข้าหากันทันที “คุณหนู...หรือว่าเมื่อครู่ตอนที่บ่าวไปเตรียมน้ำชาและขนมเหล่านี้มาให้ท่าน คุณหนูใหญ่ก็เข้ามากลั่นแกล้งรังแกท่านอีกแล้ว?”
เสี่ยวเซียงหรงมุ่นหัวคิ้วตามทันที “พี่หญิงใหญ่ที่ไหนจะกลั่นแกล้งรังแกข้า พี่หญิงใหญ่เคยทำเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใด พี่ซู่ซินกล่าวเช่นนี้ หากพี่หญิงใหญ่รู้เข้าจะต้องเสียใจมากแน่ๆ”
“คุณหนู...” ซู่ซินคับข้องใจเป็นอย่างมาก นางกัดริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่งก็สูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก แย้มรอยยิ้มแข็งขืน เอ่ยเพียงสั้นๆ “คุณหนูกล่าวได้ถูกต้องแล้ว เป็นบ่าวที่คิดมากจนเกินไปทั้งนั้น คุณหนู...คุณหนูสามของบ่าวช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน...ดีมากๆ ดีมากจริงๆ”
“พี่ซู่ซินก็เห็นเป็นเช่นนั้นหรือ!” เสี่ยวเซียงหรงถาม น้ำเสียงยิ่งกว่ายินดี
“เจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวเป็นเด็กดี...ดีเกินไปแล้ว...” ซู่ซินได้แต่ทอดถอนใจ
แม้นางจะชมชอบอุปนิสัยซื่อตรง เมตตาอารี น้ำใจงาม ใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทร และความเป็นคนวางตัวเรียบง่าย จิตใจสงบผ่องใส ไม่เคยถือโทษโกรธผู้ใดของคุณหนูสามเป็นอย่างมาก จนไม่อยากทำลายความบริสุทธิ์ซื่อใสดีงามนั้นด้วยการยัดเยียดความคิดของตนเองให้คุณหนูสาม ทว่า...คุณหนูสามที่เป็นเช่นนี้ จะไม่นับว่าน่าสงสารจนเกินไปงั้นรึ? นี่นางกำลังร่วมด้วยช่วยคนเหล่านั้นกลั่นแกล้งรังแกคุณหนูสามของตนทางอ้อมหรือไม่?
มองดวงตากระจ่างใสของคุณหนูสามแล้ว ซู่ซินก็ได้แต่เก็บกลืนคำพูดมาก มายที่อัดแน่นอยู่ในใจลงท้อง
เอาเถิด...ต่อไปนางก็แค่ต้องระวังให้มากขึ้นอีกหน่อย และลอบบอกเรื่องนี้ให้นายหญิงชรารับรู้ นายหญิงชราจะได้ช่วยจัดหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยนางดูแลคุ้มครองคุณหนูอีกแรงหนึ่ง ระหว่างที่นางไปจัดเตรียมขนมและของว่างให้คุณหนูด้วยตนเองเช่นวันนี้จะได้มีคนคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูสาม คอยปกป้องคุณหนูสามที่ทั้งไร้เดียงสาและมองโลกมองผู้คนในแง่ดีมากเกินไปสักเล็กน้อยเอาไว้ ทำเช่นนี้...ก็น่าจะได้กระมัง?
จะอย่างไรนางก็เป็นเพียงสาวใช้คนหนึ่ง แม้ยามนี้จะมีนายหญิงชราคุ้มหัวคุ้มตัว ทว่าสาวใช้อย่างนางก็ไม่กล้าแข็งข้อต่ออนุทั้งสามที่แม้จะเป็นเพียงอนุ แต่ก็ล้วนมาจากตระกูลใหญ่อย่างสกุลหาน สกุลซู และสกุลจาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ที่สืบทอดชื่อเสียงและความมั่งคั่งมามากกว่าร้อยปีทั้งสิ้น
นางยังไม่อยากถูกหาเหตุกำจัดออกไปเช่นคนอื่นๆ รอบตัวคุณหนูสาม หลายครั้งจึงต้องคอยแกล้งเอาหูไปทางเอาตาไปทาง ไม่เช่นนั้นบ่าวที่ซื่อสัตย์อย่างนางก็คงถูกกำจัดออกไปจากข้างกายคุณหนูสามเช่นเดียวกับคนอื่นๆ นานแล้ว
ฟูเหรินที่ล่วงลับดีต่อนางกว่าใคร...คุณหนูสามจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ซื่อใสไร้เดียงสาเกินไป ไม่เคยคิดหรือมองสิ่งใดในแง่ร้าย หากกระทั่งนางก็ยังโดนกำจัดออกไป ต่อไปข้างกายคุณหนูสามก็จะไม่เหลือใครสักคนที่ไว้ใจได้คอยปกป้องดูแลให้ปลอดภัยอีกแล้ว...นางไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้น
ยอมรับตามตรงว่านับตั้งแต่ฟูเหรินของนางจากไป นางก็กลายเป็นคนมองโลกและผู้คนในแง่ร้าย ยิ่งสังเกตยิ่งมองเห็นสันดานร้ายเร้นที่แฝงอยู่ในตัวอนุทั้งสามและบุตรสาวของพวกนาง บ่าวอย่างนางก็ยิ่งหวาดกลัวและไม่อาจวางใจให้ผู้อื่นดูแลคุณหนูของตน กระทั่งจัดเตรียมอาหาร น้ำชา และขนม ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้น นางล้วนต้องจัดเตรียมเองกับมือ จึงจะวางใจได้
“คุณหนูเจ้าคะ ขนมนี่บ่าวทำขึ้นเองกับมือ คุณหนูวางผ้าปักลงสักครู่ แล้วลองชิมให้บ่าวได้ชื่นใจสักนิดได้หรือไม่”
เซียงหรงแย้มยิ้ม วางผ้าในมือ เริ่มเลี้ยงดูปูเสื่อตนเองอย่างว่าง่าย
เรื่องทำให้ผู้อื่นดีใจ นางชอบทำอยู่แล้ว!
4.5 องค์ชายสาม หลี่หยางเหวินในยามเช้าที่แสงอรุณอ่อนละมุนลอดผ่านม่านมุกขาวนวลตา มีเสียงนกร้องพาให้รู้สึกได้ว่าแผ่นดินนี้ช่างสงบสุข กลับมีเสียงโวยวายดังกลบเสียงนกเหล่านั้น ทำเอาเหล่าข้ารับใช้ตกใจแตกตื่นกันไปหมด“พวกเจ้าอีกแล้ว! มาขโมยกินผลท้อของข้าอีกแล้ว!”เสียงตะโกนปานจะถล่มวังเป็นของเด็กชายร่างเล็กผู้หนึ่งมือข้างหนึ่งของเขาถือหน้าไม้อันเล็กที่พี่ชายฝาแฝดทำให้ อีกข้างกำสายหนังที่ใช้รัดกระบอกใส่ลูกดอกหน้าไม้ไว้แน่น ในยามที่เหล่าข้ารับใช้ช่วย กันเปิดหน้าต่างรับลมยามเช้า เขากลับปีนขึ้นต้นไม้ไปเรียบร้อยแล้วเด็กชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์ชายสาม ‘หลี่หยางเหวิน’ ทายาทองค์ที่ห้าของหวงตี้ แฝดชายขององค์ชายหลี่อวี่เหวิน...หากแฝดชายผู้พี่อย่างหลี่อวี่เหวินเป็นหมึกที่ซึมลงบนกระดาษ หลี่หยางเหวินก็คือฝีพู่กันที่ถูกสะบัดสาดไร้ทิศทาง หากพี่ชายฝาแฝดอย่างหลี่อวี่เหวินเป็นแม่น้ำสงบนิ่ง หลี่หยางเหวินก็เป็นลำธารเชี่ยวกรากที่ไม่เคยหยุดนิ่งเขาไม่ได้สนใจตำราหรือกังวลยศศักดิ์ แต่กลับรู้ว่าต้นเหมยหลังตำ หนักต้องปีนขึ้นอย่างไรเปลือกไม้จึงจะไม่ถลอก รู้ว่าปลาตะเพียนในสระชอบกินไส้เดือนมากกว่าข้าวสุก และ
4.3 องค์หญิงรอง หลี่ลี่ซินในยามย่ำรุ่ง เพียงแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าไหมเนื้อบางปักลายดอกเหมยสีครามอ่อนที่ห้อยอยู่เหนือหน้าต่าง ไม่ทันที่นกสักตัวจะส่งเสียงร้อง องค์หญิงรอง ‘หลี่ลี่ซิน’ ก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้วนางอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น แต่ผิวพรรณผุดผ่องละมุนละไม จริตกิริยานิ่มนวลไม่ต่างจากหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกหลี รอยยิ้มของนางเปรียบได้ดั่งแสงอ่อนแรกของยามเช้า ยามข้ารับใช้พบเจอล้วนแล้วแต่รู้สึกว่าองค์หญิงรองช่างเติบโตมาได้ดียิ่งนักไม่ใช่ว่าองค์หญิงและองค์ชายองค์อื่นไม่ดี เพียงแต่องค์หญิงรองของพวกเขาเหล่าข้ารับใช้อ่อนโยนใจดีกับทุกคนเป็นที่หนึ่ง ราวกับเป็นพระโพธิสัตว์มาจุติก็ไม่ปานทุกเช้าลี่ซินมักจะเตรียมของใช้ ‘จำเป็น’ ของเหล่าพี่น้องให้เรียบร้อย ไม่เว้นแม้แต่ขององค์ชายหยางเหวินผู้นิยมแอบหนีไปปีนต้นไม้ บ้างก็ยิงนก บ้างก็ตกปลา มากกว่ามานั่งอ่านตำราหรือสนทนากับเหล่าพี่น้องลี่ซินไม่เพียงแต่รู้จักเตรียมพร้อม แต่ยังตาไวยิ่งนักทันทีที่เห็นหน้าน้องชายสาม หยางเหวิน นางก็ทอดถอนใจ ก่อนเอ่ย“เสื้อเจ้าขาดตรงชายอีกแล้ว...ยื่นมาเถอะ ข้าจะปะให้เจ้า”“ขาดอีกแล้วหรือ...” หยางเหวินหัวเราะแหะๆ พลางยื่นแขนเสื้
4.1 องค์ชายใหญ่ หลี่หลงหานใต้ร่มอู่ถงต้นใหญ่โตหลังตำหนักคุนหนิงของหวงโฮ่ว องค์ชายใหญ่ ‘หลี่หลงหาน’ ในวัยสิบเอ็ดชันษา ประทับนิ่งอยู่กลางศาลา โบกพัดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคลในมือเบาๆ ขณะกวาดสายตาที่ดูสงบไว้สง่าไปยังน้องๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างอลหม่าน"บุรุษพึงสงบเยี่ยงภูผา อารมณ์มั่นคงดุจสายน้ำ...ผู้นำสมควรวางตนเป็นเสาหลักของแผ่นดิน..." องค์ชายกล่าวกับถ้วยชาเบื้องหน้า ทว่าในมือกลับซ่อนหนังสือนิยายที่ลอบหยิบมาจากตำหนักคุนหนิงเอาไว้แฝดสี่ที่กำลังแย่งขนมดอกเหมยกันอยู่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ถกเถียงกันยืดยาวก็ไม่จบไม่สิ้น องค์ชายใหญ่ฟังจนปวดหัว สุดท้ายก็ทอดถอนใจออกมาเขาผินหน้ามองน้องๆ ทั้งสี่ เอ่ยเสียงขรึม “พวกเจ้า…รู้ฐานะตนเองหรือไม่ เป็นเพียงแค่ขนมไม่กี่ชิ้นเท่านั้น อย่าให้ขนมไม่กี่ชิ้นทำให้บรรยากาศเงียบสงบของวังหลวงต้องเสียไป”องค์ชายสามหลี่หยางเหวินยิ้มเผล่ทันที “ท่านพี่ เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินท่านหัวเราะตอนพลิกหน้านิยายของเสด็จแม่อ่านนะ!”องค์ชายใหญ่สะดุ้ง หน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงจางๆ ทันทีพระองค์กระแอมสองครั้ง ก่อนกล่าวอย่างองอาจ “ข้าเพียงตรวจสอบการเล่าเรื่องเพื่อเตรียมสอนเจ้าทั้งหลาย นิ
ณ ค่ำคืนหนึ่งก่อนวันประสูติไม่กี่เดือน เมื่อลมตะวันตกเย็นยะเยือกพัดผ่านกำแพงสูงของวังหลวงเข้าสู่ตำหนักคุนหนิง...ใต้แสงจันทร์สลัว รถม้าธรรมดาไร้ตราประจำตระกูลแล่นเข้าสู่เขตเมืองหลวงโดยสะดวก เนื่องด้วยเหล่าทหารรักษาเมืองล้วนจดจำคนบนรถม้าได้ดี จึงต่างพร้อมใจน้อมกายหลีกทางให้“หมอเทวดาสือกลับมาแล้ว!”เหล่าทหารรักษาประตูเมืองซึ่งเคยติดตามหวงตี้ไปผจญโรคระบาดในอดีตต่างยินดีเป็นอย่างมากชายชราในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเรียบง่ายมีสายตาลุ่มลึกและเฉียบคมอย่างคนผ่านการเห็นความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แม้จะไร้ยศตำแหน่ง แต่ชื่อของเขา ‘สือหมิน’ ก็โด่งดังไปทั่วหล้า ผู้คนต่างรู้ว่าคนผู้นี้คือหมอเทวดาที่ช่วยแก้โรคระบาดฝีเมล็ดถั่วให้หวงตี้ซึ่งยามนั้นยังเป็นจวิ้นหวังจ๋างจื่อ รวมถึงทหารและชาวต้าเทียนจำนวนมาก ก่อนหายตัวไปเมื่อราวสองสามปีก่อนบัดนี้ เขากลับมาอีกครั้งเพื่อสตรีผู้หนึ่งณ ตำหนักคุนหนิง เฉินเซียงหรงหวงโฮ่วนั่งพิงหมอนหยกใหญ่โตที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ใต้เสื้อคลุมผ้าแพรปักลายหงส์สีทอง หน้าท้องของพระนางใหญ่โตเป็นอย่างมาก แม้ใบหน้างดงามยังอิ่มเอิบแต่ดวงตากลับแฝงความเคร่งเครียด โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ใต้ผ้าห่ม
เสียงหัวเราะ เสียงร้องเรียก เสียงโต้เถียง และเสียงฝีเท้าซุกซน ไม่เคยขาดหายไปจากตำหนักใน…เหล่านี้คือบรรยากาศที่ไม่อาจพบในวังหลวงใดตั้งแต่ยามรุ่งสางที่ตะวันทอแสงจางๆ สาดเข้ามายังตำหนักคุนหนิง สรรพเสียงก็กึกก้องขึ้นทั่ววังหลังราวกับมีทัพม้าบุกเข้าวังทั้งเสียงนางกำนัลไล่จับองค์หญิงใหญ่ผู้พยายามทำเรื่องซุกซนในห้องเครื่องเสียงองค์ชายรองเถียงองค์ชายใหญ่เรื่องลำดับความฉลาดเสียงองค์ชายสามพยายามอ้อนวอนให้บิดาสอนฝึกยุทธเสียงร้องไห้ขององค์หญิงสาม องค์หญิงสี่ ที่ทะเลาะกันเพราะแบ่งขนมดอกเหมยที่มารดาทำให้ไม่ลงตัวและเสียงองค์หญิงรองคอยห้ามปราม คอยปลอบโยน ทั้งยังช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องระหว่างพวกเขาทั้งหกไม่มีวันใดเลยที่วังหลังจะเงียบสงบ นับแต่วันที่เฉินเซียงหรงให้กำเนิดองค์ชายและองค์หญิงถึงเจ็ดพระองค์!ใครเล่าจะคาดคิด ว่าหลี่จือหลินหวงตี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งสัตย์ปฏิญาณแน่วแน่ ว่าจะไม่ปล่อยให้ภรรยารักต้องทรมานเพราะการคลอดบุตรเกินกว่า สี่คน จะกลายเป็นบิดาขององค์ชายและองค์หญิงน้อยทั้งเจ็ดใช่ว่าพระองค์ไม่ปรารถนาจะมีบุตร แต่เป็นเพราะรักภรรยามากเกิน ไป ทั้งยังรู้ดีว่ายามตั้งครรภ์ ภรรยามักแสร้งว่ายิ้ม
หลังพิธีวิวาห์ที่ตำหนักจวิ้นหวังจัดให้อย่างอบอุ่น ตงหลินก็ไม่รอช้า พาซู่ซินออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดิน เพื่อชดเชยวันเวลาที่นางคล้ายเคยถูกจำกัดให้อยู่เพียงในเรือนหลังของจวนสกุลเฉินนับตั้งแต่รู้ความ ซู่ซินถูกขายเข้าจวนสกุลเฉิน ต่อมาเมื่อโตขึ้นได้รับความเมตตาจากเฉินฟูเหริน หลี่เซียงเหลียน กลายเป็นสาวใช้ข้างกายที่เฉินฟูเหรินรักถนอมที่สุด นั่นเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขเป็นอย่างมากใครจะนึกว่าความสุขนั้นจะอยู่เพียงไม่นาน ฟูเหรินที่น่าสงสารต้องกลของอนุ ถูกวางยาสังหาร นับแต่นั้นนางจึงสาบานว่าจะปกป้องดูแล ‘คุณหนูสาม’ บุตรสาวเพียงคนเดียวที่ฟูเหรินเหลือทิ้งไว้ แม้ฟูเหรินจะเคยทำลายสัญญาขายตัวของนางทิ้งไปนานแล้วก็ตามเมื่อสิ้นฟูเหริน นางรับหน้าที่เป็นสาวใช้ข้างกายคุณหนูสามผู้มีชะตาอาภัพ ถูกอนุของบิดาใส่ร้ายจนถูกกักขังไว้ในจวน แต่ละวันต้องทนถูกผู้อื่นข่มเหงเอาเปรียบคุณหนูสามของนางไร้เดียงสาจิตใจงดงามยิ่งนัก แม้จะมีผู้มารังแก คุณหนูสามก็ไม่เคยโต้กลับ ทั้งยังยอมยกข้าวของดีๆ ของตนให้พี่หญิงน้องหญิงที่เกิดจากอนุภรรยา ทนใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เรียบๆ โดยไม่ปริปากบ่น...เห็นคุณหนูสามเป็นเช่นนี้ แม้จะมีค
ชั่วขณะนั้น เซียงหรงสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะแสงสว่างในรุ่งอรุณของวันใหม่ นางพบว่าตนยังคงอยู่ในอ้อมกอดของหลี่จือหลิน ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอนางเอียงศีรษะมองอย่างเงียบๆ ใบหน้าของเขาภายใต้แสงอ่อนๆ ยามเช้าดูสงบนิ่ง แต่นางกลับรู้สึกหนักอึ้งในอก"ฝันแปลกเสียจริง..." นางพึมพำ พลางนึ
“ข้าขอร้อง...” เซียงหรงเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ “ข้าไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ ที่บ้านของข้าในยามนี้ไม่มีใครที่ข้าจะไว้ใจได้อีก อีกทั้ง... อีกทั้งในเมืองหลวงยังมีสิ่งที่น่ากลัวมากๆ รอข้าอยู่ที่นั่น...” นางพยายามยื่นข้อเสนอ “ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ขอเพียงท่านช่วย
หานชิงเยว่จิบชา ก่อนจะเอ่ยถามถึงมารดาของเขา “อนุซูเป็นอย่างไรบ้าง พักนี้นางไม่ค่อยได้มาพูดคุยกับข้าเลย ไม่รู้ว่าสบายดีหรือไม่ ครั้นข้าจะไปหานางที่เรือน ก็กลัวว่านางจะยุ่งอยู่ เลยไม่ได้ไปเสียที”“ท่านแม่สบายดีขอรับ” ชายหนุ่มยกชาขึ้นจิบอีกครั้ง วงหน้าหล่อเหลาคมคายคล้า
เรื่องครั้งนี้ ไม่ว่าผลการสืบสาวราวเรื่องจะออกมาอย่างไร สุดท้ายแล้วก็เป็นจวนเฉินกั๋วกงที่เสียหาย ต้องแบกรับคำครหาและความอัปยศอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งบุตรสาวคนรองที่เสียหายยับเยินย่อมยากจะมีอนาคตที่ดี...ที่ผ่านมาแม้ตนจะไม่ได้รักใคร่จางเหม่ยเหมยและรักหวงแหนบุตรสาวที่เกิดจากนางเท่าเซียงหรงและบุตรชา







