INICIAR SESIÓN...โอมซึ่งกำลังอยู่ในวังวนการปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ อยู่นั้นรีบยกมือขึ้นกุมมือที่ถือช้อนคาไว้ แล้วมองเข้าไปในดวงตาคู่คมสวยนั่น
“ปกติผมไม่ค่อยชอบทานของแบบนี้ แต่นี่ผมจะทาน เพราะคุณเป็นคนป้อนนะครับ” ...โอมพูดจบก็ทานเค้กที่เธอตักให้โดยมือใหญ่ของเขายังคงกุมมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ...เบญรดารู้สึกเหมือนความอบอุ่นจนเกือบร้อนนั่นวิ่งผ่านมือเขาเข้ามาสู่มือเธอแล้ววิ่งมาตามแขน มาเรื่อยๆ จนถึงไหล่แล้วเข้าไปยังหน้าอกด้านซ้าย มันเป็นความร้อนผะผ่าว วูบวาบ และมีปฏิกิริยาไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ ความรู้สึกแปลกใหม่นี้ทำให้เบ็ญรดาตกใจจนต้องรีบดึงมือกลับ เคล้งงงง!!!! ...ช้อนตักเค้กหลุดจากมือแล้วหล่นกระทบจานของเขา ...เมื่อเบญรดาดึงมือข้างที่ถูกกุมไว้กลับมา ก็รีบนำมากุมเข้าด้วยกันและก้มหน้าลงมองมือตัวเองโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “เอ่ออ!! ฉะ...ฉันกลับขึ้นข้างบนดีกว่าค่ะะ” ...เธอพูดตะกุกตะกักโดยไม่มองหน้าเขา แล้วรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับหยิบกล่องมือถือมากอดไว้แนบอกก่อนจะเบี่ยงตัวออกมาให้พ้นโต๊ะ แล้วเดินตรงไปยังบันไดก้าวเท้าไวๆ ฉับๆ ไปตามทางเดินปูนซีเมนต์เพื่อขึ้นไปยังบ้านพักหลังใหญ่ด้านบน ...โอมนั่งมองร่างที่เดินออกไปพร้อมมงกุฎกล้วยไม้ที่ยังสวมอยู่บนศีรษะนั่น หัวใจชายหนุ่มเองก็เต้นรัวเร็วไม่ต่างจากเธอ ยิ่งเมื่อคำตอบชัดเจนว่าเด็กมัธยมปลายวันนั้นคือเธอในวันนี้ ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกหวั่นไหวจู่โจมเข้ามาจนบอกไม่ถูก และเพราะบอกไม่ถูกนี่แหละที่ทำให้ต้องนั่งเงียบมองเธอเดินไปโดยไม่ทันได้พูโอะไรสักคำ .................... ...เบ็ญรดากลับมาถึงห้องพักก็ยังรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายกับความรู้สึกทีเกิดขึ้นเมื่อครู่ ใบหน้าและร่างกายยังเกิดอาการวูบวาบเป็นระยะๆ จนคิดว่าต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้รู้สึกไปกับมันนานเกินไป...แล้วเธอก็รีบแกะโทรศัพท์มือถือมาเปิดเครื่องดูพร้อมทั้งจัดการเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วย และเขาใส่ซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าบุคคลแรกที่เธอต้องติดต่อกลับไปให้เร็วที่สุดคือ..
“ฮัลโหล ท่านคะหนูเองค่ะ ไม่ทราบว่าทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้างคะ!!” ...เบญรดารีบยิงคำถามทันทีเมื่อท่าน ผบ.ตร. รับสาย “อ้าวแล้วเป็นอย่างไรบ้าง!! ดีขึ้นแล้วเหรอ!! ทางนี้ไม่ต้องห่วงอะไรนะ อาซือมันเปิดปากออกมาหมดแล้ว เหลือแต่ทางนั้นถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ต้องเริ่มสืบหาที่อยู่พ่อเลี้ยงทรงพลให้ชัดเจน เพราะอาซือมันบอกว่าอาทิตย์หน้าจะมีของส่งมาจากรัฐฉาน แล้วจะมีการขนส่งเข้ามาเก็บไว้ที่โกดังใกล้ๆ ทางไปวัดอุโมงค์นั่นแหละ ต้องหาตัวพ่อเลี้ยงให้เจอจะได้คอยสะกดรอยตามมัน เพราะถ้าเป็นของชุดใหญ่มันมักไปดูด้วยตัวเอง ถึงวันนั้นถ้าจังหวะเข้าข้างก็ชาร์จได้เลย” “ค่ะ รับทราบค่ะ หนูดีขึ้นมากแล้วค่ะและอยากให้ส่วนกลางดูที่พักในเมืองให้ใหม่ค่ะ เพราะที่เก่าพวกนั้นรู้แล้วหนูกลับไปที่นั่นไม่ได้แล้วค่ะ ถ้าได้ที่พักเมื่อไหร่หนูจะรีบเข้าไปเตรียมตัวสืบหาพ่อเลี้ยงต่อเลยค่ะ” “อื่มดีมาก อีกอย่างถ้าหมวดไปอยู่ในเมืองจะได้ไปหาที่รักษาสะดวกขึ้นด้วย แล้วที่สำคัญเราไม่ควรรบกวนประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแผนงานนานเกินไป แม้จะเป็นคนรู้จักก็เถอะ เพราะงานของเรามันเสี่ยงมากหากพลาดพลั้งไปทำให้เขาได้รับอันตรายขึ้นมาเดี๋ยวเรื่องก็จะจบยากไปใหญ่ เข้าใจมั้ย!!” “เข้าใจค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูรบกวนส่วนกลางหาที่พักให้ด่วนที่สุดเลยนะคะ เราเหลือเวลาไม่มากที่จะสืบหาตัวพ่อเลี้ยง ส่วนหนูพร้อมย้ายออกจากพิกัดเดิมได้ตลอดเวลาค่ะท่าน” “โอเค ผมจะเร่งให้คนจัดการหาที่พักให้เร็วที่สุด จะไม่ให้เกินสองวันนี้แหละ งั้นค่อยคุยกันอีกทีตอนได้ที่พักแล้วกันนะ” ...ท่าน ผบ.ตร. วางสายไปแล้ว เหลือแต่เบญรดาที่ยังนั่งอยู่ในท่าโทรศัพท์มือถือแนบหูเพราะใจคิดถึงแต่เรื่องจะวางแผนอย่างไรเพื่อให้รู้ว่าพ่อเลี้ยงทรงพลอยู่ที่ไหน และความคิดนี้ก็เหวี่ยงเธอออกจากความรู้สึกวูบวาบเมื่อครู่ได้อย่างเฉียบขาด ...เพราะเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งนั้นที่เขาเรียกกันว่าความรัก เธอบอกตัวเองว่าจะไม่เผลอไผลไปกับความรู้สึกพิเศษเมื่อครู่อีกแล้ว และตอกย้ำเหมือนตอกตะปูอีกทีว่าความรู้สึกวูบวาบเมื่อสักครู่เป็นเรื่องไร้สาระและไม่ควรใส่ใจกับมันอีก .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่






![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
