LOGIN“เป็นข้าเองที่ไม่มีดวงชะตาเรื่องคู่ครอง” ชุยซือจิ้งถอนใจก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย
หลิวเยี่ยนฟังแล้วขัดใจจนอดไม่ได้ที่จะดุเบาๆ “ใช่ความผิดของเจ้าเมื่อไหร่กัน”
เห็นๆ อยู่ว่าบุรุษน่าตายแห่งสกุลเจียงเป็นพวกปากคาบคัมภีร์ เอ่ยอ้างหลักจรรยาเข้าข้างตัวเองเพื่อข่มเหงสตรีซึ่งถูกค่านิยมและจารีตประเพณีตีกรอบกดดันจนไม่อาจเป็นตัวเอง
“ที่จริงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องอันใดของท่าน...”
ถ้อยคำของชุยซือจิ้งฟังดูไร้เยื่อใย แต่กิริยาปรายตามองบอกให้รู้ว่านางมีใจหยอกเย้ากันบ้างแล้ว
“อีกไม่นานเรื่องของเจ้าก็เท่ากับเรื่องของข้า”
หลิวเยี่ยนเอ่ยอย่างจริงจัง ชุยซือจิ้งรับรู้ความนัยของประโยคนั้นจึงรู้สึกไม่ยินยอม
“อาศัยสิ่งใดถึงจะมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตข้า ท่านเพ้อฝันอันใดกัน”
“อาจิ้ง...” เสียงทุ้มของเขาถูกกดให้ต่ำลงขณะเอ่ยเตือน “เจ้าอย่าบ่ายเบี่ยง”
“ใต้เท้าหลิวเข้าใจอะไรผิดหรือไม่ ท่านไม่ใช่บิดา ไม่ใช่พี่ชาย ไม่ใช่คนในครอบครัวข้า”
สุดท้ายแม่นางน้อยไม่ได้แค่แง่งอน แต่ไม่พอใจแล้วจริงๆ
“ข้ารีบกลับมาเจรจาสู่ขอเจ้ากับซืออวิ๋น” ในที่สุดหลิวเยี่ยนก็เผยเหตุผลแท้จริงที่ทำให้เขารุดกลับเมืองหลวงทันทีที่รู้ข่าวว่านางถูกแม่สื่อทาบทาม “แต่งให้ข้าดีหรือไม่...แต่งแล้วเจ้าก็เป็นคนในครอบครัวข้า”
ถ้าหากหลิวเยี่ยนเอ่ยถ้อยคำนั้นด้วยท่าทีของผู้เหนือกว่า ชุยซือจิ้งคงบันดาลโทสะใส่เขาแล้ว
ทว่าขุนพลหลิวผู้กำลังจะเข้ารับพระราชโองการเลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพในอีกไม่กี่วันข้างหน้า กล่าวประโยคนั้นด้วยท่าทีมุ่งมั่นเพียงห้าส่วน ในขณะที่อีกห้าส่วนเป็นการอ้อนวอนขอความเห็นใจจากนาง
เห็นแก่หน้าตาผู้ที่ใกล้จะได้เป็นแม่ทัพ ชุยซือจิ้งเพียงถามในสิ่งที่อยากรู้อย่างตรงไปตรงมา
“เหตุใดต้องเป็นเวลานี้...ทั้งที่ท่านปล่อยให้ข้ารอมาตั้งนานหลายปี”
หลิวเยี่ยนลอบกลืนน้ำลายเพราะคำถามอันแหลมคมของชุยซือจิ้งพุ่งตรงเข้าเป้า
เขาไม่อาจไม่ตอบ แต่กระนั้นก็ยังอยากซื้อเวลาให้ตัวเองอีกสักเล็กน้อย เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าคำตอบของเขาจะทำให้นางเดือดดาลอย่างไม่มีทางเลี่ยง
“มีหลายเหตุผล...เจ้าอยากฟังเรื่องไหนก่อน”
“ดูเหมือนใต้เท้าหลิวจะมีเวลาเหลือเฟือ”
น้ำเสียงประชดประชันของนางทำให้หลิวเยี่ยนลูบจมูกแก้เก้อ
“ไม่ต้องเกรงใจ” ขุนพลหนุ่มเอ่ยพลางยิ้มสู้ “ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าสมควรได้ฟังตั้งนานแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นเหตุใดห้าปีก่อนท่านไม่ยอมทำตามคำขอร้องของข้า”
หัวใจหลิวเยี่ยนหดเกร็งเมื่อนึกย้อนถึงใบหน้าเปื้อนน้ำตาของแม่นางน้อยที่อ้อนวอนให้เขาละทิ้งตำแหน่งซือหม่ากองนอกแล้วรั้งอยู่ในเมืองหลวงแทน
“ห้าปีก่อน...เจ้าน่าจะดูออกว่าสถานการณ์ในวังหลวงไม่สู้ดีนัก ข้าไม่อาจปล่อยมือจากชายแดนได้จริงๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีคนทำหน้าที่คุ้มกันชายแดน”
ชุยซือจิ้งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเห็นด้วย ห้าปีที่แล้วมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นจริง ทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนไปทั้งแผ่นดินแคว้นใต้
นางยังจำได้ว่าแม่ทัพผู้กล้าหาญอย่าง ‘เยว่เฟย’ ถูกอัครมหาเสนาบดีฉินฮุ่ยกล่าวหาว่าคิดก่อกบฏล้มบัลลังก์
สาเหตุเกิดจากแม่ทัพเยว่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเคลื่อนพลและนำทหารติดตามไปไล่ล่ากองทัพศัตรูเพราะหวังช่วงชิงดินแดนที่ถูกยึดไปกลับคืนมา ทางราชสำนักจึงเรียกแม่ทัพเยว่กลับมารายงานตัว
สุดท้ายแม่ทัพผู้เลื่องชื่อก็ต้องจบชีวิตลงเพราะถูกคนวางยาพิษในคุกหลวงทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันความผิด เพราะอัครมหาเสนาบดีบอกเพียงว่าหลักฐานนั้น อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้
เหตุการณ์นี้เป็นดังสัญญาณเตือนบรรดาแม่ทัพนายกองและเหล่าทหารที่ต้องการทวงดินแดนทางเหนือของฝั่งแม่น้ำหวายคืนมาว่า อย่าคิดไกล เพราะฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่มุ่งหมายที่จะสงบศึกมากกว่าอยากรบพุ่งจนกลายเป็นสงครามนองเลือด
แม่ทัพเยว่เฟยกลายเป็นเบี้ยสังเวยกรุยทางสู่การสงบศึก อัครมหาเสนาบดีฉินฮุ่ยถึงขั้นออกประกาศให้ผู้ที่เข้าร่วมกองทัพวางอาวุธและอุทิศตนพลิกฟื้นบ้านเมืองที่บอบช้ำจากสงครามด้วยวิธีการอื่นแทน
หลิวเยี่ยนในเวลานั้นเพิ่งจะเข้ากองทัพได้เพียงไม่กี่ปี แต่ฝ่าฟันจากทหารชั้นผู้น้อยธรรมดาๆ จนขึ้นเป็นผู้นำกองร้อยชายแดนด้วยตัวเอง
เขาไม่ได้อาศัยอำนาจบารมีของบิดาที่เป็นแม่ทัพ แต่พิสูจน์ความสามารถจากการร่วมสู้ศึกต้านขุนนางฉู่ผู้ทรยศต่อราชวงศ์เดิมไปสวามิภักดิ์ศัตรูแล้วนำทัพกลับมาก่อกวนแนวชายแดนอย่างไม่นึกละอาย
เมื่อเกิดเหตุร้ายกับแม่ทัพเยว่เฟยผู้เป็นหัวหอกในการทำศึกทวงแผ่นดิน หลิวเยี่ยนจึงยิ่งไม่ยินยอมและไม่อาจยินยอมละทิ้งหน้าที่
ทหารผู้กล้าอีกมากมายในเวลานั้นก็ยืนกรานไม่ยอมละทิ้งกองทัพเช่นกัน
หากพวกเขายอมทำตามแรงบีบคั้นจากวังหลวงและอัครมหาเสนาบดีจนผละจากชายแดนมาจริงๆ ยามนี้ทหารแคว้นเหนือคงบุกเข้ารุกรานจนยึดเมืองทางฝั่งใต้ได้อีกหลายเมืองแล้ว
คำขอร้องจากชุยซือจิ้งในครั้งนั้นจึงถูกรับฟัง แต่เขาไม่อาจทำตามที่นางคาดหวังได้
“ข้าเข้าใจท่าน”
ชุยซือจิ้งไม่โต้เถียง ซ้ำยังคล้อยตามหลิวเยี่ยนอีกด้วย
วันเวลาที่ผ่านมาทำให้นางคิดตกตั้งนานแล้ว แต่เรื่องนี้เป็นปมติดค้างในใจและนางต้องการให้เขาเอ่ยออกมาเอง เช่นเดียวกับอีกคำถามหนึ่งซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ต้องถามให้ได้
“แล้วเมื่อสามปีก่อนเล่า” นางถามด้วยกิริยาไม่รีบไม่ร้อน
“สามปีก่อน...เจ้าพ้นช่วงที่ต้องไว้ทุกข์ให้มารดาแล้ว” หลิวเยี่ยนยิ้มอ่อนเมื่อรำลึกความหลัง “แต่สถานการณ์ชายแดนก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น”
หลังแม่ทัพเยว่เฟยจากไปอย่างมีเงื่อนงำ สัญญาสงบศึกระหว่างสองแคว้นก็บรรลุผลเพราะไม่มีเสียงของแม่ทัพเยว่คอยขัดขวาง ผู้คนในเมืองหลวงต่างรับรู้ว่าวันเวลาแห่งความสงบสุขกลับคืนมาแล้ว จึงใช้ชีวิตกันอย่างรุ่มรวยและรื่นเริง
ถึงกระนั้นเมืองหน้าด่านยังคงมีการสู้รบปะทะกันของกองทัพฝั่งเหนือและฝั่งใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลิวเยี่ยนถูกคนในเมืองหลวงประณามว่าเป็นขุนพลกระหายเลือดช่วงนี้เอง เพราะเขาสั่งฆ่าทหารและกองโจรฝั่งศัตรูนับร้อยชีวิตที่จับกุมได้หลังก่อเหตุปล้นสดมภ์เผาทำลายหมู่บ้านชายแดนหลายแห่ง
“ท่านไม่ต้องพูดแล้วดีกว่า” จู่ๆ ชุยซือจิ้งก็ตัดบท “ให้ข้าลองทายดูว่าท่านคิดอย่างไร...ดีหรือไม่?”
...ไม่น่าจะดี... หลิวเยี่ยนมีลางสังหรณ์ว่าอย่างนั้น แต่ยังคงยิ้มตอบชุยซือจิ้งอย่างอ่อนโยน
“ได้...เจ้าลองดูเถิด”
“อืม” ชุยซือจิ้งทำท่าครุ่นคิด “เมื่อข้าพ้นช่วงไว้ทุกข์ก็เตรียมคิดเรื่องออกเรือนได้แล้ว ช่วงนั้นมีแม่สื่อมาขอพบบิดาข้าหลายคนทีเดียว แต่ท่านกลับไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ที่อยากจะทาบทามสู่ขอข้า ใช่หรือไม่?”
…คำถามนี้เป็นกับดักชัดๆ... แต่หลิวเยี่ยนยังฝืนตอบตามตรง “ใช่”
เขาอยากจะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม แต่ชุยซือจิ้งขัดขึ้นเสียก่อน
“ท่านไม่คิดสู่ขอข้าเพราะไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาจากชายแดนได้หรือไม่...ต่อมาข้าทำตัวหน้าไม่อายตามไปถึงค่ายทหารเพราะเป็นห่วงแทบตายที่ท่านบาดเจ็บ ท่านก็ยังไม่คิดกลับเมืองหลวงกับข้า เพราะไม่อยากให้ข้าคาดหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะได้เป็นภรรยาท่าน...ใช่หรือไม่...”
หลิวเยี่ยนลำคอแห้งผาก ไม่อาจเอ่ยถ้อยคำใดไปชั่วขณะ เพราะสิ่งที่นางพูดเป็นความจริงเกือบทั้งหมด ยกเว้นที่นางกล่าวถึงตัวเองว่า หน้าไม่อาย และ คาดหวังลมๆ แล้งๆ
เมื่อเห็นเขานิ่งเงียบไม่ตอบคำ ชุยซือจิ้งกล่าวต่อด้วยสีหน้าเฉยเมย
“ตอนนั้นเองที่ข้ารู้ว่าสำหรับท่านแล้ว...ข้าไม่ได้สลักสำคัญอันใด...”
“ไม่ใช่อย่างนั้น!” หลิวเยี่ยนเอ่ยขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“อ้อ...ไม่ใช่” ชุยซือจิ้งยิ้มหยันแต่ดวงตาหม่นเศร้า “เช่นนั้นข้าก็สำคัญอยู่บ้าง แต่คงเป็นอันดับท้ายๆ”
“เจ้าสำคัญ...” หลิวเยี่ยนปวดใจตอนที่เค้นคำนี้ออกมาเพราะรู้ว่านางอาจไม่เชื่อ “เจ้าสำคัญอย่างยิ่ง...”
“พอเลยหลิวเยี่ยน! ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อ!”เมื่อเห็นแววตาแฝงความนัยที่มองมา ชุยซือจิ้งพยายามเอ่ยเสียงแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปลายเสียงยังคงสั่นไหวและเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา“ข้าคิดอะไรหรือ” หลิวเยี่ยนยิ้มอย่างยอกย้อน “อย่างไรที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ”เพราะรู้ว่าพูดออกไปมีแต่จะเข้าเนื้อ ชุยซือจิ้งจึงเลือกตอบโต้ด้วยความเงียบสายตาของหลิวเยี่ยนที่มองมาเหมือนมีเปลวเพลิงขุมหนึ่งอยู่ข้างใน ชุยซือจิ้งถูกจ้องจนกระสับกระส่ายนั่งไม่ติด จึงคิดหาข้ออ้างในการจากไป“ไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ข้าขอตัวไปจัดการเรื่องในเรือนก่อน แต่ข้าออกคำสั่งไม่ให้ใครเข้ามารบกวนห้องหนังสือแล้ว ท่านวางใจได้ พักผ่อนให้สบายเถอะ”“อืม” หลิวเยี่ยนพยักหน้ารับความห่วงใยแต่โดยดี “ขอบใจอาจิ้งมาก”แม้ข้างในใจยังร้อนรุ่มด้วยเพลิงปรารถนา แต่หลิวเยี่ยนยอมปล่อยให้ชุยซือจิ้งรอดตัวไปก่อนขุนพลหนุ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองเหนื่อยล้าเต็มที ไม่เพียงแต่ต้องรีบเร่งเดินทางทั้งที่ยังไม่หายดี พอมาถึงเรือนตระกูลชุยก็ยังไม่มีโอกาสได้พักดีๆ เช่นกัน เพราะต้องพูดคุยเรื่องสำคัญกับชุยซืออวิ๋นให้ชัดเจนเสียก่อนแม้ไม่ได้พบหน้ากันนานเพราะเขากับชุยซืออวิ๋น
ชุยซือจิ้งไม่คิดว่าผ่านไปสามปีนางจะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารกับหลิวเยี่ยนอีกครั้งหลังจากถูกเขาตัดรอนซึ่งหน้าในค่ายทหาร ชุยซือจิ้งซมซานคืนสู่ตระกูลชุยด้วยหัวใจแตกร้าวเมื่อต้องเสียน้ำตาหลายรอบและสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันไร้น้ำใจ นางก็เลิกตอแยเขา ไม่ส่งข้าวของใดไปให้หลิวเยี่ยนเป็นพิเศษอีกมีเพียงเสบียงอาหารกับหยูกยาจำเป็นที่ยังคงถูกส่งให้ทหารในกองทัพเหมือนเดิม ส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับชายแดนหลังจากนั้นก็ไม่เรียกให้บ่าวสอดแนมมารายงานเป็นประจำเหมือนแต่ก่อนแต่แล้วหลิวเยี่ยนที่มีเลือดเนื้อก็มาปรากฏตัวตรงหน้าในวันที่นางละทิ้งความหวังไปไม่รู้ว่าสายตาของนางที่เหม่อมองเขาบ่งบอกความในใจ หรือหลิวเยี่ยนทำตัวเป็นพยาธิในท้องเดาใจนางได้อย่างถูกจังหวะ เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ หลังกินอาหารเสร็จและกลั้วปากด้วยชาหอมเรียบร้อยแล้ว“ยังจำวันที่ข้าส่งเจ้าออกจากค่ายได้หรือไม่”“วันใดหรือ” ชุยซือจิ้งเลิกคิ้วอย่างเสแสร้ง “ข้าจำไม่ได้แล้ว”หลิวเยี่ยนหัวเราะและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า“วันที่เจ้ากินข้าวเคล้าน้ำตาต่อหน้าข้านั่นอย่างไร”“หึ!” ชุยซือจิ้งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ก็บอกแล้วว่าข้าจำไม่ได้”“อืม ไม่เป็นไร
ชุยซือจิ้งยังจำได้แม่นยำว่าวันนั้นตัวเองร้องไห้จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้นยามที่หลิวเยี่ยนจากไป เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกันสักครั้งหน้าห้องมีเพียงเสี่ยวอวี่ที่นั่งรอนางอยู่อย่างอดทนและเป็นคนหยิบหมวกม่านแพรมาสวมให้นางเพื่อปิดบังดวงหน้าเปื้อนคราบน้ำตาตอนเดินออกไปขึ้นรถม้ากลับจวนเมื่อราวสองชั่วยามให้หลังหัวใจอ่อนไหวของเด็กสาวบอบช้ำเมื่อถูกชายหนุ่มที่นางเห็นเป็นดังแผ่นฟ้าปฏิเสธความหวังดี แต่ชุยซือจิ้งผ่านคืนวันอันเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลบิดา พี่ชาย และกิจการตระกูลชุยชุยซือจิ้งมอบสัญญาขายตัวเป็นบ่าวรับใช้คืนให้เสี่ยวอวี่นานแล้ว แต่พี่สาวคนดียังยืนยันจะปรนนิบัตินางต่อไปด้วยฐานะสาวใช้ ช่วงนี้เองที่นางค่อยๆ ผลักดันให้เสี่ยวอวี่จัดการกิจธุระและดูแลร้านค้าต่างๆ แทนวันเวลาสามปีแห่งการไว้ทุกข์ให้มารดาผ่านไปอย่างช้าๆพอออกทุกข์ได้ไม่นาน บรรดาแม่สื่อเริ่มเดินเข้าออกจวนตระกูลชุยหนาตา เพราะทั้งพี่ชายและตัวนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนด้วยกันทั้งคู่อีกทั้งชุยซืออวิ๋นในยามนั้นสอบผ่านเป็นบัณฑิตทั่นฮวาได้แล้ว นับว่าการใช้เวลาไว้ทุกข์สามปีทบทวนตำราของพี่ชายไม่เสียเปล่า ส่วนชุยซ
เมื่อมารดาจากไป ชุยซือจิ้งต้องรับหน้าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลชุยไปโดยปริยายนางเป็นคนเฉลียวฉลาด เรียนรู้ไว การดูแลจัดการเรือนให้บิดาผู้เป็นขุนนางขั้นห้าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลกิจการร้านค้าที่มารดาและบิดาได้รับสืบทอดจากตระกูลเดิมต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องร้านค้าที่นาเรือกสวนที่นางต้องดูแล แต่นางต้องรับรู้ความเป็นไปของเครือข่ายอำนาจและตระกูลผู้มีอิทธิพล รวมถึงทิศทางการทำการค้าในพื้นที่แต่ละแห่งที่มีกิจการของสกุลชุยตั้งอยู่ด้วยภาระหน้าที่นี้ทำให้ชุยซือจิ้งต้องรับรู้เรื่องราวมากมายที่คุณหนูในห้องหอไม่ควรรู้ก่อนเวลาอันควรหากเป็นเรื่องราวประเภทเรือนใดมีอนุคนใหม่แล้วถูกภรรยาเอกจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ชุยซือจิ้งยังพอจะแสร้งรับฟังและปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆแต่เรื่องที่นางได้ยินแล้วตื่นตระหนกในใจคือข่าวคราวที่ฮูหยินแม่ทัพหลายคนต้องเก็บเนื้อเก็บตัวเพราะสามีของพวกนางถูกวังหลวงเพ่งเล็งแม้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่บิดาที่ต้องพักงานชั่วคราวและพี่ชายซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบบัณฑิตทำให้จวนตระกูลชุยไม่อาจตัดขาดจากข่าวคราวภายนอกได้เมื่อบ่าวที่นางสั่งให้สอดแนมความเป็นไปในเมืองหลวงมาราย
พิธีปักปิ่นชุยซือจิ้งปีนั้นไม่ได้จัดใหญ่โต มีเพียงคนในครอบครัวและผู้ใหญ่ที่เคารพมาร่วมงานฮูหยินแม่ทัพหลิวเป็นหนึ่งในผู้ให้เกียรติมาร่วมพิธีช่วงปักปิ่น ส่วนหลิวเยี่ยนติดตามแม่ทัพหลิวมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นหลังจากนางรวบผมปักปิ่นแล้วชุยซือจิ้งไม่ได้พบหน้าหลิวเยี่ยนนานนับปี เมื่อได้พบเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงจึงนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงเหตุเพราะ ‘พี่เยี่ยน’ ในความทรงจำของชุยซือจิ้งคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ดวงตายาวรีคมปลาบมีรอยยิ้มเจืออยู่ในนั้นเสมอทว่า ‘นายกองหลิวเยี่ยน’ ที่เพิ่งกลับจากชายแดนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผิวถูกบ่มด้วยไอแดด ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นผลักไสให้คนออกห่าง ยามสบตากันมองเห็นแต่ดวงตาสีดำเข้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออกหากเขาไม่ส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นตาให้กันก่อน ชุยซือจิ้งคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทายหลังพิธีปักปิ่นของนาง หลิวเยี่ยนรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานนับเดือน ทั้งยังแวะเวียนมาหาชุยซืออวิ๋นอยู่บ่อยๆท่าทีของเขาที่มีต่อเด็กสาววัยปักปิ่นอย่างนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสงวนท่าทีและอยู่ห่างจากนางอย่างน้อยสองสามก้าวเสมอแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจของชุยซือจิ้
ชุยซือจิ้งมองเห็นเพลิงรัญจวนที่ยังไม่มอดสนิทในดวงตาของหลิวเยี่ยนไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ความกดดัน ไม่ต่างกับแววตาลุ่มลึกและมืดดำที่จับจ้องมองนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำแต่สามารถปั่นป่วนกวนใจคนได้อย่างร้ายกาจวินาทีที่สบตากัน ชุยซือจิ้งลืมไปแล้วว่านางกำลังจะทำอะไรหรือควรทำตัวเช่นไร จนกระทั่งเสียงดังกังวานของเด็กสาวหน้าห้องหนังสือลอดผ่านบานประตูเข้ามาอีกครั้ง“คุณหนูเจ้าขา ท่านอย่าได้หักโหมจนท้องกิ่วนะเจ้าคะ วันนี้โรงครัวทำอาหารที่ท่านชอบทั้งนั้นเลย”“อื้ม...” ชุยซือจิ้งขานรับคำหนึ่งพลางเบือนหน้าหลบสายตาของหลิวเยี่ยน“คุณหนูให้ข้าเข้าไปจัดสำรับให้ท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง”แม้น้ำเสียงจะสงบมั่นคง แต่แววตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาชุยซือจิ้งทันทีที่ได้ยินคำถามของสาวใช้ตัวน้อย ทำให้หลิวเยี่ยนที่ยังจ้องมองนางไม่วางตาลอบยิ้มอย่างเอ็นดูระหว่างที่นางตอบโต้กับสาวใช้ประจำตัว หลิวเยี่ยนสวมเสื้อกลับคืนอย่างไม่รีบไม่ร้อน“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” เสี่ยวตานกล่าวต่ออย่างฉาดฉาน “พี่เสี่ยวอวี่กลับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่คุณชายใหญ่ส่งคนมาบอกให้นางไปทำธุระที่ร้านหนังสือ นางบอกว่าเสร็จเรื่







