Se connecter“หมวดเบลกับธีรพงษ์ จะเป็นตัวหลักเพื่อไปสืบข้อมูลเพิ่มที่เชียงใหม่ ผมติดต่อให้สายช่วยพาคุณเข้าทำงานที่โรงแรมของพ่อเลี้ยงทรงพลแล้ว จะไปอยู่ตำแหน่งดอร์แมนหนึ่งคน และอยู่ตำแหน่งอินฟอร์เมชั่นหรือคอยให้ข้อมูลของบริษัททัวร์ของพ่อเลี้ยงเหมือนกัน แล้วให้หมวดพิมพ์ผกากับผู้กองชีพไปสแตนบายอยู่ลำพูนใกล้กับที่ที่พ่อเลี้ยงเคยนำลูกน้องที่ทำงานพลาดไปฆ่า คอยสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ แต่หากสองคนนี้มีปัญหาให้เข้าสนับสนุนช่วยเหลือทันที ส่วนที่เหลือรอรับข้อมูลอยู่ที่นี่และเครื่องมือสื่อสารต้องพร้อม จำไว้ว่าการทำงานครั้งนี้ค่อนข้างเสี่ยง หากเกิดการผิดพลาดในขั้นตอนใดจงหาวิธีแก้ไขโดยให้งานยังคงรันไปบนความผิดพลาดให้ได้ เข้าใจนะ!!”
...ท่าน ผบ.ตร. ชี้แจงแผนงานอย่างละเอียดกับทีมรบพิเศษเฉพาะกิจ น้ำเสียงเข้มๆ กับคำสั่งขลังๆ นั้นทำให้ผู้รับคำสั่งทั้งหกนายพยักหน้าตอบรับอย่างขึงขังเช่นกัน แล้วการประชุมลับก็จบลง ...เบญรดากลับมาถึงบ้านก็ชี้แจงงานทั้งหมดให้ครอบครัวฟังหลังทานมื้อเย็นเสร็จและทุกคนมานั่งพร้อมหน้ากันชุดโซฟาในห้องโถง เธอโชคดีที่คนในครอบครัวให้การสนับสนุนซัพพอร์ตทุกอย่างและเป็นกำลังใจแม้ว่างานจะเสี่ยงแค่ไหนหรือทุกคนจะเป็นห่วงแค่ไหน แต่จากการถูกบ่มเพาะให้มองว่าการทำผิดกฎหมายเป็นเรื่องน่ารังเกียจและต้องจัดการเมื่อมีโอกาส ทำให้ทุกคนรับฟังอย่างเข้าใจในงานของเธอ ...แม้วิทกับวินไม่ได้อยู่ในสายงานตำรวจแต่ชายหนุ่มทั้งสองก็ถูกปูพื้นจากผู้เป็นพ่อว่าอย่าทำตัวเหนือกฎหมาย อย่าทำให้พ่อแม่ต้องอับอายขายขี้หน้าโดยการใช้บารมีพ่อไปอวดอ้างหรือข่มเหงผู้อื่น...ซึ่งการที่วินเลือกเป็นหมอเพื่อรักษาและช่วยยื้อชีวิตผู้ป่วยให้รอดพ้นจากความตายก็ถือเป็นสายงานที่สร้างคณูประโยชน์ให้ประเทศชาติเช่นกัน
...ส่วนวีรวิทย์แม้จะเป็นนักธุรกิจซึ่งแตกต่างห่างเหินจากผู้เป็นพ่อและน้องชายน้องสาว แต่เขาคือผู้ให้ที่น่าชื่นชมและน่ายกย่องคนหนึ่ง เขามักมอบโอกาสกับคนเล็กๆ ที่นำสิ่งดีๆ มานำเสนอเพื่อให้เขาจำหน่ายไปยังต่างประเทศได้ นี่คือการเปิดโอกาสให้คนที่มีฝีมือได้สร้างรายได้เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว
...บริษัทของเขาจึงไม่ผูกขาดชนิดหรือประเภทสินค้าเพราะหากเขาเจอใคร หรือใครนำสิ่งที่สร้างมาจากหัวสมองของตัวเองล่ะก็ เขาพร้อมจะให้โอกาสแก่คนคนนั้นได้แสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่
...และวีรวิทย์ยังถือเป็นเสาหลักของบ้านอีกต่างหากเพราะรายได้จากการส่งสินค้าออกนอกประเทศสามารถดูแลทุกคนและทุกอย่างในครอบครัวได้สบาย หรือแม้แต่น้องสาวสุดที่รักจะร้องขอสิ่งใดก็ไม่มีสักครั้งที่เขาจะปฏิเสธเพราะเขารู้ดีว่าน้องสาวคือคนที่ทำให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบและโชคดีที่น้องสาวคนนี้ก็เป็นเด็กดีเสียด้วยและตอนนี้ก็กลายเป็นนักรบหญิงซึ่งทำให้คนทั้งบ้านสมหวัง แต่จะมีผู้เป็นแม่คนนึงนี่แหละที่ห่วงน้องสาวมาก
“เฮ่ออออ!! ม๊าจะทำยังไงไม่ให้คิดมากนะเบล ลูกต้องระวังตัวให้มากนะเบล” ...คุณปรียาถอนหายใจด้วยความเป็นห่วงลูกสาวคนเดียวที่จะต้องไปเสี่ยงสืบข้อมูลไอ้พ่อเลี้ยงฆาตกรมืดนั่นถึงเชียงใหม่ “โธ่ม๊าอย่าทำหน้าอย่างนั้นสิคะ!! หนูเป็นตำรวจนะคะ!! แล้วอุตส่าห์ไปเรียนไปฝึกมาได้ขนาดนี้ ถึงเวลาที่ลูกสาวของม๊าต้องปฏิบัติหน้าที่แล้วนะคะ ม๊ารู้มั้ยว่าตอนไปอังกฤษน่ะแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายเหยียบสองล้านนะคะ แล้วเงินนั่นก็เป็นภาษีประชาชนทั้งนั้น งานของหนูคือการจัดการคนทำผิดกฎหมายเพื่อให้เจ้าของเงินภาษีได้อยู่อย่างมีความสุขนะคะม๊า” ...เบลกอดแล้วซบศีรษะลงบนไหล่ของผู้เป็นแม่พร้อมกับพูดเพื่อให้ผู้เป็นแม่สบายใจขึ้น “ม๊ารู้!!! ม๊ารู้หมดแหละไม่ต้องสาธยายให้มากความหรอกน่า เพียงแต่มันอดไม่ได้ที่จะไม่ห่วง รู้ไหม!! แล้วนี่ดูสิม๊าอุตส่าห์ขัดสีฉวีวรรณจนผิวจะเหมือนเดิมอยู่แล้วแต่ดันจะต้องไปเสี่ยงต่ออีก กลับมาก็ต้องมาขัดกันใหม่ล่ะมั้ง!!” ...คุณปรียาพูดด้วยท่าทางงอนเล็กๆ เพราะเธอกับแม่บ้านอุตส่าห์ช่วยกันบำรุงร่างกายหลายอย่างเพื่อให้ลูกสาวกลับมาสวยเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าความสวยค่อยๆ กลับมาก็มีอันต้องไปทำงานเสี่ยงๆ อีกแล้วซึ่งไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน และเพราะรู้นิสัยของลูกสาวว่าหากเธอผู้เป็นแม่ไม่คอยดูแลเรื่องการกินอยู่ให้ล่ะก็ อย่าหวังว่ายายเบลจะพิถีพิถันได้เอง ...เบญรดาเหมือนจะรู้ว่าผู้เป็นแม่กำลังคิดอะไรอยู่เธอเลยอ้อนต่อ “เอาน่าม๊าไม่ต้องห่วงค่ะ หนูสัญญาว่าไปคราวนี้จะไม่ให้ขี้เหร่กลับมาอีก ฮ่าๆๆๆ ดีไม่ดีอาจไปเป็นสาวม้งแก้มแดงคอยเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวไปตะลอนเชียงใหม่จนนักท่องเที่ยวติดใจขอเป็นแฟนก็ได้นะม๊า ฮ่าๆๆ” ...น้ำเสียงร่าเริงสดใสและคำพูดติดตลกนั้นทำให้คุณปรียาค่อยยิ้มได้ขึ้นมาหน่อย ...วิทพี่ชายคนโตเดินไปหยิบกล่องสองกล่องที่วางเตรียมไว้ก่อนแล้วมาส่งให้เบญรดาน้องสาว ...เบญรดามองหน้าพี่ชายอย่างแปลกใจก่อนจะรับมาเปิดดู และเมื่อเห็นสิ่งของในกล่องว่าคืออะไรเธอก็ถึงกับตาโตเลยทีเดียว “โอ้โหพี่วิท!!! โคตรเจ๋งเลย!! นี่มันมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีฟังก์ชั่นใช้งานได้เยอะม้วกกกกกอ่ะ....แล้วนี่ ว้าวววว!!! นาฬิกาข้อมือนี่หนูเห็นครูฝึกใส่อยู่นะคะ โอ้ววววว!!! มันคือสุดยอดนาฬิกาแห่งวงการแอดเวนเจอร์โดยเฉพาะเลยนะคะเนี่ย!! พี่ไปได้มายังไงคะเพราะนาฬิกานี่ต้องติดต่อผ่านแบรนด์โดยตรงถึงจะซื้อได้!!!” ...เบญรดาพูดอย่างตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับของทั้งสองชิ้นนั่นมากและเธอก็รู้ด้วยว่ามูลค่าของมันนั้นสูงทีเดียว ...วิทเห็นน้องสาวดีใจเมื่อเห็นของที่เขาตั้งใจเตรียมไว้ให้แล้วหัวเราะหึๆ “เออน่าจะได้มายังไงก็ช่างแต่ตอนนี้มันเป็นของแกแล้วล่ะ!! แล้วนาฬิกานี้เป็นนาฬิกาอัจฉะริยะเลยนะมีติดจีพีเอสไว้ด้วย พี่ตั้งโปรแกรมเชื่อมเข้ากับมือถือพี่เรียบร้อยล่ะ นี่เพราะไม่อยากให้คุณแม่กระวนกระวายใจเกินไปเวลาติดต่อแกไม่ได้ พี่ก็จะได้ใช้แอพพลิเคชั่นเช็คพิกัดปลายทางได้ไง คุณแม่และทุกคนจะได้สบายใจ ทั้งหมดนี้เพราะทุกคนเป็นห่วงแกมากเลยต้องใช้ตัวช่วยไง เพราะฉะนั้นห้ามขาดการติดต่อเด็ดขาด เข้าใจไหม!!” ...น้ำเสียงฉะฉานของวิททำให้เบลน้องสาวเข้าความรู้สึกของทุกคนดีว่าทั้งรักและเป็นห่วงเธอมากแค่ไหน และทุกคนก็ดูจะตื่นเต้นไปกับนาฬิกาอัจฉะริยะนั่นตามไปด้วย “งุ้ยยย!! เข้าใจแจ่มแจ้งเลยค่ะขอบคุณมากนะพี่วิท หนูเห็นครูฝึกใส่แล้วอย่างเท่ห์เลยหนูยังแอบมองบ่อยๆ เลยนะแต่พอรู้ราคาก็กลืนน้ำลายคอฝืดเลยล่ะ แหะๆๆๆ พี่วิทน่าร้ากกกกกกก!!!” ...คำพูดขี้เล่นกับหน้าตาบ้องแบ๊วของเบญรดานั้นทำให้ทุกคนยิ้มไปกับเธอ ความสวยน่ารักและขี้เล่นนี่เองที่ทำให้เธอเป็นศูนย์กลางของครอบครัวซึ่งคนนอกจะไม่มีวันได้เห็นกิริยาหรืออิริยาบถแบบนี้จากเธอแน่นอน ส่วนบทบาทในหน้าที่นั้นคนในครอบครัวยังไม่เคยเห็นว่าเธอโหดและเด็ดขาดแค่ไหน .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)