تسجيل الدخول“พี่เป็นบ้าไปแล้วเหรอ!!! ไอ้พ่อเลี้ยงมันบอกให้พี่มาเกลี้ยกล่อมผมใช่มั้ย!!!”
...โอมกระแทกเสียงอย่างโมโหหลังจากฟังพี่สาวบอกจะให้เขาขายฟาร์มกล้วยไม้ให้พ่อเลี้ยงทรงพล เขาอุตส่าห์รีบมาหาพี่สาวตามที่พี่สาวโทรบอกว่าจะนัดเจอกันที่ร้านอาหารกลางเมือง แต่กลายเป็นมานั่งฟังผู้เป็นพี่สาวพล่ามอะไรเพ้อเจ้อเพื่อให้เขาขายฟาร์มกล้วยไม้เสียอย่างนั้น ...ออมเองก็พยามใช้ความอดกลั้นข่มอารมณ์เต็มที่เพราะจากที่นึกภาพไว้ว่าเงินเป็นร้อยล้านคงทำให้โอมใจอ่อนลงได้นั้นคงไม่ใช่และไม่ง่ายเสียแล้ว “ฉันไม่ได้บ้าแต่คนที่บ้าคือแก!!! เงินเป็นร้อยๆ ล้านทำไมแกไม่ฉวยโอกาสรับมันไว้ แล้วนั่งกินนอนกินอย่างสุขสบายหรือใช้เลี้ยงดูพ่อกับแม่ไปถึงชาติหน้าก็ไม่หมด!!” ...ออมกระแทกเสียงกลับไปเช่นกันแต่พยายามข่มเสียงไม่ให้ดังมากเพราะอายลูกค้าหลายโต๊ะที่นั่งทานอาหารอยู่ใกล้ๆ โต๊ะของเธอ ...โอมฟังก็ยิ่งโมโหแต่พยายามเก็บอาการโกรธไว้สุดฤทธิ์เพราะยิ่งมองก็ยิ่งเห็นผู้หญิงขี้ยาตาคล้ำสภาพร่างโทรมๆ ที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้คือออมพี่สาวคนเดียวของเขานั่นเอง พี่สาวที่เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเคยบินไปเรียนถึงเมืองนอกจนได้วิชาความ่รู้มาเต็มสมอง แต่ตอนนี้กลับต้องมาเป็นทาสไอ้คนชั่วๆ และเป็นทาสยานรกนั่นอีก ...คิดไปก็ให้ฟ้าผ่าไอ้พ่อเลี้ยงทรงพลนั่นให้ตายๆ ไปเสียหรือนรกขุมไหนก็ได้ช่วยเอามันไปเร็วๆ ทีเถิด แต่เมื่อมองหน้าพี่สาวอย่างพินิจอีกครั้งความผูกพันธ์โดยสายเลือดก็ทำให้ความโกรธลดลง “พี่ออม!!! กลับไปกับผมกลับไปอยู่บ้านกับพ่อกับแม่ พี่ไม่ต้องทำงานก็ได้ ผมจะดูแลพี่เองแต่ขอให้พี่กลับไปได้ไหม!!” ...โอมพูดด้วยเสียงสงบขึ้นเผื่อพี่สาวใจอ่อนและยอมกลับบ้านไปกับเขา“ไม่!!”
“พี่ไปดูสภาพพ่อกับแม่ตอนนี้สิว่าทุกข์ใจแค่ไหนที่ต้องทนคิดถึงและเป็นห่วงพี่!! เป็นห่วงตลอดเวลาว่าจะกินยังไงจะนอนยังไงอยู่สบายไหม!! จะมีใครมาทำให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจหรือเปล่า พี่กลับไปดูสิ!!!” ...โอมพูดถึงพ่อแม่หวังให้ออมคิดใหม่แล้ว ...ออมพี่สาวได้ฟังเรื่องพ่อกับแม่ก็เกิดอาการอึ้ง ความกราดเกรี้ยวค่อยๆ ผ่อนลงจนกลายเป็นนึกภาพเห็นพ่อกับแม่ตอนที่ดูแลตัวเอง แล้วน้ำตาก็ค่อยๆ รื้นขึ้นมาและนึกถึงวันที่เจอผู้เป็นพ่อที่หน้าธนาคารแล้วตนเองก็รนรานจนต้องเดินหนีเพราะตอนนั้นอยู่ในสภาพที่ขาดยา ยิ่งนึกภาพความเป็นครอบครัวที่อบอุ่นอยู่กันพร้อมหน้าก็ยิ่งเจ็บปวด “พี่คิดถึงพ่อกับแม่ใจจะขาดแต่พี่ยังกลับไปตอนนี้ไม่ได้!! ถ้าแกอยากให้พี่กลับไปเร็วๆ แกก็ขายฟาร์มกล้วยไม้ให้พ่อเลี้ยงสิโอม!!” ...คำพูดฟังดูเหมือนจะดีเหมือนจะคิดถึงพ่อแม่จากหัวใจแต่ท้ายประโยคนั่นก็ยังเห็นแก่ตัวอยู่ดี “พี่ออม!! สิ่งที่พี่คิดน่ะมันเห็นแก่ตัวมากรู้ไหม!! ใช่!! เงินเป็นร้อยๆ ล้านมันมากก็จริงแต่พี่รู้ไหมว่าตอนนี้ผมขยายตลาดเพิ่มได้แล้ว พนักงานของเราก็ขยันทำงาน คนงานที่ฟาร์มก็ตั้งใจทำงาน ทุกคนมีครอบครัวที่ต้องดูแลเหมือนที่เรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล แต่ถ้าได้เงินมาเราก็ดูแลได้เฉพาะพ่อกับแม่ของเราแล้วคนอื่นๆ ล่ะเขาจะเป็นยังไง!! ผมคิดว่าเรื่องแค่นี้พี่ดูออกแต่เพราะไอ้พ่อเลี้ยงกับยานรกมันทำให้พี่ไม่สนใจอะไรแล้ว และสิ่งที่ผมกำลังจะสร้างต่อในอนาคตมันมีมูลค่ามากกว่าเงินสกปรกของไอ้พ่อเลี้ยงเสียอีก พี่คิดจะตัดช่องน้อยแบบนี้แล้วพี่ออมคนเดิมไปอยู่ที่ไหน!! คนที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จนใครๆ ก็รัก พี่ออมคนนั้นหายไปไหนแล้ว!!” ...โอมระบายความอัดอั้นออกมาทั้งหมด ความพยายามที่จะกดอารมณ์ไว้ไม่เป็นผลอีกต่อไป ...ออมได้แต่นั่งฟังแล้วนิ่งเพราะเมื่อทบทวนตามคำพูดของน้องชายแล้วก็ถือว่าเขาพูดถูกทั้งหมด คนที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงคือเธอแต่เธอจะแบกหน้าพามือเปล่าๆ กลับไปหาพ่อเลี้ยงได้อย่างไร!! “สรุปแกจะไม่ขายใช่มั้ย!! ได้ไอ้โอม!! วันนี้แกไม่ขายแต่หลังจากนี้หากมีอะไรเกิดขึ้นกับแกก็อย่ามาร้องขอให้ฉันช่วยก็แล้วกัน สำหรับวันนี้ถือว่าเป็นการพบเจอกันที่สูญเปล่า ฉันกำลังจะเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของภาคเหนือ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!!” ...สุดท้ายออมก็พ่ายแพ้ต่อกิเลสยอมเหยียบย่ำความเป็นตัวเองเพื่อแลกกับภาพสวยหรูที่พ่อเลี้ยงกรอกหูอยู่ทุกวัน ภาพที่เธอเห็นตัวเองเป็นนักธุรกิจสาวที่ทั้งเก่งและสวยโดยออมไม่รู้ตัวเลยว่ายาเสพติดที่ออมเสพเข้าไปเป็นตัวช่วยสร้างภาพลวงตาได้ดีทีเดียว .................... ...ตอนนี้จำนวนผู้เข้าฝึกคงเหลือ 203 คน เป็นชาย 170 คนและเป็นหญิง 33 คน และวันนี้ผู้เข้าฝึกทุกคนกำลังถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อยและแยกไปลงแช่ในบ่อเกรอะหลังอาคารต่างๆ ในฐานฝึก “ทุกคนฟัง!! อาทิตย์นี้จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายที่เราจะฝึกที่นี่ อาทิตย์หน้าเราจะย้ายไปฝึกยังพื้นที่ทะเลทราย และจะทำการสอบภาคสนามระดับสุดท้ายที่นั่นก่อนจะกลับมาสอบภาคทฤษฎีที่นี่อีกครั้ง จำไว้ว่าถ้าคุณตอบถูกมากกว่าแปดสิบห้าคะแนนในร้อยคะแนนคุณถึงจะผ่านการฝึกทั้งหมด การสอบภาคทฤษฎีไม่มีห้าสิบห้าสิบ เพราะเราถือว่าคุณได้ฝึกฝนทุกอย่างด้วยตัวเองแล้วฉะนั้นคำตอบต้องผิดน้อยที่สุด เข้าใจมั้ย!!!” “เข้าใจครับ!! / เข้าใจค่ะ!!” “เอาล่ะฐานต่อไปเอามื้อเที่ยงอันแสนอร่อยลงไปกินในบ่อเกรอะที่ความลึกมิดหัวคุณ ผมหวังว่าขนมปังคนละก้อนกับกลิ่นหอมๆ ในบ่อเกรอะคงจะทำให้รสชาติมันอร่อยเป็นเลิศขึ้นไปอีก ไปได้!!” ...สิ้นคำสั่งเด็ดขาดของครูฝึกแถวของผู้เข้าฝึกทยอยไปรับขนปังแข็งๆ ที่ปาหัวสุนัขเกือบแตกคนละก้อนๆ แล้วพาแถวเดินตรงไปหลังอาคารตามจุดที่มีทีมครูฝึกยืนรอรับอยู่ ...เบญรดาประคองร่างโงนเงนๆ เดินตามแถวของตัวเองไปข้างหน้าหลังจากรับขนมปังมื้อเที่ยงมาถือไว้ เธอค่อยๆ ยกมือลูบศีรษะโล้นๆ ที่เพิ่งโกนผมออกไปเมื่อวานแล้วมือก็สะดุดเข้ากับบาดแผลที่มีไปทั่วศีรษะ ไหนจะซอกคอและต้นแขนล้วนเต็มไปด้วยบาดแผลทั้งที่เริ่มแห้งไปบ้างแล้วและยังมีเลือดไหลซึมอยู่ก็มี ทุกสัดส่วนของร่างกายไม่มีส่วนไหนที่ไม่ได้รับความเจ็บปวด เล็บเท้าที่หลุดรุ่ยออกไปเกือบครบทุกนิ้วนั้นมีบางนิ้วเริ่มอักเสบแต่ก็ต้องกัดฟันใส่รองเท้าคอมแบทเพราะความเจ็บปวดที่รออยู่ข้างหน้าคงไม่มากไปกว่าที่ผ่านมาอีกแล้ว ...ท่าเดินโซเซและกระเผลกนั้นเดินอย่างรีบเร่งเพื่อให้ทันเพื่อนร่วมแถวซึ่งตอนนี้สภาพทั่วไปไม่ต่างกันเลย ...ดวงตาที่มีเส้นเลือดขอดของเธอมองขนมปังในมือที่มีเชื้อราเป็นจุดๆ แล้วจินตนาการมองให้เป็นขนมเค้กที่แสนอร่อยที่เคยกิน อีกประเดี๋ยวก็จะได้ลงไปกินขนมเค้กที่มีท็อปปิ้งเป็นวิปปิ้งครีมในบ่อเกรอะ..เอ้ยในคาเฟ่แล้ว ......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







