LOGIN...แสงอ่อนๆ ในตอนเช้าสาดเข้ามาผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
...เบญรดาค่อยๆ ขยับร่างเปลือยเปล่าที่ซุกอยู่ใต้ผ่าห่มผืนหนา เธอพลิกตัวช้าๆ เบาๆ เพราะเกรงจะทำให้คนที่เธอนอนหนุนแขนทั้งคืนต้องตื่น แม้ตอนนี้จะไม่มีอะไรปกปิดร่างกายแต่ก็ต้องลุกเพื่อทำกิจวัตรส่วนตัวและเตรียมโทรติดต่อพูดคุยกับคนที่จะไปจัดการเรื่องห้องพักให้ในตัวเมือง ...ทว่าจังหวะที่เบญรดาผงกหัวขึ้นมองหาผ้าห่มอีกผืนแล้วดึงมาพันกายไว้และทำท่าจะลุกจากที่นอน อยู่ๆ ก็มีแขนมารวบลำตัวไว้จนเธอตกใจ “โอ้ววว!!” “จะไปไหน!! หือออ!!!” ...โอมถามเสียงงัวเงียปนหมั่นเขี้ยวโดยไม่ต้องการคำตอบ แล้วรั้งร่างที่กำลังลุกนั่นกลับมาจนเธอหงายหลังลงมาบนแผ่นอกเขา เธอเกร็งทันที “ปล่อยน๊า จะไปห้องน้ำ เช้าแล้วนะ” ...เธอบอกแล้วดิ้นไปมาเพื่อให้เขาปล่อยแขนที่เกี่ยวรัดลำตัวไว้ทั้งผ้าห่มนั่น “สัญญากับพี่ก่อนว่าจะไม่ไปไหน แล้วพี่จะปล่อย โอเคมั้ย!!” ...เสียงงัวเงียของเขาดังอยู่ข้างซอกคอเบญรดา แล้วเขายังใช้แขนอีกข้างมาสวมกอดไว้อีก เลยทำให้เบญรดาตกอยู่ในท่านอนหงายโดยร่างท่อนบนพาดอยู่บนแผ่นอกเขาที่เธอได้สัมผัสแล้วรู้ว่ามันแข็งแรงและอบอุ่นแค่ไหน “ปล่อยก่อนสิ!! นี่หายใจจะไม่ออกอยู่แล้วนะ” ...เธอหยุดดิ้นแล้วบอกเขาด้วยเสียงงอนๆ แต่อ้อมแขนที่กอดรัดไว้แน่นเหมือนงูเหลือมนั่นไม่ได้ทำตามที่เธอบอกเลย ตรงกันข้ามที่เขากลับนอนอมยิ้มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “หึหึหึ ดิ้นไปเหอะ ยังไงก็ไม่ปล่อย” “เอ๊ปล่อยสิ เสียเวลาน่า” “ทำไมล่ะครับคุณตำรวจหญิง!! คุณได้ผมแล้วจะทิ้งกันง่ายๆ งั้นเหรอ ผมไม่ยอมนะ ยังไงคุณก็ต้องรับผิดชอบด้วย” ...โอมเย้าแต่ใบหน้าและสายตานั้นยิ้มตลอดเวลา “เฮ้ยจะบ้าเหรอ!! พูดอะไรน่ะ!!” ...เธอเองก็แกล้งกระแทกเสียงทีเล่นทีจริงออกไปเช่นกัน “ฮ่าๆๆ ไม่รู้ล่ะ!! ถ้าไม่รับผิดชอบ พี่จะไปฟ้องท่านนายพลจริงๆ ด้วยคอยดูสิ ฮ่าๆๆ” “โอ้ยย!! เกิดมาเพิ่งเคยเห็นว่าผู้ชายพูดอย่างนี้ก็ได้เหรอ!! งั้นปล่อยสิจะรีบโทรไปเตี๊ยมกับป๊าว่าจะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น อื๋ออออ!! ปล่อยสิ...ปล่อย...ปล่อยน๊า” ...แม้การดิ้นจะไม่จริงจังอะไรแต่เธอก็ไม่อยากขลุกอยู่บนที่นอนต่อแล้ว ...แต่เมื่อเบญรดาดิ้นหนักขึ้นๆ จนได้จังหวะดีดตัวเองจนขึ้นไปอยู่ในท่านั่งก็รีบพุ่งตัวหวังจะกลิ้งออกไปให้พ้นที่นอน แต่โอมก็ทันเกมส์รีบดีดตัวเข้าตะครุบร่างในผ้าห่มนั้นไว้ทัน แม้จะกอดไว้ได้แค่ช่วงต้นขาแต่เขาก็ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปทั้งหมดเพื่อไม่ให้ร่างนั้นขยับขาได้ ...เมื่อไปต่อไม่ได้เธอก็เริ่มงอนและหงุดหงิดที่เขาแหย่ไม่เลิก “เอ้ะทำไมเป็นคนอย่างงี้อ่ะ!! เลิกเล่นได้แล้ว จะอาบน้ำแล้วนะ” ...แต่มีเหรอที่เขาจะปล่อยเธอไปง่ายๆ โอมออกแรงรั้งร่างนั้นให้กลับมานอนหงายอยู่บนที่นอนอีกครั้ง แล้วรีบเปิดผ้าห่มจากท่อนล่างพร้อมกับซุกหน้าเข้าไปโดยไม่ให้เธอตั้งตัว ...เบญรดาถึงกับสะดุ้งตัวงอเป็นกุ้งเมื่อรู้สึกถึงใบหน้าเขาที่เข้ามาสัมผัสท่อนขาของเธอ “โอ๊ยไม่นะ!!! ฮือๆๆๆ คุณโอมพอแล้ว...หยุดสิ!!” ...ปากก็ร้องห้ามมือก็ปัดป่ายไล่เขาเป็นพัลวัน ...โอมใช้ความเร็วซุกไซ้ใบหน้าจากท่อนขาช่วงบนแล้วไล่เลื้อยพ้นขึ้นไปจนถึงจุดพิกัดสำคัญ เขารีบซุกหน้าเข้าหาจุดพิกัดนั่นทันที “อื๋มมมม!!! กรี๊ดดด!!! คุณโอม..ไม่ๆ พอแล้วๆๆ” ...เสียงร้องตกใจและห้ามปรามของเธอเริ่มสั่นพร่า ยิ่งใบหน้านั้นซุกไซ้ล้ำลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งสั่นและอ่อนแรง ...เบญรดาพยายามพลิกตัวหนีแต่ไม่สำเร็จ และตรงกันข้ามที่อาการต่อต้านเล็กๆ เมื่อครู่กลับค่อยๆ คลายลงและมีความสั่นซ่านมาแทนที่ ...โอมอุตส่าห์ฝ่าฟันโดยใช้ลิ้นรุกเร้านำทางเข้ามาเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ รุกล้ำหนักหน่วงมากขึ้นๆ จนเจ้าของร่างที่นอนสั่นสะท้านนั้นไม่เหลือแรงต้านใดๆ แล้ว ถึงตอนนี้โอมก็ไม่อยากหยุดอารมณ์ตัวเองแล้ว ...เจ้าของร่างที่นอนสะท้านบอกตัวเองว่าไม่สามารถต้านเขาและอารมณ์ตัวเองได้อีกแล้วเช่นกัน แล้วเธอก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสนองรับการรุกล้ำด้วยลิ้นอุ่นจัดของเขาที่ไล่เลื้อยเข้ามายังร่องสนามแม่เหล็กของเธอ ...เมื่อความเร้าร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เธอก็สะบัดผ้าห่มที่ปิดร่างกายตัวเองออกไปให้พ้นจากการขวางกั้นอารมณ์ทั้งหมดที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ...โอมยังคงซุกหน้าเลื้อยลึกเข้าไปยังจุดซ่อนเร้นอย่างสุดจะยับยั้ง แล้วค่อยๆ ถอยทัพเปลี่ยนเป็นเลื้อยขึ้นไปแล้วใช้ฝ่ามือร้อนผ่าวคลุกเคล้าก้อนเนื้อหนั่นแน่นทั้งสองข้างก่อนจะจัดการไล่รัดตวัดลิ้นครอบครองมันอย่างดูดดื่มอีกครั้ง “คุณโอม” ...เสียงเรียกสั่นพร่าของเบญรดาบอกให้เขารู้ว่าเธอพร้อมแล้วที่จะโบยบินไปกับเขาอีกครั้ง ...และแล้วเมื่อโอมไล่เลื้อยริมฝีปากขึ้นมาทำท่าประทับจูบริมฝีปากนุ่มๆ ที่รอเขาอยู่นั้น เขาก็ใช้จังหวะนั้นนำความเป็นชายรุกล้ำเข้ามายังจุดซ่อนเร้นของเธอพร้อมกับประทับจูบอย่างดูดดื่มและเธอก็ตอบรับความล้ำลึกไปด้วยกันอีกครั้ง...แต่อยู่ๆ โอมก็หยุดปฏิบัติการเสียดื้อๆ
“ยอมพี่หรือยัง!! หือ..ยอมสัญญากับพี่หรือยัง!!” ...โอมเรียกหาสัญญาขณะที่เขาเป็นต่อ เขาใช้จังหวะที่อารมณ์กำลังพุ่งพล่านนี้เรียกร้องคำสัญญาจากเธอ “ยอมค่ะ ยอมแล้ว สัญญาค่ะ” ...เมื่อโอมเรียกร้องได้สำเร็จ เขาก็รวบรวมพลังโหมกระหน่ำความคลั่งไคล้ทั้งหมดออกไปจนพาเบญรดาไปแตะขอบฟ้าด้วยกันอีกครั้ง .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







