تسجيل الدخول...ฤดูร้อนของเมืองเชียงใหม่ช่วงบ่ายวันนี้อากาศร้อนพอประมาณ เบญรดาซึ่งอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวรัดรูปสีกรมท่ากางเกงผ้าสีดำทรงกระบอกและรองเท้าคัทชูส้นเตี้ยที่ออกแนวสาวเท่ห์ใส่กันเดินอยู่บนฟุตบาทเพื่อหาสถานที่ตามโลเคชั่นที่ได้รับมา
...ด้วยท่วงท่าก้าวเดินที่มั่นคงบ่งบอกถึงสุขภาพที่แข็งแรงและอีกใบหน้าที่ดูสวยคมก็รับกับทรงผมที่เริ่มงอกเข้าที่ทำให้ภาพรวมดูดีมีเสน่ห์และเท่ห์น่ามอง สายตาจ้องไปยังตึกใหญ่หลังหนึ่ง
...จนเมื่อมายืนอยู่หน้าตึกแถวใหญ่โตโอ่อ่าประดับประดาสไตล์ล้านนาดูคลาสสิคและสวยงามมาก ป้ายเหนือประตูเป็นชื่อบริษัททัวร์ตรงตามเป้าหมาย แล้วเบญรดาก็เปิดประตูกระจกเข้าไปแจ้งพนักงานต้อนรับว่ามาหาผู้จัดการที่นี่
...ผ่านไปครู่เดียวก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินยิ้มมาแต่ไกล ความสูงของเธอน่าจะปรมาณร้อยหกสิบเซนติเมตร ผมยาวดำขลับที่กลางกระหม่อมมีเกล้าผมไว้ส่วนหนึ่งแล้วรัดเกล้าด้วยดอกไม้สีสวย ใบหน้าแต่งเติมได้อย่างพอดีรับกับความสวยที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งส่งให้ดูมีออร่าสวยสง่าอย่างคนชาวเหนือได้ชัดเจน
“สวัสดีเจ๊า ปี้จื้อสายไหมนะเจ๊า ปี้เป๋นผู้จัดการตี้นี่ดูแลระบบงานตึงมดนะเจ๊า อั้นน้องตี้สำนักงานใหญ่แจ้งมาก่อเจ้า น้องจื้ออะหยังเจ๊า!!” ...คุณสายไหมในชุดนุ่งซิ่นและเสื้อพื้นเมืองสีโอรสสวยหวานกล่าวทักทายและถามชื่อเธอมาแต่ไกล ...เบญรดายกมือไหว้คุณสายไหมพร้อมส่งยิ้มให้แต่พอถูกถามชื่อก็ชะงักกึกแล้วหุบยิ้มแทบจะทันที คิดในใจว่า (ตายล่ะหว่า!!! ลืมไปเลยว่าต้องมีชื่อ เอ๊!!! ชื่ออะไรดีล่ะ!!) ...เบลแสร้งยิ้มให้คุณสายไหมอีกครั้งก่อนจะทำท่าเอียงอายเล็กน้อยแล้วกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อกลบเกลื่อนในขณะที่ต้องคิดชื่อให้ตัวเอง แม้เธอจะฟังคำเมืองไม่ถนัดแต่ก็พอเดาออกว่าสายไหมว่าพูดอะไร ...และทันใดนั้นสายตาของเบญรดาก็ไปหยุดอยู่ตรงสวนหย่อมเล็กๆ ซึ่งถูกจัดไว้สำหรับประดับสถานที่ ในสวนหย่อมเล็กๆ นั่นมีดอกกล้วยไม้สีบานเย็นสวยงามทีเดียว “อ๋อเอ่อ...หนู...ชื่อ...แวนด้าค่ะ แวนด้า แหะๆ” ...เบญรดาแนะนำตัวเองตามชื่อกล้วยไม้สายพันธุ์แวนด้าแล้วหัวเราะกลบเกลื่อน ...ด้วยไหวพริบและความรู้เรื่องดอกกล้วยไม้ที่พอมีอยู่บ้างเท่าหางอึ่ง เลยทำให้คิดชื่อได้ทันจนไม่ทำให้น่าสงสัยว่าแม้แต่ชื่อก็ดูเหมือนไม่อยากบอกซึ่งอาจทำให้มีพิรุธได้ “ว้าววว!!! แวนด้าจื้อเพราะขนาดเนาะ กนก่องามชื่อก็งามเหมาะแต๊ๆ เจ๊า” ...คุณสายไหมพูดแล้วส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เธอได้รับหน้าที่ให้สอนงานแก่พนักงานคนใหม่จากที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพส่งมาและบอกว่าเป็นเด็กที่เก่งภาษาอังกฤษจึงส่งมาช่วยงานชั่วคราวช่วงเปิดโปรเจคใหม่สำหรับขายทัวร์ให้กับนักท่องเที่ยวแถบยุโรปที่เข้ามาเที่ยวเชียงใหม่มากขึ้นทุกวัน “คงขอวิชาคุณสายไหมแล้วล่ะค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะแนะนำได้ทุกอย่างเลยค่ะงานหนักงานเบาไม่เกี่ยงค่ะ หนูรับได้หมดขอให้บอกนะคะ!!” ...เบญรดาหรือแวนด้าพูดไปยิ้มอ้อนไปเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกเอ็นดูเธอให้มากที่สุด ...และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อคุณสายไหมได้เจอกับคนมีกิริยาน่ารัก พูดจาไพเราะอ่อนน้อมถ่อมตนก็เกิดความรู้สึกดีได้ไม่ยาก “เจ๊าแล้วปี้จะค่อยๆ สอนเน้อ วันนี้น้องแวนด้าพักก่อนน่ะเจ๊าเพราะนี่ก็แลงแล้ว ไว้วันพูกมาเข้ายะงานแปดโมงกึ่งเน้อ อั้นแล้วมีตี้พักแล้วก่อเจ๊า!!” ...คุณสายไหมพูดคำเมืองอย่างรู้สึกเอ็นดูแวนด้า และยังมีน้ำใจถามไถ่ถึงที่พักอีกต่างหากเพราะหากยังไม่มีเธอจะได้ช่วยหาที่พักให้ “มีแล้วค่ะเป็นอพาร์ทเม้นท์อยู่ใกล้ๆ ตลาดดอกไม้ตรงนี้เองค่ะ หนูมาถึงเมื่อตอนเที่ยวแล้วลองเดินเล่นแถวนั้นดูมีดอกไม้สวยๆ ทั้งนั้นเลยค่ะตลาดก็ทั้งใหญ่และกว้าง ดีจังค่ะตื่นเช้ามาเดินมาทำงานหนูจะได้ชมดอกไม้ให้สดชื่นก่อนเข้างานทุกวันเลยค่ะ” ...น้ำเสียงสดใสไพเราะและท่าทางไร้เดียงสาของแวนด้านั้นยิ่งทำให้คุณสายไหมรู้สึกถูกชะตาและชอบพอมากขึ้นอีก “เจ๊า!! โชคดีเนาะตี้ได้พักตี้หั้น ปี้ก่าอยากอยู่ใกล้ๆ กาดดอกเหมือนกั๋นแหละเจ๊าเพราะช่วงกล่างคืนจะมีคนเอาดอกมาจากดอยต่างๆ จากโครงการหลวงก่ามีจากสวนจากฟาร์มเอกชนก่ามี เอามาส่งกาดเพ้แหละเจ้า ได้ผ่อดอกไม้นักๆ นี่ท่าจะงามขนาดเน้อ!!” ...คุณสายไหมชวนคุยอย่างเป็นกันเองและดีใจแทนเธอที่ได้พักใกล้ตลาดดอกไม้ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ ...เมื่อแนะนำตัวและทำความรู้จักกันคร่าวๆ แล้วเบญรดาจึงขอตัวเดินกลับที่พักซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบริษัททัวร์ที่เธอจะเริ่มทำงานในวันพรุ่งนี้ .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







