تسجيل الدخول...บรรยากาศตอนเที่ยงภายในทัณฑสถานหญิงจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้ที่โรงอาหารมีผู้ต้องขังหญิงในชุดเสื้อกางเกงสีน้ำตาลเข้มซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักโทษชั้นกลางลงมากำลังเข้าแถวรับอาหารจากถาดหลุมซึ่งเป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารแล้วแยกย้ายกันไปหาที่นั่งทานตามสะดวก
“เฮ้ยยย!!! ที่ตรงนี้ของกูเว้ย!!! อีห่า!! ไม่รู้หรือไงว่านี่เป็นที่เฉพาะบุคคล” ...นักโทษหญิงท่าทางวางก้ามคนหนึ่งกระแทกเสียงใส่หน้าออมพร้อมกับยกเท้าขึ้นวางบนเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่ออมนั่งทานอาหารอยู่ ...ออมเกิดอาการไม่พอใจทันทีที่นักโทษหญิงคนนี้มาแสดงกิริยาอันธพาลกับเธอ และนี่คือโรงอาหา ฉะนั้นใครสะดวกจะนั่งตรงไหนก็ได้ ไม่ได้มีกฎห้ามใดๆ เธอจึงลุกขึ้นยืนแล้วมองหน้านักโทษหญิงคนนั้นด้วยความเข่นเขี้ยว “นี่มันพื้นที่ส่วนรวม!! ไม่ได้มีกฎหรือป้ายแปะไว้ว่าเป็นที่เฉพาะของใคร!! เมื่อฉันมานั่งก่อน แกก็ไปนั่งที่อื่นสิ!!” ...ออมโต้อย่างเอาเรื่องเช่นกัน “อ้ะ อ้ะ อ้ะ...อ๊าววววว!!!! วอนเสียแล้ว!! อีนี่วอนแดกตีนกูเสียแล้วไหมล่ะมึง!! นี่มึงก็อยู่มาจะเดือนแล้วก็น่าจะเห็นว่าใครๆ ก็ให้ความเคารพกู!! ฉะนั้นถ้ากูอยากนั่งตรงไหนหรืออยากได้อะไร....กูก็ต้องได้!! หลีกไป!!” ...นักโทษหญิงคนนั้นตะคอกใส่ออมอย่างเดือดดาลแล้วชี้นิ้วไปทางอื่นเพื่อไล่ให้ออมออกไปจากตรงนั้น ...ออมเองก็ใช่ว่าอยากจะมีเรื่องกับใคร แต่สิทธิพื้นฐานแบบนี้หากรักษาไว้ไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว “ไม่!!! ฉันมาก่อนก็ต้องได้นั่งก่อน แกมาทีหลังก็ไปนั่งโน่นสิที่ว่างมีตั้งเยอะแยะ” ...ออมตะเบ็งสวนกลับไปอย่างไม่ลดละ เพี๊ยะ!!! ...ออมถึงกับหน้าหันไปตามแรงตบเต็มฝ่ามือนั่น “นี่แหนะปากดีนักนะมึง!! อีห่าจิก!! กูพูดดีๆ แล้วนะ!! เฮ้ยมึงสองคนลากมันออกไปจากที่ของกูเดียวนี้!!” ...นักโทษหญิงคนนั้นสั่งให้ลูกสมุนซึ่งเป็นนักโทษหญิงด้วยกันอีกสองคนจัดการเข้าประกบออมแล้วจับแขนคนละข้างแล้วลากออมออกจากเก้าอี้ที่เธอมานั่งก่อน ใบหน้าซีกซ้ายของออมเป็นปื้นแดงจากการถูกตบฉาดใหญ่ ...ขณะถูกลากออมก็พยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากการถูกล็อคแขนทั้งสองข้างและไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีใครสนใจว่าเธอเป็นฝ่ายถูกหาเรื่องก่อน หรือแม้แต่ผู้คุมก็ไม่รู้ไปอยู่ไหนเพราะเกิดเรื่องขนาดนี้แล้วทำไมไม่มีใครเข้ามาห้ามเลย ...เสี้ยววินาทีนั้นนักโทษหญิงที่วางก้ามทำร้ายออมก็จัดการดึงบางอย่างออกมาจากชายกางเกงอย่างรวดเร็ว มันเป็นขวดพลาสติกเล็กๆ ที่นักโทษหญิงคนนั้นรีบเปิดขวดแล้วเทบางอย่างลงไปในถาดหลุมอาหารของออม แล้วแสร้งทำเป็นช่วยถือถาดเดินตามหลังไป...เมื่อออมถูกสองนักโทษลูกสมุนบังคับให้นั่งลงตรงที่ว่างซึ่งไม่ห่างจากที่เดิมนักให้ออมก็รีบสะบัดแขนออกจากพันธนาการทันที
“โครมม!!” ...ถาดอาหารของออมถูกวางกระแทกลงตรงหน้าเธอจนน้ำแกงหกกระเด็นเลอะเทอะ “อ้าวนี่ของมึง!!! รีบๆ แดกซะ!! เวลาจะหมดแล้ว!! นี่กูสงสารหรอกนะไม่อย่างนั้นจะเททิ้งให้มึงอดเสียเลยแต่เห็นมึงหน้าโง่ๆ ซื่อๆ กูเลยเห็นใจว่ามึงยังกินไม่อิ่มเลยลดตัวเอามาให้น่ะ เอ้าแดกซะ!!!” ...นักโทษหญิงคนนั้นกระแทกเสียงจบก็หันหลังสะบัดก้นเดินวางมาดไปนั่งยังจุดที่ออมเพิ่งถูกลากมา ...ออมโกรธจนหายใจแรง รู้สึกทั้งโกรธทั้งเกลียดพวกมันจนอยากจะเอาคืนเสียตอนนั้น แต่ต้องพยายามข่มใจไว้เพราะดึงดันไปก็ยิ่งเจ็บตัวเปล่าๆ และคงสู้แรงสามคนไม่ได้ ออมนั่งกัดกรามกรอดๆ เพื่อข่มอารมณ์พลุ่มพล่านไว้ภายใน พยายามดึงสติกลับมายังถาดอาหารตรงหน้าแต่ความแค้นที่จุกอยู่ตรงกระเดือกทำให้ไม่อยากกินต่อ ...ออมลุกจากที่นั่งตั้งใจจะนำถาดอาหารไปล้างโดยไม่แตะอาหารที่เหลือแม้แต่นิดเดียว “เอ้าเร็วๆ!!! เดี๋ยวตอนบ่ายต้องไปถางหญ้ากับลอกบ่อปลาด้านหลังโน่น!! รีบๆ กินเร็วเร็ว!!!” ...เสียงผู้คุมหญิงที่เพิ่งจะโผล่มาตะโกนบอกอยู่กลางโรงอาหาร ทำให้ออมหยุดเท้าทันที ...ออมคิดในใจว่าหากต้องใช้แรงมากขนาดนั้นถ้าไม่กินข้าวแล้วจะมีแรงทำงานได้อย่างไร ถ้าทำงานแบบไม่มีเรี่ยวแรงก็จะโดนเพ่งเล็งและโดนด่าทอหยาบๆ คายๆ ...คิดได้ดังนั้นออมรีบนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุดพร้อมกับวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ แล้วจัดการจ้วงอาหารเข้าปากเคี้ยวหมับๆ อย่างเร่งรีบ เมื่อกินจนอาหารพร่องถาดก็รีบลุกนำถาดไปล้างก่อนจะไปรวมแถวกับนักโทษคนอื่นๆ ...นักโทษหญิงหลายร้อยคนยืนเรียงแถวกันอยู่ใต้อาคารเพื่อฟังคำสั่งจากผู้คุมชี้แจงงานที่ต้องทำในช่วงบ่ายวันนี้ ออมที่กำลังยืนอยู่ในแถวรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกาย ลำคอแห้งผากจนกลืนน้ำลายลำบากแต่คิดว่าน่าจะเพราะดื่มน้ำน้อยไป...อากาศที่ร้อนอบอ้าวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งทำให้ออมรู้สึกว่าความร้อนค่อยๆ ทวีขึ้นจนเหงื่อแตกแล้วไหลเป็นทางจากไรผมลงซอกคอ ร่างกายเริ่มอึดอัดหายใจติดขัด คอแห้งโพรงจมูกแห้งจนสูดลมหายใจลำบาก
...สติที่เหลืออยู่บอกว่าตัวเองกำลังจะเป็นลม แต่ทำไมในร่างกายปั่นป่วนวูบวาบและคลื่นไส้ความร้อนในร่างกายเพิ่มมากขึ้นจนเหมือนอยู่กลางกองเพลิง ทั้งคลื่นเหียนวิงเวียศีรษะจนยืนโงนเงนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ และแล้วอาการทั้งหมดก็แสดงออกมาจนออมไม่สามารถหายใจได้
“โอ๊ยยย!! ชะ...ช่วย...ด้วยยยย!!” ...ร่างกายที่เอนไปเอนมาพยายามส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ มือยกขึ้นกุมลำคอเพราะเหมือนจะขย่อนออกมา แข้งขาอ่อนแรงจนไม่สามารถยืนต่อไปได้และทรุดลงในที่สุด ...นักโทษหญิงที่ยืนติดกันซ้ายขวาพยายามช่วยพยุงออมตั้งแต่ออมเริ่มยืนไม่ไหวจนเธอทรุดฮวบลงกันพื้นซีเมนต์ร้อนผ่าว มีบางคนร้องตะโกนบอกผู้คุมเสียงหลง “ผู้คุมคะ!!! ทางนี้มีคนเป็นลมค่ะ!!” ...เสียงตะโกนบอกผู้คุมนั่นทำให้สายตาทุกคู่หันมามองออมที่นอนอยู่กับพื้น ออมเริ่มเกิดอาการชักเกร็ง อวัยวะภายในเหมือนถูกเครื่องจักรตีสะบัดจนแหลกเหลว แล้วอาหารที่ออมเพิ่งกินเข้าไปก็พุ่งออกจากปากจนหมดตามด้วยน้ำหูน้ำตาและน้ำลายเริ่มทะลักออกมา ...เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของนักโทษหญิงที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้ผู้คุมรีบวิ่งเข้ามา แล้วภาพที่เห็นคือ... ...ออมชักกตระตุกลิ้นแข็ง น้ำลายที่ไม่รู้มาจากไหนผุดออกจากปากเป็นฟองฟอด ...สติสุดท้ายออมรู้ตัวแล้วว่าในร่างกายมียาพิษ แต่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วเพราะในร่างกายเหมือนถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ ตาเหลือกถลนปากพ่นน้ำลายเป็นฟองออกมาแล้วทุกอย่างก็ดับวูบมืดมิดเหมือนปิดสวิทช์ไฟในตอนกลางคืน .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







