تسجيل الدخول...แม่เลี้ยงฟองจันทร์ในชุดนุ่งซิ่นและสวมเสื้อพื้นเมืองสีน้ำเงินเห็นลูกชายมาแต่เช้าก็แปลกใจเลยรีบเดินออกมารับ
“มีงานที่ออฟฟิศเหรอลูกทำไมมาแต่เช้าล่ะ แล้วได้ข่าวพี่ออมบ้างไหมพักหลังแม่ไม่ได้ข่าวเลยนะ!!” ...ผู้เป็นแม่ปรี่เข้ามาแล้วถามถึงออมลูกสาวคนโตด้วยสีหน้ากังวล ...โอมหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผู้เป็นแม่แล้วมองใบหน้าที่เริ่มชรากับสายตารอคำตอบ ผู้หญิงที่ให้กำเนิดเขากับพี่สาวยืนอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วแต่ใจโอมกลับปั่นป่วนพูดไม่ออก แล้วอาการตื้อก็เกิดขึ้นอีกครั้งจนแก้มก็เริ่มสั่นก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆ ซึมออกมา...ซึมออกมา จนล้นแล้วไหลลงมาต่อหน้าผู้เป็นแม่ ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์เห็นลูกชายน้ำตาไหลก็ตกใจพุ่งเข้าหาอย่างลนลานพร้อมกับจับแขนทั้งสองข้างของเขาแล้วเขย่า “เป็นอะไรโอม!! เกิดอะไรขึ้นบอกแม่สิ!!! โอม!!” ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์เขย่าแขนถามลูกชายอย่างตระหนกและเริ่มใจคอไม่ดีเมื่อเห็นลูกชายน้ำตาไหลไม่หยุด “แม่ครับ!!! พี่ออม......!!!!” ...โอมพยายามจะพูดให้จบประโยคแต่อาการตีบตันทำให้เขาพูดได้แค่สั้นๆ ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์ได้ยินแค่นั้นก็ไม่อยากจะเดาต่อไป เพราะสิ่งที่ลูกชายเป็นอยู่ตอนนี้มันคงมีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องที่เธอไม่อยากได้ยิน ความหวาดหวั่นโถมเข้าหัวใจผู้เป็นแม่ “อะไรกันโอม!! ไม่นะ...ไม่นะโอม อย่า...อย่าบอกแม่นะ!!!” ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์พูดตะกุกตะกักหน้าซีดเผือด ยิ่งโอมไม่รีบแก้ต่างคำพูดของเธอก็ยิ่งเหมือนการยืนยันว่าสิ่งที่เธอคิดกำลังกลายเป็นความจริง...โอมฝืนกลืนก้อนตีบตันที่จุกอยู่ลำคอลงไป
“ครับแม่!!! พี่ออมไม่อยู่แล้ว!! พี่ออมจากเราไปแล้วครับ!!!” ...โอมฝืนใจพูดออกไปจนจบประโยค ประโยคที่ทุกคนในครอบครัวไม่อยากได้ยิน “หา!!!!!! ออม!!!! ออมลูกแม่!! ไม่นะ!!! ออมมมมม!!!” ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์อุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีดแล้วร่างก็ทรุดลงเพราะเกิดอาการวูบ แต่โอมคว้าร่างแม่ไว้ทันก่อนร่างนั้นจะทรุดลงไปกองกับพื้น แต่ขณะที่โอมช้อนร่างแม่ขึ้นอุ้มเสียงหนึ่งก็เกิดขึ้นจากในบ้าน เพล้งงงงงง!!! ...สิ่งของบางอย่างตกแตกเสียดังออกมาข้างนอกทำให้โอมทำกำลังอุ้มแม่อยู่รีบเดินพาร่างของแม่เข้าไปในตัวบ้าน ...เขาเห็นพ่อยืนสั่นอยู่กลางห้องโถงจึงรีบเดินไปวางแม่ลงนอนยังโซฟาตัวยาวแล้วกลับมาดูผู้เป็นพ่อ โอมก้มมองพื้นเห็นแก้วกาแฟตกแตกเศษแก้วและกาแฟกระจายเต็มพื้น “พ่อ!!! พ่อครับ!!!” ...โอมจับแขนพ่อทั้งสองข้างไว้ ร่างนั้นยืนสั่นโงนเงนใบหน้าซีดเผือด โอมรู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาพูดกับแม่นั้นพ่อก็ได้ยินด้วยเช่นกันเพราะอยู่ห่างกันไม่มาก ...โอมรีบประคองให้พ่อนั่งลงยังเก้าอี้โซฟาตัวสั้นที่ใกล้ที่สุดแล้วรีบดึงมือถือออกจากกระเป๋าเสื้อยืนส์เพื่อโทรแจ้งโรงพยาบาลที่พ่อไปตรวจร่างกายอยู่เป็นประจำและร้องขอใรถพยาบาลให้มารับพ่อกับแม่ด่วน ...ป้าแม่บ้านและลุงคนสวนรีบวิ่งเข้ามาเพราะได้ยินเสียงวุ่นวายภายในบ้าน เมื่อเห็นสถานการณ์ฉุกเฉินของเจ้านายทั้งสองก็รีบเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล แล้วแม่เลี้ยงฟองจันทร์ก็ค่อยๆ รู้สึกตัว“ฮือๆๆๆๆ ออม!! ออมลูกแม่!!”
...เสียงร้องและเสียงเรียกลูกสาวของผู้เป็นแม่นั้นปานจะขาดใจ
...โอมนั่งปลอบใจแม่อย่างใกล้ชิด และคิดว่าตอนนี้เขาจะต้องเป็นทุกอย่างให้พ่อกับแม่ เขาต้องตั้งสติและเพื่อดำเนินการทุกอย่างแทนพ่อกับแม่
...สิบนาทีต่อมาเสียงรถพยาบาลก็วิ่งผ่านประตูรั้วเข้ามาจอดยังหน้าประตูบ้านเทียบรถของโอม โอมรีบบอกอาการของพ่อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลฟังและบอกลุงคนสวนให้ไปกับรถพยาบาลด้วยเพื่อคอยดูแล ส่วนเขาจะดูแลแม่ทางนี้ก่อนแล้วจะรีบตามไป
...จนเมื่อแม่เลี้ยงฟองจันทร์ค่อยควบคุมสติได้แล้วเขาจึงบอกป้าแม่บ้านช่วยดูแลต่อส่วนเขารีบออกรถเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาล
...ระหว่างทางโอมภาวนาขอให้พ่ออย่าเป็นอะไรมากและพยายามลำดับสิ่งที่ต้องทำ อันดับต่อไปคือแจ้งข่าวแก่ญาติๆ ทั้งหมด แล้วเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอรับศพพี่สาวมาทำพิธีทางศาสนาต่อไป
...โอมนึกถึงอาการของพ่อกับแม่เมื่อครู่ก็รู้สึกจุกและแค้น แล้วเขาก็นึกถึงใบหน้าของพ่อเลี้ยงทรงพล แม้จะเห็นแค่ผ่านๆ ครั้งสองครั้งแต่เขาก็พอจำเค้าหน้าได้ และจะจำไปจนวันตายว่าคนคนนี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อไปบนทรัพย์ศฤงคารที่แสนโสโครกนั่น เมื่อไหร่เทพเจ้าจะมอบความตายให้มันเสียที!!
.................... ...เย็นวันนี้เบญรดาหรือแวนด้าเลิกงานแล้วคิดอยากจะมาเดินเล่นดูดอกไม้หลากหลายชนิดในตลาดดอกไม้ ขณะนั้นกำลังมีรถขนส่งหลายประเภททยอยขับเข้ามาส่งดอกไม้ยังตลาดแห่งนี้ ...แต่หัวใจเบญรดาหรือแวนด้ากลับหดหู่เกินกว่าจะชื่นชมสีสันและความงามของดอกไม้นานาพันธ์ที่อยู่ตรงหน้า เพราะข่าวร้ายที่นายพลตฤณผู้เป็นพ่อโทรมาบอกว่าคนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพ่อเลี้ยงทรงพลโดนวางยาพิษและเสียชีวิตแล้วเมื่อวาน ...แม้ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าค่าตากัน แต่การที่ได้รู้ว่าเธอเป็นคนสำคัญในการให้ข้อมูลเบื้องต้นจนทำให้ผู้บังคับการตำรวจแห่งชาติเรียกทีมรบพิเศษเข้าประชุมและเกิดการวางแผนจนทำให้เธอมาเดินตีเนียนเตร็ดเตร่อยู่กลางเมืองเชียงใหม่ในวันนี้อย่างไรเล่า ...เบญรดาหรือแวนด้าหยุดเท้าลงตรงหน้าร้านดอกไม้ร้านหนึ่งแล้วมองดอกเบญจมาศขนาดใหญ่สีเหลืองอร่ามพร้อมกับตั้งจิตระลึกถึงอุมาพร(ขอให้ดวงวิญญาณของคุณอุมาพรไปสู่สุขคตินะคะ ฉันจะแก้แค้นให้คุณเองค่ะ ฉันจะแก้แค้นให้ทุกคนที่มันเคยกระทำไว้)
...แต่ขณะที่เธอกำลังตั้งจิตให้สงบเพื่อเคารพบุคคลที่ให้ข้อมูล ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งจากร้านถัดไปเดินออกมาหน้าร้าน
“คุณโอมเจ้า!! มายะหยังเจ้าหันเปิ้นอู้กั๋นว่าคุณโอมติดงานศพปี้สาวบ่ใจ้ก๋า ปี้เสียใจโตยเน้อ!!” ...เสียงผู้หญิงคนนั้นงน่าจะเป็นเจ้าของร้านตะโกนคุยกับใครสักคนซึ่งก็ดังพอที่เธอจะได้ยิน แต่เบญรดาไม่ได้สนใจอะไรกับการพูดคุยนั่นและเดินมองดอกไม้ชนิดต่างๆ หลังส่งจิตอธิษฐานให้อุมาพรแล้ว...จังหวะที่เบญรดาก้าวเท้าออกไปจากจุดที่ยืน เขาคนนั้นก็เดินตามหลังมายืนแทนเธอ
“ผมนำค่าจ้างขนกล้วยไม้มาให้คนงานน่ะครับ ใช่ครับพี่!! ตอนนี้ศพพี่สาวตั้งอยู่ที่วัด แต่คนงานเขาทำงานเสร็จแล้วผมเกรงว่าเขาจะไม่มีเงินใช้จ่ายเลยนำมาให้น่ะครับ แล้วพอดีมีธุระแถวนี้ด้วย” ...โอมยืนคุยกับหญิงกับหญิงเจ้าของร้านคนนั้นโดยเขาเองก็เห็นว่ามีหญิงคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้า ...เบญรดาเองก็ได้ยินการสนทนานั่นเพราะเพิ่งเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว เธอได้ยินแว่วๆ แต่คำที่สะดุดหูคือกล้วยไม้ ดอกไม้ที่เธอชอบเลยได้รู้ว่าที่นี่มีกล้วยไม้มาลงด้วยแต่ยังไม่เห็นมีร้านกล้วยไม้เลย พอหันกลับไปเพื่อจะมองว่าคนพูดนั้นมีร้านอยู่ตรงไหน จะได้เดินไปชม ...ประจวบเหมาะกับที่โอมกล่าวคำลาพร้อมกับก้าวเท้าเดินไปอีกทาง เบญรดาเลยได้แต่เห็นหลังเขาค่อยๆ ห่างออกไป....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







