تسجيل الدخول“หนูเคยได้ยินไอ้อาซือมันพูดกับคนของพ่อเลี้ยงค่ะว่าให้ไปรอรับของที่อำเภอเชียงของค่ะซึ่งของจะมาจากรัฐฉานค่ะ และได้ยินมันพูดเรื่องโกดังสินค้าด้วยค่ะแสดงว่าที่เชียงของต้องมีโกดังที่พวกมันหลอกตาว่าเป็นสินค้าทั่วไปที่สั่งมาจากจีนแต่มันต้องเป็นที่เก็บยาบ้าด้วยแน่นอนค่ะ”
...อุมาพรหรือออมนั่งบอกสิ่งที่เคยได้ยินมาผ่านช่องเล็กๆ ให้กับทนาย นายพลตฤณ และโอม ได้ฟังถึงความน่าจะเป็นไปได้ต่อสถานที่ที่ใช้กักเก็บสินค้าซึ่งเป็นยาเสพติดและการรับของถ่ายของ ...ทุกคนตั้งใจฟังออมเพื่อเก็บเป็นข้อมูล และนี่เป็นการขอใช้สิทธิ์เพื่อให้จำเลยได้พูดคุยกับทนายความของตัวเองในการต่อสู้คดีต่อไปโดยไม่มีใครรู้ว่าการพูดคุยครั้งนี้มีเนื้องหาอย่างไรบ้าง “แล้วเคยได้ยินมันพูดถึงที่อื่นอีกไหม!!” ...นายพลตฤณที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ช่วยเฉพาะกิจของทนายความ ถามกลับไป ...ออมมองหน้าท่านนายพลแล้วพยายามคิดทบทวนว่าที่ผ่านมามีอะไรคลับคล้ายคลับคลากับเรื่องแบบนี้อีกบ้าง “อ้อมีค่ะ!! เคยได้ยินพ่อเลี้ยงคุยโทรศัพท์บอกลูกน้องให้ไปเอาฝิ่นดิบจากบนดอยที่อำเภอฝางค่ะแล้วส่งกลับไปยังโรงงานที่อยู่ทางตอนเหนือของรัฐฉานเพื่อให้เขาผลิตออกมาเป็นผงขาว แล้วรอให้เขาส่งกลับมาอีกทีเพื่อทางนี้จะเอาของส่งต่อไปมาเลเซียค่ะ” ...คำพูดฉะฉานที่แสดงถึงความมั่นใจในสิ่งที่ได้ยินมาประกอบกับความเคียดแค้นที่โดนพ่อเลี้ยงทรงพลยกเทกลางอากาศเมื่อเธอโดนจับโดยไม่มีแม้แต่การติดต่อขอเยี่ยมเลย “หนูคิดว่าลูกน้องตัวเป้งๆ ของพ่อเลี้ยงที่มีอยู่เจ็ดแปดคนแต่ไอ้อาซือดูจะโง่ๆ ที่สุดค่ะ เพราะหนูเคยถามเรื่องยาบ้าไปเรื่อยเปื่อยกับมันแล้วมันตอบหนูหมดค่ะ ถ้าคุณอาสามารถเอาอาซือมาเค้นข้อมูลได้ล่ะก็ คงไม่ยากที่จะสืบต่อกับวงจรของพ่อเลี้ยงค่ะ” ...สีหน้าและแววตาของออมหมายมั่นอย่างยิ่งที่จะทิ้งทวนให้ตัวเองพลิกกลับมาเป็นคนสร้างประโยชน์ให้ทางการก่อนที่จะคาดคะเนไม่ได้กับอนาคตตัวเอง แต่ลึกๆ เธอก็ตะขิดตะขวงใจกับบางเรื่องอยู่เช่นกันนั่นคือ... “แต่หนูทราบมาว่าพ่อเลี้ยงเคยจัดการตัดตอนกับคนที่ทำงานพลาดจนโดนจับได้มาหลายคนแล้วค่ะ หนูเองก็ไม่มั่นใจว่าจะกลายเป็นรายต่อไปหรือเปล่าแต่หากเป็นเช่นนั้นขอให้หนูใช้เวลาที่เหลืออยู่ชดใช้กับความผิดพลาดทั้งหมดก็แล้วกันค่ะ” ...ออมพูดจบก็มีสีหน้าเศร้าแล้วน้ำตาก็ซึมจนล้นดวงตาแต่เธอพยายามกลั้นไว้และหันหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้น้องชายเห็น “อย่าพูดแบบนั้นสิพี่ออม ผมว่าพี่อยู่ในนี้มันคงทำอะไรไม่ได้หรอกมั้ง อีกอย่างถ้ามันยังมีความเป็นคนเหลืออยู่บ้างผมว่ามันต้องคิดถึงพี่ตอนที่อยู่ด้วยกันบ้าง คนเราต่อให้ชั่วร้ายแค่ไหนแต่ก็มีมุมความผูกพันธ์บ้างแหละครับ” ...โอมพูดปลอบพี่สาว “แกรู้จักพ่อเลี้ยงทรงพลน้อยไปแล้วโอม คนคนนี้ทั้งใจดำอำมหิตและเลือดเย็น ที่พี่พูดได้เพราะเขายังเคยพาพี่ไปดูตอนให้ลูกน้องทรมานคนขนยาแต่โดนตำรวจจับได้ที่ลำปาง มันช่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์และต้องเลือดเย็นอย่างมันไงถึงทำได้ทุกอย่างแม้แต่ฆ่าคนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับมัน” ...ออมเล่าสิ่งที่เคยไปเห็นแล้วกับขมกรามแน่น ตามองออกไปนอกหน้าต่างนึกถึงภาพที่โกดังร้างแห่งหนึ่งที่พ่อเลี้ยงเคยพาไปดูการทรมานญาติของเขา โดยการเอาเชือกผูกคอแล้วให้ลูกน้องค่อยดึงๆ ขึ้นไปบนคานหลังคา ...ภาพญาติของพ่อเลี้ยงทรงพลดิ้นกระแด่วๆ อยู่กลางอากาศยังคงชัดอยู่ในสมองไม่เคยลืมหากแต่ตอนนั้นเธออยู่ในภาวะคนเสพตาที่ยืนหัวเราะร่าไปกับพ่อเลี้ยงในขณะมองคนคนนั้นค่อยๆ ขาดใจตายอยู่กลางอากาศ...แต่หากวันนี้ พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้คนถูกเก็บจะเป็นเธอ และต่อให้กลัวหรือเสียใจหนักหนาแค่ไหนก็คงหนีไม่พ้นหากพ่อเลี้ยงจะทำเสียอย่าง แต่อย่างน้อยก่อนลมหายใจสุดท้ายจะมาเยือนออมขอพลีชีพทั้งหมดพลิกขั้วกลับมาอยู่ฝ่ายถูกต้องดีกว่า
...โอมมองหน้าพี่สาวแล้วคิดเลยเถิดไปถึงว่าหากวันหนึ่งวันใดที่ทางเรือนจำโทรไปแจ้งแก่เขาว่าพี่สาวเขาได้เสียชีวิตแล้ววันนั้นเขาจะทำอย่างไร บุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตอีกสองคนที่เข้าใจว่าลูกสาวยังคงอยู่ปกติสุขจะเป็นอย่างไรเมื่อรู้เรื่องทั้งหมด .................... ...นายพลตฤณกลับมาจากเชียงใหม่พร้อมข้อมูลที่น่าพอใจ และข้อมูลนั้นก็ถูกส่งต่อไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในวาระส่วนตัวโดยยังไม่อยากให้ตำรวนายอื่นๆ รับรู้เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าในเข่งปลาจะมีปลาอยู่จำนวนหนึ่งที่ตกเป็นเบี้ยล่างของเงินสกปรกที่รับมาสนองตัวเอง “ผมได้รับข้อมูลของท่านแล้วครับ เดี๋ยวจะรีบหาเวลาคุยกับรอง และอีกสักสองคนที่ไว้ใจได้เพื่อปรึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะก่อนจะเรียกทีมที่กลับจากอังกฤษมารับงานไปจัดการต่อ ขอบคุณท่านมากนะครับ ผมเคารพและศรัทธาท่านมากแม้จะเกษียณไปแล้วแต่หัวใจของท่านก็ยังพร้อมช่วยงานแผ่นดิน” ...น้ำเสียงท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่กรอกมาตามสายโทรศัพท์นั้น นายพลตฤณฟังแล้วรู้สึกสบายใจและมีความหวังว่าจะล้มช้างตัวใหญ่ทางภาคเหนือได้ “ครับท่าน!!! ขอบคุณท่านเช่นกันที่จะทำให้เรื่องนี้ถูกจัดการเสียทีเพราะมันหมักหมมบ่มหนองมานานเหลือเกิน ถ้าจัดการคนคนนี้ได้ล่ะก็ พวกปลาซิวปลาสร้อยก็จะสะดุดขาตัวเองแล้วล้มเป็นโดมิโน่เองเลยครับ ที่สำคัญงานนี้ต้องใช้ทีมที่เก่งกาจเท่านั้นถึงจะเอาอยู่ ผมถึงพูดกรอกหูลูกสาวตลอดว่าเกิดมารับรู้ว่าเป็นตัวเราแค่ชาติเดียว ฉะนั้นจงอย่าเสียชาติเกิดครับท่าน” ...นายพลตฤณกล่าวกลับไป แล้วการสนทนาระหว่างท่านผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติกับนายพลตฤณก็จบลงอย่างมีความหวังทั้งสองคน .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







