LOGINชุยซือจิ้งหลบสายตาของหลิวเยี่ยน ไม่อยากให้เขามองเห็นความอ่อนแอที่ข่มเอาไว้
“หากว่าข้าสำคัญยิ่ง...” นางตัดใจถามคำถามสุดท้าย “เหตุใดท่านเพิ่งมาเจรจากับพี่ชายข้า”
คำถามนี้พัวพันถึงเรื่องราวอีกมากมายที่หลิวเยี่ยนยังไม่อาจเปิดเผยให้ชุยซือจิ้งรับรู้ได้
ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่เขากับชุยซืออวิ๋นกำลังคิดการใหญ่ที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง ยิ่งคนรอบตัวรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
“เพราะชายแดนไม่น่าเป็นห่วงถึงเพียงนั้นแล้ว เจ้ากับพี่ชายก็ออกทุกข์พอดี” หลิวเยี่ยนเลือกบอกเท่าที่บอกได้ และย้ำเสียงหนักแน่นที่ประโยคถัดมา “...ข้าไม่อาจปล่อยมือจากเจ้า...”
ชุยซือจิ้งรู้สึกแสบร้อนที่ดวงตาและโพรงจมูก แต่ยิ้มรับความในใจของหลิวเยี่ยน
“ขอบคุณที่ทำให้ข้ากระจ่างแจ้ง”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ายอมแต่งให้ข้า?”
รอยยิ้มบนใบหน้างามผลิบานยิ่งกว่าเดิม ...ทว่าคำตอบที่เอ่ยจากปากคือ...
“ไม่แต่ง”
“เพราะเหตุใดเล่า”
“ข้าไม่ใช่ชุยซือจิ้งคนเดิมที่รอคอยท่านอีกแล้ว”
แม้จะเป็นคำตอบที่คาดเดาได้ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่หลิวเยี่ยนอยากได้ยิน เขาแทบจะรักษากิริยาสุขุมเยือกเย็นเอาไว้ไม่อยู่ ได้แต่ฝืนยิ้มเอ่ยเกลี้ยกล่อมนางอีกครั้ง
“ไม่ว่าอย่างไรสตรีก็ต้องออกเรือน...แต่งให้ข้า...เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวในเรือนข้า ดีหรือไม่?”
“ไม่ดี เพราะต่อให้ข้าไม่ออกเรือนแล้วอยู่เฝ้าจวนตระกูลชุยไปจนตาย พี่ใหญ่ก็คงไม่ว่าอะไรหรอก”
ชุยซือจิ้งเอ่ยอย่างมั่นใจ หลิวเยี่ยนเองก็รู้ว่านางมั่นใจถึงเพียงนั้นได้จริงๆ
หากนางไม่ยินยอม ชุยซืออวิ๋นไม่มีทางบีบบังคับให้น้องสาวออกเรือนเพียงเพราะหวาดกลัวคำครหาของคนนอก และยิ่งไม่มีวันคิดรังเกียจที่จะต้องเลี้ยงดูนางไปจนแก่เฒ่า
“อีกอย่างนะ...” ชุยซือจิ้งเอ่ยต่อเมื่อหลิวเยี่ยนไม่แย้งอะไร “เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ท่านอย่าให้คำมั่นสัญญาที่อาจเสียใจภายหลังสิ วันใดท่านเป็นแม่ทัพจะแต่งภรรยาแต่ไม่รับอนุได้อย่างไร ต่อให้ท่านไม่คิดจะรับ แต่คนในตระกูลท่านคงไม่ยินยอมกระมัง”
“อาจิ้ง...” หลิวเยี่ยนพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ “ในสายตาเจ้า ข้าไม่เอาไหนถึงเพียงนั้นหรือ”
“ก็ได้ ข้าถอนคำพูด ท่านไม่ใช่คนเหลวไหลไม่เอาไหน”
ชุยซือจิ้งยอมถอยแต่โดยดี เพราะเขาพูดได้ทำได้เสมอมา ถ้าบอกว่าไม่ก็คือไม่ เรื่องที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้เขาไม่มีวันรับปากเด็ดขาด นางเรียนรู้ความจริงข้อนี้จากวันเวลาที่ตามตอแยเขาอยู่นานหลายปี
“เช่นนั้นเหตุใดถึงไม่อยากแต่งให้ข้าแล้ว”
หากบุรุษอื่นถามคำถามนี้ ชุยซือจิ้งอาจนึกว่าเป็นคำตัดพ้อ แต่เพราะคนถามคือหลิวเยี่ยน นางรู้ว่าเขาไม่ชอบปล่อยให้ความสงสัยค้างคาใจ จึงตอบไปตามตรง
“ไม่ใช่ไม่อยาก แต่เป็นเพราะว่าไม่กล้า”
“ไม่กล้าเรื่องใด”
“ไม่กล้าเสี่ยงน่ะสิ” ชุยซือจิ้งหัวเราะเบาๆ แต่แววตาหม่นแสง “ข้าเกรงว่าตัวเองจะทนรับความเสียใจอีกไม่ไหวหากวันหน้ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้นแล้วท่านเลือกภาระหน้าที่ก่อนภรรยาและบุตรธิดา”
ไม่ใช่ว่านางไม่เหลือเยื่อใย แต่เป็นเพราะยังมีเยื่อใย จึงกลัวว่าจะต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลิวเยี่ยนกัดกรามแน่นเมื่อรู้ว่าการกระทำของตัวเองฝากรอยแผลในใจนางลึกเพียงใด
เหมือนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร น้ำเสียงใสเย็นของชุยซือจิ้งจึงดังขึ้นอีกครั้งอย่างเรียบเรื่อย
“ข้ารู้ว่าทุกสิ่งมีความสำคัญหนักเบาไม่เท่ากัน แต่ข้าไม่อยากทำตัวไร้เหตุผลบีบบังคับให้ท่านต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเช่นเลือกระหว่างตัวข้ากับภาระหน้าที่ ฉะนั้น...หนทางที่ดีที่สุดก็คือต่างคนต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเองจะดีกว่า”
“นี่เป็นอีกเรื่องที่ข้าไม่อาจตามใจเจ้า” หลิวเยี่ยนเอ่ยด้วยสีหน้าขมฝาด
“ไม่เป็นไร” ชุยซือจิ้งเอ่ยคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าทำตามใจตัวเองก็พอแล้ว”
“ได้” หลิวเยี่ยนเห็นพ้องอย่างง่ายดาย “เจ้าทำตามใจเจ้า ข้าทำตามใจข้า”
“เดี๋ยวก่อน...ท่านเข้าใจอะไรผิดหรือไม่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“ไม่ผิดหรอก เจ้ายังไม่แต่งข้าก็ไม่ฝืน แต่ข้าจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจเช่นกัน”
“นี่ท่านมีแผนการอันใดแน่”
“ตอนนี้มีแค่แผนเดียว...” หลิวเยี่ยนยกยิ้ม “แต่งเจ้าเป็นภรรยา”
“ท่าน!”
ชุยซือจิ้งกำหมัดแน่น หากไม่ทำเช่นนี้นางอาจเผลอใช้สองมือทำร้ายผู้บาดเจ็บเช่นเขา
ยามที่นางทุ่มเททั้งดวงใจ เขาไม่ไยดี ยามที่นางหลาบจำแล้ว เขากลับตามตอแยไม่เลิกลา
“อย่าร้อนใจไปเลย” สุ้มเสียงของหลิวเยี่ยนเจือแววรักใคร่เอ็นดู “ต่อจากนี้ข้ามีเวลาเหลือเฟือจริงๆ ข้าจะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้าเป็นอันขาด”
ความมาดมั่นของเขาฉายชัดเสียจนชุยซือจิ้งต้องย้อนถาม
“ชายแดนจะเป็นอย่างไรท่านไม่สนใจแล้ว?”
“อืม...ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ชุยซือจิ้งรู้สึกผิดหู นางรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะทิ้งปณิธานของตัวเองง่ายๆ ถ้าหากว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นย่อมหมายความว่าเขาเตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่จะตามมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
“ท่านกับพี่ใหญ่ข้ากำลังสมคบคิดกันทำสิ่งใดใช่หรือไม่”
“อาจิ้งของข้าฉลาดยิ่งนัก”
หลิวเยี่ยนถอนใจ แต่ชุยซือจิ้งไม่ยินดีจะรับคำชมเชยนั้น
“ท่านกับพี่ใหญ่อย่าหาเรื่องวุ่นวายใส่ตัวไม่ได้หรือ”
“ไม่ต้องกังวล” เขาคลี่ยิ้มอ่อนโยน “ข้ากับพี่ใหญ่ของเจ้าเป็นคนรอบคอบ”
เมื่อไม่อาจปิดบังเพราะชุยซือจิ้งหัวไวเกินไป เขาทำได้เพียงปลอบประโลมให้นางคลายวิตก
“ไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็นพวกหลงตัวเอง” ...คนรอบคอบผิดพลาดไม่เป็นหรืออย่างไร...
“เจ้าเพิ่งรู้?” หลิวเยี่ยนเลิกคิ้วถาม “ไม่เป็นไร ยังมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้แง่มุมอื่นของข้า”
“ใครจะไปอยากรู้เรื่องของท่าน!” ชุยซือจิ้งขุ่นเคืองจนไม่อาจเอ่ยอันใดได้อีก
หลังจากนั้นความเงียบงันก็เข้าปกคลุมทั่วห้องหนังสือเพราะแม่นางน้อยไม่ยอมปริปากแล้ว
หลิวเยี่ยนได้แต่จ้องมองใบหน้าด้านข้างของชุยซือจิ้งอย่างเหม่อลอยเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์
ในที่สุดชายหนุ่มก็ไม่อาจหักห้ามใจ มือใหญ่คว้ารวบปลายผมนุ่มลื่นขึ้นมาปอยหนึ่งก่อนจรดปลายจมูกสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นอย่างแผ่วเบา เจ้าของเรือนผมรับรู้ได้จึงหันขวับมามองทันที
ดวงตาดำเข้มลึกล้ำของหลิวเยี่ยนดูคลุมเครือล่อลวงพอๆ กับร่างกายท่อนบนซึ่งถูกผ้าพันแผลปกปิดบางส่วน แต่บ่ากว้างตึงแน่นด้วยกล้ามเนื้อจนถึงช่วงเอวสอบยังเปิดเผยท้าทายสายตา เพราะเขาไม่ยอมสวมเสื้อตัวนอกตัวในกลับคืนไปให้เรียบร้อยเสียที
“แผนเจ็บตัวก็ใช้ไปแล้ว นี่ยังจะใช้แผนชายงามอีกหรือ”
ถ้อยคำเสียดสีของชุยซือจิ้งทำให้หลิวเยี่ยนหัวเราะเสียงเบา
“ไม่ใช่” เขาออกแรงเพียงนิดเดียวก็ดึงตัวชุยซือจิ้งเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้งได้อย่างง่ายดาย ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปกระซิบด้วยเสียงแหบทุ้ม “แผนจู่โจมทีเผลอต่างหาก”
“พอเลยหลิวเยี่ยน! ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อ!”เมื่อเห็นแววตาแฝงความนัยที่มองมา ชุยซือจิ้งพยายามเอ่ยเสียงแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปลายเสียงยังคงสั่นไหวและเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา“ข้าคิดอะไรหรือ” หลิวเยี่ยนยิ้มอย่างยอกย้อน “อย่างไรที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ”เพราะรู้ว่าพูดออกไปมีแต่จะเข้าเนื้อ ชุยซือจิ้งจึงเลือกตอบโต้ด้วยความเงียบสายตาของหลิวเยี่ยนที่มองมาเหมือนมีเปลวเพลิงขุมหนึ่งอยู่ข้างใน ชุยซือจิ้งถูกจ้องจนกระสับกระส่ายนั่งไม่ติด จึงคิดหาข้ออ้างในการจากไป“ไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ข้าขอตัวไปจัดการเรื่องในเรือนก่อน แต่ข้าออกคำสั่งไม่ให้ใครเข้ามารบกวนห้องหนังสือแล้ว ท่านวางใจได้ พักผ่อนให้สบายเถอะ”“อืม” หลิวเยี่ยนพยักหน้ารับความห่วงใยแต่โดยดี “ขอบใจอาจิ้งมาก”แม้ข้างในใจยังร้อนรุ่มด้วยเพลิงปรารถนา แต่หลิวเยี่ยนยอมปล่อยให้ชุยซือจิ้งรอดตัวไปก่อนขุนพลหนุ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองเหนื่อยล้าเต็มที ไม่เพียงแต่ต้องรีบเร่งเดินทางทั้งที่ยังไม่หายดี พอมาถึงเรือนตระกูลชุยก็ยังไม่มีโอกาสได้พักดีๆ เช่นกัน เพราะต้องพูดคุยเรื่องสำคัญกับชุยซืออวิ๋นให้ชัดเจนเสียก่อนแม้ไม่ได้พบหน้ากันนานเพราะเขากับชุยซืออวิ๋น
ชุยซือจิ้งไม่คิดว่าผ่านไปสามปีนางจะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารกับหลิวเยี่ยนอีกครั้งหลังจากถูกเขาตัดรอนซึ่งหน้าในค่ายทหาร ชุยซือจิ้งซมซานคืนสู่ตระกูลชุยด้วยหัวใจแตกร้าวเมื่อต้องเสียน้ำตาหลายรอบและสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันไร้น้ำใจ นางก็เลิกตอแยเขา ไม่ส่งข้าวของใดไปให้หลิวเยี่ยนเป็นพิเศษอีกมีเพียงเสบียงอาหารกับหยูกยาจำเป็นที่ยังคงถูกส่งให้ทหารในกองทัพเหมือนเดิม ส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับชายแดนหลังจากนั้นก็ไม่เรียกให้บ่าวสอดแนมมารายงานเป็นประจำเหมือนแต่ก่อนแต่แล้วหลิวเยี่ยนที่มีเลือดเนื้อก็มาปรากฏตัวตรงหน้าในวันที่นางละทิ้งความหวังไปไม่รู้ว่าสายตาของนางที่เหม่อมองเขาบ่งบอกความในใจ หรือหลิวเยี่ยนทำตัวเป็นพยาธิในท้องเดาใจนางได้อย่างถูกจังหวะ เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ หลังกินอาหารเสร็จและกลั้วปากด้วยชาหอมเรียบร้อยแล้ว“ยังจำวันที่ข้าส่งเจ้าออกจากค่ายได้หรือไม่”“วันใดหรือ” ชุยซือจิ้งเลิกคิ้วอย่างเสแสร้ง “ข้าจำไม่ได้แล้ว”หลิวเยี่ยนหัวเราะและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า“วันที่เจ้ากินข้าวเคล้าน้ำตาต่อหน้าข้านั่นอย่างไร”“หึ!” ชุยซือจิ้งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ก็บอกแล้วว่าข้าจำไม่ได้”“อืม ไม่เป็นไร
ชุยซือจิ้งยังจำได้แม่นยำว่าวันนั้นตัวเองร้องไห้จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้นยามที่หลิวเยี่ยนจากไป เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกันสักครั้งหน้าห้องมีเพียงเสี่ยวอวี่ที่นั่งรอนางอยู่อย่างอดทนและเป็นคนหยิบหมวกม่านแพรมาสวมให้นางเพื่อปิดบังดวงหน้าเปื้อนคราบน้ำตาตอนเดินออกไปขึ้นรถม้ากลับจวนเมื่อราวสองชั่วยามให้หลังหัวใจอ่อนไหวของเด็กสาวบอบช้ำเมื่อถูกชายหนุ่มที่นางเห็นเป็นดังแผ่นฟ้าปฏิเสธความหวังดี แต่ชุยซือจิ้งผ่านคืนวันอันเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลบิดา พี่ชาย และกิจการตระกูลชุยชุยซือจิ้งมอบสัญญาขายตัวเป็นบ่าวรับใช้คืนให้เสี่ยวอวี่นานแล้ว แต่พี่สาวคนดียังยืนยันจะปรนนิบัตินางต่อไปด้วยฐานะสาวใช้ ช่วงนี้เองที่นางค่อยๆ ผลักดันให้เสี่ยวอวี่จัดการกิจธุระและดูแลร้านค้าต่างๆ แทนวันเวลาสามปีแห่งการไว้ทุกข์ให้มารดาผ่านไปอย่างช้าๆพอออกทุกข์ได้ไม่นาน บรรดาแม่สื่อเริ่มเดินเข้าออกจวนตระกูลชุยหนาตา เพราะทั้งพี่ชายและตัวนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนด้วยกันทั้งคู่อีกทั้งชุยซืออวิ๋นในยามนั้นสอบผ่านเป็นบัณฑิตทั่นฮวาได้แล้ว นับว่าการใช้เวลาไว้ทุกข์สามปีทบทวนตำราของพี่ชายไม่เสียเปล่า ส่วนชุยซ
เมื่อมารดาจากไป ชุยซือจิ้งต้องรับหน้าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลชุยไปโดยปริยายนางเป็นคนเฉลียวฉลาด เรียนรู้ไว การดูแลจัดการเรือนให้บิดาผู้เป็นขุนนางขั้นห้าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลกิจการร้านค้าที่มารดาและบิดาได้รับสืบทอดจากตระกูลเดิมต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องร้านค้าที่นาเรือกสวนที่นางต้องดูแล แต่นางต้องรับรู้ความเป็นไปของเครือข่ายอำนาจและตระกูลผู้มีอิทธิพล รวมถึงทิศทางการทำการค้าในพื้นที่แต่ละแห่งที่มีกิจการของสกุลชุยตั้งอยู่ด้วยภาระหน้าที่นี้ทำให้ชุยซือจิ้งต้องรับรู้เรื่องราวมากมายที่คุณหนูในห้องหอไม่ควรรู้ก่อนเวลาอันควรหากเป็นเรื่องราวประเภทเรือนใดมีอนุคนใหม่แล้วถูกภรรยาเอกจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ชุยซือจิ้งยังพอจะแสร้งรับฟังและปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆแต่เรื่องที่นางได้ยินแล้วตื่นตระหนกในใจคือข่าวคราวที่ฮูหยินแม่ทัพหลายคนต้องเก็บเนื้อเก็บตัวเพราะสามีของพวกนางถูกวังหลวงเพ่งเล็งแม้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่บิดาที่ต้องพักงานชั่วคราวและพี่ชายซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบบัณฑิตทำให้จวนตระกูลชุยไม่อาจตัดขาดจากข่าวคราวภายนอกได้เมื่อบ่าวที่นางสั่งให้สอดแนมความเป็นไปในเมืองหลวงมาราย
พิธีปักปิ่นชุยซือจิ้งปีนั้นไม่ได้จัดใหญ่โต มีเพียงคนในครอบครัวและผู้ใหญ่ที่เคารพมาร่วมงานฮูหยินแม่ทัพหลิวเป็นหนึ่งในผู้ให้เกียรติมาร่วมพิธีช่วงปักปิ่น ส่วนหลิวเยี่ยนติดตามแม่ทัพหลิวมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นหลังจากนางรวบผมปักปิ่นแล้วชุยซือจิ้งไม่ได้พบหน้าหลิวเยี่ยนนานนับปี เมื่อได้พบเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงจึงนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงเหตุเพราะ ‘พี่เยี่ยน’ ในความทรงจำของชุยซือจิ้งคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ดวงตายาวรีคมปลาบมีรอยยิ้มเจืออยู่ในนั้นเสมอทว่า ‘นายกองหลิวเยี่ยน’ ที่เพิ่งกลับจากชายแดนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผิวถูกบ่มด้วยไอแดด ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นผลักไสให้คนออกห่าง ยามสบตากันมองเห็นแต่ดวงตาสีดำเข้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออกหากเขาไม่ส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นตาให้กันก่อน ชุยซือจิ้งคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทายหลังพิธีปักปิ่นของนาง หลิวเยี่ยนรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานนับเดือน ทั้งยังแวะเวียนมาหาชุยซืออวิ๋นอยู่บ่อยๆท่าทีของเขาที่มีต่อเด็กสาววัยปักปิ่นอย่างนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสงวนท่าทีและอยู่ห่างจากนางอย่างน้อยสองสามก้าวเสมอแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจของชุยซือจิ้
ชุยซือจิ้งมองเห็นเพลิงรัญจวนที่ยังไม่มอดสนิทในดวงตาของหลิวเยี่ยนไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ความกดดัน ไม่ต่างกับแววตาลุ่มลึกและมืดดำที่จับจ้องมองนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำแต่สามารถปั่นป่วนกวนใจคนได้อย่างร้ายกาจวินาทีที่สบตากัน ชุยซือจิ้งลืมไปแล้วว่านางกำลังจะทำอะไรหรือควรทำตัวเช่นไร จนกระทั่งเสียงดังกังวานของเด็กสาวหน้าห้องหนังสือลอดผ่านบานประตูเข้ามาอีกครั้ง“คุณหนูเจ้าขา ท่านอย่าได้หักโหมจนท้องกิ่วนะเจ้าคะ วันนี้โรงครัวทำอาหารที่ท่านชอบทั้งนั้นเลย”“อื้ม...” ชุยซือจิ้งขานรับคำหนึ่งพลางเบือนหน้าหลบสายตาของหลิวเยี่ยน“คุณหนูให้ข้าเข้าไปจัดสำรับให้ท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง”แม้น้ำเสียงจะสงบมั่นคง แต่แววตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาชุยซือจิ้งทันทีที่ได้ยินคำถามของสาวใช้ตัวน้อย ทำให้หลิวเยี่ยนที่ยังจ้องมองนางไม่วางตาลอบยิ้มอย่างเอ็นดูระหว่างที่นางตอบโต้กับสาวใช้ประจำตัว หลิวเยี่ยนสวมเสื้อกลับคืนอย่างไม่รีบไม่ร้อน“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” เสี่ยวตานกล่าวต่ออย่างฉาดฉาน “พี่เสี่ยวอวี่กลับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่คุณชายใหญ่ส่งคนมาบอกให้นางไปทำธุระที่ร้านหนังสือ นางบอกว่าเสร็จเรื่







