LOGIN...เบญรดาจัดการยกมงกุฎกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสขึ้นวางบนศีรษะตัวเองอีกครั้งแล้วยิ้มให้เขาและยักคิ้วขึ้นลงๆ แล้วยกข้อศอกสองข้างวางบนโต๊ะใช้ฝ่ามือสองข้างเท้าคางไว้แต่สายตายังคงมองเขาตลอดเพื่อให้เขาได้บันทึกวีดีโอตามที่บอก
...แต่ภาพหญิงสาวสวมมงกุฎกล้วยไม้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าขณะนี้ทำให้คนจะถ่ายวีดีโอถึงกับมองตาไม่กระพริบ เขาเปิดยิ้มบางๆ และตาเป็นประกายวิบวับอีกแล้ว คนสวมมงกุฎรู้สึกแปลกๆ ขัดๆ กับสายตาแบบนี้จนทนไม่ไหว “นี่เมื่อไหร่จะถ่ายคะ!! มองอยู่นั่นแหละ เขินแล้วนะ!!” ...เธอท้วงเขาแล้วพาลทำหน้างอนๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่อยากเล่นด้วยแล้ว ...โอมรู้ตัวว่าเผลอมองเธอนานเกินไปแล้วก็ยิ้มเจื่อนๆ แก้หน้า “อ้อออ!! อื่มม!! ใช่ๆ โอเค...บันทึกล่ะนะ” ...เขาพูดพร้อมกับกดปุ่มบันทึกวีดีโอ แล้วมองอิริยาบถของเธอผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังบันทึกภาพหญิงสาวสวมมงกุฎกล้วยไม้และใช้ช้อนตักเค้กใส่ปากเคี้ยวจนแก้มตุ่ย ...ดวงตาคมสวยช้อนขึ้นมองกล้องแล้วส่งยิ้มมานั้น มันช่างเป็นภาพที่ทำให้โอมไม่อยากละสายตาไปไหนเลย ยิ่งตอนที่เธอแกล้งทำเป็นใช้นิ้วหยิบเค้กขึ้นมาแล้วส่งมาให้ดูใกล้ๆ กล้องบันทึกนั้นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกคิดถึงสาวน้อยคนหนึ่งที่ร้านกาแฟของเพื่อนเมื่อในอดีต “คุณชอบกินเค้กเหรอ!!” ...โอมถามแล้วยิ้มเพราะมีความสุขกับการได้มองความสดใสของเธอคนนี้ “อื่มชอบมากค่ะ แต่ป๊าไม่ค่อยให้กิน ป๊าค่อนข้างเคร่งเรื่องอาหารค่ะ คุณรู้มั้ยว่าฉันน่ะโดนป๊าควบคุมเรื่องการกินและออกกำลังกายตั้งแต่เด็กเลยนะ ตอนแรกๆ ก็ขัดใจมากจนต้องขอให้พี่วิทกับพี่วินแอบพาไปกินของอร่อยๆ นอกบ้าน แล้วช่วยกันปิดปากไม่ให้ป๊ารู้ด้วย ฮ่าๆๆ คิดแล้วก็ขำ แต่ทุกอย่างที่ป๊าทำน่ะก็เพื่อจะให้ฉันมีวันนี้ไงคะ” ...เธอเล่าไปยิ้มไปหัวเราะไป มือก็ตักเค้กส่งเข้าปากอย่างต่อเนื่องจนโอมหยุดบันทึกวีดีโอแล้วเปลี่ยนเป็นนั่งฟังเธอเล่าเรื่องต่อ “จำได้ว่ามีครั้งนึงที่พี่วินพาไปกินเค้กร้านพี่น๊อต ที่จำได้ไม่ลืมเพราะวันนั้นเป็นวันสอบคัดเลือกตำรวจนี่ล่ะค่ะ พอกลับถึงบ้านก็บอกม๊า แต่ไม่รู้ว่าป๊ายืนฟังอยู่ข้างหลัง วันนั้นฉันเลยโดนวิ่งรอบสนามและว่ายน้ำหนักกว่าทุกวันเป็นเท่าตัว โอ๊ยเกือบตายเลย ฮ่าๆๆๆ” ...เสียงพูดและเสียงหัวเราะใสๆ นั่นทำให้คนฟังกระชุ่มกระชวยไปด้วย แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดหูคือที่เธอบอกว่าไปกินเค้กร้านพี่น๊อต (ไม่นะ!!! ไม่ใช่มั้ง!! น๊อตไหนนะ!! เป็นไปไม่ได้ว่าร้านที่เธอพูดถึงจะเป็นร้านของเพื่อนเรา) “เอ่อเดี๋ยวๆ เมื่อกี้คุณบอกว่าไปกินเค้กร้านใครนะ!!” ...โอมยกลำตัวให้นั่งตรงแล้วถามกลับไปเหมือนไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “เอิ่มร้านชื่อออะไรนะจำไม่ได้ค่ะแต่จำได้ว่าเจ้าของชื่อพี่น๊อตค่ะ ร้านนี้เป็นร้านกาแฟแล้วเปิดมานานมากตั้งแต่ฉันเรียนมัธยมน่ะค่ะ ยิ่งตอนนี้กิจการก็ขยายใหญ่โตเปิดหลายสาขาด้วย คือที่นี่เขามีขนมหลายอย่างค่ะแล้วอร่อยทุกอย่างาเลย” ...หญิงสาวตอบและมองเขาด้วยสายตาแทนคำถามว่าเขามีอะไรข้องใจหรือเปล่า “น๊อตเหรอ!! ผมก็มีเพื่อนชื่อน๊อตและเปิดร้านกาแฟด้วยนะ นี่คนเดียวกันหรือเปล่าเนี่ย!!” ...โอมพูดอย่างตื่นเต้น “อ้าวเอ้ะไม่รู้สิคะ!! ฉันไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ หรอกค่ะ แต่พี่วินน่าจะรู้จักเพราะเป็นลูกค้าประจำ ฉันรู้จักชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของร้านแค่นั้นแหละ ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอก” “แล้วเมื่อกี้คุณว่าไปกินตอนไหนนะ!!” “หูยยยย..นานมากแล้วค่ะ ตั้งแต่อยู่มอปลายโน่น ก็ราวๆ เจ็ดแปดปีแล้วล่ะ เดี๋ยวนะคิดก่อน!! แต่วันนั้นน่าจะเป็นวันไปสอบนี่แหละ พอสอบเสร็จก็ขอให้พี่วินพาไปกินขนมที่ร้านพี่น๊อต ทำไมคะมีอะไรเหรอ!!” ...เธอตอบแล้วถามกลับเพราะแปลกใจกับท่าทางของเขา ...โอมมองเธอนิ่งและเงียบ เขานึกทบทวนภาพบรรยากาศภายในร้านของเพื่อนในวันนั้น ภาพที่เขามองเด็กนักเรียนมัธยมปลายผ่านกลีบดอกกล้วยไม้แคทลียาที่เกือบจะเลือนหายไปจนมาถึงวันนี้ แล้วนึกย้อนไปยังวันนั้นที่ตลาดที่เขามีโอกาสเห็นเธอผ่านกลีบดอกกล้วยไม้อีกครั้งจนแอบบันทึกวีดีโอไว้โดยเธอไม่รู้ตัว...จนมาวันนี้ได้นึกย้อนกลับไปถึงผู้หญิงที่เขาผูกเรื่องราวผ่านดอกกล้วยไม้ไว้ในอดีต จนมาถึงคนที่กำลังนั่งสวมมงกุฎกล้วยไม้อยู่ตรงหน้าตอนนี้ คงจะเป็นใครไปไม่ได้อีกแล้วนอกจากเด็กนักเรียนมอปลายในวันนั้นจนเวลาผ่านไปให้มาเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า วันนี้
...โอมยังก้ำกึ่งกับความคิดว่าไม่อยากจะเชื่อกับการเดินทางของเรื่องราวที่ยังอยู่ในใจเขา แต่หัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ตอนนี้มันพอจะเป็นคำตอบให้ได้ว่าไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว “คุณเป็นอะไรคะ!!! ทำไมทำหน้าแปลกๆ คิดอะไรอยู่!!” ...เธอถามเขาเพราะสงสัยกับท่าทีและสายตาแปลกๆ นั่นที่เหมือนจะมองเธอแต่มันกลับเลื่อนลอยเหมือนคิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้ “อ๋อเปล่าครับ!! เดี๋ยวผมจะส่งคลิปนี้ให้คุณวิทนะครับและบอกว่าฝากให้คุณแม่คุณได้ดูด้วย ท่านจะได้สบายใจว่าคุณสบายดี” ...โอมเปลี่ยนเรื่องพูดทันที เพราะต่อให้เขาพูดในสิ่งที่กำลังคิด เธอก็ไม่มีวันรู้หรือเข้าใจหรอก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดกับเขา ไม่ได้เกิดกับเธอ เขาเป็นคนเห็นและรู้สึกกับสิ่งที่เห็น โดยคนที่ถูกมองเห็นนั้นไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวหรือรู้ตัวแต่อย่างใด เขาจึงเลือกที่จะไม่พูดเสียดีกว่า “ฉันกินตั้งเยอะแล้ว แต่คุณไม่เห็นกินเลย กินหน่อยสิ!! อร่อยนะ!! เอาๆ เดี๋ยวฉันตักให้ชิมก็ได้ เอา...นี่เลย!! นี่ๆ” ...เบญรดาพูดแล้วหยิบช้อนของเขาลงตักเค้กพร้อมกับยื่นไปใกล้เพื่อจะแกล้งป้อนเขาให้ดูสนุกสนาน .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







