تسجيل الدخول...โอมยืนครุ่นคิดบางอย่างอยู่ตรงราวระเบียงบ้านไม้สักหลังใหญ่ เขาอยู่ในชุดเสื้อยึดสีขาวมีเสื้อยีนส์สวมทับอีกทีและกางเกงยีนส์ เรื่องที่กำลังครุ่นคิดก็คือเรื่องที่ออมเคยเล่าให้นายพลตฤณและทนายและเขาฟังว่าหลังจากนี้ท่านนายพลจะทำอย่างไรต่อไปทำไมถึงเงียบจนผิดปกติ
...แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะไม้สักดังขึ้น โอมหันมาแล้วเดินมาหยิบดูหน้าจอโทรศัพท์เห็นหมายเลขขึ้นต้นด้วยรหัสพื้นที่เชียงใหม่แล้วกดรับสาย
...โอมตกใจแทบช็อคทำอะไรไม่ถูกหลังจากวางสายจากเจ้าหน้าที่ของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เขาพยายามพาร่างไปหาเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุดตรงระเบียงบ้านพักไม้สักหลังใหญ่...เสียงของเจ้าหน้าที่ยังคงก้องอยู่ในหัวบอกว่าอุมาพรพี่สาวของเขาได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันสาเหตุเพราะถูกวางยาพิษ และทางเรือนจำได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับอุมาพร ทำไมเธอถึงถูกวางยา
...อาการตื้อที่ตีขึ้นเป็นริ้วๆ มากระจุกอยู่ตรงลำคอและเจ็บแปลบตรงหัวใจ เบ้าตาร้อนผ่าวจนน้ำตาไหลออกมา
“พี่ออม!!! ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้!! พี่ออม!!! ฮือออ!!” ...เขารำพันออกมาได้แค่นั้นเพราะความเสียใจจุกอกทำให้คอหอยตีบตันจนรำพันไม่ออก ความรู้สึกทุกอย่างดำดิ่งลงสู่ความมืดมน ...โอมพยายามกลั้นเก็บความเสียใจไว้แล้วตั้งสติ สายตาทอดยาวออกไปแต่กลับมองอะไรไม่เห็นเพราะม่านน้ำตาทำให้ทุกอย่างพล่ามัวไปหมด และหัวใจที่ตอนนี้มีแต่ความเสียใจ เศร้าใจ ทุกข์ใจว่าจะบอกพ่อกับแม่อย่างไรกับเรื่องที่เขาเพิ่งได้รับข่าวเมื่อสักครู่ ...ความเสียใจทำให้ตื้อจนต้องฟุบหน้าร้องไห้ลงกับฝ่ามือ นึกถึงว่าออมพี่สาวกำลังจะพลิกตัวเองกลับมาสร้างประโยชน์ให้ทางการเพื่อกำจัดพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าพี่สาวเพียงคนเดียวของเขา คนที่คอยดูแลเขาทุกอย่างตอนเรียนอยู่เมืองนอกจนเขาเหมือนได้อยู่ใกล้พ่อแม่กลับต้องมาถูกพ่อเลี้ยงทรงพลฆ่าเสียแล้ว “ฮืออออ!!!....พี่ออม....ฮืออออๆๆๆๆ” ...เสียงร้องไห้ของผู้ชายคนนี้สะท้อนสะท้านเข้าไปถึงขั้วหัวใจของลูกน้องที่ยืนหลบอยู่ใกล้ๆ อินตาและแสงดาวยืนดูอยุ่ตั้งแต่เขารับโทรศัพท์แล้ว จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสองรู้สึกสะเทือนใจจนแสงดาวถึงกับร้องไห้ตามนายผู้ชายไปด้วย .................... ...นายพลตฤณและวีรวิทย์ถึงกับตระหนกตกใจกับข่าวร้ายที่ได้รับจากโอม ว่าออมพี่สาวเขาถูกวางยาพิษในเรือนจำและเสียชีวิตแล้ว ตอนนี้รอชันสูตรศพอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะอนุญาตให้ญาติรับศพไปทำพิธีบำเพ็ญกุศลต่อไป ...ยิ่งท่านนายพลด้วยแล้วยิ่งรู้สึกใจหายจนบอกไม่ถูกเพราะยังจำหน้าตาของออมได้ทุกกระเบียดนิ้วในวันที่นั่งฟังข้อมูลจากเธอ และก็รู้ทันทีว่าการตายของออมครั้งนี้เป็นฝีมือใคร ...วิทเองก็เสียใจและเห็นใจโอมเป็นอย่างมาก ทุกคนกำลังจะช่วยกันแก้ไขให้เธอได้รับความยุติธรรมอยู่แล้ว แต่กลับต้องมาสังเวยชีวิตให้กับคนใจอำมหิตอย่างพ่อเลี้ยงทรงพลเสียก่อน ...โอมบอกวีรวิทย์ว่าเขาโทรมาส่งข่าวทางนี้ก่อนจะบอกพ่อกับแม่เพราะต้องการตั้งหลักก่อนจะเผชิญหน้าพ่อกับแม่พร้อมข่าวร้ายที่ไม่อยากจะนึกภาพของท่านทั้งสองเลยเมื่อทราบเรื่อง และวีรวิทย์ก็เข้าใจโอมดีจึงปลอบใจให้เขาค่อยๆ ตั้งสติทำใจให้เข้มแข็งพร้อมเผชิญกับเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือความเสียใจของพ่อแม่ .......................ความเครียดและเสียใจทำให้โอมไม่สามารถข่มตาลงหลับได้ตลอดทั้งคืน แม้จะนั่งเอนกายอยู่กับเก้าอี้ผ้าใบตรงระเบียงก็ตามแต่ใจกลับคิดวนเวียนไม่จบสิ้นจนถึงเช้า
...แสงแรกแห่งวันใหม่ค่อยๆ ส่องสว่างจากขอบฟ้าเหนือภูผาที่สลับซับซ้อนไกลสุดตานั่น จนดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าแสงสว่างเจิดจ้าปะทะใบหน้าหมองหม่นของเขา โอมหรี่ตามองแสงอาทิตย์ยามเช้าแล้วตัดสินใจลุกจากเก้าอี้เดินเข้าห้องพักส่วนตัวในบ้านไม้สักหลังใหญ่
...โอมก้าวขึ้นรถกระบะสีดำสี่ประตูคันใหญ่อย่างเอื่อยๆ แล้วขับออกจากบ้านริมหน้าผามุ่งหน้าไปยังบ้านที่พ่อแม่พักอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ตลอดระยะทางเกือบสองชั่วโมงที่เขาขับรถมาเรื่อยๆ นั้น จิตใจก็ครุ่นคิดตลอดว่าจะบอกพ่อกับแม่อย่างไรดี จนรถมาถึงหน้ารั้วบ้านหลังใหญ่ประตูรั้วเปิดอยู่และมีลุงคนสวนกำลังยกโต๊ะเล็กๆ กลับเข้าบ้าน นั่นหมายถึงพ่อกับแม่เพิ่งเสร็จกิจวัตรใส่บาตรตอนเช้า...เขาเลี้ยวรถเข้าไปแล้วขับไปจอดยังหน้าประตูบ้านหลังใหญ่ทรงตึก โอมหันหน้าไปมองประตูบ้านและรู้สึกไม่อยากลงจากรถเลย แต่ความจริงเป็นสิ่งที่เขาและพ่อแม่ต้องเผชิญร่วมกันอย่างหลีกไม่พ้นจริงๆ เขาต้องลงจากรถช้าๆ
....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







